เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นได้ฟังคำพูดไม่กี่ประโยคนั้นก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเธอเม้มริมฝีปากอย่างขัดเขินก่อนจะเอ่ยปากว่า “วันข้างหน้าพี่ก็ต้องทำตัวดีๆ ด้วยล่ะ...”
เจียงอิ๋งอิ๋งเผยรอยยิ้มออกมา“เสี่ยวอวิ๋น เธอทั้งหน้าตาสะสวยแถมยังจิตใจดีเหมือนกับนางฟ้าในนิทานเลยเชียวล่ะ”
หา?
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นถึงกับมึนงงไปหมดตัวเธอน่ะหรือ? นางฟ้า?
แต่ว่า...
เธอเงยหน้าขึ้นมองเจียงอิ๋งอิ๋งแวบหนึ่งแล้วก็ต้องตกตะลึงค้างอยู่ตรงนั้น
ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของหญิงสาวตรงหน้าเปรียบเสมือนดวงดาราในยามค่ำคืนที่ทั้งสว่างไสวและเป็ประกายพวงแก้มสีชมพูระเรื่อแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพริ้มพรายริมฝีปากสีแดงระเรื่อโค้งมนดูชุ่มฉ่ำ เย้ายวนชวนให้ผู้ที่พบเห็นถึงกับใจสั่นไหว...
เธอยังอายุน้อยนักจึงไม่รู้จักคำว่าเสน่ห์อันล้นเหลือเพียงแต่รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าพี่สะใภ้แบบนี้แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านของเธอดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสมกันเลยสักนิด
เหมือนกับนางฟ้าบน์ที่แต่งงานกับชายเลี้ยงวัวไม่มีผิด...
อา...ถุย ถุย ถุย!
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่นางฟ้าหรอกเธอเป็ปีศาจจิ้งจอกต่างหาก!
ใบหน้าของเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเดี๋ยวก็ดูเสียดายเดี๋ยวก็ดูจงเกลียดจงชัง เปลี่ยนสีหน้าไปมาจนเจียงอิ๋งอิ๋งนึกขำอยู่ในใจ
แม่สาวน้อยคนนี้เก็บความรู้สึกไม่อยู่เลยจริงๆทุกอย่างเขียนไว้บนหน้าหมด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนที่หลอกล่อได้ง่าย...
เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันเจียงอิ๋งอิ๋งก็เริ่มกลุ้มใจขึ้นมาอีกครั้งเธอคือคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ไม่เคยหยิบจับงานหนักแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ทำอาหารเลยแม้แต่ห้องครัวเธอก็ไม่เคยย่างกรายเข้าไป
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในยุคสมัยนี้ตามชนบทยังต้องใช้ฟืนไฟในการหุงหาอาหารอีกด้วย
ทว่าเสิ่นชิ่งหงกลับก้มหน้าก้มตาแบกฟืนเข้าไปในครัวเงียบๆโดยมีเด็กน้อยสองคนเดินเตาะแตะตามหลังไปติดๆ
ไม่นานนักน้ำในครัวก็เดือดพล่าน ผักใบเขียวที่ล้างจนสะอาดกำหนึ่งถูกโยนลงไปในกระทะใบใหญ่เคล้าไปกับเสียงไอเบาๆ ของเสิ่นชิ่งหงเป็ระยะ
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกำลังจัดกองฟืนอยู่ในลานบ้านร่างเล็กๆ นั้นยุ่งจนตัวเป็เกลียว แม้แต่เด็กน้อยทั้งสองคนก็ยังนั่งยองๆอยู่ข้างเตาไฟเพื่อช่วยคุณปู่เติมฟืน
ต่อให้จะหน้าหนาแค่ไหนเจียงอิ๋งอิ๋งก็เริ่มรู้สึกเกรงใจขึ้นมาบ้าง เธอจึงตัดสินใจเอ่ยปากออกไป“คุณพ่อคะ ให้หนูช่วยทำอาหารไหมคะ?”
“แค่กๆ! ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง”
เสิ่นชิ่งหงโบกไม้โบกมือขณะกำลังผัดผัก“แป้งทอดน่ะแม่เขาทำไว้ให้แล้ว ผัดผักนี่อีกประเดี๋ยวก็เสร็จ!ลูกไปยกเก้าอี้มานั่งรอข้างนอกเถอะ!”
ความจริงแล้วปกติตระกูลเสิ่นแทบจะไม่ได้ผัดผักกินกันด้วยซ้ำส่วนใหญ่ก็แค่ดื่มน้ำเปล่ากับแทะแป้งทอดไปพลางๆ
จะมีก็แต่ตอนเย็นที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าหลังจากตรากตรำทำงานมาทั้งวัน ถึงจะมีการผัดผักสักจานหนึ่ง
เพราะอย่างไรเสียน้ำมันนั้นราคาแพงมาก
ที่ด้านนอกเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นพยายามออกแรงเรียงฟืนให้สูงขึ้นเธอเหลือบมองเจียงอิ๋งอิ๋งที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องครัวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว
ก่อนที่พี่รองจะแต่งงานเธอเคยเฝ้าฝันว่าจะมีพี่สะใภ้แต่งเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านบ้าง
แต่ดูตอนนี้สิช่างเป็ความคิดที่เพ้อฝันสิ้นดี...
ไม่นานนักอาหารก็เสร็จเรียบร้อย เสิ่นชิ่งหงถือจานเดินเข้าไปในห้องโถงพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วร้องเรียกทุกคน “รีบมากินเถอะกินเสร็จแล้วจะได้เอาข้าวไปส่งให้แม่พวกแกด้วย”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นต้องลงไปทำงานในทุ่งนาตอนบ่ายเช่นกันเมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองเจียงอิ๋งอิ๋ง “พ่อแล้วพี่สะใภ้ล่ะ ไปด้วยไหม?”
เสิ่นชิ่งหงพยักหน้า“พี่สะใภ้แกไปส่งข้าวเสร็จก็ให้กลับมาเลย ตอนบ่ายในทุ่งนามันร้อนจัดกลับมาพักผ่อนเร็วหน่อยเถอะ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นชี้นิ้วเข้าหาจมูกตัวเอง“แล้วหนูล่ะคะ?”
เสิ่นชิ่งหงทำหน้าสงสัย“ปกติแกก็ต้องทำงานในทุ่งนาตอนบ่ายทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นนั่งลงด้วยความฮึดฮัดเธอปรายตามองใบหน้าขาวนวลเนียนของเจียงอิ๋งอิ๋งแล้วก้มลงมองแขนของตัวเองที่ทั้งดำแดดและหยาบกร้าน
ความรู้สึกดีๆที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนนี้เมื่อครู่หายวับไปในพริบตา
เจียงอิ๋งอิ๋งคงไม่มีความสนใจที่จะลงไปทำงานในทุ่งนาแน่ๆแต่ความแตกต่างมันชัดเจนเกินไปจนเธอเองก็ไม่กล้าหน้าหนาขนาดนั้น
“พ่อคะ เดี๋ยวหนูขอไปเอาของในห้องแป๊บนึงนะคะ”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเคี้ยวแป้งทอดที่ทั้งแห้งและแข็งคำโตผัดผักจานนั้นไม่มีน้ำมันแม้แต่น้อย นอกจากรสเค็มแล้วก็ไม่มีรสชาติอื่นเลยยิ่งในใจมีความโกรธกรุ่นอยู่ด้วย เธอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่อร่อยเอาเสียเลย
เมื่อกลับมาถึงห้องเจียงอิ๋งอิ๋งก็เปิดห่อผ้าเล็กๆ ของเธอออก
แม่ของเ้าของร่างเดิมนี้รักลูกสาวคนเล็กคนนี้มากจริงๆ
นอกจากเสื้อผ้าใหม่ไม่กี่ชุดขนมสองสามห่อ และเงินอีกห้าสิบหยวนที่ก้นห่อผ้ายังมีกระป๋องเหล็กที่บรรจุเนื้อแดดเดียวไว้จนเต็ม
หลี่เสวี่ยเหลียนและเสิ่นชิ่งหงดีต่อเธอด้วยใจจริง
เธอนั้นไม่ใช่คนโง่ย่อมััได้ถึงความปรารถนาดีจากพวกเขาแม้จะตัดสินใจว่าในอนาคตจะต้องหย่าขาดจากกัน แต่ในเมื่อยังกินของเขาอยู่บ้านเขาเธอก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจ
เมื่อครู่เธอเพิ่งจะแลกอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มาจากระบบและไม่รู้ว่ามันจะปรากฏออกมาในรูปแบบไหนแต่เนื้อแดดเดียวเหล่านี้ก็ไม่จำเป็ต้องงกเอาไว้ มีก็ควรกิน...
วันข้างหน้าค่อยใช้ค่าโชคชะตาแลกมาใหม่ได้เสมอ
และที่สำคัญที่สุดคือเธอเองก็กินผักต้มน้ำใสที่ไร้รสชาติพวกนั้นไม่ลงจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นเจียงอิ๋งอิ๋งจึงหอบห่อเนื้อแดดเดียวนั้นเข้าไปในครัว ตักใส่ชามใบใหญ่จนพูนแล้วถือเข้าไปในห้องโถง วางไว้ตรงใจกลางโต๊ะอาหาร
เนื้อแดดเดียวถูกหมักมาอย่างดีแม้สีสันจะไม่สดใส แต่กลิ่นหอมกลับโชยมาเตะจมูก
เนื้อชามใหญ่ขนาดนี้แม้แต่ใน่ตรุษจีนก็ยังหาดูได้ยาก...
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตระกูลเสิ่นเองก็ยากจนข้นแค้นเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่สิ่งนี้ยั่วตายั่วใจยิ่งกว่าขนมเสียอีก เธอถามอย่างตะกุกตะกัก“นี่... นี่หมายความว่ายังไง?”
เสิ่นชิ่งหงเองก็ตะลึงงัน“อิ๋งอิ๋ง นี่ลูกเอามาจากไหนล่ะ?”
ส่วนเหวินฉินและเหวินชงเด็กน้อยทั้งสองคนยิ่งไม่อาจละสายตาไปได้เลย แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มพลางกล่าว“พ่อคะ นี่เป็ของที่หนูเอามาจากบ้านเดิมค่ะ ่ที่งานยุ่งๆ แบบนี้กินเนื้อหน่อยจะได้มีแรงค่ะ”
ชาวไร่ชาวนาที่ไหนเขาใช้เนื้อมาเสริมพลังกันล่ะ!
นี่มันฟุ่มเฟือยจนถึงที่สุดแล้ว!
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกำตะเกียบแน่นพยายามดึงสายตาออกจากชามเนื้อแดดเดียวนั้น “พี่ใช้ชีวิตเป็หรือเปล่าเนี่ยเนื้อพวกนี้... มันกินได้ตั้งหลายมื้อเลยนะ!”
ปกติเธอก็ทำอาหารอยู่บ่อยครั้งเนื้อพวกนี้ถ้าเอาไปตุ๋นกับผัก อย่างน้อยก็กินได้เป็อาทิตย์เลยนะ!
เกินไปแล้วผู้หญิงคนนี้ถึงกับเอาออกมาหมดในคราวเดียว!
เห็นแล้วใจหายวาบ!
เสิ่นชิ่งหงเองก็ตกตะลึงกับเนื้อชามนี้ไม่แพ้กันแต่เขาก็ได้สติอย่างรวดเร็ว “อิ๋งอิ๋งนี่แม่เขาให้ลูกมา ลูกเก็บไว้กินเองคนเดียวเถอะ อย่าเอาออกมาเลย”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นอยากจะค้านอะไรบางอย่างแต่เธอก็รู้ว่าสิ่งที่พ่อพูดนั้นถูกต้อง จึงได้แต่เม้มริมฝีปากนิ่งเงียบ
เธอไม่เห็นแก่กินหรอกนะ!
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่พูดเปล่าเธอหยิบเนื้อแดดเดียวขึ้นมาสองชิ้น ยัดใส่ปากเหวินฉินและเหวินชงที่อยู่ข้างๆจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ลองชิมดูสิ อร่อยไหม?”
เนื้อแดดเดียวชิ้นใหญ่สองชิ้นอัดแน่นอยู่ในปากของเด็กน้อยทั้งสองกลิ่นหอมของเนื้อก็ยิ่งฟุ้งกระจายรุนแรงขึ้นทันที
เสิ่นเหวินฉินเกือบจะกัดลิ้นตัวเองขณะเคี้ยวเขาพยักหน้าหงึกๆ พลางพูดไปเคี้ยวไป “อร่อยครับอร่อยมาก คุณอาสะใภ้ใจดีจัง!”
เสิ่นเหวินชงยิ่งพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้ารัวๆ
เสิ่นชิ่งหงที่เห็นท่าทางของหลานชายทั้งสองก็รู้สึกสะท้อนใจ
ในบ้านมีเพียงเสิ่นเหยาที่เป็แรงงานหลักเพียงคนเดียวตัวเขาก็สุขภาพไม่ดี ทำงานหนักไม่ได้ ซ้ำยังต้องเสียเงินซื้อยามาต้มกินทุกเดือน
เสี่ยวอวิ๋นปีนี้เพิ่งจะอายุสิบหกปีอยู่ในวัยที่รักสวยรักงาม แต่กลับไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าใหม่สักชุด
ส่วนเสวี่ยเหลียนนั้นั้แ่แต่งงานกับเขาก็ไม่เคยได้อยู่อย่างสุขสบายเลยแม้แต่วันเดียว
เสิ่นชิ่งหงลอบเช็ดน้ำตาเงียบๆก่อนจะผลักชามเนื้อออกไป “อิ๋งอิ๋ง เชื่อพ่อนะเก็บเนื้อแดดเดียวนี่ไว้เถอะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งแสร้งทำเป็โกรธแล้วไพล่ห่อเนื้อไว้ข้างหลัง“พ่อคะ พ่อรังเกียจของของหนูหรือคะ?”
“จะรังเกียจได้ยังไงล่ะ! เนื้อพวกนี้...”
เสิ่นชิ่งหงเบือนหน้าหนีขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ “พ่อรู้ว่าลูกเป็เด็กดีชีวิตความเป็อยู่ที่นี่มันสู้ที่บ้านเดิมของลูกไม่ได้ลูกแต่งเข้ามาก็ลำบากมากพอแล้ว จะให้พ่อมากินของของลูกได้ยังไง!”
เนื้อพวกนี้ต้องเป็เพราะบ้านโน้นเขาห่วงลูกสาวถึงได้ให้ติดตัวมาแน่ๆ เขาจะกล้ากินลงได้อย่างไร!
เจียงอิ๋งอิ๋งยิ้มบางๆเธอหยิบชามขึ้นมาใช้ตะเกียบคีบเนื้อแดดเดียวแบ่งใส่ชามของเสิ่นชิ่งหงและเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นโดยตรงแล้วยังคีบให้เด็กๆ อีกคนละหลายชิ้น
“คุณพ่อคะ กินเถอะค่ะ”
ลึกๆในใจเธอก็รู้สึกตื้นตันใจเช่นกัน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงแค่คีบเนื้อขึ้นมาสองสามชิ้นแล้วลงมือกินอย่างเงียบๆ
บ้านหลังนี้ยากจนจริงๆและเ้าของร่างเดิมก็ถูกบังคับให้แต่งเข้ามาด้วยเหตุผลที่น่าอับอายเช่นนั้น
แต่สองสามีภรรยาคู่นี้กลับไม่มีคำตัดพ้อต่อว่าแม้แต่น้อยมิหนำซ้ำยังคอยคิดเผื่อเธอไปเสียทุกอย่าง ไม่คิดจะเอาเปรียบเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
เสิ่นชิ่งหงถอนหายใจและไม่ปฏิเสธอีกเพียงแต่ความเร็วในการกินนั้นดูจะช้าลงไปบ้าง
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นมองเนื้อแดดเดียวชิ้นใหญ่ที่แสนหอมกรุ่นตรงหน้าพลันรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองนั้นร้อนผ่าวไปหมด
พี่สะใภ้หน้าตาก็สวยใจคอก็ดี รู้จักเป็ห่วงเป็ใยเธอ แถมยังเอาเนื้อมากมายขนาดนี้มาให้กินอีก
แต่ตัวเธอเองกลับมีอคติต่อพี่สะใภ้ั้แ่แรกพบแถมยังอิจฉาที่พี่เขาไม่ต้องทำงานหนัก...