วันรุ่งขึ้นผมรีบตื่นเช้า แต่ก็ยังช้ากว่าพี่อ๊อสอยู่ดี อาหารถูกทำแบบง่าย ๆ ให้ผมกับของเขา ผมรีบทานอาหารและตามพี่เขาไปทำงาน งานของพี่อ๊อสถือว่าหนักหนาสำหรับผมทีเดียว ต้องใช้แรงงานเป็นอย่างมาก ถึงปากจะบอกว่าขออาสามาช่วยประกอบท่าทางอธิบาย แต่แล้วจนรอดก็ขอพี่เขามาพักเป็นระยะ บ่ายแก่ ๆ พี่อ๊อสก็พาผมกลับที่พัก คลองน้ำข้างบ้านที่เกิดจากการขุดเป็นสายยาวจากทะเลสาบไหลผ่านให้กังหันน้ำทำงาน พวกเราสองคนต่างลงไปล้างตัวจากเหงื่อไคลกันอย่างสบายตัว ถึงผมจะไม่ชินกับชีวิตแบบนี้แต่มันก็มีความสุขแปลกใหม่ใช่เล่น
หนึ่งเดือนผ่านไป การสนทนาสื่อสารกับพี่อ๊อสและเพื่อนบ้านของผมพัฒนาขึ้น ถึงมันจะเป็นประโยคง่าย ๆ กับท่าทางประกอบตลก ๆ จนชาวบ้านต่างขบขำผมเป็นประจำ แต่คนที่นี่อัธยาศัยดีกว่าที่คิด ผมยังไปไหนคนเดียวไม่ได้เพราะพี่อ๊อสและชาวบ้านเป็นห่วงผมพอสมควร ซึ่งผมก็คิดว่าผมควรอยู่กับพี่อ๊อสจนผมพูดคุยได้ดีกว่านี้แล้วค่อยออกตามหาพี่เอิร์ธ เพราะตอนนี้ผมไม่รู้อะไรมาก อย่างหมู่บ้านชาวนาที่เราอยู่ก็เป็นแค่หมู่บ้านเกษตรกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของเมืองฮาเวส เพียงเดินไปอีกไม่ถึงกิโลก็สามารถเข้าตัวเมืองได้แล้ว
“ออโตวันนี้ไปเที่ยวในเมืองกันไหม จะได้ไปซื้อของใช้กับเสื้อผ้าให้นายด้วย” พี่อ๊อสบอกผมหลังจากพวกเราทำงานเช้ากลับมาพักที่บ้านแล้ว
“พี่พูดช้า ๆ หน่อยครับ ผมจับประโยคไม่ได้ทั้งหมด”
“ไปเที่ยวกันจะได้ซื้อของให้นาย” พี่อ๊อสพูดสั้นได้ใจความ
“ได้เลยครับ” ผมตอบแล้วยิ้มรับ
เพราะว่าเสื้อจากพี่ซันถึงมันจะไม่ขาดไม่เก่าแต่เพราะมันมีชุดเดียว แถมสะดุดตาแบบสุด ๆ จากคนในโลกนี้ จะให้ผมใส่ทุกวันมันก็อะไรอยู่ แถมพอผมเอาเสื้อพี่อ๊อสมาใส่ก็แบบเหมือนเด็กใส่เสื้อพ่อ แต่ก็จำใจใส่มาตลอด พอได้ยินว่าจะได้ไปเที่ยวไปซื้อของ ก็เหมือนเด็กดีใจ พวกเราเดินลากผักจากสวนของพวกเรามาขายในตลาดในเมือง วันนี้เป็นวันแรกที่ผมได้เข้ามาในเขตตัวเมือง ถึงจะเป็นแค่ชั้นกลางแต่ก็มีผู้คนมากกว่าที่คิดไว้
“ที่นี่ใหญ่จัง” ผมพยายามใช้คำพูดที่พูดง่ายสุดคุยกับพี่อ๊อส
“หมายถึงเมืองนี้ใหญ่หรือ เปล่าเลยไอ้น้องเมืองของเราเป็นเมืองที่เล็กที่สุด”
“ช้าหน่อยพี่”
“ฮะ ๆ ได้ เมืองเราเล็กสุด เข้าใจแล้วนะ”
“เข้าใจครับ”
ถึงการพูดคุยของพวกเราจะไม่สะดวก แต่พี่อ๊อสเป็นคนดีทั้งภายนอกและภายใน ตลอดเดือนที่ผ่านมาผมรู้จักนิสัยพี่เขาพอสมควร พี่เขาเหลือตัวคนเดียว พ่อแม่ถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวงและหายสาบสูญ น้องชายคนเดียวของเขาก็ถูกพวกโครงกระดูกในป่าฆ่าตายหลายปีก่อน ห้องที่ผมได้พักก็คือห้องของโอ๊สน้องพี่อ๊อส ผมเลยรู้แล้วที่พี่เขาดีกับผมขนาดนี้เพราะอะไร แต่ผมรู้จักบุญคุณคน ผมจะช่วยเหลืองานพี่เขาเท่าที่ทำได้ และจนกว่าจะออกเดินทางผมจะคอยเป็นกำลังใจให้พี่อ๊อสไปอีกระยะหนึ่ง
“คิดอะไรอยู่ ออโต้” พี่อ๊อสถามหลังเห็นผมทำหน้าตาแปลก ๆ
“ไม่มีอะไรครับ คิดอะไรนิดหน่อย”
“เล่นจ่องหน้าพี่สะนาน แล้วทำหน้าตาแปลก ๆ ดีนะไม่ทำตาหวานใส่”
“อะไรนะครับ ฟังไมทัน”
“ฮะ ๆ ช่างเถอะ ของขายหมดพอดีเราไปเดินตลาดกัน”
พี่อ๊อสเก็บร้าน จากนั้นเอารถลากฝากเพื่อนบ้านที่มาขายของในตลาด พวกเราสองคนเดินมาอีกหน่อยก็ถึงตลาดฝั่งเครื่องใช้และเสื้อผ้า ชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีหลายชุดถูกทาบบนตัวผมอยู่หลายชิ้นไม่นานผมก็มีชุดแบบชาวบ้านทั่วไปใส่แล้ว มันพอดีตัวและดูตัวเองหล่อแปลก ๆ (หลงตัวเอง)
“ออโต้อยากได้อะไรอีกไหม” พี่อ๊อสถาม ผมคิดถึงพี่เอิร์ธกับพี่ซันขึ้นมาเลยถามพี่ชายตรงหน้าไป
“ผมพูดไม่ถูกครับ มันเป็น ที่ส่งเสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที อะไรแบบนี้เขาเรียกอะไรพี่” ผมถาม
พี่อ๊อสหุบยิ้มแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงต่างไปจากเดิม
“หมายถึง ‘เครื่องดนตรี’ สินะ”
“เขาเรียกเครื่องดนตรีนิเอง มันขายแถวไหนครับพี่อ๊อส”
“ในเมืองฮาเวส เครื่องดนตรีไม่มีขายหรอกน้องชาย มีเพียงเหล่านักบวชในเมืองชั้นในเท่านั้นที่ได้ถือครอง แถมทั้งเมืองก็มีแค่สองชิ้น”
“ยาวไปพี่ผมฟังไม่หมด”
“ฮะ ๆ โทษที มันไม่มีขายนะ มีแต่นักบวชใช้”
“เข้าใจแล้วครับ แล้วแบบนี้ผมจะได้ ‘เครื่องดนตรี’ ของผมคืนตอนไหน” ผมพูดออกไปตามตรง
“เดี๋ยวนะ ออโต้ มีเครื่องดนตรีด้วยหรือ”
“จะว่าไงดี ผมไม่รู้ว่าเขาเรียกอะไร มันเป็นเครื่องเป่าครับ แบบนี้” ผมพูดแล้วทำท่าประกอบ
“ขลุ่ย หรือ” อ๊อสพูด
“ที่นี่เรียกขลุ่ย เหรอครับ ที่บ้านผมเรียกขลุ่ย” ผมพูดอธิบาย
*(เพราะออโต้ใช้ภาษาคีตาอยู่ ดังนั้นคำศัพท์เลยไม่เหมือนกัน แต่เพราะต้องการให้อ่านภาษาคีตาออกเลยใช้ภาษาไทยพิมพ์แทน :p ถ้าไม่ทำเอิร์ธหลุดมือ ก็คงมีเครื่องแปลภาษาในตัวไปแล้ว )
“เป็นชื่อที่แปลกดีนะ แต่นายเป็นผู้ใช้ขลุ่ยด้วยหรือ มิน่าละ ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนคนชั้นแรงงาน”
“ก็ไม่เชิงครับ แค่พอเล่นเป็นเพลงได้ สองเพลง”
“แต่นายอยากได้เครื่องดนตรี นายต้องไปเมืองหลวงเท่านั้น” พี่อ๊อสบอก
“ผมจะได้ขลุ่ยผมคืนเหรอครับ”
“เรื่องขลุ่ยของนายพี่ไม่รู้ว่าอย่างไร แต่ถ้านายสามารถใช้ขลุ่ยได้ นายต้องไปเมืองหลวง เข้ารับการทดสอบจากทางมหาวิหารคีตา” อ๊อสร่ายยาว
“พี่อ๊อสผมฟังไม่ทัน ขอช้าๆ ครับพี่” แล้วอ๊อสก็พูดใหม่อีกหลายครั้ง
หกเดือนผ่านไปตอนนี้ผมสามารถพูดคุยอ่านเขียนกับพี่อ๊อสและชาวบ้านได้รู้เรื่องแล้วถึงพวกเขาจะบอกว่าผมพูดสำเนียงแปลกๆ
“พี่อ๊อส วันนี้ผมจะเข้าเมืองพี่อยากได้อะไรไหมอะ” ผมถามรัว
“จะเข้าเมืองหรือ พี่ไปด้วยดิ”
“งั้นพวกเราไปเก็บผักผลไม้กัน จะได้เอาไปขาย” พี่อ๊อสบอก
“ได้ครับ” จากนั้นไปพากันเดินเข้าสวนไปเก็บผลผลิตบางส่วนไปขาย
“พี่อ๊อสครับ ผมว่าผมจะออกเดินทางตามหาขลุ่ยผมละ” ผมพูดขึ้นในขณะที่พวกเราเก็บหัวมันใส่รถลาก
“แล้วจะไปที่ไหน” พี่อ๊อสถาม
“ผมก็ไม่รู้ครับพี่ แต่ผมคิดว่าขลุ่ยผมไม่ได้อยู่แถวนี้แน่ ๆ เป็นไปได้ว่าจะติดไปกับเจ้าวาฬทวีปตัวนั้น” ผมบอกตามความสงสัย
“จะไปสืบจากเส้นทางของวาฬทวีปสินะ แต่พวกมันไม่ได้มีตัวเดียวนายรู้หรือว่าตัวไหน”
“แล้วกันผมนึกว่ามันมีตัวเดียว งั้นผมจะไปเมืองหลวงก่อนดีกว่าครับ จะลองไปเข้าทดสอบเป็นนักดรตรีของทางวิหารคีตา ผมขอบคุณพี่มากจริง ๆ ครับที่ดูแลผมมาตลอดหกเดือน”
“เห้ยอะไร ไม่ต้องเกรงใจพี่ยินดี นายก็เหมือนน้องชายพี่อีกคน”
“งันเรามาสาบานเป็นพี่น้องกันไหมครับ” ผมเสนอ
“สาบานเป็นพี่น้องหรือ แปลกดีนะ ไม่เคยได้ยิน แต่ก็ดี เอาสิ”
“พี่พูดตามผมละกัน ฮะๆ”
“ได้เลย” อ๊อสยิ้มรับ
“ข้า ออโต้ นรินทร์ บุญชัยเศรษฐ์ ขอสัตสาบานเป็นพี่น้องกับ อ๊อสโตบาล เมกามูนวัล”
“ข้า อ๊อสโตบาล เมกามูนวัล ขอสัตสาบานเป็นพี่น้องกับ ออโต้ นรินทร์ บุญชัยเศรษฐ์”
สิ้นเสียงของทั้งสองท้องฟ้าก็สั่นไหวมีเสียงแตรดังไปทั่วนภา
“พี่มันเสียงอะไรอะ”
“เห้ยไม่จริงนะ เสียงแตรสวรรค์ ของเทพีแห่งสัญญา”
“แตรสวรรค์?”
“ปกติ เหล่าเทพและเทพีทั้งเจ็ดจะตอบรับกับนักบวชชั้นสูงและเหล่าราชาเท่านั้น ออโต้ นายเป็นใครกันแน่”
“เรื่องแตรผมไม่รู้ อาจจะเกี่ยวกับที่เคยบอกผมไม่ใช่คนโลกนี้”
“จะเชื่อเรื่องต่างโลกก็วันนี้ละ ฮะๆ”
หลังจากพวกเราทำสาบานเป็นพี่น้องเสร็จก็กลับไปล้างตัวเตรียมไปขายของที่ตลาด ทันทีที่เข้ามาในตลาดในเมืองก็วุ่นวายไปหมด เพราะเสียงแตรสวรรค์ที่ดังไปทั่วเมืองนั้นเอง ท่านเจ้าเมืองและนักบวชประจำโบสถ์ถึงกับสั่งให้คนของตนออกมาสืบหาความเป็นมา ทั้งทหารและพระลูกวัดเดินถามชาวบ้านกันไปทั่วเมือง
“บริเวณนี้เสียงชัดเจนสุดสินะ” นายทหารมียศคนนึ้งพูดขึ้นหลังสอบถามแม่ค้าแถวนั้น
“ค่ะ ไม่ลองถามพวกชาวบ้านที่อยู่เขตตะวันตกดูละคะ นั้นไงกำลังเดินมาสองคน” หญิงวัยกลางคนชี้นิ้วมาทางผมกับพี่อ๊อส
“ออโต้พี่คุยเองนายเงียบไว้นะ” อ๊อสสั่ง
“ครับ” ถึงผมจะไม่เข้าใจแต่ผมเลือกที่จะเชื่อใจพี่ชายร่วมสาบาน
“พ่อหนุ่ม นายอยู่เขตตะวันตกใช่ไหม”
“ครับนายท่าน”
“ดีข้าอยากรู้เรื่องเสียงแตรสวรรค์ มันดังมาจากแถวไหน”
“ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดครับ แต่มันดังเลยจากบ้านผมไปทางป่าสามยอด”
“นี้มันบ้าอะไรกัน ในป่านั้นอะนะ ขอบใจเจ้ามาก” แล้วนายทหารคนนั้นก็เดินกลับไป
“ทำไมเราต้องพูดแบบนั้น” ผมถามหลังเห็นว่าปลอดภัยที่จะพูดคุยกันแล้ว
“พี่ไม่อยากให้พวกเจ้าเมืองรู้เรื่องที่เจ้าเป็นคนต่างโลก ถึงรูปร่างเจ้าจะไม่ต่างจากคนโลกนี้ แต่เพราะเสียงแตรสวรรค์นั้น เจ้าอาจถูกสืบ และอีกเรื่องข้ารู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ ๆ ถึงเรื่องเสียงเครื่องดนตรีสวรรค์จะดังบ่อย ๆ ในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ ๆ แต่กับดังในเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างไกลเช่นนี้มันไม่ธรรมดา แต่ช่างมันเถอะพวกเราทำธุระของเรากันต่อ”
แล้วเราก็ขายผักผลไม้ต่อจนหมด จึงเดินไปหาซื้อของแวะเที่ยวภายในเมืองจากนั้นเอาไปเก็บที่รถลากฝากเพื่อนบ้านดูแลให้ พี่อ๊อสพาผมไปต่อร้านเหล้าฉลองในโอกาส ที่พวกเราได้เป็นพี่น้องกัน เดิมทีพี่อ๊อสไม่ค่อยใช้จ่ายเงินกับพวกนี้เท่าไหร่ แต่เพราะในโอกาสพิเศษนี้เลยยอมเลี้ยงเหล้าผม
“ลมอะไรหอบมาถึงนี้จ๊ะ หนูอ๊อส” สาววัยกลางคนที่ผมคุ้นหน้าอยู่บ้าง
“ดีครับป้ามากาเร็ต ผมพาน้องชายคนใหม่มาเลี้ยงครับ อ่อลืมเดี๋ยวผมขอเอาตัวมาแนะนำให้ ออโต้นี้ป้ามากาเร็ตเป็นเพื่อนแม่พี่เอง”
“สวัสดีครับ” ผมทักทาย
“ป้าครับ นาน ๆ ผมมากินทีแถมในโอกาสพิเศษที่ผมได้น้องชายคนใหม่ ผมขอส่วนลดด้วยนะครับ”
“โอ้ หนูอ๊อสของป้า ดีใจด้วยนะ นึกว่าเธอจะยังเสียใจเรื่องโอ๊สอยู่ ล่าสุดที่มาดื่มเพราะเรื่องเศร้าเหล่านั้น ได้เลยป้าลดให้ ครึ่งนึ่งเลย ”
“ขอบคุณครับป้า” พี่ชายผมพูดจบก็ยิ้มแก้มปริ
“คนเมื่อกี่ผมคุ้นหน้าอยู่” ผมถามพร้อมมองไปทางป้าเจ้าของร้าน
“ก็มาบ้านเราเกือบทุกเดือนไง ที่มาซื้อวัตถุดิบไว้มาหมักเหล้า”
พี่อ๊อสตอบตามตรง จนผมนึกได้ พวกเราชนแก้วไม่ใช่สิควรเรียกว่าเหยือกไปหลายรอบ เหล้าป้ามากาเร็ตรสชาติดีไม่บาดคอแถมแรงใช่เล่นเพราะเหยือกแรกผมกับพี่อ๊อสก็เห็นดาวกันแล้ว แต่เพราะความสุขพวกเราก็ชนเหยือกกันต่อไปจนกว่าจะสลบกันไปข้าง ผมรู้สึกตัวอีกทีเพราะแสงแดดยามสายส่องกระทบหนังตา
“ตื่นแล้วหรือน้องชาย” พี่อ๊อสที่ตอนนี้กำลังนั่งมองผมนอนจากเก้าอี้ ปลายเตียง
“ตกลงเมื่อคืนใครชนะ” ผมถาม
“ฮะ ๆ พี่สิครับ จะใครได้ นายมันคออ่อนเอง”
“ตื่นแล้วไม่ปลุกผม นั่งมองผมนอนอยู่ได้”
“นั่งมองน้องตัวเองนอนมันมีความสุข เรื่องอะไรจะไปปลุกล่ะ”
“เป็นพวกพี่ชายที่เห่อน้องชายนี่เอง ‘บราค่อน’ สินะ”
“มันคืออะไร บราค่อน”
“ช่างมันเหอะครับ ว่าแต่เราอยู่ที่ไหนอะ”
“ห้องรับลองแขกร้านป้ามากาเร็ต”
“เหล้าป้าเขาแรงดีนะครับขนาดกินจนตายคาโต๊ะ ตื่นมายังรู้สึกสดชื่นไม่ปวดหัวเหมือนเหล้าที่โลกผมเลย”
“ฮะ ๆ จริงเพราะร้านป้าดังที่สุดในเมืองแห่งนี้แล้วแถมดังไปไกลถึงเมืองหลวง” พี่อ๊อสได้ทีพูดแบบเด็กยืดอวดพ่อแม่
“พูดอวดเป็นเด็กอวดพ่อแม่เลยพี่ แต่หน้าไม่ให้”
“อ่าวไอ้น้องนี่มาว่าหน้าหล่อ ๆ สะงั้น แล้วอีกอย่างป้ามากาเร็ตก็เหมือนแม่พี่อีกคน เพราะตั้งแต่พ่อแม่พี่หายตัวไป ก็ได้ป้ามาดูแลพี่กับโอ๊สจนโตมาขนาดนี้”
“งั้นพี่ก็สมควรยืดครับเรื่องป้า” ผมตอบ พี่ชายเลยลุกมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ก่อนจะเอามือมาลูบหัวผมแบบพ่อกล่อมลูกสะงั้น
“โห พี่เล่นบทพ่อกล่อมลูกงึไง ผมโตแล้วนะ” ผมใส่ไปหนึ่งดอก
“ทำปากดีงั้นเจอนี่” พี่หมีควายใส่แรงมือทั้งสองดึงแก้มใส ๆ ของผมเต็มแรง
“โอ๊ย เจ็บนะ งั้นเจอนี้บ้าง พายุลมบูด” ผมได้ทีที่จังหวะหน้าพี่ชายอยู่ในระยะโจมตี เลยพ่นลมใส่เต็มแรง
“พอ ๆ ยอมแล้ว ๆ คนอะไรหน้าตาก็ดีแต่ปากเหม็นชะมัด” พี่อ๊อสบ่น
“เรื่องกลิ่นปากไม่ได้อยู่ที่หน้าตาครับ นี่ยังดีที่เมื่อคืนโดนเหล้าล้างไปบ้างแล้ว แปรงฟันก็หายแล้วพี่ แต่ขออีกหน่อยละกัน” ผมทำทีพูดจริงจัง แต่ก็พ่นลมใส่พี่ชายอีกรอบเพราะยังไม่ยอมลุกออกจากตัวผมไปสักที
“ว๊าย หนูอ๊อส ป้าเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่า หึหึ”
ป้ามากาเร็ตเปิดประตูเข้ามาพอดี ทันเห็นภาพชายหนุ่มสองคนนอนแนบกันบนเตียงโดยอีกคนทำปากจู๋กับอีกคนคร่อมแขนบนเตียง
“ไม่ใช่แล้วป้า” สองหนุ่มพูดพร้อมกันผสานเสียงดังจริงจัง
“ฮะ ๆ จ้า ๆ ป้าเอาน้ำมาให้ล้างหน้า จะทำอะไรก็ทำต่อกันได้นะ ป้าจะแอบฟังอยู่ห้องข้าง ๆ ”
เราสองคนมองหน้ากันก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะจัดแจงล้างหน้าล้างตาออกไปทานข้าวเช้าฝีมือป้าร้านเหล้าชื่อดัง
“ป้าครับ ผมจะออกจากเมืองนี้” อยู่ ๆ พี่อ๊อสก็พูดขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร
“เธอจะออกไปตามหาพ่อแม่เธอแล้วสินะ” ป้ามากาเร็ตพูดเสียงต่ำลงจนดูจริงจัง ผมได้แต่เงียบฟังทั้งสองคนคุย
“นั่นก็ส่วนหนึ่งครับ อีกเรื่องน้องชายคนนี้ผมเขายังอ่อนต่อโลกนัก ผมเลยจะออกเดินทางไปกับเขา ช่วยให้เขาได้กลับบ้าน” พี่อ๊อสพูดจริงจัง ผมไม่เคยเห็นมุมนี้มาก่อน
“ป้าจะไม่ถามมากเรื่องนะ แต่ถ้าเธอจะไปป้ามีอะไรจะให้” พูดเสร็จเธอก็ลุกจากโต๊ะอาหารเดินไปชั้นบน นานจนพวกผมนั่งกินข้าวเสร็จพอดี
“รับไว้สะ ของพ่อเธอ และนี่จดหมายจากแม่เธอ” มากาเร็ตส่งของในห่อผ้าสีดำพร้อมกับจดหมายปิดผนึกด้วยยางไม้
“จดหมายแม่ผมหรือครับ แล้วตราบนจดหมายนี่คืออะไร ไม่เหมือนอันที่แม่ใช้ประจำ” พี่ชายผมถามป้า พร้อมกับรับมันมาด้วยมืออันสั่นเทา
“อ่านดูแล้วเธอจะรู้เอง” ป้าตอบสั้น ๆ แต่ดูจริงจังถึงขีดสุด ผมมองพี่ชายค่อย ๆ แกะผนึกจดหมายออกพร้อมกับมองมาทางผมและป้า ก่อนจะอ่านออกเสียงให้ฟัง
------------------
“ถึง อ๊อสลูกรัก
ถ้าลูกได้รับจดหมายนี้แสดงว่าลูกพร้อมแล้ว เรื่องต่อจากนี้แม่ฝากบอกโอ๊สด้วยนะลูกอ๊อส ที่พ่อแม่ทิ้งพวกเจ้ามาไม่ใช่ว่าพวกเราไม่รักลูกทั้งสอง แต่เพราะถ้าพ่อและแม่ยังอยู่กับลูกๆ ภัยมันจะมายังพวกเจ้า ในเวลาที่แม่เขียนจดหมายอยู่นี้ ความปลอดภัยของพวกเรากำลังจะหมดลง เพื่อนแม่มากาเร็ตเขาคงดูแลพวกเธอเป็นอย่างดี พ่อและแม่ต้องขอโทษจริง ๆ ที่ทิ้งพวกเจ้ามา แต่ถ้าลูกได้รับจดหมายฉบับนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่ลูกทั้งสองควรรู้ความเป็นจริงทั้งหมดของครอบครัวเรา
พ่อของลูกคือราชองครักษ์ของอดีตพระราชาแห่งเมืองมาไกรด้า และ แม่เป็นลูกคนสุดท้องของอดีตพระราชามาไกรด้า ถึงตอนนี้ลูกพอเดาได้แล้วนะว่าลูกสืบเชื้อสายราชวงศ์มาไกรด้าแห่งทวีปมูนวัล พ่อกับแม่มีเรื่องต้องกลับไปจัดการ หากทุกอย่างลงตัวพ่อแม่จะติดต่อไปทาง ท่านเมวิส แห่งมหาวิหารคีตา เมืองหลวงฮิลล์แลนด์ เขาคืออีกคนที่พ่อแม่ไว้ใจ ลูก ๆ ไปหาเขาแล้วจะทราบความจริงที่เหลือ
รักจาก แม่”
-------------------
ผมเห็นพี่ชายร้องไห้ครั้งแรก ผมเข้าใจความหมายของน้ำตาลูกผู้ชายดี ผมได้แต่เดินไปตบไหล่ปลอบเขาเบา ๆ ก่อนพี่จะเงยหน้ามายิ้มให้ผม
“เรามาแกะห่อของขวัญกันเถอะ” พี่อ๊อสพูดพร้อมแกะเชือกที่รัดปิดผนึกไว้ มันมีเสียงดนตรีดังออกมา
“ลาลาทีลา ซอล~”
ห่อผ้าถูกกางออกด้วยตัวมันเองเผยให้เห็นดาบสองคมด้ามใหญ่กว่าห่อผ้าก่อนหน้าหลายสิบนิ้ว ใบดาบมันเงาสีดำไร้สนิมไร้ริ้วรอย โกร่งดาบหรือกำบังดาบรูปร่างแปลกตา ด้ามจับดาบสวยงามประดับด้วยพลอยสามเม็ด เหมือนขลุ่ยลิเกของผม
“ดาบของพ่อหรือครับ” พี่อ๊อสหันไปถามป้า
“ที่ป้ารู้มีแค่ว่าพ่อเธอฝากมอบห่อผ้าให้ ป้าเคยสงสัยเลยพยายามแกะดูแล้วแต่ไม่สามารถแกะเชือกนั่นได้ ที่ป้ารู้มีเท่านี้ แต่ดูจากข้อความของแจสมิน ท่านเมวิสน่าจะรู้ความจริงทั้งหมด” ป้ามากาเร็ตบอก แถมทำให้รู้ชื่อแม่พี่อ๊อสอีก เจ้าหญิงแจสมิน แอบนึกถึงการ์ตูนดิสนีย์เลยแหะผมแอบคิดในใจ แต่พอพี่ชายจะยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นเขากับยกมันไม่ได้
“แล้วจะเอากลับบ้านได้ไง ออโต้ช่วยพี่หน่อย” พี่อ๊อสหันมาของความช่วยเหลือ เลยเดินเข้าไปช่วยยกแต่ก็ไม่ไหวกัน
“แปลกดีนะครับตอนอยู่ในห่อผ้าก็ยกได้ปกติ พอดาบออกมาก็หนักเลยสะงั้น” ผมบ่น
“ป้าผมควรทำไง”
“อย่ามาถามฉันเลย ฉันแค่ป้าแก่ ๆ หึหึ”
“พี่อ๊อสลองนึกว่ามันเบาหรือจิตนาการดาบแบบรูปร่างที่พี่ถนัดดูสิ จากแหล่งข้อมูลที่ผมเคยอ่านมา มันอาจจะทำให้ยกได้ก็ได้มั่งพี่” ผมลองโง้ ๆ นำเสนอ พี่อ๊อสหลับตาตั้งสมาธิแล้วก็ยกดาบ
“ไม่ได้ผล ครับน้องรัก”
“ผมก็คิดว่ามันไม่ได้ผลอยู่แล้วล่ะ”
“แล้วกัน”
“พวกเธอสองคนเหมาะกันเป็นพี่น้องกันจริง ๆ หึหึ” ป้าแซว
ผ่านไป 2 ชั่วโมงจนพวกเรากินมื้อเที่ยงเสร็จ ก็มานั่งมองดาบกันสองคนตาปริบ ๆ ส่วนป้าหนีทิ้งพวกเราไว้แล้วเดินไปส่วนร้านเหล้าเตรียมเปิดร้าน
“เอาไงต่อดี”
“อย่าถามผมเลยครับ ผมคนต่างโลกนะพี่”
“แต่นายเป็นผู้ใช้ขลุ่ยเลยนะ ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ขนาดแตรสวรรค์ยังดังเลยคิดดู”
“ผมว่าที่แตรสวรรค์ดังเพราะพี่มากกว่ามั่ง ก็พี่มีศักดิ์เป็นเจ้าชายต่างเมือง”
“อืม มาคิดดูก็อาจจะจริง แต่ว่าแตรมันดังสองรอบเถอะครับน้องชายที่รัก”
“หมายความว่าไง?”
“สองรอบ ต่อสองคนที่มีศักดิ์มีสิทธิ์เข้าพบ 7 มหาเทพไง ถ้ารอบเดียวอาจจะเป็นของพี่ แต่พอมาคิดดูก็ประหลาดใจอยู่แล้วว่าทำไมแตรดังสองที ไม่นึกว่าตัวเองจะมีสิทธิ์กับเขาด้วย ฮะ ๆ” พี่อ๊อสพูดไปยิ้มไปแบบเด็กดีใจที่รู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย
“ยิ้มใหญ่เลยนะพี่เจ้าชาย”
“รู้อีกว่าดีใจเรื่องอะไร สมแล้วที่เป็นน้องรักของพี่”
“เจ้าชายที่เป็นชาวนาก็แปลกดีผมชอบ ฮะ ๆ”
“ฮะ ๆ”
สองพี่น้องต่างโลกก็พากันหัวเราะเป็นบ้ากันไปสองคน จนหมดวันก็ทำอะไรกับดาบไม่ได้ เลยเอาผ้าห่อกลับผูกเชือกทิ้งไว้บนโต๊ะกินข้าวตามเดิม
“ป้าครับ ผมฝากไอ้ดาบหนัก ๆ นั่นไว้ก่อนนะ ผมขอไปหาวิธีก่อน”
“แล้วก็รีบมาเอาด้วยละ โต๊ะกินข้าวป้าขาโต๊ะมันเริ่มมีรอยไม้แตกแล้ว”
“ถ้ามันพังเดี๋ยวผมซ้อมให้ครับ” พี่อ๊อสแซวป้าคืน
“จ้า ๆ รีบกลับไปได้แล้ว”
พวกเรากลับมาถึงบ้านพี่อ๊อสแล้วพวกเราก็วางแผนการเดินทางไปเมืองหลวงกัน
“พี่ว่าจะขายบ้านและที่ดิน เราจะได้มีเงินใช้เดินทาง”
พี่อ๊อสพูดขณะพวกเรากินข้าวเย็นกันอยู่
“มันจะดีเหรอพี่ บ้านพี่เลยนะ ไม่เสียดายเหรอ” ผมพูดไป แต่เขากับยิ้มสวนมาแล้วพูดว่า
“ใช่ว่าพี่อยากเป็นชาวนา พี่เคยคิดไว้ว่าจะขายทุกอย่าง แล้วย้ายไปสมัครทหารเป็นอัศวินในเมืองหลวง นั้นละคือฝันที่พี่คิดไว้”
“โอ้ พี่ชายผมแมนมาก โลกผมนะมีแต่คนอยากหนีทหาร ฮะ ๆ”
“จะว่าไปพี่ยังไม่รู้เรื่องโลกนายเลย เรามานอนคุยกันเถอะพี่อยากรู้”
“ที่ไม่ถามเพราะไม่เชื่อนะสิ พอเชื่อแล้วถึงอยากรู้ เห็นผมเป็นพวกขี้โกหกหรือไง ชิ รู้จักกันมาครึ่งปีแล้วแท้ ๆ” ผมแกล้งทำทีงอนใส่ดูอาการเห่อน้องชาย แล้วมันก็ได้ผลตามคาด สนุกดีเวลาแกล้งคนที่โตกว่า
“ไม่เอาอย่าอารมณ์เสีย พี่ขอโทษ มามะพี่จะกอดให้หายงอนเลย”
“บราค่อนตัวเป็น ๆ ผมกลัวแล้วครับ”
แล้วผมก็เล่าเรื่องทั้งหมดของผมให้พี่ชายต่างโลกฟัง ก่อนจะถูกวงแขนก้ามปูคนนอนข้าง ๆ รัดเข้าไปกอดให้กำลังใจ
“อย่าว่าแต่ผมปากเหม็นเลย เต่าพี่ก็แรงใช่เล่…” พูดยังไม่ทันจบผมก็สลบไปแล้ว
--------------------
อีกด้านหนึ่ง
“ใครก็ได้ช่วยผมด้วย ไม่นึกเลยว่าออกมากับขี้ปลายักษ์แล้วขี้มันจะกลายเป็นหิน ไปไหนก็ไม่ได้ ออโต้รอพี่ไปก่อนนะน้อง” ก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่งกำลังส่งเสียงบนเนินหญ้า