บทที่ 115 หนทางเยียวยาหนี่ เหยา
ชิว เหวินเจี้ยนไม่รั้งรอ เขาเดินออกมาจากปราสาทจอมมาร ไม่สนใจเหล่าไพร่พลอารักขาที่โน้มคำนับอย่างนอบน้อม ในใจตอนนี้มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่เขานึกถึง ชายหนุ่มอยากจะกลับไปหาซูเหยียนที่อยู่ไกลออกไปนอกเมือง แพทย์ที่มีวิชามากขนาดนั้นจะต้องมีวิธีรักษาให้หนี่ เหยา หายในเร็ววันอย่างแน่แท้
ชิว เหวินเจี้ยนนั้นเก่งกาจ มีความรู้เกี่ยวกับแพทย์มากพอตัวอยู่ เขาเคยช่วยซูเหยียนในการปรุงยามาแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่ว่าอันจะรักษาหนี่ เหยาให้หายเร็วดั่งใจนึกเพื่อจะไปครองดาบที่ผนึกเทพมารเอาไว้ เขาก็เห็นทีว่าจะต้องยืมแรงหญิงสาวมาช่วย
ซูเหยียนอยู่ที่บ้านของนาง ไกลจากเมืองหลวงและต้องใช้เวลาเสียหน่อยในการเดินทาง หากแต่ตอนนี้ชิว เหวินเจี้ยนมิอยากรั้งรออีกต่อไป เมื่อได้ลั่นวาจาไปแล้วว่าจะลงมือเสียในวันเดียว เขาเองก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลอันใดที่จะต้องไปมาเช่นที่ทำกับซู เหยียน
ชายหนุ่มออกมานอกกำแพงวัง หาที่เหมาๆ สักที่ซึ่งปลอดคน ชิว เหวินเจี้ยนเค้นพลังจากภายใน พลังซึ่งมิมีผู้ใดล่วงรู้ถูกกลั่นออกมาจากร่างอายุน้อย วงเวทพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าก่อนจะขยายกว้างอย่างรวดเร็วกลายเป็นรู ด้านในเป็นสถานที่ที่เขาต้องการจะเดินทางไป
ทันทีที่ร่างของชิว เหวินเจี้ยนทะลุผ่านไป หญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการอ่านตำราก็ไม่ทันสังเกตุ ชายหนุ่มปิดวงแหวนนั้นให้เงียบที่สุดก่อนจะหันมาหาซูเหยียนที่ยังไม่รู้ว่าเขาเดินทางมาถึงแล้ว
“ทำอะไรอยู่หรือแม่นาง” ชิว เหวินเจี้ยนยกยิ้ม ไม่ได้สนใจท่าทีตกใจของอีกฝ่าย หนังสือที่ถืออยู่ร่วงกราวลงกับพื้น คนถูกทักหันควับมามองในมือมีมีดสั้นเล่มเล็กถืออยู่
“เจ้า!”
ชิว เหวินเจี้ยนยกมือขึ้นราวกับจะบอกว่ายอมแพ้ ชายหนุ่มถอยห่างออกมาก่อนจะมองคมมีดนั้น
“หายไปไม่นาน เจ้าก็หันมีดเข้าหาข้าเชียวหรือ”
ซูเหยียนถอนหายใจ แต่ก็ยังไม่ได้เลิกทำหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ นางเก็บมีดใส่ปลอกและวางลงตรงโต๊ะไม้ที่กองไปด้วยตำรามากมาย ข้างกันนั้นมีเครื่องปรุงยาและสมุนไพรมากมาย กลิ่นหืนๆ ของพืชประหลาดตาชวนให้ชิว เหวินเจี้ยนเบือนหน้าหนี
“ท่านหายไปเสียนาน จู่ๆ ก็โผล่มาเช่นนี้ข้าไม่เอามีดแทงให้ตายเสียก็ดีแค่ไหนแล้ว” ซูเหยียนขมวดคิ้ว สะบัดตัวหนีห่างชายหนุ่มอย่างไม่แยแส ร่างเล็กก้มลงเก็บหนังสือเหล่านั้นกลับที่ ทิ้งชิว เหวินเจี้ยนให้ทำหน้าไม่สู้ดีอยู่แบบนั้น
“ข้าแค่รีบเดินทางเท่านั้น”
“ว่าแต่...” ดูเหมือนนางจะเพิ่งรู้สึกตัว เมื่อความตกใจค่อยๆ ซาลงแล้ว สุดท้ายความสงสัยก็เข้ามาแทนที หญิงสาวทำหน้าฉงนลุกขึ้นมามองคนตรงหน้าไม่วางตา “จู่ๆ ท่านก็โผล่มาอย่างนี้ได้อย่างไร! ข้าไม่เห็นได้ยินเสียงฝีเท้าท่านสักนิด”
คำถามเช่นนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากชิว เหวินเจี้ยน เขายักไหล่เป็นคำตอบ
“ข้าก็มาของข้า เจ้าเอาแต่สนใจตำราเสียจนมองไม่เห็นข้าเสียกระมัง” ชิว เหวินเจี้ยนหัวเราะอย่างถูกใจเมื่อเห็นซูเหยียนได้แต่ทำใบหน้างุนงงอยู่ นางเหมือนจะอยากถามอะไรอีกมากมายนักแต่สุดท้ายก็ถูกหยุดไว้ด้วยสายตาคมคายที่มองมา
“ท่านมาที่นี่ต้องการสิ่งใดอีก ข้าไม่คิดว่าท่านมีเหตุจำเป็นที่ต้องมาอีก” ซูเหยียนพ่นลมหายใจฮึดฮัด เบี่ยงตัวหลบชายตรงหน้าไปหากองตำราเหล่านั้นต่อ
ชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้ประหลาดใจ เขาหายไปอยู่ในเมืองนานสองนานจนนางเดินทางกลับมาก่อนเพราะตนมัวแต่ไปวุ่นวายกับเรื่องในห้างนั้น อีกทั้งยังต้องจัดการดาบของหนี่ เหยาอีกด้วย เรื่องวุ่นวายมากมายให้สะสางเสียจนคลาดกับซูเหยียนไป
“ข้าหิว” บอกเสียงราบเรียบและยังคงเอาแต่ใจเหมือนอย่างเคย ตำราเล่มโตถูกเขวี้ยงมาจากอีกฟากของห้อง มีหรือที่ชิว เหวินเจี้ยนจะไม่รับรู้ถึงมัน เขาเพียงแค่เคลื่อนตัวหลีกมันเล็กน้อย ส่งผลให้มันกระแทกกับผนังเสียอย่างจัง
ดูเหมือนซูเหยียนจะมิได้ต้องการให้ชิว เหวินเจี้ยนเจ็บ แค่อยากให้เขารับรู้ถึงอารมณ์ก็เท่านั้น
“ท่านก็มีมือครบเช่นข้า ข้ายุ่งไม่มีเวลาตามใจท่านอีก เชิญท่านไปทำเองเสียเถิด”
ชิว เหวินเจี้ยนผ่านการต่อสู้มาก็มากมาย ศัตรูฉกาจทั้งหลายก็ต่างต้องพ่ายให้กับเขา เหตุใดเล่าเพียงใจหญิงตรงหน้าถึงอ่านยากยิ่งนัก สู้ให้เขาไปรบรากับพวกกองโจรนั่นเสียยังดีกว่า
“โกรธเคืองอะไรข้ากัน” ชิว เหวินเจี้ยนเอ่ยถาม เสียงแผ่วกว่าเดิมแต่ทว่ามิได้คำตอบใดๆ จากปากเล็กๆ ของนาง สุดท้ายชายหนุ่มก็ถอนหายใจ ไม่อยากกินอะไรแล้วแม้จะรู้สึกหิวก็เถอะ “เอาเถอะ ถ้าเจ้ารำคาญตานัก เดี๋ยวข้าก็จะไปแล้ว”
ซูเหยียนชะงัก “ท่านจะไปที่ใด”
“ไม่ต้องห่วง ก่อนไปข้าคงอยากให้เจ้าช่วยอะไรเสียเล็กน้อยจะได้หรือไม่”
ซูเหยียนเบือนหน้าไปอีกทาง ดูท่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจังจากชิว เหวินเจี้ยน อารมณ์ที่ร้อนดั่งไฟของนางก็ดูจะสงบลงบ้าง ชิว เหวินเจี้ยนยิ้มออกมา สุดท้ายดูเหมือนจะคุยกันดีๆ ได้เสียที
“เรื่องอะไรงั้นหรือ”
“หนี่ เหยาบาดเจ็บหนัก” ชิว เหวินเจี้ยนกล่าว ทิ้งตัวลงนั่งหน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายเหล่านั้น
“ใช้เวลาไม่นานเขาก็คงหายดี” นางว่า กลับไปรวบตำรามากมายออกมากางก่อนจะนำสมุนไพรที่เพิ่งเก็บมาเมื่อรุ่งสางมาจัดการคัดแยกเหมือนปกติ
“นั่นแหละที่ข้าอยากจะขอให้เจ้าช่วย ไม่นานที่เจ้าว่า...” ชิว เหวินเจี้ยนยิ้มกริ่ม ซูเหยียนชะงักมือ วางเจ้าผลไม้หน้าตาประหลาดลงที่เดิม ละอองสีขาวหล่นกระจายมาจากมัน “จะหมายถึงภายในหนึ่งวันได้หรือไม่”
ซูเหยียนขมวดคิ้วใส่ “ขึ้นอยู่กับอาการของเขา”
ชิว เหวินเจี้ยนพยักหน้ารับ ลูบคางไปมาก่อนจะตอบกลับไปหน้าตาเฉย “ไม่หนักมากเท่าไหร่ หากแต่ว่าจะลงจากเตียงเดินมาหาข้ายังทำได้ยากยิ่ง”
สุดท้ายแล้วก็เป็นเสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายของซูเหยียนที่ทำให้ชิว เหวินเจี้ยนยกยิ้มขึ้นมาได้ ชายเช่นเขาไม่ได้นำเรื่องมากมายมาคิดให้ปวดหัวนัก ทำให้ทุกครั้งที่เห็นซูเหยียนทำทีเป็นกังวลและโวยวายขึ้นมาก็อดที่จะขำไม่ได้
“ทำไมท่านเร่งเร้าจะให้เขาหายไวขนาดนั้น”
“ข้าอยากให้เขาครองอาวุธชิ้นหนึ่ง ดูท่าคงต้องสู้กันหนักหนาทีเดียว” ชิว เหวินเจี้ยนอธิบาย สุดท้ายซูเหยียนก็ยังคงทำสีหน้าเช่นเดิม นางไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่ แพทย์อัจฉริยะเช่นนางวันๆ ก็เอาแต่ขลุกอยู่กับตำรา มิได้ใส่ใจเรื่องการต่อสู้นัก “เอาเป็นว่าถ้าเขาไม่หายในเร็ววัน ทั้งเมืองคงจะลุกเป็นไฟอย่างแน่แท้”
ซูเหยียนไม่เห็นทีล้อเล่นในน้ำเสียงนั้น อีกทั้งดวงตาคมกริบนั่นก็จ้องมาเหมือนอย่างเคย ยามที่ชายหนุ่มคิดจะเอาจริงกับเรื่องใด สายตาเช่นนั้นก็มีแต่จะทำให้นางโอนอ่อนตามเท่านั้น ยอมรับจากใจจริง...นางเองก็เกรงกลัวเขา แม้จะสัมผัสพลังมหาศาลเช่นที่พบจากคนอื่นมิได้หากแต่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้สึกอะไรเลย
“เช่นนั้นก็มีวิธีอยู่ เพียงแต่วัตถุดิบที่ข้าต้องการนั้นหามาได้ยาก ยิ่งท่านต้องการใช้มันภายในวันสองวันนี้ยิ่งไม่มีทางเลยที่จะได้มันมา”
ชิว เหวินเจี้ยนรอฟัง ไม่ได้ตระหนกตามคำบอกเล่าของซูเหยียน
“ว่ามา ข้าจะไปหามันให้เจ้า”
“เกล็ดมังกรมายาลวง นั่นเป็นชิ้นสำคัญที่สุด” ซูเหยียนบอก แต่แล้วภาพที่เห็นกลับเป็นชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูงอย่างไม่ได้กังวล เขาพยักหน้ารับก่อนจะเตรียมวาดวงแหวนขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวจึงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว กึ่งวิ่งเข้าไปหาเขา
“ง่ายนิดเดียว เจ้ารออยู่นี่เถิด เพียงครู่ข้าก็ได้มันมาแล้ว” ชิว เหวินเจี้ยนบอก ซูเหยียนถือวิสาสะ นางรั้งแขนของชายตรงหน้าเอาไว้
“ทะ ท่านจะออกไปเอามันตอนนี้เลยหรือ”
เขาถอนหายใจไม่ได้สะบัดแขนออกหากเพียงอธิบายให้คนใจร้อนเช่นนางฟัง “ไม่ออกไปตอนนี้จะออกไปตอนเมืองทั้งเมืองถูกพังจนสิ้นแล้วน่ะหรือ”
“ท่านบอกว่าง่ายงั้นรึ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นเกล็ดมังกรมายาลวง ตั้งแต่ข้าเกิดมาจนบัดนี้ ยังไม่มีผู้ใดหามันพบสักคนเดียว อาจจะเป็นเรื่องเล่าโกหกก็ได้”
ชิว เหวินเจี้ยนแตะมือของนางเพียงเล็กน้อยเป็นการบอกให้ปล่อยเสีย ชายหนุ่มส่งยิ้มให้เหมือนอย่างเคย ความเกรงกลัวอะไรนั่นหรือแม้แต่ความลังเลก็ไม่ออกมาจากสีหน้าของเขา
“ข้าไงจะเป็นคนนแรกที่หามันพบ”