ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 บทที่ 183 สารท้าประลอง

        แต่ที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึกเหลือเชื่อมากยิ่งกว่าก็คือชื่อของผู้สร้างกระบี่ประกายโลหิตมันกลับไม่ใช่ชื่อของนักตีดาบที่เก่งที่สุดของศาสนาดาบสวรรค์อย่างมู่เทียนจีแต่เป็นชื่อที่ไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อน - กู่เซียวเฟิง

        ใครกันล่ะนั่น?

        กู่เซียวเฟิง มาจากไหนกัน!!

        แม้แต่คนของนักดาบสวรรค์เองยังไม่รู้เลยว่าศาสนาดาบสวรรค์มีนักการช่างที่เก่งกว่ามู่เทียนจีโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

        ผู้คนทั้งหมดต่างก็งงเป็นไก่ตาแตกรู้สึกว่าการจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับราชันปีนี้นั้นมันมีเรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นเยอะเป็นพิเศษ

        ตอนแรกก็หลินหยาง ต่อมากู่เซียวเฟิงซึ่งทั้งหมดล้วนเหนือกว่าเลี่ยนคุนหลุนที่เคยเก่งที่สุดในอดีต

        แต่หลังจากที่ข้อความขึ้นจนครบทุกตัวอักษรแล้วทั่วทั้งบริเวณนั้นก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที

        “เดี๋ยวก่อนนะ พวกเจ้าดูตรงท้ายข้อความสิเหมือนมีเขียนอะไรเพิ่มขึ้นมานะ”

        “เขียนว่าอะไรนะ...เอ่อ... อัน ดับ หนึ่ง ร่วม!!”

        เฮ้ย!!

        อย่างนี้ก็ได้หรือ??

        ผลที่ได้กลับเป็นอันดับหนึ่งร่วมนี่นะ?

        อย่าบอกนะว่าพวกนักการช่างที่เก่งกาจที่สุดของสมาคมนักการช่างรวมกับอุปกรณ์ตรวจสอบสุดละเอียดยิบนั่นยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าระหว่างกระบี่ประกายโลหิตและโล่กำแพงแห่งความว่างเปล่าอันไหนแข็งแกร่งกว่ากัน?

        เป็นไปได้อย่างไร?

        ผู้คนทั้งหมดต่างก็จินตนาการไม่ออกว่าภายในสมาคมนักการช่างมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นรึเปล่าทำไมถึงได้ปล่อยให้มีผลลัพธ์ที่ครึ่งๆ กลางๆ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนแบบนี้หลุดออกมาได้

        แต่สิ่งที่ทุกคนสนใจกันมากกว่าในตอนนี้กลับเป็นอีกเรื่อง คือ

        ถ้าผลเป็นอันดับหนึ่งร่วมแบบนี้ แล้วบ่อนพนันจะตัดสินผลอย่างไร?

        “ฮ่าฮ่าฮ่า! ทุกท่านอย่าลนลานไปเซวียนหยวนผู้นี้ให้ความเป็นธรรมกับทุกท่านอยู่แล้วตอนนี้เป็นอันดับหนึ่งร่วมก็เท่ากับว่าผลการจัดอันดับจริงๆ ของมันยังไม่ออกถ้าอย่างนั้นก็รอให้ผลจริงๆออกมาก่อนค่อยคิดก็ได้ ข้ายอมให้เก็บไว้ก่อน!”

        “อย่างนี้ยังพอรับได้หน่อย”

        “เถ้าแก่เซวียนหยวนช่างยุติธรรมจริงๆ!!”

        เหล่านักพนันทั้งหลายต่างก็รู้สึกพอใจกับคำตอบที่ได้รับ

        หลังจากการพนันในช่วงหลายวันมานี้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็เชื่อมั่นในบ่อนพนันของเซวียนหยวนกวังผู้นี้กันสุดๆ

        ที่ว่าไม่เอาเปรียบใครไม่ว่าเด็กหรือแก่นั้นเขาล้วนทำได้จริงอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

        และในตอนที่ผู้คนทั้งหลายต่างก็พยักหน้าตอบรับว่าจะรอจนกว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะปรากาศออกมานั้นเซวียนหยวนกวังกลับเผลอหัวเราะออกมาพร้อมกับพึมพำกับตัวเองว่า

        “อันดับหนึ่งร่วมอะไรกัน หึหึดูไม่เป็นก็บอกดูไม่เป็นไปเสียสิ...แต่ในเมื่อพวกดาบสวรรค์เริ่มลงมือแล้วแบบนี้อีกสองศาสนาที่เหลือคงไม่ยอมปล่อยไปเฉยๆ แน่ น่าสนุกซะแล้วสิ หึหึ”

        งานจัดอันดับครั้งนี้ เป็นเพราะกู่เซียวเฟิงจากศาสนาดาบสวรรค์ปรากฏตัวขึ้นทำให้สถานการณ์ของงานครั้งนี้ได้เข้าสู่จุดตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

        ผู้คนทั้งหมดต่างก็รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด

        เลี่ยนคุนหลุนที่แต่เดิมถูกยกให้เป็นขีดจำกัดสูงสุดในโลกของนักการช่างของทวีปชี่อู่ที่ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามไปได้แล้วนั้นแต่คาดไม่ถึงเลยว่าในปีนี้กลับถูกคนอื่นเหยียบหัวข้ามไปแล้วแถมยังข้ามไปถึงสองคนอีก

        หลินหยางนั้นเหล่าประชาชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เคยเห็นหน้าค่าตากันมาบ้างแล้ว แต่ไอ้กู่เซียวเฟิงนี่มันใครกัน?

        เป็นยอดฝีมือจากที่ไหนกันแน่?

        อายุเท่าไร ตัวผู้หรือตัวเมีย?

        ฟังเอาจากชื่อแล้วดูท่าทางน่าจะเป็นชายหนุ่มที่สง่างามเหมือนคุณชายรึเปล่า?

        หรือจะเป็นผู้อาวุโสเฒ่าที่แก่หงำเหงือกจนใกล้ลงโลงแล้วเหมือนเลี่ยนคุณหลุน?

        ในใจของแต่ละคนต่างก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัยและความคาดหวัง และตั้งแต่วันนั้นเองงานประกาศรางวัลที่แต่เดิมไม่มีใครสนใจเลยนั้นกลับเริ่มได้รับความสนใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ

        แต่ผู้คนต่างก็คาดไม่ถึงเลยว่า

        นี่ยังห่างจากจุดสูงสุดของงานจัดอันดับครั้งนี้อีกไกลโขเลย...

        ..................................

        ในวันที่สิบของงานจัดอันดับนั้น

        ก็มีผลงานระดับเทพชิ้นใหม่ขึ้นตารางจนเกิดความสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

        ผลงานชิ้นนี้เป็นขลุ่ยยาวชิ้นหนึ่ง มีนามว่า “ขลุ่ยเพรียกวิญญาณ”เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงสุดเช่นกัน

        ชื่อของผู้สร้างเองก็เป็นชื่อที่ผู้คนทั้งหลายไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกันชื่อว่า “โยวหมาน” สังกัดภูเขาหมื่นอสูร

        และสิ่งสุดท้ายที่ผู้คนไม่อาจเข้าใจได้ก็คือขลุ่ยยาวชิ้นนี้มันได้ไปตั้งอยู่ที่ตำแหน่งอันดับหนึ่งเหนือกระบี่ประกายโลหิตขึ้นไปเพียงแต่ตัวอักษรตรงท้ายข้อความก็ยังเขียนไว้ด้วยข้อความที่ผู้คนไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรกับมันดีว่า

        อันดับหนึ่งร่วม

        นี่มันเรื่องอะไรกัน

        นี่มันอันดับหนึ่งร่วมชิ้นที่สามแล้วไม่ใช่รึ?

        ปีนี้ไอ้พวกสมาคมนักการช่างนั่นมันทำบ้าอะไรกันอยู่เอ๋อกันไปหมดแล้วรึอย่างไร?

        ตัดสินผลไม่ได้สามชิ้นติดแบบนี้ ยังไหวกันอยู่รึเปล่าถ้าไม่ไหวก็เปลี่ยนคนตัดสินได้แล้ว!

        ไม่นานก็มีเสียงโห่ร้องที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและความสงสัยดังขึ้น

        แต่ที่ทำให้ผู้คนตาเหลือกมากกว่าเดิมก็คือในวันที่สองหลังจากที่ขลุ่ยเพรียกวิญญาณปรากฏขึ้น ก็มีผลงานชิ้นใหม่อีกชิ้นโผล่ขึ้นไปบนตารางอีกแล้วส่วนท้ายข้อความก็ยังมีคำว่า อันดับหนึ่งร่วม แนบเอาไว้เหมือนเดิม

        ตราผนึกผู้สรรค์สร้าง

        เป็นตราผนึกผู้สรรค์สร้างที่ถูกยกระดับจนหวนกลับขึ้นสู่บัลลังก์อันดับหนึ่งอีกครั้ง!

        เห็นได้ชัดว่าเลี่ยนคุนหลุนที่เร้นกายหายไปนานหลายปีคนนั้นรู้สึกรับไม่ได้ที่ผลงานของตัวเองถูกคนรุ่นหลังก้าวข้ามไปจึงได้ลงทุนสร้างตราผนึกผู้สรรค์สร้างแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อต่อกร

        เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองทำให้ผลงานที่สร้างขึ้นใหม่นั้นแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผลงานขั้นเทพทั้งสามชิ้นนั้นได้ร่วมกันเป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปชี่อู่ตอนนี้

        โอ้แม่จ๋า!

        หลังจากที่ผลงานชิ้นนี้ปรากฏตัวขึ้นทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เร่าร้อนจนแทบเดือดแล้ว

        การคัดเลือกครั้งนี้มันโคตรน่าตื่นเต้นเร้าใจสุดๆ ไปเลยจากบนตารางตอนนี้ ทั้งสามศาสนาต่างก็มีผลงานขั้นเทพเป็นของตัวเองแล้วแถมยังมีปีศาจน้อยนักการช่างที่เพิ่งเกิดใหม่ได้ไม่นานอย่างหลินหยางที่เก่งกาจไม่แพ้กันเลยอีกด้วย

        งานจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชันที่เงียบสงบมานานกว่าห้าปีก็เหมือนกับทะเลแห่งความตายที่ไร้คลื่นน้ำและแรงลมใดๆ ทั้งสิ้น แต่หลังจากผ่านความเงียบสงบไปห้าปีแล้วอยู่ๆ ก็มีอสูรทะเลที่แข็งแกร่งทรงพลังสุดขีดจนสามารถสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วท้องนภาและผืนปฐพีได้ปรากฏตัวออกมาพร้อมกันทีเดียวสี่ตัวจนเกิดเป็นคลื่นยักษ์อันบ้าคลั่งบนท้องทะเลแห่งความตายนี้

        โล่กำแพงแห่งความว่างเปล่า กระบี่เทวะประกายโลหิตขลุ่ยยาวเพรียกวิญญาณ และตราผนึกผู้สรรค์สร้างรุ่นใหม่ล่าสุด

        ผลงานชิ้นไหนกันแน่ที่จะได้ครองบัลลังก์อันดับหนึ่งอย่างแท้จริง?

        และนักการช่างที่อยู่เบื้องหลังผลงานทั้งสี่ชิ้นนี้ใครกันที่จะสามารถโค่นล้มคู่แข่งสุดแข็งแกร่งที่เหลือทั้งหมดลงได้ และคว้าเอาเกียรติยศและคำสรรเสริญเยินยอของนักการช่างอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินนี้ไปครอง?

        ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นปริศนาแต่มันก็ได้กระตุ้นต่อมแห่งการแข่งขันของผู้คนขึ้นมาแล้ว

        อีกทั้งเซวียนหยวนกวังเองก็ได้เตรียมเปิดเงื่อนไขการเดิมพันใหม่ขึ้นมารอเรียบร้อยแล้ว

        “เร่เข้ามาเลยเร่เข้ามา ดุเดือดขึ้นมาแล้วดุเดือดขึ้นมาแล้ว แม่มันเอ๊ย โคตรจะดุเดือดสุดๆ ไปเลยตอนนี้สุดยอดนักการช่างสี่คนที่มีระดับพลังพอๆ กัน ใครจะได้อันดับหนึ่งไปครองกันแน่ไม่มีการพนันเรื่องไหนที่มันทั้งสนุก ทั้งดุเดือดยิ่งไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว!... มามามา รีบๆ เข้ามาเดิมพันกันเร็วอัตราต่อรองของหลินหยางหนึ่งต่อหนึ่ง กู่เซียวเฟิงหนึ่งต่อสอง...”

        บ่อนพนันขนาดมหึมาก็เปิดรับพนันขันต่อขึ้นมาทันทีจากนั้นเหล่าประชาชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นับแสนก็หลั่งไหลกันเข้ามาร่วมเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่นี้กันทันที

        เซวียนหยวนกวังตอนนี้คึกสุดขีดจนแทบจะคลั่งตายแล้วภายใต้การชี้นำของเขานั้นผู้คนทั้งหมดต่างก็จับจ้องไปที่งานมอบรางวัลที่จะตัดสินทุกอย่างซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้

        พวกเขาต่างก็รู้ว่าในงานมอบรางวัลนั้นไม่มีทางปล่อยให้เกิดผลลัพธ์ครึ่งๆ กลางๆ อย่างอันดับหนึ่งร่วมพร้อมกันสี่อันดับแบบนี้แน่ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนปรากฏขึ้นอยู่ดี

        ..................................

        ในช่วงสามวันหลังจากนั้นก็ไม่มีปรากฏการณ์สุดพิสดารอะไรเกิดขึ้นอีกสุดยอดยุทธภัณฑ์ทั้งสี่ชิ้นนั้นก็ยังคงยึดอันดับหนึ่งร่วมไว้อย่างมั่นคงดุจภูเขายักษ์ทั้งสี่ที่กดทับโลกของนักการช่างทั่วทั้งชี่อู่เอาไว้

        และการมาถึงของงานประกาศรางวัลนี้ก็ทำให้ในใจของผู้คนนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและตื่นเต้น

        ใครกันแน่ที่จะได้เป็นนักการช่างอันดับหนึ่งของแผ่นดินอย่างแท้จริง

        ..................................

        คืนก่อนวันจัดงานประกาศรางวัล

        หลินหยางที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในสวนเล็กๆ ของเลี่ยนเทียนเฮ่านั้น

        เถ้าแก่ใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า จูหงจางกำลังนั่งคุยแบบตัวต่อตัวกับหลินหยาง

        วันนี้เป็นวันที่หลินหยางเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเก็บตัวฝึกฝนในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันประกาศรางวัลของงานจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชันแล้วแต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะได้ฟังเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เอง

        “โห? มีผลงานที่อยู่ในระดับเดียวกับกำแพงแห่งความว่างเปล่าถึงสามชิ้นเลยหรือ?”

        หลินหยางถามขึ้นเบาๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

        “ใช่แล้ว!” แต่สีหน้าของจูหงจางดูจะเคร่งขรึมอยู่ระดับหนึ่ง “อีกทั้งนอกจากเลี่ยนคุนหลุนแห่งศาสนาศักดิ์สิทธิ์แล้วอีกสองคนที่เหลือข้าไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อนเลยด้วยไม่รู้เหมือนกันว่าพวกศาสนาดาบสวรรค์กับภูเขาหมื่นอสูรมันมีนักการช่างที่แข็งแกร่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

        “อืม ข้าเข้าใจแล้ว” แต่หลินหยางกลับพยักหน้ารับโดยที่น้ำเสียงไม่เปลี่ยนเลย

        เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยสักนิด

        เซวียนหยวนกวังผู้ลึกลับได้บอกข้อมูลให้เขาฟังตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วทั้งสามศาสนาตอนนี้ต่างก็มียอดฝีมือระดับโพ่ไห่ที่มาจากภพภูมิอื่นเข้ามาประจำการแล้วด้วยระดับฝีมือและความก้าวหน้าของภพภูมิที่สูงกว่าแล้ว การที่จะสามารถสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันที่แข็งแกร่งที่สุดในชี่อู่ได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

        “ถ้าอย่างนั้นฝ่ายผู้จัดงานจะตัดสินอย่างไรล่ะ?”หลินหยางถามขึ้น “จะปล่อยให้อันดับหนึ่งร่วมกันสี่ที่เลยหรือ?”

        “อย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว” จูหงจางส่ายหน้า “นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้าต้องมาปรึกษากับคุณชายหลินเช่นกันพวกสมาคมนักการช่างมันต้องการให้คุณชายหลินและอีกสามคนที่เหลือไป ประลองอาวุธกันในงานประกาศรางวัลที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้น่ะ....”

        ประลองอาวุธ?

        มันคือวิธีที่ใช้วัดระดับของทักษะการช่างขั้นสูง

        เมื่อไปถึงระดับวิถีราชันหรือระดับที่สูงกว่านั้นแล้วการจะตัดสินความแข็งแกร่งของอาวุธย่อมไม่สามารถใช้วิธีการเปรียบเทียบแบบง่ายๆ ได้อีกต่อไปเพราะมันยังมีเรื่องของการเสริมพลังฟ้าดินทั้งห้าธาตุ หรือว่า ความแข็งแกร่งของ “พลังแห่งยุทธภัณฑ์จักรพรรดิ”ดังนั้นจึงต้องมีกฎระเบียบแบบใหม่ในการวัดความแข็งแกร่งของยุทธภัณฑ์อย่าง “การประลองยุทธภัณฑ์”ขึ้น

        ว่าง่ายๆ คือการประลองยุทธภัณฑ์ก็คือการที่นักการช่างจะนำยุทธภัณฑ์ที่ตัวเองสร้างขึ้นออกมาประลองกันภายใต้กฏระเบียบและขอบเขตของการประลองที่กำหนดไว้ก่อนเริ่ม

        วิธีชนะมีสองวิธีคือ ทำลายยุทธภัณฑ์ของอีกฝ่ายให้ได้ หรือไม่ก็โค่นนักการช่างที่เป็นคู่ต่อสู้ลงให้ได้

        ซึ่งเป็นรูปแบบการประลองที่เท่าเทียมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายที่สุดแล้วเพราะได้มีการกำหนดขอบเขตพลังต่อสู้สูงสุดที่สามารถใช้ได้เอาไว้ก่อนแล้วดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องแสดงศักยภาพของอาวุธออกมาให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีทำลายยุทธภัณฑ์ลงหรือการโค่นเจ้าของลงก็ตาม

        ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ก็เท่ากับว่าหลินหยางต้องใช้โล่แห่งความว่างเปล่าของตนในการรับมือกับยอดฝีมือสุดแกร่งทั้งสามคนจากสามศานาใหญ่นั่น

        “ต้องขอโทษคุณชายหลินด้วย ที่เรื่องง่ายๆ แบบนี้อยู่ๆมันก็เกิดวุ่นวายขึ้นจนเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว...” จูหงจางเองก็เริ่มรู้สึกเกรงใจขึ้นมานิดๆ

        “การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้นอกจากเลี่ยนคุนหลุนแล้ว พวกเราไม่มีข้อมูลของอีกสองคนที่เหลือเลยอีกทั้งยังต้องให้ท่านใช่โล่หนึ่งชิ้นไปรับมือกับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันสายโจมตีทั้งสามแบบนั่นอีกถ้าหากคุณชายไม่ต้องการละก็ ข้าจะรีบไปขอสละสิทธิ์เดี๋ยวนี้เลยอันดับหนึ่งนั่นไม่ได้ก็ช่างมันปะไร”

        หลินหยางมองไปทางจูหงจาง

        เถ้าแก่ใหญ่ท่านนี้ค่อนข้างจะจริงใจเลยทีเดียว

        เขาส่ายหน้า “ไม่เป็นไรข้าเองก็อยากจะเจอกับเหล่านักการช่างระดับสูงพวกนั้นอยู่เหมือนกัน”

        รอยยิ้มเล็กๆ ของเขาช่วยให้จูหงจางวางใจได้ไม่น้อย “ท่านเถ้าแก่ใหญ่จูโปรดวางใจเถอะพรุ่งนี้หลินหยางจะไปปรากฏตัวที่งานประกาศรางวัลแน่นอน”

        “ถ้าอย่างนั้น...ข้าก็ขอเป็นตัวแทนกลุ่มใต้หล้ากล่าวขอบคุณคุณชายหลินอย่างสุดซึ้งเลยแล้วกัน!”จูหงจางพลันลุกขึ้นคำนับให้กับหลินหยาง จากนั้นก็จากไป

        เหลือแค่หลินหยางคนเดียวแล้วตอนนี้ เขานั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ ในสวน

        ในสายตาเขานั้น มีเปลวเพลิงของความกระหายการต่อสู้กำลังลุกโชนอยู่

        เขารู้อยู่แล้วว่าพวกสามศาสนาใหญ่นั้นมียอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางอยู่พวกนั้นล้วนเป็นตัวตนเหนือธรรมชาติที่มาจากภพภูมิอื่น

        ตัวเขานั้นได้ขึ้นไปบนอันดับหนึ่งก่อนแล้วแท้ๆ แต่ไอ้พวกสามศาสนาใหญ่นั่นยังส่งผลงานมาแข่งขันแย่งชิงอันดับกับเขาอีกความหมายของการกระทำแบบนี้ ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้แล้ว

        นี่มันคือการท้าทายรูปแบบหนึ่งหรือจะเรียกว่าเป็นการลองเชิงก็ได้

        สามศาสนาใหญ่นี้ต้องการจะทดสอบระดับความสามารถของหลินหยางในงานประกาศรางวัลครั้งนี้ว่าตกลงแล้วเขาใช่เด็กหนุ่มที่สามารถถอนรากถอนโคนลัทธิหมื่นวิญญาณจนสิ้นซากได้คนนั้นจริงรึเปล่า

        ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันทั้งสามชิ้น ก็เป็นดั่งสารท้ารบสามฉบับที่มาจากยอดฝีมือของภพภูมิอื่นซึ่งมันได้กางไว้อยู่ตรงหน้าของหลินหยางแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับเลย

        ไม่ว่าจะพ่อของเขาหรือว่าเซวียนหยวนกวังที่เพิ่งมาหาเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนต่างก็เคยเตือนหลินหยางแล้วว่าอีกไม่นานจะมีกลุ่มคนที่ทรงพลังจากภพภูมิอื่นมาที่ทวีปชี่อู่แห่งนี้เมื่อนั้นทั่วทั้งแผ่นดินจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่

        ถ้าหากหลินหยางต้องการจะปกป้องญาติสนิทมิตรสหายของตัวเองบนแผ่นดินอันวุ่นวายเหล่านั้นเขาก็จำเป็นต้องรีบประกาศให้เหล่าขุมอำนาจจากโลกต่างภพภูมินั่นได้รับรู้ว่า

        ทวีปชี่อู่ของข้าไม่ใช่ภพภูมิชั้นต่ำที่ใครหน้าไหนจะข้ามเส้นมารังแกเมื่อไหร่ก็ได้อย่างที่พวกมันคิด

        ที่นี่มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งไม่แพ้ใคร!

        และที่นี่มีข้า หลินหยาง!!