สู่วิถีอมตะ

    บทที่ 49 ร่างวิญญาณอัสนีอันน่าสะพรึงกลัว

    บทที่ 49 ร่างวิญญาณอัสนีอันน่าสะพรึงกลัว


    “เจ้ารั้งข้าไว้ทำไม! ต่อให้ข้าเอาชนะเขาไม่ได้ ก็ยังลิดรอนกำลังเขาได้!” เมิ่งจิงแผดเสียงอย่างเคืองแค้น


    หม่าเหว่ยผู้นั้นน่ารังเกียจเกินไปแล้ว


    “โทสะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรอก”


    เจียงผิงอันเปิดอาคมปราการ นำขวดใบหนึ่งออกมาส่งให้เมิ่งจิง


    เมื่อเมิ่งจิงเห็นขวดใบนี้ นางก็ถามอย่างเคลือบแคลง “มิใช่ว่านี่คือโอสถที่ข้าให้เจ้าไว้หรือ? เจ้าไม่กินหรือ?”


    “ข้ามีอีกเม็ด เหมือนกันเป๊ะเลย กินมันเข้าไปแล้วล่ะ” เจียงผิงอันเปิดขวดออก รัศมีเจ็ดสีเรืองรองทั่วห้อง


    “มีโอสถแบบเดียวกัน? อย่าคิดหลอกข้าเป็นเด็กไปหน่อยเลย!” เมิ่งจิงเชื่อไม่ลง


    “จริง ๆ”  เจียงผิงอันว่า


    “ข้าไม่เชื่อ…”


    เมิ่งจิงพูดไม่ทันจบ เจียงผิงอันก็ป้อนโอสถเข้าปากนาง


    สตรีขี้บ่นเสียเวลา เลยทำแบบนี้ให้เรื่องมันง่ายขึ้นหน่อย


    เมิ่งจิงตะครุบลำคอตน ดวงตาเบิกกว้าง ตะโกนอย่างเดือดดาล “เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น เจ้าทำอะไรเนี่ย! โอสถนี้ข้าให้เจ้านะ!”


    “ยิ่งเจ้าแข็งแกร่ง ข้ายิ่งได้ประโยชน์มาก อีกอย่าง เจ้ามิได้อยากจัดการคนผู้นั้นหรือ?”


    เมื่อเห็นว่าเมิ่งจิงไม่เชื่อว่าเขายังมีโอสถเช่นนี้อยู่ เจียงผิงอันจึงแสร้งว่าไม่ได้กิน แล้วยกเหตุผลอื่นมากล่อมนาง


    เมิ่งจิงยังเหมือนมีสิ่งอื่นจะพูด แต่แสงเจ็ดสีก็ระเบิดออกจากทวารทั้งเจ็ด


    “อื้อ~”


    เมิ่งจิงเปล่งเสียงพิกล รู้สึกว่าทั่วกายเหมือนถูกอำนาจประหลาดเฟ้นนวด อัสนีอันน่าสะพรึงกลัววูบไหวเคลื่อนคลั่ง


    กระแสอัสนีสายหนึ่งฟาดเข้าใส่ร่างของเจียงผิงอัน ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไป


    เจ็บนิดหน่อย


    เจียงผิงอันไปซ่อนตัวหลบมุม นำขนมอบที่สำรองไว้สองสามชิ้นออกมาคลายหิว


    เมิ่งจิงก็น่าจะต้องใช้เวลาย่อยโอสถสามวันเช่นกัน เขาจึงจะอยู่กับนางในระหว่างนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ


    เด็กหนุ่มฉวยโอกาสนี้นำ ‘หมัดอู๋จี๋’ ที่เซี่ยชิงให้ไว้ออกมา


    มันเป็นคาถาพิเศษ พลังจู่โจมไม่ได้สูง เน้นการยืมกำลังเป็นหลัก


    เมื่อฝึกฝนสำเร็จ ก็จะเปลี่ยนการโจมตีของผู้อื่นมาเป็นของตนได้


    แม้เซี่ยชิงจะไม่แนะนำวรยุทธ์นี้ แต่เจียงผิงอันรู้สึกว่ามันเหมาะกับเขานัก


    ยามจิตสัมผัสเข้าสู่ม้วนหยก ข้อมูลมากมายก็ปรากฏขึ้นในใจ


    “วิชานี้สร้างขึ้นโดยผู้อาวุโสท่านหนึ่งซึ่งได้ประจักษ์เทพยุทธ์สูงสุด ‘หทัยสูตรหยินหยาง’ แปรหยินสลับหยาง เปลี่ยนแปลงอำนาจ ใช้ฤทธิ์ศัตรูเป็นฤทธิ์ตน…”


    เจียงผิงอันเริ่มเรียนรู้จนลืมกินลืมนอน


    ปรากฏการณ์บนร่างของเมิ่งจิงคงอยู่เป็นเวลาสามวัน หากมิใช่เพราะอาคมปราการในห้อง มันคงก่อเสียงฮือฮายิ่งใหญ่เป็นแน่


    ท้ายที่สุด นางก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง คู่เนตรนั้นคลับคล้ายมีอัสนีวาบไหว


    “เจ้าอ้วนสมควรตาย ดูซิว่าข้าจะตีเจ้าให้ตายได้หรือไม่!”


    แม้การฝึกฝนของเมิ่งจิงจะไม่ก้าวหน้า แต่ปราณของนางแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลชวนสะท้านใจ


    “เปลี่ยนชุดก่อนออกไปด้วยนะ”


    เจียงผิงอันผู้หลบมุมอยู่พลันปริปาก


    เมิ่งจิงผงะ ก้มลงมองสภาพตน


    แล้วนางจึงตระหนักว่า เพราะอัสนีสายฟ้าแผดผลาญ อาภรณ์บนร่างจึงมลายเป็นเถ้า


    “อ๊า! เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น!”


    เมิ่งจิงก่นด่าหน้าแดงก่ำ พุ่งเข้าสู่ห้องน้ำข้าง ๆ ตัว


    เจียงผิงอันดูมึนงง มาว่าข้าทำไม? เขาอุตส่าห์เตือน ถูกแล้วมิใช่หรือ?


    ช่างมันเถอะ เมินนางไป


    ผู้เฒ่าหลี่เคยบอกไว้ ว่าสตรีเพศนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตอันไม่อาจเข้าใจ


    ครู่ต่อมา เมิ่งจิงเปลี่ยนอาภรณ์ออกมาจากห้องน้ำ ใบหน้าน้อยแดงก่ำ ดูประหนึ่งจะกลืนกินเจียงผิงอันเข้าไปทั้งตัว


    “ผู้ใดให้เจ้ายัดโอสถเข้าปากข้า!”


    “เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น และเจ้าจะติดต่อมารดาเจ้าได้ก็ต่อเมื่อติดอันดับเท่านั้นนี่”


    เจียงผิงอันค่อย ๆ ลุกขึ้นเหยียดร่างอันเมื่อยขบ


    เมื่อนึกถึงมารดาของนาง เมิ่งจิงก็โกรธน้อยลงมาก เนิ่นนานจากนั้นก็กัดฟันพูดขึ้นว่า


    “ภายหน้าเจ้าไม่ต้องทำเช่นนี้นะ ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้า หากเจ้าทำสิ่งใดที่ข้าไม่ยินยอม ข้าตีเจ้าแน่”


    นางเหวี่ยงหมัดน้อย ๆ ของนางพลางข่มขู่


    “อืม ไปกินข้าวกันเถอะ หิวแล้ว”


    เจียงผิงอันกล่าวเรียบ ๆ


    “ข้าไม่หิว ก่อนหน้านี้ข้ากินโอสถปี้กู่ไป ไม่ต้องกินอะไรไปทั้งเดือน ข้าจะไปตีเจ้าอ้วนนั่น!”


    เมิ่งจิงเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างยิ่ง นางคว้าดาบพุ่งออกไป


    เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ ตามนางออกจากห้อง


    ไม่ห่างไปนัก มีโรงอาหารซึ่งมีการเตรียมสำรับและโอสถปี้กู่บริการ


    ทุกผู้สงวนเวลากันยิ่งนัก น้อยคนนักจะยอมกินข้าว เว้นแต่จะเป็นผู้ต้องการฟื้นกำลัง คนอื่นๆ ล้วนเลือกโอสถปี้กู่กันมากกว่า


    เจียงผิงอันเดินเข้าไปนั่ง “ขอขาสัตว์ภูตที่หนึ่ง”


    “ได้เลย”


    พ่อครัวตัดขาสัตว์ภูตข้างหนึ่งให้เจียงผิงอัน


    เจียงผิงอันกินพลางมองไปยังยอดเขา


    “เจ้าอ้วนสมควรตาย! โผล่หัวออกมา! ข้าจะท้าทายเจ้า!”


    เมิ่งจิงชี้ดาบตะโกนเรียก น้ำเสียงของนางกึกก้องเสียจนทำใครหลายคนสะดุ้ง


    “คุณหนูเมิ่งไปท้าทายหม่าเหว่ยอีกแล้ว”


    “หม่าเหว่ยเป็นอัฉริยะจากสำนักเพียวเหมี่ยว คุณหนูเมิ่งอ่อนวัยและปลุกความสามารถช้าเกินไป สองคนนี้มิใช่คนระดับเดียวกันเลย”


    “นางใจร้อนไปแล้ว ท้าทายก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว มีโอกาสบาดเจ็บได้”


    เมิ่งจิงกับหม่าเหว่ยล้วนไม่ธรรมดา หนึ่งมีร่างวิญญาณอัสนี หนึ่งเป็นผู้มากสามารถจากสำนักเพียวเหมี่ยว การต่อสู้ระหว่างทั้งสองจึงดึงความสนใจของผู้มากสามารถอันว่างเว้นจากการต่อสู้ได้มากมาย


    แต่หลายคนมิได้มองเมิ่งจิงดีนัก เพราะท้ายที่สุด นางก็ปลุกความสามารถช้าเกินไป


    หม่าเหว่ยเดินออกมาจากห้อง ยั่วโมโหเมิ่งจิง


    “ข้าก็นึกว่าเจ้าจะหดหัวอยู่ต่อไป ว่าจะขึ้นไปอีกสักสองสามชั้น ให้โอกาสเจ้าพัฒนาอยู่แล้วเชียว”


    “อย่ามากความ เริ่มกันเลย!!”


    เมิ่งจิงเร่งอำนาจในกาย และขณะนี้ จู่ๆ เมฆสายฟ้าก็ก่อตัวเหนือท้องนภา


    ครืน!


    ยามเมฆสายฟ้าก่อตัว อัสนีร้องแลบเลื่อนลั่น ฟ้าดินมืดมัวสลัวลง ปราณอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วเขาทั้งลูก


    เหล่าผู้มากฝีมือในสามชั้นแรกบนยอดเขาล้วนกำลังฝึกฝน เมื่อสัมผัสปราณนี้ได้ สีหน้าของพวกเขาล้วนเคร่งขรึม ออกจากการฝึกฝนมองขึ้นสู่เมฆสายฟ้าดำทะมึนบนฟากฟ้าตาม ๆ กัน


    เซี่ยชิงกำลังจัดการงานราชสำนักอยู่ในห้อง และยามเมฆดำปรากฏลักษณ์ นางก็ชะงักมือ ใบหน้าเผยความยินดี


    “นี่คือ…”


    ร่างของนางหายวับไปจากที่นี่ในทันที


    สีหน้าเยาะเย้ยของหม่าเหว่ยเลือนหาย มองขึ้นสู่เมฆสายฟ้าบนท้องนภาอย่างตกตะลึง


    สตรีผู้นี้เรียกอัสนีสรวงมาจริง ๆ!


    “ผ่ามันให้ตาย!!”


    เมิ่งจิงแผดเสียง เร่งพลังทั้งกาย แล้วอัสนีก็พลันฟาดลงตามกัน หินผาแหลกร้าว พฤกษาแหลกเป็นเถ้า เป็นทิวทัศน์ราวโลกาวินาศ


    สีหน้าของหม่าเหว่ยแปรเปลี่ยนมหันต์ ร่างวูบไหวเป็นภาพติดตาหลบเลี่ยงรวดเร็ว หนึ่งย่างก้าวก็ลี้หนีไปหลายร้อยจั้ง


    นี่คือกระบวนท่าสูงสุด ‘วิชาเหยียบสุญตา’ ของสำนักเพียวเหมี่ยว เป็นที่เลื่องลือด้านความเร็วอันพิสดาร


    แม้ถูกฟ้าผ่าจะไม่ตาย แต่ได้เจ็บตัวแน่ ๆ


    ยิ่งกว่านั้น ที่นี่ยังมีอัสนีเป็นพันหมื่นสาย!


    ภาพอันน่าพรั่นพรึงนี้ทำให้คนมากมายตกตะลึง เหล่าผู้ที่ยังต่อสู้กันอยู่เองก็หยุดมือมามองภาพชวนสะพรึงตรงหน้า


    ความรู้สึกกดดันอันน่าหวาดผวานี้ทำให้พวกเขายากหายใจทั่วท้อง


    นี่ยังเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานอยู่อีกหรือ? จึงเรียกอัสนีน่ากลัวเช่นนี้มาได้!


    แต่ปรากฏการณ์นี้ก็คงอยู่ไม่นาน สามอึดใจต่อมา เมิ่งจิงก็หมดแรง เมฆสายฟ้าสลายไปจากท้องนภา


    “เหนื่อยเป็นบ้า หนนี้ฆ่าเจ้าไม่ได้ ฟื้นปราณได้ตามใจ ข้าจะกลับมาผ่าเจ้าอีก!”


    เมิ่งจิงปาดเหงื่อ เดินลงจากชั้นที่ยี่สิบหกไปหาเจียงผิงอันที่โรงอาหาร


    นางในยามนี้ยังเอาชนะหม่าเหว่ยไม่ได้ ทำได้เพียงให้อีกฝ่ายเสียขวัญเท่านั้น


    เมฆสายฟ้านี้ไปมารวดเร็ว ทำให้ผู้ฝึกตนมากมายอึ้งไปนานก่อนเกิดปฏิกิริยา


    “แม่เจ้า! นี่คือร่างวิญญาณอัสนีหรือ? น่ากลัวเกินไปแล้ว!”


    “ข้าได้ยินว่ามีเพียงผู้ฝึกฝนแก่กล้าจึงรอดตายจากทัณฑ์อัสนี แล้วแม่นางเมิ่งเรียกอัสนีมาได้ยามนี้!”


    “แม้จะคงสภาพได้ไม่นาน แต่ถึงอย่างไร การฝึกฝนก็ยังต่ำชั้น ยามนางทะลวงขอบเขต ร่างวิญญาณอัสนีของนางจะน่ากลัวได้เพียงไร?”


    เหล่าอัจฉริยะบนเขาล้วนตกตะลึง กระทั่งสามผู้เลิศล้ำบนสามชั้นแรกยังพินิจเมิ่งจิงอย่างเคร่งขรึม


    ขณะที่หม่าเหว่ยผู้ถูกพาดพิงมีสีหน้ายากมองราวตับหมู


    แม้เขาจะไม่บาดเจ็บ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น จุดสนใจคือทักษะอันชวนสะพรึงของเมิ่งจิงต่างหาก


    เหมือนเขาจะไปเหยียบเท้าปีศาจตนหนึ่งเข้าแล้ว


    สีหน้าของหม่าเหว่ยแปรเปลี่ยนอยู่หลายหน สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ยั่วโมโหอีกฝ่ายอีกต่อไป เพื่อมิให้บาดหมางกันมากไปกว่านี้


    หม่าเหว่ยเริ่มท้าทายชั้นสูงกว่าตน


    คล้ายกับเรื่องสู่วิถีอมตะ ที่คุณอ่าน