ความทุ่มเทของกัส
ภายในบ้านหลังที่สองเด็กสาวสองคนถูกจับได้พร้อมกับของกลางที่วางอยู่ตรงหน้าแตงกวาเนื้อเงินที่ถูกปรับแต่งจนมีรูปลักษณ์คล้ายกับแท่งเอ็นของกัส
ด้านหน้าของเด็กสาวทั้งสองคือซีต้าที่นั่งกึ่งยิ้มกึ่งบึ้งอยู่ด้วยท่าทีที่ทั้งปวดหัวและอ่อนใจในเวลาเดียวกัน
“ยัยตัวเล็ก..เจ้าคิดที่จะใช้สิ่งนี้ทำอะไรไหนลองบอกข้าสิ”
ใบหน้าของน้องสาวคนเล็กแดงก่ำขึ้นมาเธอเงยหน้ามองแตงกวาเนื้อเงินตรงหน้าแล้วใบหน้าก็แดงก่ำขึ้นมาอีกก่อนจะมุ่ยหน้าด้วยความไม่พอใจราวกับรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่เธอได้รับ
“ข้าไม่ได้คิดจะเอามันไปทำอะไรสักหน่อย..ข้าก็แค่..รู้สึกว่ามันเหมือนของพี่กัสก็เลย..อยากลองเล่นดู”
ดวงตาของซีต้าหรี่ลงทีละน้อยพลางจับจ้องปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กสาวอย่างตั้งใจก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นมาเมื่อเธอพบว่าเด็กสาวไม่ได้พูดโกหก
“แค่เล่นงั้นหรือ..แน่ใจนะว่าเข้าไม่คิดที่จะเอาไปเล่นกับส่วนนั้นของเจ้าหรือคิดจะใช้มันสร้างความสุขให้กับตัวเอง”
คำถามนี้ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวทั้งสองแดงก่ำขึ้นมาในทันทีทว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดจากอารมณ์ที่แตกต่างกันบ้างพอสมควร
เด็กสาวผมขาวนั้นหน้าแดงก่ำทั้งอับอายทั้งขัดเขินรู้สึกร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก
แตกต่างจากน้องสาวคนเล็กที่อายและโกรธจนต้องลุกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“ใครมันจะยอมเสียพรหมจรรย์ให้กับของแบบนี้ละ!! ไม่มีทางหรอก!!”
เสียงตะโกนของเด็กสาวนั้นทำให้ซีต้าผงะไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มฝืนๆให้กับลูกศิษย์ที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเห็นด้วยกับคำพูดประโยคนี้
“ก็ดี..ยังดีที่เจ้าคิดได้ว่าไม่ควรเสียพรหมจรรย์ให้กับแตงกวา..แต่การจะเล่นมันก็เสี่ยงเกินไปเจ้าอาจจะห้ามตัวเองไม่ไหวและเผลอทำมันลงไปก็ได้”
แม้จะพอใจกับคำตอบของเด็กสาวแต่ซีต้าก็ยังไม่ผ่อนคลายท่าทีของเธอลงเพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มันร้ายแรงมากสำหรับเธอ
อย่างน้อยก็ในฐานะของน้าสาวที่เห็นหลานสาวกำลังทำอะไรบางอย่างที่สุ่มเสี่ยต่อพรหมจรรย์ของตัวเอง
“ข้าไม่ทำหรอกน่า..”
ท่าทีของน้องสาวคนเล็กนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ แต่ก็มีคำตอบที่อ่อนแรงกว่าตอนแรกทำให้พอจะมองออกว่าเธอเองก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าจะทำแบบนั้นจริงหรือไม่หากเกิดความต้องการขึ้นมาจริงๆ
เห็นแบบนั้นซีต้าก็ถอนหายใจเธอคิดในใจอยู่ครู่หนึ่งพลางมองดูเด็กสาวผมขาวที่หน้าแดงก่ำก้มหน้างุดๆไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่วินาทีเดียว
“ตัวเล็ก..น้าไม่ได้อยากจะว่าเจ้าหรอกนะเพราะยังไงเจ้าก็โตแล้วและรู้เรื่องแบบนั้นแล้วแต่เท่าที่น้าเห็น..เจ้ายังไม่มีกำหนัดใช่ไหม”
คำถามนี้ทำให้เด็กสาวชะงักไปชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าให้ด้วยความประหลาดใจว่าทำไมน้าของเธอถึงได้ทราบได้
พอเห็นแบบนั้นมิซ่าก็ประหลาดใจและเข้าใจในเวลาเดียวกันว่าทำไมเด็กสาวถึงให้ความสนใจกับของแบบนี้ได้ทั้งที่นอนอยู่กับกัสทุกคืน
“แม่เจ้าสอนเอาไว้แล้วใช่ไหม ว่าหากยังไม่มีกำหนัดห้ามสอดใส่เข้าไปจนสูญเสียพรหมจรรย์เด็ดขาด”
คำถามนี้ทำให้น้องสาวคนเล็กมึนงงไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยท่าทีที่สงสัยมากกว่าตกใจ
“ทำไมท่านน้าถึงรู้ได้อะ”
“ข้าต้องรู้สิ..ข้าเป็นผู้รักษานะ ไม่รู้ได้ยังไงกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบเด็กสาวก็มีท่าทีประหลาดใจก่อนจะกลายเป็นดีใจคล้ายกับเจอคนที่รู้ดีคนหนึ่งและเกิดอยากถามอะไรบางอย่างที่เธอสงสัย
พอเห็นท่าทางแบบนั้นของน้องสาวคนเล็กซีต้าก็ยิ้มฝืนๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆด้วยความอ่อนใจพลางคิดในใจว่าเธอนั้นเดาไม่ผิดจริงๆ
“เจ้าคงสงสัยว่าทำไมถึงห้ามทำก่อนที่จะมีกำหนัดใช่ไหมจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ธรรมเนียมหรอกนะ แต่มันเป็นข้อห้ามของเผ่าอสูรอย่างพวกเราหากเทียบกับมนุษย์หรือเผ่าอื่นแล้วเผ่าอสูรมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังชีวิตที่รุนแรงที่สุดการป้องกันไม่ให้สูญเสียพรหมจรรย์ก่อนที่จะถึงวัยกำหนัดนั้นก็เพื่อรักษาสมดุลของพลังชีวิตในร่างกายให้คงที่ก่อนที่ร่างกายจะเติบโตจนถึงวัยเจริญพันธุ์เท่านั้น”
เมื่อพูดถึงเรื่องที่มีความสำคัญสีหน้าของซีต้าก็จริงจังมากยิ่งขึ้นจนทำให้เด็กสาวต้องรับฟังอย่างตั้งใจและตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน
“เจ้าอาจจะคิดว่ามันน่ารำคาญแต่ขอให้รู้ไว้สิ่งนี้อยู่คู่กับเผ่าอสูรของเรามานานหลายพันปีแล้วมันเป็นเหมือนธรรมเนียม แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นข้อห้ามเพราะหากสูญเสียพรหมจรรย์ก่อนที่จะถึงวัยอันเหมาะสมร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ตั้งครรภ์ก่อนที่มันจะพร้อมผลลัพธ์นี้จะทำให้พลังชีวิตผันผวน ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้..”
เมื่อพูดจนถึงจุดสำคัญนี้ซีต้าก็สังเกตเห็นสีหน้าของเด็กสาวที่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยท่าทางที่สับสนมึนงงอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้ซีต้าจึงจำต้องหยุดคิดไปชั่วขณะเพื่อหาคำอธิบายที่เหมาะสมกับน้องสาวคนเล็กที่สุดและเพื่อให้เธอกลัวจนไม่กล้าที่จะทำอะไรเสี่ยงๆอีก
“ถ้าเจ้าไม่เข้าใจ งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังง่ายๆสรุปคือหากพลังชีวิตผันผวนมันจะทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติได้..สถานเบาอาจจะทำให้เจ้า..ไม่สามารถมีลูกได้สถานหนักก็อาจจะถึงตายได้”
พริบตานั้นใบหน้าของเด็กสาวทั้งสองถึงกับซีดขาวไปเลยทีเดียว
ส่วนมิซ่านั้นเธอเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางมองอาจารย์ของเธอด้วยความอ่อนใจที่ดันเอาคำพูดเหล่านี้มาขู่เด็กสาวที่ไร้เดียงสาเสียได้
ทว่าเธอก็ไม่ปฏิเสธว่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามที่อาจารย์ของเธอพูดจริงๆเพียงแต่ว่าโอกาสเกิดมันน้อยมาก
และที่เกิดการตายขึ้นก็เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการข่มขืนที่น่าเศร้าไม่ได้เกิดจากการร่วมรักแบบเต็มใจ
“ม..ไม่จริงน่า มันน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรอ”
ปฏิกิริยาของเด็กสาวนั้นเหนือคาดไปเล็กน้อยทำให้ซีต้ายิ้มอ่อนด้วยความสงสารและเห็นใจจากนั้นก็ใช้คำพูดเชิงปลอบโยนเพื่อให้พวกเธอเบาใจขึ้น
“ข้าแค่ยกตัวอย่างว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้มันอาจจะมีโอกาสเกิดไม่มาก แต่ข้าขอบอกว่าที่ข้าพูดนี้เคยเกิดขึ้นจริงและมีบันทึกอยู่ในตำหนักผู้รักษาด้วย..เจ้าก็รู้ข้าเป็นน้าของเจ้าข้าไม่ทำอะไรที่จะทำให้ชีวิตของเจ้ากับกัสต้องมีปัญหาอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของซีต้า น้องสาวคนเล็กก็ดูผ่อนคลายลงแต่ก็ยังมีความหวาดกลัวอยู่ในดวงตาอย่างเห็นได้ชัด
“ล..แล้วถ้าพลาดละ..ถ้าข้าทนไม่ไหวหรือพี่กัสเกิดอยากขึ้นมา..”
ท่าทีที่หวาดกลัวจนตัวสั่นนี้ทำให้ซีต้าต้องกลอกตาไปมาครั้งหนึ่งภายในใจคิดถึงก่อนหน้านี้ที่ดูจะกล้าเสียจนน่าตี แต่ตอนนี้กลับกลัวจนน่าสงสาร
“ถ้างั้นก็ไม่ยาก..ถ้าเจ้าทนไม่ไหวก็ให้กัสใส่เข้ารูอื่นก็สิ้นเรื่อง สำหรับผู้หญิงแล้วจะข้างหน้าหรือข้างหลังก็ใช้ได้ทั้งนั้น มันอาจจะให้ความรู้สึกที่ต่างกันไปบ้างแต่สำหรับเจ้า..ถ้ากัสไม่รังเกียจ จะลองขอให้เขาทำแบบนั้นก็ได้นะ”
การชี้แนะนี้ทำให้สีหน้าของเด็กสาวแตกตื่นขึ้นมาทันทีเธอถึงกับสะดุ้งจนลุกขึ้นยืนและจับก้นของตัวเองแน่นราวกับรู้ว่ารูหน้ารูหลังที่ซีต้าพูดหมายถึงอะไร
เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้นแล้วซีต้าก็ยิ้มบางๆก่อนจะมองไปยังเด็กสาวผมขาวที่นั่งหน้าแดงตาเหม่อลอยอยู่เพราะตกใจกับข้อมูลที่ได้รับจนสติแทบจะโบยบิน
“ส่วนเจ้า..อย่าไปเสียของที่มีค่าอย่างพรหมจรรย์กับของพวกนี้เลย..ถ้าเจ้าต้องการละก็ลองขอกัสดูสิข้าเชื่อว่าเจ้านายของเจ้าคงไม่ใจร้ายกับเด็กที่น่ารักอย่างเจ้าแน่..ถึงเจ้าจะผอมไปหน่อยก็เถอะนะ”
ใบหน้าของเด็กสาวผมขาวแดงก่ำขึ้นมา เธอสับสนและหวาดกลัวแต่ก็เขินอายจนพูดไม่ออก
“ข้า..ท่านกัสจะชอบหรือคะ..ผู้หญิงที่น่าเกลียดอย่างข้า..”
สีหน้าของซีต้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มิซ่าเองก็มีท่าทีประหลาดใจน้องสาวคนเล็กเองก็เบิกตากว้างมองดูเด็กสาวผมขาวด้วยความตกใจ
“เจ้าคิดว่าเจ้าน่าเกลียดหรือ..โดยรวมแล้วเจ้าก็หน้าตาไม่เลวแต่ผอมเกินไปหน่อย..ถ้ากินให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นเด็กสาวที่น่ารักคนหนึ่งได้..อะไรทำให้เจ้าคิดแบบนั้นกัน”
ใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำด้วยความขัดเขินเธอสับสนแต่ก็ดูมีความสุขกับคำวิจารณ์ของซีต้า แต่ก็ยังดูกล้าๆ กลัวๆเหมือนยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าคำพูดนี้คือความจริง
“ข้า..สมัยข้าเด็กๆมีแต่คนบอกว่าข้าน่าเกลียด..เส้นผมก็ซีดขาว ดูป่วย..แล้วก็..โง่ด้วย”
ซีต้ากับมิซ่าหันมามองหน้ากันทันที ภายในใจลอบคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กสาวผมขาวคนนี้ ก่อนจะพยักหน้ารับเล็กน้อยเมื่อนึกถึงข้อมูลบางอย่างขึ้นมาได้
“เจ้าคงถูกว่าโดยเผ่าพันธุ์ของเจ้าสินะก็คงไม่น่าแปลกเท่าไหร่..เพราะเผ่าภูตพฤกษามองความงดงามจากความอุดมสมบูรณ์เป็นสำคัญสำหรับเจ้าที่ขาดสารอาหาร คงโดนพูดว่าน่าเกลียดก็คงไม่แปลกแต่รสนิยมของเผ่าอสูรมันต่างออกไปอยู่บ้าง สีขาวของเจ้าก็ไม่นับว่าเลวร้ายแต่มันทำให้เจ้าดูป่วยก็จริง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่กัสจะรังเกียจแน่ ข้ามั่นใจ”
รสนิยมของแต่ละเผ่าพันธุ์นั้นแตกต่างกันมากจริงๆยิ่งหลังจากที่อาณาจักรต่างๆ รวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นดินแดนขนาดใหญ่ที่ถูกเรียกขานในฐานะของทวีปเผ่าพันธุ์ที่ปรากฏขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ก็มากมายกว่าแต่ก่อนหลายเท่า
โดยเฉพาะในตระกูลอันดูวเดธที่มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กันมากที่สุดทำให้ความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์มีมากกว่าตระกูลอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกหากรสนิยมความงามของแต่ละคนจะแตกต่างและเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้บ่อยครั้ง
การที่เด็กสาวผมขาวจะคิดว่าตัวเองน่าเกลียดก็ไม่น่าแปลกทว่าในสายตาของเผ่าอสูรที่มีรสนิยมใกล้เคียงกับเผ่ามนุษย์แล้วเธอนับว่าดูดีทีเดียว
การได้รับคำสนับสนุนจากซีต้านั้นทำให้เด็กสาวผมขาวดูมีกำลังใจมากขึ้นจริงๆใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความยินดี
“ทีนี้ก็หมดเรื่องแล้วสินะ..เอาละตอนนี้กลับไปได้แล้ว”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะท่านน้า..หนูจะลองขอพี่กัสดู”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านซีต้า”
หลังจากเด็กสาวทั้งสองจากไปซีต้าก็ถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกที่เหนือความคาดหมายเพราะเธอไม่คิดเลยว่าแค่เรื่องเล็กๆอย่างการจับผิดหลานสาวที่กำลังหาของเล่นให้ตัวเองจะกลายเป็นการให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวไปเสียได้
“ดูท่านอาจารย์จะตั้งใจน่าดูเลยนะคะ..ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นแค่ข้ารับใช้คนหนึ่ง”
“เจ้าเองก็ดูสนใจมากเหมือนกันนี่..ยังไงก็เป็นครอบครัวของว่าที่สามีของเจ้า..”
มิซ่าหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะมุ่ยปากด้วยความไม่พอใจเพราะคำพูดนี้มันทำให้เธอนึกถึงสถานะของอาจารย์ขึ้นมาได้จนต้องเม้มปากอย่างไม่พอใจ
ซีต้าก็ทำได้เพียงหัวเราะกับท่าทีที่ง้องอนของลูกศิษย์เพราะเธอนั้นยังไม่มีโอกาสได้รุกคืบเข้าหากัสอย่างที่ใจหวัง
“อย่าโกรธไปเลย..เราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรืออีกสักสองสามวันจะคุยกับกัสเรื่องงานวิจัย..จากนั้นข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ลงมือเก็บตัวอย่าง..แบบนี้ไม่พอใจอีกหรือมิซ่า”
คำว่าเก็บตัวอย่างนั้นทำให้ใบหน้าของมิซ่าแดงขึ้นมาเล็กน้อยดวงตาเองก็ดูเร่าร้อนขึ้นก่อนจะสะบัดหน้าไปมาแรงๆ จนทำให้ความคิดเหล่านั้นบินหายไป
“อย่าพูดสิคะอาจารย์!! ทำกำลังยั่วให้ข้าอยากอยู่นะ!!”
“เข้าใจแล้วๆ ไม่ยั่วก็ได้..”
ในขณะที่พูดไปนั้นซีต้าก็ไหวไหล่ก่อนจะเหลือบเป็นเห็นแตงกวาเนื้อเงินที่มีรูปทรงยั่วยวนใจเธอเป็นพิเศษหญิงสาวก็ยื่นมือออกไปคว้ามันมาไว้ในมือด้วยท่าทีที่ชอบอกชอบใจเป็นพิเศษ
“อาจารย์..ท่านคงไม่ได้..”
รอยยิ้มของซีต้ายกสูงขึ้นมาเล็กน้อยแววตาของเธอนั้นแฝงไว้ด้วยแววหยอกเย้าที่ทำให้เด็กสาวต้องเม้มปาก
“ก็ดีกว่าไม่มีอะไรใช้ไม่ใช่หรอ..ข้านะถ้าไม่ใช่เพราะรู้สึกร้อนรุ่มละก็คงไม่เดินออกไปเจอเด็กพวกนั้นหรอกนะ ของแบบนี้ถ้ามีแล้ว..ไม่ใช้ก็เสียดายแย่”
พูดแล้วซีค้าก็คว้าแตงกวาเนื้อเงินแล้วเดินออกจากบ้านไปด้วยท่าทีที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษจนทำให้มิซ่าต้องส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจแต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อเธอไม่คิดที่จะสละพรหมจรรย์กับของแบบนั้น
เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงทุกคนก็ดูมีความสุขเป็นที่สุดยกเว้นเพียงมิซ่าที่อารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่นักเพราะต้องอดทนต่อความต้องการของตัวเองยังไม่พอยังต้องทนต่อสีหน้าท่าทางของอาจารย์ที่แค่เห็นก็ต้องกัดฟันด้วยความอิจฉา
มื้อเช้าของวันนี้เริ่มต้นเร็วกว่าเมื่อวานหลายชั่วโมงทีเดียวเนื่องจากเหล่าเด็กสาวได้นอนพักจนเต็มอิ่มเลยตื่นเช้ากว่าทุกวัน
กัสเองก็มีงานใหญ่ต้องทำเด็กสาวทุกคนก็รู้ดีว่าวันนี้คือวันเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่เลยทำอาหารเช้าแบบง่ายๆที่ทำได้ง่ายทานก็เร็ว พอเสร็จสิ้นมื้ออาหารงานก็เริ่มต้นขึ้น
กัสตัดสินใจซื้อตะกร้าเพิ่มให้ครบจำนวนคนเพื่อให้ง่ายในการเก็บเกี่ยวมากยิ่งขึ้น
ผักกว่า3 พันต้นนั้นเป็นจำนวนที่มากมหาศาลมากสำหรับกัสและเด็กสาวพวกเธอเก็บกันตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเที่ยงก็ยังเก็บไปได้ไม่ถึงครึ่ง
พักทานอาหารกลางวันกันจนจบอิจิโกะกับน้องก็ต้องแยกออกไปทำงานของตัวเองทำให้การเก็บเกี่ยวดำเนินไปได้ช้ากว่าเดิมอีกจนกระทั่งจบวันไปผักที่เก็บเกี่ยวได้ในวันแรกก็ยังไม่ถึง 1 พันต้นเลยด้วยซ้ำ
ทว่าDP ที่ได้มานั้นทะลุหลักพันไปเป็นที่เรียบร้อยและกัสก็ได้จัดการสร้างโรงหมักบ่มพื้นฐานขึ้นที่ด้านตะวันตกติดริมแม่น้ำเพราะว่าโรงหมักบ่มนั้นมีความต้องการใช้น้ำที่สูงมาก
พอสร้างโรงหมักบ่มด้วยวิธีเดียวกับที่เคยสร้างสิ่งก่อสร้างอื่นๆกัสก็ได้โรงหมักบ่มที่มีพื้นที่ 200 ตารางเมตรซึ่งใหญ่โตมากทีเดียว
โรงหมักบ่มนี้มีความต่างจากโรงปั้นพื้นฐานมันไม่ต้องการคนงานมาประจำมากนักกัสเลยไม่เพิ่มชุดทำงานหากแต่ซื้อถังหมักเพิ่มจนเต็มอัตราถึง 3 ถัง รวมกับของเดิมที่มีอยู่แล้วก็กลายเป็น4 ถัง
สภาพของถังหมักนั้นเป็นถังไม้ขนาดใหญ่ที่มีความจุถึง1 พันลิตรซึ่งมีความสูงมากกว่า 1 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 1.5 เมตร
หากเทียบกับขนาดของถังหมักบ่มแล้วมันไม่นับว่าใหญ่และยังมีพื้นที่เหลืออีกมากทว่าพื้นที่ที่เหลืออยู่นั้นเป็นพื้นที่สำหรับตากวัตถุดิบ ซึ่งมีโต๊ะสำหรับตากแห้งตั้งอยู่จนเต็มพื้นที่
ด้วยการทุ่มเงินลงไปจำนวนมากเพียง 1 ชั่วโมงหลังจากโรงหมักบ่มถูกสร้างมันก็ถูกจัดอุปกรณ์จนพร้อมที่จะใช้
ทว่ากัสกลับไม่คิดที่จะเริ่มงานอย่างที่ควรเขากลับนำเอาดอกเถาตะเกียงทองมาวางพึ่งให้แห้งเพื่อทำเครื่องดื่มง่ายๆที่นิยมที่สุดอย่างเบียร์ก่อน
ต้นเถาดอกตะเกียงทองนั้นเป็นผักชนิดที่เก็บเกี่ยวได้หลายครั้งที่กัสปลูกเอาไว้มากที่สุดมากกว่า400 ต้นเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้กัสจึงได้ดอกของตะเกียงทองมากถึงวันละ 400 ดอกซึ่งถ้าขายออกไปตรงๆ ก็จะได้เพียง 40 DP เท่านั้น แต่ถ้านำมันทำเป็นเบียร์ขายเขาจะได้มากขึ้นเป็นเท่าตัวในเวลาเพียง 3 วันและถ้าหมักบ่มนานกว่านั้นก็จะได้มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่มันก็มีปัญหาเล็กน้อยตรงที่การจัดซื้อภาชนะในการบรรจุซึ่งกัสไม่สามารถซื้อถังไม้มาเก็บไว้ได้มากนักเพราะขนาดของมันแต่เขาก็ยังกลั้นใจซื้อถังไม้มาถึง 100 ใบ เป็นราคาถึง 500 DP ซึ่งกินความจุของยุ้งฉางไปเกือบครึ่ง
เนื่องจากวันแรกเริ่มต้นสร้างโรงหมักบ่มในตอนเย็นทำให้กัสไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเริ่มงานเขาเลยทำได้เพียงตากดอกตะเกียงทองทิ้งเอาไว้บนโต๊ะสำหรับจากแห้งซึ่งมีส่วนช่วยในการลดระยะเวลาในการตากลงอย่างมากแม้จะเป็นการตากในเวลากลางคืนก็ตามที
รุ่งเช้าของวันใหม่ทุกคนก็ตื่นขึ้นมาทำงานอีกครั้งงานเดิมยังคงต้องทำอยู่การเก็บเกี่ยวประจำวันทำให้ได้ดอกตะเกียงทองมาเพิ่มอีกและก็ถูกส่งเข้าไปยังลานตากอีกจนแทบจะเต็มความจุของมันแล้ว
ต่อจากนั้นก็เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อก่อนจะนำDP ที่ได้มาเพิ่มไปจัดการขยายโรงหมักบ่มจากโรงหมักบ่มขั้นพื้นฐานก็เป็นโรงหมักบ่มขนาดเล็ก
ผลลัพธ์ของการเพิ่มระดับทำให้กัสได้พื้นที่เพิ่มมาอีก200ตารางเมตรซึ่งพื้นที่เพิ่มนี้ได้กลายเป็นโกดังเก็บของสำหรับผลผลิตประเภทหมักดองที่มีส่วนช่วยในการเร่งกระบวนการหมักบ่มเช่นเดียวกัน
การใช้จ่ายของกัสในครั้งนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นที่สุดเพราะนี่คือครั้งแรกที่กัสทุ่มเทความพยายามของเขาลงไปอย่างสุดกำลังซึ่งทุกคนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
ยิ่งถ้านำไปเทียบกับโรงปั้นขนาดเล็กที่อิจิโกะกับน้องทำงานอยู่ทุกคนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากัสนั้นทุ่มเทลงไปมากขนาดไหนไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องมือมาเติมจนเต็มในทันทีที่โรงหมักบ่มถูกเพิ่มระดับ
หรือการทำงานหนักทั้งที่ดึกดื่นค่อนคืนไปแล้วเขาก็ยังไม่คิดที่จะหยุดแต่กลับทำการสับวัตถุดิบเพื่อใส่ลงไปในถังหมักอย่างตั้งใจ หาบน้ำแต่ละถังใส่ลงไปในบ่อน้ำของโรงหมักและทำการใช้คำสั่งจากสูตรผลิตทำการหมักเบียร์ออกมาจนเติมเต็มถังหมักทั้ง4 ให้เต็มไปด้วยของเหลวสีอำพันที่ส่งกลิ่นหอมของเมล็ดข้าว
ความมุ่งมั่นตั้งใจนี้มีมากจนน่าทึ่งแต่ถ้ามีใครที่ได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกับกัสมาแล้วละก็บางทีเขาอาจจะลงมือทำแบบนี้ตั้งนานแล้วก็เป็นได้ไม่รอคอยเวลาจนผ่านมานานขนาดนี้แน่
ในสายตาของเด็กสาวคนอื่นๆกัสกำลังทำในสิ่งที่เขาชอบ หมักบ่มเหล้าเบียร์เพื่อหาความสุขของเขา
ทว่าในความเป็นจริงสิ่งที่กัสกำลังทำนั้นคือการสร้างแหล่งอาหารที่สามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้ในระยะยาวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทั้งกับการหาDP ไปจนถึงการถนอมอาหารเพื่อรับมือกับหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น
คุณสมบัติของโรงหมักบ่มนั้นมันโดดเด่นที่สุดในการหมักบ่มเครื่องดื่มแต่สิ่งที่โดดเด่นไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการทำผักดอง
ขั้นตอนนี้กินเวลามหาศาลมากหากไม่มีแหล่ง DP ที่มั่นคงพอแล้วละก็กัสย่อมไม่คิดที่จะลงทุนกับมันในตอนนี้แน่เพราะกว่าผลผลิตที่หมักบ่มจะได้ที่ก็กินระยะเวลาเป็นเดือนๆซึ่งไม่มีวิธีใดจะเร่งความเร็วในการหมักบ่มได้นอกจากการเพิ่มระดับของโรงหมักบ่ม
แต่เพราะได้เด็กสาวผมขาวมาช่วยทำให้กัสสามารถปลูกผักวิเศษได้อย่างง่ายดายจนทำให้DP หลักพันกลายเป็นเรื่องง่ายกัสถึงกล้าที่จะสร้างและพัฒนาโรงหมักบ่มขึ้นมาในตอนนี้
อีกหนึ่งในปัญหาที่ทำให้กัสไม่กล้าที่จะสร้างโรงหมักบ่มก่อนหน้านี้ก็เพราะหลังจากที่สร้างมันจนเสร็จไหเคลือบดินเผาที่อิจิโกะสร้างขึ้นจะถูกส่งมายังโรงหมักเพื่อบรรจุผักดองชนิดต่างๆทำให้รายได้ประจำวันลดลงไปมากกว่าครึ่งเลยทีเดียว
หากไม่มีรายได้จากการปลูกผัก3 พันต้นในเวลาเพียง 2วันมาช่วยพยุงแล้วละก็การเติบโตของดินแดนอาจจะหยุดชะงักไปได้ง่ายๆ เลยทีเดียว