“เธอรัก...ในสิ่งที่ฉันเป็น หรือรัก... เพราะคิดว่าฉันเป็นในสิ่งที่เธอคิดกันแน่?”
ชินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งหลังจากมั่นใจแล้วว่าเท็ตสึยะจะยังคงปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ประจำตระกูลฮิวาตาริเด็กหนุ่มเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงการทะเลาะของคนในห้องที่จบลงไปได้สักพักหลังจากที่นานาโกะจากไปตอนนี้คนเดียวในห้องที่ยังคงมีสติอยู่คือมาโมรุที่กำลังนั่งพิงขอบหน้าต่างเหม่อมองท้องฟ้าด้านนอกส่วนมินาโยะนั้นฟุบหลับอยู่ข้างเตียงโทวะที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้
“เท็ตสึยะเป็นยังไงบ้าง?”
มาโมรุถามขึ้นเมื่อตอนที่ชินจัดแจงหาที่อยู่ให้ตัวเองได้โดยอาศัยผนังห้องด้านหนึ่งเป็นที่พิงตัวจากที่ที่เด็กหนุ่มยืนอยู่สามารถมองเห็นทุกคนในห้องได้ในระยะสายตา ซึ่งเป็นที่ที่เหมาะสมอย่างมากในการสังเกตพฤติกรรมของคนในห้อง
“หมอบอกว่าร่างกายรับภาระหนักเกินไปให้พักฟื้นสักหน่อยก็คงหาย ไม่ต้องห่วงหรอก หมอนั่นมีพลังฟื้นตัวมากกว่าเราเยอะ”
ชินบอก
มาโมรุถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้โทวะตกอยู่ในสภาพวิกฤตแบบนี้ได้?”
ชินถามกลับเขาหาเหตุผลมาอธิบายตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมหนึ่งในผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคของพวกเขาถึงได้มีสภาพร่อแร่เจียนตายได้แบบนี้
“หมอนี่ไม่ถูกกับน้ำมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”มาโมรุเอ่ย ซึ่งฟังแล้วขัดหูเป็นอย่างมากที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์จะไม่ถูกกับน้ำ
“ผลพวงของสงครามน่ะ”มาโมรุพยายามอธิบายเขาเองตอนที่รู้เรื่องนี้ครั้งแรกก็มีสีหน้าไม่ต่างไปจากชินในตอนนี้นักหรอก“หมอนี่ใช้พลังไปมากในการจัดการกับนักรบอเวจีตอนสงครามครั้งใหญ่มันเลยส่งผลกระทบมาถึงสภาพร่างกายในตอนนี้ด้วย นี่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้วสมัยอนุบาลน่ะพอเข้าหน้าฝนทีไรต้องหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน มาเรียนไม่ได้ทุกที”
เด็กหนุ่มเท้าความถึงอดีตที่ไม่น่าจดจำ
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับพวกนายล่ะสินะ”ชินสรุป แม้จะไม่รู้เหตุการณ์ทั้งหมดแต่ก็พอจะเดาได้ถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคนทั้งคู่ไม่สิ ไม่ใช่แค่มาโมรุกับโทวะ บางทีต้นเหตุอาจจะมาจากมินาโยะและนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิงวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา
“ช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดของพวกนายให้ฉันฟังทีฉันจะได้ตัดสินใจได้ว่าควรจะเอายังไงต่อ”
ชินบอก
“ทุกอย่างมันก็เหมือนเดิมนี่เพียงแค่คราวนี้เราอาจต้องสู้โดยไม่มีโทวะ”
“นายประเมินสถานการณ์ผิด”ชินแย้งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“นายคงไม่คิดว่าพวกนั้นยกขบวนมาหาเราทั้งหมดแล้วก็กลับไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมหรอกใช่ไหม? ถ้านายคิดอย่างนั้นฉันบอกได้คำเดียวว่าผิดถนัดพวกนั้นมาหาเราด้วยจุดประสงค์อะไรบางอย่าง แล้วมันก็คงสำเร็จลุล่วงไปแล้วด้วยซึ่งถ้าให้ฉันเดาก็คงจะเป็นความทรงจำของมินาโยะ ใช่ไหมล่ะ? ฉันเดาถูกสินะ”
ชินคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องโดยไม่จำเป็นต้องสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของมาโมรุเลย
“ฉันอยากจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ในความทรงจำของมินาโยะกันแน่ทำไมมันถึงได้หายไป เกิดอะไรขึ้นกับพวกนายก่อนที่ฉันกับเท็ตสึยะจะมาที่นี่ถ้านายไม่เล่าเราก็คงวางแผนรับมือพวกนั้นไม่ได้ คราวนี้พวกมันมาแค่ให้มินาโยะฟื้นความทรงจำถ้าคราวหน้ามันพาตัวเธอไปล่ะ หรือเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้นนายยังจะพูดได้อีกมั้ยว่า ‘ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม’ น่ะ?”
มาโมรุเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด
ครั้งหนึ่งเขาตัดสินใจไว้แล้วว่าเขากับโทวะจะต้องปกป้องมินาโยะไว้ให้ได้พวกเขาทำได้มาตลอดในตอนที่มินาโยะสูญเสียความทรงจำ จนกระทั่งพวกนั้นมาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้งเหตุการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปกลับไปสู่จุดที่เขาคิดว่ามันเริ่มเลวร้ายขึ้นนับตั้งแต่วันที่นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนสีเขารู้ว่าความสงบสุขอยู่กับเขาตลอดไปไม่ได้หรอก สักวันที่พร้อมสถานการณ์ที่บังคับให้เขาต้องเลือกจะต้องมาถึง ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ไม่ใช่ไม่เตรียมใจแต่มันเร็วเกินไป
บางที...มัน...
“มินาโยะเป็นเดวิลพาราไซต์”มาโมรุพยายามเลือกคำพูดที่ทำให้ตัวเขาเองเจ็บปวดน้อยที่สุดแม้จะฟังดูแปลกๆแต่ชินก็ไม่ได้ถามว่า ‘เดวิลพาราไซต์’ คืออะไร เด็กหนุ่มได้แต่นิ่งเงียบและรอเขาพูดต่ออย่างใจเย็นเสียจนเขานึกประหลาดใจ ในสถานการณ์แบบนี้ชินยังคงนิ่งอยู่ได้ในขณะที่ภายในหัวของเขาสับสนและเป็นกังวลไปเสียทุกอย่าง
“เป็นอาการทางจิตอ่อนๆบางทีอาจจะเหมือนกับโทวะ เป็นผลกระทบมาจากสงครามครั้งก่อนทุกครั้งที่ยัยนั่นอยู่ตัวคนเดียวมักจะได้ยินสียงแปลกๆลอยเข้ามาในหัวเป็นเสียงที่พวกเราไม่ได้ยิน มีแต่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกได้เพราะอย่างนั้นบางครั้งเธอเลยชอบพูดจาแปลกๆกับตัวเอง แล้วคนรอบข้างก็เลย...”
มาโมรุสูดลมหายใจลึกเข้าปอดพยายามสลัดภาพแห่งความทรงจำอันเลวร้ายออกไปจากหัว
“...รังเกียจเธอ”
ชินยังคงนิ่งเงียบขณะที่รับฟังเรื่องราวที่เขาพูดโดยที่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิดมาโมรุไม่รู้ว่าชินคิดอะไรอยู่ ปกติก็ดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากกว่าใครอยู่แล้วดังนั้นเขาเลยไม่กล้าถามว่าชินคิดยังไงกับเรื่องแบบนี้
“ฉันยังไม่รู้จักเธอ”มาโมรุได้แต่เล่าต่อไป ภายในห้องยังคงเงียบสนิทมีเพียงเสียงพูดของเขากับเสียงเครื่องมือแพทย์รอบเตียงโทวะเท่านั้นที่ดังอยู่“ฉันอยู่กับโทวะ กับนานาโกะ ใช้ชีวิตไปเรื่อย ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่างบางทีโทวะอาจจะรู้ แต่หมอนั่นไม่ได้บอกฉัน...”
“ฉันไม่สนิทกับพี่ชายเท่าไหร่พี่ชอบทำตัวแปลกแยกกับครอบครัวตั้งแต่วันที่เจอกับปู่ตอนนั้นฉันยังไม่รู้สาเหตุ แต่พอมาคิดดูบางทีมันอาจเป็นเพราะพี่จำอดีตของตัวเองขึ้นมาได้แล้วก็ได้หรืออาจจะจำได้มาก่อนหน้านั้นนานแล้ว ท่าทีของพี่ทำให้ฉันไม่ชอบใจฉันกลายเป็นเด็กเกเร จากคนที่เคยติดพี่ฉันกลายเป็นคนก้าวร้าว พี่ห่างจากฉันห่างจากครอบครัวไปขลุกตัวอยู่ที่ศาลเจ้าบ่อยๆ วันหนึ่งฉันได้ยินเสียงมาจากศาลเจ้าเป็นเสียงของพี่กับเด็กผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จัก ไม่ใช่นานาโกะ ฉันชอบเสียงของเธอมากฉันเลยตามเสียงนั้นไปจนกระทั่งได้เจอกับเธอ”
“นายต้องนึกภาพตอนนั้นไม่ออกแน่ๆเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆในศาลเจ้าที่ฉันเจอ เธอกลับอาละวาดทันทีที่เห็นหน้าฉัน พี่ฉันเข้ามาห้ามไว้ได้ทันและห้ามฉันยุ่งกับเธออีกพี่บอกว่ามันเป็นเพราะตาของฉัน มีอะไรบางอย่างในตัวฉันที่กระตุ้นให้เธอคลั่งนับจากวันนั้นเธอก็เปลี่ยนไป เธออยู่คนเดียวมากขึ้น พูดกับตัวเองบ่อยขึ้นเธอถูกคนอื่นรังแกแต่ฉันกลับช่วยอะไรเธอไม่ได้ พี่ห้ามไม่ให้ฉันเข้าใกล้แต่พี่กลับเข้าใกล้เธอได้ มีแต่พี่คนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอสงบได้ คิดดูอีกทีมันอาจจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว...”
มาโมรุหยุดพูดไปแค่นั้นเหมือนจู่ๆลำคอก็ตีบตันขึ้นมาจนเอ่ยอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่ ชินเสมองพื้นแทนที่จะมองหน้ามาโมรุเหมือนอย่างแต่เก่าปล่อยให้มาโมรุอยู่กับตัวเองสักพักขณะที่เขาครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“สถานการณ์เลวร้ายที่สุดตอนที่มิกิพาเธอไปหาพวกนักรบอเวจี”
บุคคลที่สามที่มาโมรุเอ่ยขึ้นทำให้หัวคิ้วของชินขมวดเป็นปมเขาคุ้นเคยกับชื่อนี้ เหมือนเคยพบกับเจ้าตัวเมื่อไม่นานมานี้ มิกิ... มิกิโนจิมะ... มิกิ...
“คู่หมั้นนาย?”
“ฉันไม่รู้ว่ายัยนั่นกลายเป็นคนของอีกฝั่งตั้งแต่เมื่อไหร่”มาโมรุบอกด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “เธออยู่กับฉันมาตลอดแต่แล้วจู่ๆเธอก็พามินาโยะไปหาพวกนั้น พี่โมโหมาก ครั้งนั้นเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับตัวมินาโยะและพวกฉันเธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอทำร้ายฉันและโทวะ แล้วพี่ก็มาพี่ปิดผนึกความทรงจำของเธอไป ฉันไม่รู้ว่ามันต้องแลกด้วยอะไรบ้าง แต่ว่า...กลายเป็นพี่ที่เข้าใกล้เธอไม่ได้อีก แล้วโทวะก็เข้ามา หมอนั่นบอกว่าจะดูแลมินาโยะแทนพี่เองแล้วหลังจากนั้น พี่ก็ไป...”
เป็นบทสรุปเรื่องราวที่ไม่สวยงามเลยสักนิดชินคิดในใจ ถ้าจะมีอะไรเลวร้ายมากไปกว่านี้ล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่คนที่รู้เรื่องราวดีทุกอย่างต้องจากไปโดยไม่ทิ้งเบาะแสอะไรไว้ให้มีความทรงจำอะไรในตัวมินาโยะที่พวกนักรบอเวจีต้องการ ทำไมต้องลงทุนถึงขนาดเสียสละอะไรบางอย่างแลกกับการลบความทรงจำของเธอออกไปไม่สิ ไม่ใช่ลบ... ก็แค่ซ่อนเอาไว้จนกระทั่งถูกอย่างเปิดเผยและทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งไปกว่าเก่าถึงตอนนี้ชินก็ยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่ทำไมถึงต้องลบความทรงจำและสิ่งที่พวกนักรบอเวจีตามหานั้นเป็นแค่ความทรงจำหรือชีวิตของมินาโยะกันแน่?
“หรือจะเป็นกุญแจของสงครามในครั้งนี้”ชินพึมพำ แต่มันดังมากพอที่จะทำให้มาโมรุได้ยิน
“กุญแจ?”
“ใช่ บางทีมินาโยะอาจจะเกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างในสงครามใหญ่ครั้งก่อนก็ได้”ชินว่า “ฉันนึกสงสัยมานานแล้วว่าทำไม ทั้งๆที่สงครามจบไปแล้วแต่เรากลับต้องมาอยู่บนโลกใบนี้และต้องต่อสู้กับพวกนักรบอเวจีอีกครั้ง ทำไมไม่ให้มันจบลงไปซะตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเริ่มต้นกันใหม่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ยังคาใจฉันอยู่”
“นายคิดเหมือนโทวะ” มาโมรุบอก“ก่อนหน้านี้พวกฉันก็เคยเถียงกันเรื่องนี้มีสาเหตุอะไรที่ทำให้สงครามดำเนินต่อไปทั้งๆที่ดาวของพวกเราล่มสลายไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ”
ไม่ใช่... ชินแย้งอยู่ในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยออกไปในสถานการณ์ที่เขาเองก็ทำได้แค่เพียงคาดเดาแบบนี้ยังพอมีสาเหตุอยู่และมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้สงครามยังไม่จบลงเสียทีก็เป็นได้บางทีคนที่รู้เรื่องนั้นดีอาจจะเป็นพี่ชายของมาโมรุ
“พี่ชายนาย...คนของเอิร์ธสตาร์ใช่ไหม?”
“ใช่?”มาโมรุตอบรับด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ก่อนที่จะทันได้เอ่ยถามว่าทำไมชินถึงรู้อีกฝ่ายก็ตกอยู่ในภวังค์พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างไปแล้ว
เอิร์ธสตาร์... เอิร์ธสตาร์... ปัญหาทุกอย่างเริ่มต้นมาจากดาวดวงนี้ถ้าจะมีใครสักคนในบรรดาผู้พิทักษ์ที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของสงครามดีทุกอย่างก็ต้องเป็นคนของเอิร์ธสตาร์ไม่สิ... ไม่ใช่แค่นั้น น่าจะเอิร์ธฟลาวเวอร์ด้วย วันที่ได้พบกับพี่ชายของมาโมรุวันนั้นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ก็อยู่ด้วย สองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันยังไง?นึกให้ออกสิ เหตุการณ์เมื่อคราวนั้น อดีตของเขา...
“เบริล...”
ชินพึมพำภาพของหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาวผู้มีนัยน์ตาสีม่วงสวยลอยผ่านเข้ามาในความทรงจำเธอมาหาเขาพร้อมกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ ทั้งคู่ถูกฆ่าตายในอีกไม่กี่วันหลังจากนั้นทำไมคนที่อยู่ข้างกายเธอถึงกลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์อย่างที่ควรจะเป็น มีเหตุผลอะไร?แล้วมันเกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องในคราวนี้?
“นายเคยพบเธอ?”
มาโมรุถาม น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนกว่าปกติเหมือนมันเจือไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และความเศร้าชินสามารถเข้าใจความหมายของน้ำเสียงที่มาโมรุเอ่ยได้โดยไม่ต้องพยายามเลย
ชอบ...
ชอบมากเสียจนเจ็บปวดเมื่อเห็นคนที่ชอบไม่ใช่ของตัวเอง
และบางที...สาเหตุที่มาโมรุจมอยู่กับอดีตอาจเป็นเพราะอดีตนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มาโมรุมีความสุข
ความรู้สึกที่บิดเบี้ยวนี้ไม่ต่างไปจากเขาเลยสักนิด...
“นานมาแล้ว ฉันเองก็เพิ่งจำได้”
ชินบอกแต่ใบหน้าที่ลอยเข้ามาในหัวนั้นกลับไม่ใช่ใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่พวกเขากำลังพูดถึงมันเป็นใบหน้าของเด็กสาวอีกคนที่เขาเพิ่งจะค้นพบไม่นานมานี้ว่าเธอหลอกเขาตลอดมานับตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ที่เอิร์ธวินดี้จนถึงตอนนี้ คนที่ทำให้เขาทั้งเกลียดทั้งโหยหาคนที่ทำให้ความรักของเขาบิดเบี้ยวได้มากถึงขนาดนี้
“ฉันเคยเจอเธอครั้งเดียวตอนวันสืบรัชทายาทของฉันตอนนั้นฉันเคยบอกกับเธอว่าฉันเกลียดนัยน์ตาของเธอเพราะมันเหมือนกับนัยน์ตาของเมตาเรียแต่ว่าจริงๆแล้วฉันเกลียดนัยน์ตาของฉันมากกว่า เพราะมันเป็นนัยน์ตาที่เมตาเรียมอบให้”
ชินสะดุดในคำพูดของมาโมรุมันเหมือนมีอะไรบางอย่างมาจุดประกายความคิดของเขา
“นายว่าอะไรนะ!นัยน์ตาของเมตาเรียอะไร!?”
“ตาของฉัน”มาโมรุพูดพร้อมกับสบตาชิน “มันเป็นสีแดงแทนที่จะเป็นสีดำเหมือนคนของเอิร์ธซันทั่วไปเมตาเรียทำให้มันเป็นแบบนั้น”
เมตาเรียทำให้มันเป็นแบบนั้น...?มินาโยะคลุ้มคลั่งทุกครั้งที่สบตากับมาโมรุ...?
อาการเดวิลพาราไซต์...เสียงที่ลอยเข้ามาในหัว...
สงครามที่ไม่ยอมจบสิ้น...
มินาโยะ...
เบริล...
“เธอ!?”ชินพึมพำเสียงเครียดพลางหันมาขวับมาจ้องมองมินาโยะที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียงของโทวะแล้วในวินาทีนั้นเอง ร่างบางของเด็กสาวที่ควรจะนอนหลับอยู่ก็ขยับตัวขึ้นอย่างช้าๆแผ่นหลังของเธอลู่ตรง เสื้อคลุมที่วางพาดไว้ตรงไหล่เลื่อนลงมากองอยู่กับพื้นมินาโยะค่อยๆลืมตาขึ้น เธอหันมาหาเขา แล้วยิ้มด้วยใบหน้าที่แสนเศร้า
“เข้าใจสิ่งที่ฉันบอกแล้วใช่ไหม?”
มินาโยะถามแต่น้ำเสียงนั้นเหมือนไม่ใช่เสียงของเธอเลย มันเศร้าเหมือนคนที่สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไป ชินไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นความจริงสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่นั้น
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!?”
มาโมรุตะโกนถามด้วยน้ำเสียงที่งุนงงสุดขีดพลางจ้องมองชินทีมินาโยะที โดยที่ทั้งคู่ยังคงประสานตากันและไม่สนใจเสียงร้องของเขาเลย
“ชิน! นี่มันเรื่องอะไร?”
มาโมรุถามชินแต่ชินสนใจมินาโยะมากเกินกว่าที่จะสนใจเขา
“เธอ...ได้ยินเสียงของเมตาเรียใช่ไหม? เวลาที่สบตากับมาโมรุ เมตาเรีย...ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?”
แล้วสิ่งที่เขากลัวที่สุดก็เป็นความจริงมินาโยะพยักหน้าช้าๆ
“เกี่ยวอะไรกับเมตาเรีย!”
มาโมรุวิ่งพรวดเข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่เด็กหนุ่มจ้องมองชินที่สีหน้าซีดเผือดตาเขม็ง เขาไม่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น!?
“เมตาเรียยังไม่ตาย”ชินพึมพำ “เธอได้ยินเสียงของเมตาเรียผ่านนัยน์ตาของมาโมรุนัยน์ตาที่เมตาเรียมอบให้มาโมรุ นี่เองที่เป็นสาเหตุของสงครามครั้งนี้เมตาเรียยังไม่ตาย”
“ไม่มีทาง!! เป็นไปไม่ได้!!”
มาโมรุตวาดลั่นเด็กหนุ่มตะโกนใส่หน้าชินด้วยนัยน์ตาสีแดงสดที่วาวโรจน์
“เรื่องแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้!”
“มันเป็นไปแล้ว!”ชินตะโกนกลับโดยไม่สนใจเลยสักนิดว่าพวกเขากำลังอยู่ในโรงพยาบาลและโทวะกำลังอาการทรุดหนักอยู่“นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมสงครามยังมีต่อ เพราะเมตาเรียยังไม่ตาย”
“ยัยนั่นตายไปแล้วตั้งแต่สงครามใหญ่คราวนั้น”
“ใครจัดการล่ะ?ถ้าเมตาเรียตายไปแล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่อีก! จะเริ่มสงครามขึ้นมาใหม่ทำไมนายเองก็น่าจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว... นายเองก็น่าจะได้ยินเสียงนั่นในเมื่อนายเป็นทางผ่านของเมตาเรีย!”
ความจริงที่ชินเอ่ยนั้นทำให้มาโมรุชะงักใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดลงไปถนัดตาความจริงที่ว่าเมตาเรียยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ทำร้ายเขามากเท่ากับเรื่องที่เขาเป็นทางผ่านของเมตาเรียไปสู่มินาโยะ
“เรื่องแบบนั้นน่ะ...”
ความจริงนั้นทำให้มาโมรุพูดอะไรไม่ออก
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...?แต่ว่า... ฉันเจอเธอเมื่อตอนนั้นก็ยังไม่เกิดอาการนี่ จริงไหม?ตอนที่เธอมาหาฉันที่เอิร์ธซันพร้อมกับพี่น่ะ เธอจำได้ไหม?เธอยังมองตาฉันแล้วบอกว่านัยน์ตาของฉันสวยนี่!”
มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ความคิดของมาโมรุไขว้เขว
นั่นคือท่าทีที่ไร้การตอบสนองของมินาโยะ
“ใช่ไหม...เธอบอกว่าเธอชอบนัยน์ตาของฉันนี่... บอกฉันสิว่าเธอเป็นคนพูด!”
มินาโยะหลับตาได้ทันตอนที่มาโมรุหันมาตะโกนใส่เธอเด็กสาวพยายามกลั้นเสียงสะอื้น วันนี้เธอร้องไห้และทำร้ายคนอื่นๆมามากพอแล้ว ขอให้นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำร้ายคนสำคัญของเธอ
“มาโมรุก็น่าจะรู้...น่าจะรู้แล้วนี่ว่านั่นไม่ใช่ฉัน...”
เหมือนอะไรบางอย่างที่เด็กหนุ่มเพียรพยายามสร้างมาพังทลายลงในพริบตาทันทีที่เด็กสาวพูดจบมาโมรุจ้องมองมินาโยะอย่างไม่เชื่อสายตาและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินต่อจากนี้
“ฉัน...เป็นแบบนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ที่โลกนั้นแล้ว... พวกเขาเลยไม่ให้ฉันออกไปไหน...ฉันไม่เคยออกจากเอิร์ธมูนไปไหน... ขอโทษนะ... มาโมรุ คนที่เธอเห็นน่ะไม่ใช่ฉันหรอกฉันไม่ใช่ เบริล เวลด์พีชหรอก”