เล่ม 3 - ตอนที่ 1 ถูกเรียกตัวเข้าวัง
ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้วตั้งแต่ถูกไต่สวนเรื่องยาพิษในห้องทรงพระอักษร องค์ฮ่องเต้ยังไม่มีพระบัญชามาถึงนาง หรือว่าต้องการจะปล่อยให้องค์ชายรองสิ้นชีพไปจริงๆ ส่วนการตายของเจิ้งซิ่นหลิงนั้น แม้เจ้ากรมอาญาจะปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทว่าเมื่อไม่มีทั้งพยานและหลักฐาน จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนความคั่งแค้นเอาไว้ในอก.. กลายเป็นอีกคดีหนึ่งที่ปิดไม่ได้เมื่อย่างเข้าสู่เหมันต์ฤดู อากาศย่อมที่จะต้องหนาวเหน็บจนน้ำในลำธาร หนอง บึง และสระจับตัวเป็นน้ำแข็ง หลังคาทุกครัวเรือนปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ประตูและหน้าต่างต่างถูกปิดเพื่อกั้นความหนาวเย็นเข้ามา ภายในห้องหับต่างอบอุ่นด้วยการผิงไฟหรือใช้คั่งที่มีความร้อนเชื่อมมาจากห้องครัวให้ความร้อน ยามนี้จางหานเฟิ่งกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะยาวตั วหนึ่ง บนโต๊ะมีขันทีร่างผอมบางนอนคว่ำหน้า ข้างกายของนางมีชายชราผมเผ้าขาวโพลนแลดูทรงภูมิและกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแกมนับถือจากใจจริง“ชายาเอกจินเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก ช่างมีพรสวรรค์แท้ๆ” “ท่านหมอฮวงกล่าวเกินไปแล้ว เพราะได้ท่านหมอฮวงชี้แนะทั้งนั้น” “มิได้.. มิได้.. ข้าน้อยพอจะมีลูกศิษย์อยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดเรียนรู้ได้รวดเร็วเท่าชายาเอกจินจริงๆ” ในเมื่อนางรับฉีฉินเป็นอาจารย์แล้วก็ย่อมที่จะต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในหนังสือให้กระจ่างชัด รวมทั้งเรื่องการฝังเข็มถอนพิษด้วย แล้วหมอฮวงที่มีชื่อเสียงเรื่องการรักษาผู้ป่วยด้วยการฝังเข็มก็เอ่ยขึ้นอีกน้ำเสียงสุภาพชนแกมทรงภูมิ“จุดชีพจรบนร่างกายคนเรามีสามร้อยสี่สิบเก้าจุด จุดบนเส้นลมปราณหลัก จุดบนเส้นลมปราณรอง และจุดนอกเส้นลมปราณ ชายาเอกจินจดจำได้หมดภายในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งวิธีการแทงเข็มยังแม่นยำ ถ้าเป็นผู้อื่นทั่วไป.. อย่างน้อยก็ย่อมต้องใช้เวลาเรียนรู้สองถึงสามปี” จางหานเฟิ่งยังไม่ทันที่จะกล่าวคำว่านอกจากเรียนรู้จากท่านหมอฮวงแล้ว ข้ายังหยิบจับหนังสือขึ้นมาอ่านและท่องจำ ที่หน้าประตูเรือนพลันมีเสียงของนางกำนัลผู้หนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ“ชายาเอกเพคะ อูกงกงมาขอเข้าพบเพคะ” ในที่สุดฮองเฮาก็มีการเคลื่อนไหว นางฟังแล้วปลดแขนเสื้อที่ถูกพับขึ้นจนเผยข้อมือบอบบางของนางลง ดวงตาหงส์หันไปมองตันตัน ตันตันจึงจัดการให้ท่านหมอฮวงและขันทีที่กลายเป็นหนูทดลองให้ฝังเข็มหลบสายตาของอูกงกง และบรรดานางกำนัลกับขันทีที่อยู่ในห้องต่างก็ช่วยกันเก็บกวาดและช่วยกันสวมเสื้อคลุมปักลวดลายหมู่ตานทับชุดอีกหกชั้นที่จางหานเฟิ่งสวมใส่อยู่ก่อน เมื่อนางนั่งอยู่บนตั่งยาว ข้างกายมีโต๊ะเตี้ยตั้งวางถ้วยชากับจานขนม นางจึงเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา“ให้เข้ามาได้” “เพคะ” ขันทีเฒ่าก้าวเข้ามาแล้วก็ต้องประสานหมัดคารวะต่อนางที่นั่งอยู่บนตั่งยาวตรงหน้า ยามนั้นจางหานเฟิ่งกำลังจิบน้ำชาและหยิบขนมโก๋ถั่วชิ้นหนึ่งเข้าปาก“คารวะชายาเอกจิน” “อูกงกงมาเยือนถึงตำหนักพยัคฆ์หมอกด้วยตัวเอง ย่อมต้องมีเรื่องสำคัญเป็นแน่แท้” นางมั่นใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับจินเสวียนอี้ถึงเก้าส่วน“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮามีรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าข้างกายฮองเฮายังต้องประสานหมัดและยังก้มหน้าพลางกล่าวอย่างนอบน้อม ใต้ความนอบน้อมนั้นแฝงกลิ่นอายความเป็นศัตรูดุจอสรพิษ“เดี๋ยวนี้ใช่หรือไม่..” “พ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวนี้!” อูกงกงเงยหน้า ขันทีเฒ่ามองจางหานเฟิ่งที่กำลังค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเตี้ยข้างกาย การเคลื่อนไหวของนางเป็นไปอย่างเอื่อยเฉื่อย พอนางหันมาสบสายตาด้วย ดวงตาหงส์ของนางนิ่งสงบ เยือกเย็น สุขุม นางกล้าถามกลับอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจบารมีในพระหัตถ์ของฮองเฮา คงถือว่าเป็นเถ้าแกเนี้ยหอสุรากุ้ยฮวา ชายาเอกของจินอ๋อง น้องสาวบุญธรรมของเสนาบดีฝ่ายซ้าย และบุตรสาวบุญธรรมของจิ่งกุ้ยเฟย นางมีอำนาจชนิดที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง“ฮองเฮามีเรื่องราวใดจะรับสั่งกับข้าเช่นนั้นหรือ” “กระหม่อมมิทราบพ่ะย่ะค่ะ” “อูกงกงเป็นถึงขันทีคนสนิทข้างกายของฮองเฮา.. จะมิทราบได้อย่างไร บอกกล่าวกับข้าสักหน่อยมิได้หรือไร” จางหานเฟิ่งไม่ชอบหน้าอูกงกงตั้งแต่แรกแล้ว เพราะสัมผัสได้ถึงความเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง บ้าอำนาจ และเหี้ยมโหดของขันทีเฒ่าผู้นี้“ชายาเอกจินไปเข้าเฝ้าฯ ฮองเฮาด้วยตัวเอง.. แล้วจะทราบเองพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเฒ่าเลี่ยงที่จะตอบ เพราะยามนี้นางไม่ใช่คุณใหญ่สกุลจางที่ไม่มีผู้ใดรู้จักอีกต่อไปแล้ว จึงไม่กล้าใช้อำนาจข่มขวัญ สองมือต้องยกขึ้นประสานคารวะขออภัยด้วยซ้ำ“ตันตัน.. เจ้าให้คนไปเตรียมรถม้า ข้าจะเดินทางเข้าวัง” นางเตรียมตัวก่อนจะออกไปเผชิญหน้าฮองเฮา มารดาของแผ่นดินเรียกนางเข้าพบ.. จะปฏิเสธได้เช่นนั้นหรือ“เพคะ” เมื่อจางหานเฟิ่งลุกขึ้นจากตั่งยาว อูกงกงจึงขอตัวไปรอที่รถม้าที่ใช้เดินทางออกมายังตำหนักพยัคฆ์หมอก “กระหม่อมขอตัวไปรอที่หน้าตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” “อืม..” คล้อยหลังอูกงกงเท่านั้น ตันตันขยับริมฝีปากพูดโดยไร้เสียง ประกายตาของบ่าวรับใช้แฝงความกังวลอย่างชัดเจน“ยามนี้ท่านอ๋องอยู่ที่เมืองหยีโจว..” “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ฮองเฮาไม่ทำอะไรข้าหรอก เพราะว่าข้ามีความสำคัญยิ่ง..” นางตอบโดยไร้สุ้มเสียงเช่นกัน จากนั้นก็ให้ตันตันสวมผ้าคลุมไหล่ที่มีหมวกบังศีรษะชายกุ๊นด้วยขนสุนัขจิ้งจอกขาวกันลมหนาวนอกเรือนอีกชั้นตันตันไม่ไว้วางใจ บ่าวรับใช้ซื่อสัตย์ผู้นี้นึกถึงความปลอดภัยของคุณหนูของนางเป็นหลัก จึงพูดขึ้นมาอีกโดยไร้สุ้มเสียงอีกครั้ง“บ่าวจะส่งคนไปบอกใต้เท้าโอวหยาง..” จางหานเฟิ่งไม่คัดค้าน ในเมื่อถูกเชิญเข้าสู่ถ้ำเสือแดนมังกรที่อันตราย แม้จะมั่นใจว่าฮองเฮาไม่ทำร้ายนาง ทว่ากันเอาไว้ดีกว่าแก้ และเมื่อพร้อมที่จะออกเดินทาง ตันตันส่งโส่วหลูมาให้ถืออุ่นฝ่ามือ นางก็เอ่ยขึ้น“ไปกันเถิด” “เพคะ” ขันทีและนางกำนัลกลุ่มหนึ่งเดินตามหลัง เมื่อจางหานเฟิ่งออกไปสู่หน้าตำหนัก อูกงกงที่ยืนรออยู่ข้างรถม้าท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างสง่าผ่าเผย รอจนชายาเอกจินก้าวขึ้นรถม้าของตำหนักพยัคฆ์หมอกไปแล้ว จึงก้าวขึ้นสู่รถม้าของตัวเองเช่นกัน“ไป!” สองเค่อกับการเดินทาง พอจางหานเฟิ่งลงจากรถม้า ตันตันที่ลงไปก่อนก็ยื่นมือออกมารับมือน้อยๆ ของคุณหนูของนาง จากนั้นก็หันไปรับโส่วหลูจากนางกำนัลที่ยืนอยู่ทางด้านหลังมาส่งให้ ตรงหน้าของจางหานเฟิ่งคือทางที่ทอดยาวไปสู่ประตูชั้นในของวังหลวง ทางที่ไปสู่อันตรายถึงชีวิต พลันนางก็นึกถึงสามีที่จากเมืองหลวงไปสองเดือนแล้ว ยามนี้มหาบุรุษฝ่ายบู๊กำลังให้ช่างหลอมโลหะสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เรียกว่าปืนใหญ่ขึ้นมา แม้นางจะมีความกล้ามากเพียงใด ทว่าในส่วนลึกของจิตใจย่อมที่จะแฝงความขลาดเขลาอยู่อูกงกงก้าวขึ้นนำหน้าครึ่งก้าวเป็นผู้นำทาง เพราะชายาเอกจินไม่เคยไปตำหนักหงส์เหินมาก่อน ระหว่างทางนั้นตันตันหันไปสั่งอะไรบางอย่างกับนางกำนัลผู้หนึ่งเสียงเบา“เดี๋ยวเจ้าจงแยกไปรายงานจิ่งกุ้ยเฟย” “เจ้าค่ะ” อูกงกงมองเห็นการเคลื่อนไหวของตันตัน แต่ไม่กล่าวอะไร อีกทั้งยังนึกในใจขึ้นมาว่า.. บ่าวรับใช้ผู้นี้นับว่าฉลาดไม่เบา พอชำเลืองหางตามองไปทางจางหานเฟิ่งแวบหนึ่ง เห็นนางรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ คงเป็นเพราะว่ากำลังถือไพ่อยู่เหนือฮองเฮาและองค์ชายรอง ความไม่ยินยอมที่จะหมดอำนาจด้วยสตรีผู้นี้บังเกิดขึ้น นางเป็นใคร นางมาจากครอบครัวเล็กๆ ต่ำต้อยเท่านั้น เพราะถ้าฮองเฮาหมดอำนาจด้วยการที่องค์ชายรองสิ้นชีพ เขาก็จะหมดอำนาจเช่นกัน จึงเก็บความร้อนรุ่มนี้เอาไว้ในอกก่อน รอให้องค์ชายรองถอนพิษได้ก่อน จึงค่อยวางแผนช่วยฮองเฮาช่วงชิงบัลลังก์มังกร บางทีเขานี่แหละจะลอบปลงพระชนม์องค์ฮ่องเต้เองแค่จางหานเฟิ่งก้าวเข้าสู่ตำหนักหงส์เหินอันใหญ่โตโอ่อ่า ขันทีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หน้าเรือนหลักเปล่งเสียงก้องกังวานทันใด“ชายาเอกจินมาขอเข้าเฝ้าฯ พ่ะย่ะค่ะ” นางยืนรอจนบานประตูเปิดออกพลางนึกอยู่ในใจ ข้าไม่ได้มาขอเข้าเฝ้าฯ ข้าถูกตามตัวมาต่างหาก เมื่อนางกับตันตันเจอฮองเฮาโดยที่ขันทีและนางกำนัลผู้ติดตามมาที่เหลือจะต้องรออยู่ข้างนอก จึงยอบกายคารวะตามธรรมเนียม“ถวายบังคมเพคะ” ฮองเฮานั่งอยู่บนตั่งยาวในห้องโถงชั้นใน สีพระพักตร์ของพระนางแลดูไม่นุ่มนวลแม้แต่น้อย เพราะพระนางมีเรื่องกลัดกลุ้มพระทัย จึงเข้าเรื่องอย่างไม่รั้งรอให้เสียเวลานานไปกว่านี้ เพราะมีพลานามัยของโอรสเป็นเดิมพันจนถึงขั้นอาจจะต้องสลักชื่อบนป้ายเคารพวิญญาณ“ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจะคุยกับเจ้า!” “เรื่องใดหรือเพคะ..” “เจ้าเป็นศิษย์ของตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษนามว่าฉีฉิน..” ฮองเฮาทนนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้แล้ว สองเดือนกว่าที่จินเสวียนอี้พยายามถอนพิษเอง ปรากฎว่ายังไม่มีผู้ใดถอนพิษให้ได้ พระนางซึ่งเป็นพระมารดาจะยอมให้โอรสในอุทรสิ้นลมหายใจไปได้เช่นไร“หม่อมฉันรับตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษเป็นอาจารย์หลังจากที่เสียชีวิตลงแล้วเพคะ” จางหานเฟิ่งกล่าวดักคอราวกับว่านั่งอยู่ในพระทัย ถ้าจะให้ช่วยถอนพิษให้ นางอาจจะทำไม่ได้“เจ้า!” พระนางไม่เคยถูกผู้ใดขัดพระทัย นอกเสียจากผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรเท่านั้น “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังเรียนรู้เรื่องการฝังเข็ม” “ถูกต้องแล้วเพคะ หม่อมฉันเองก็ทราบดีว่าองค์ชายรองมิได้ประชวร แต่ถูกพิษเข้าไป” จางหานเฟิ่งเป็นผู้บอกไปเองว่าถูกพิษ จะปิดบังไปทำไม ในเมื่อไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย“ที่เจ้ากล่าวมานั้นก็ถูกต้อง.. ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ตาเฒ่าเจ้าแห่งพิษ และยังเป็นเจ้าของหอสุรากุ้ยฮวา ไยเจ้าจะถอนพิษให้องค์ชายรองไม่ได้..” ฮองเฮาเกรี้ยวกราด ข้าราชบริพารในท้องพระโรงต่างรู้กันแค่ว่าองค์ชายรองประชวรจนไม่สามารถเข้าร่วมว่าราชการได้ และท่านหมอหลายต่อหลายคนที่ถูกตามมาถอนพิษนั้น ได้สังเวยชีวิตอย่างลับๆ ไปหลายคน ถ้าไม่อับจนหนทางจริงๆ พระนางคงไม่เรียกตัวจางหานเฟิ่งเข้าสู่วังหลวงอย่างแน่นอน“หม่อมฉันในฐานะศิษย์ของอาจารย์.. มิได้เรียนรู้อะไรจากอาจารย์มาแม้แต่น้อย” จางหานเฟิ่งกล่าวหน้าเศร้า แสดงความผิดหวังให้เห็นออกมาประหนึ่งราวกับว่าโยนความผิดให้กับองค์ชายรอง“เจ้า!” ฮองเฮาเกิดความหวาดหวั่นในพระทัยเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน เนื่องจากคิดว่าจางหานเฟิ่งไม่สามารถถอนพิษให้ได้“หม่อมฉันในฐานะเจ้าของหอสุรากุ้ยฮวา..” นางกล่าวต่ออีกด้วยน้ำเสียงจนใจ “..หอสุรากุ้ยฮวาไม่ว่าจะเป็นยามก่อนหรือว่ายามนี้ เป็นเพียงผู้ซื้อขายเท่านั้นเพคะ มิได้เป็นผู้ปรุงยาพิษและยาถอนพิษขึ้นมาเอง” “เจ้า! พิษนั้นเป็นของอาจารย์เจ้าที่ปรุงขึ้นมา อย่างน้อยเจ้าก็น่าจะรู้วิธีถอนพิษมิใช่หรือไร” ฮองเฮาตระหนกพระทัยจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่“หม่อมฉันรู้วิธีถอนพิษจันทราซ่อนเร้นเพคะ ทว่าหม่อมฉันก็มิได้เชี่ยวชาญ หม่อมฉันไม่เคยถอนพิษให้ผู้ใดด้วยตัวเองมาก่อน อีกทั้งยามนี้ท่านอ๋องก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เกิดหม่อมฉันทำสิ่งใดผิดพลาด.. หม่อมฉันมิต้องหัวหลุดออกจากบ่าหรือเพคะ” “เจ้า!” มารดาของแผ่นดินถึงกับโต้เถียงไม่ได้ พระนางมีแววตาเหม่อลอยครุ่นคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรดี ในเมื่อจางหานเฟิ่งหลีกเลี่ยงอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจในพระหัตถ์ของพระนางแม้แต่น้อยเช่นนี้ พระนางจะทำอย่างไร“วิธีการถอนพิษจันทราซ่อนเร้นนั้น.. ไม่ใช่แค่กินยาถอนพิษเข้าไปแล้วพิษในร่างก็จะสลาย การถอนพิษชนิดนี้จะต้องฝังเข็มควบคู่กับกินยาถอนพิษทุกๆ เจ็ดวันเพคะ” “เจ้าว่าอะไรนะ!?” “..ต้องฝังเข็มควบคู่กับกินยาถอนพิษทุกๆ เจ็ดวันเพคะ” “ถอนพิษทุกๆ เจ็ดวัน” “ถูกต้องแล้วเพคะ” “นี่เจ้าหมายความว่า.. กว่าพิษจะถูกถอนออกไปหมดต้องใช้เวลา” “ถูกต้องแล้วเพคะ หกเดือนเป็นอย่างต่ำเพคะ” จางหานเฟิ่งกล้าตอบ เพราะพิษทำลายอวัยวะภายในทั้งห้าไปแล้วถึงสามส่วน กำลังภายในจึงสูญสิ้นไปสามส่วนด้วยเช่นกัน วรยุทธหนึ่งกระบวนท่าที่เคยร้ายกาจของจินเสวียนอี้นั้น.. บัดนี้กลับเบาดุจขนนกฮองเฮาตกอยู่ในความเงียบงัน พระนางนั่งนิ่งไตร่ตรอง ขอแค่โอรสในอุทรไม่สิ้นลมหายใจ แม้จะกลายเป็นคนพิการ ทว่าก็สามารถที่จะขึ้นครองบัลลังก์มังกรได้ พอพระนางเริ่มมีความหวัง สีหน้าพลันเข้มกระจ่างขึ้นมา“เจ้าต้องถอนพิษให้องค์ชายรอง” จางหานเฟิ่งยังไม่ทันจะเอ่ยคำใดที่เป็นการปกป้องตัวเอง ขันทีที่ยืนอยู่ที่หน้าเรือนแห่งนี้พลันเปล่งเสียงดังกึกก้องขัดขึ้นมา“ฝ่าบาทเสด็จ..” ---------ภาคนี้จะเน้นหนักไปทางสงคราม ชิงไหวชิงพริบนะคะ มีเล่มและอีบุ๊กแล้วค่ะ