『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ฉิวหมัว

            แสงอาทิตย์สาดส่องเนินเขาเตี้ยฝุ่นผงล่องลอยวาววับดูศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมองเบื้องหน้าเห็นภาพคมกระบี่วิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนปักอยู่บนพื้นดินถูกปกคลุมด้วยหมอกบางเบา เสริมบรรยากาศลึกลับไปทั่วทั้งบริเวณ

            เมื่อลู่เต้าสาวเท้าเข้าไปหมอกควันที่ลอยเอื่อยอยู่รอบเท้าก็พลันสลายไป เขาตรงไปหากระบี่วิญญาณแตกหักเล่มหนึ่งตั้งใจจะดึงมันขึ้นมา ทว่าเพียงปลายนิ้วแตะโดนด้ามกระบี่ ตัวกระบี่ก็พลันสลายกลายเป็นผงธุลีปลิวหายไปในสายหมอกเบื้องล่าง

            ทั่วทั้งสุสานกระบี่วิญญาณแผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขามลู่เต้ามองกระบี่วิญญาณมากมายด้วยแววตาตื่นตะลึง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา“ไป๋เสีย นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”

            “หลังจากเจ้าของสิ้นชีพแล้วกระบี่วิญญาณทุกเล่มจะหาสถานที่ผนึกตนเอง เมื่อกระบี่วิญญาณที่ถูกผนึกมีจำนวนมากก็จะกลายเป็นสุสานกระบี่วิญญาณเช่นนี้”ไป๋เสียอธิบาย “เหมือนว่าที่นี่จะเป็นที่มันมาผนึกตน”

            ‘...สุนัขเจ้ามาที่สุสานกระบี่วิญญาณนี้ทำไมกันเล่า’ ลู่เต้าคิดจะถามออกไป แต่ก็อดกลั้นเอาไว้ได้

            เขาลองดึงกระบี่วิญญาณจันทร์เสี้ยวขึ้นมาอีกครั้งผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงสัมผัสก็สลายกลายเป็นผงธุลีปลิวหายไปในสายหมอกเบื้องล่าง

            ไป๋เสียส่ายหน้ากล่าว“ไร้ประโยชน์ ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนมีกระบี่วิญญาณประจำกาย คู่ทุกข์คู่ยาก เคียงข้างกันทั้งยามหายใจและสิ้นลมเมื่อผู้ฝึกตนสิ้นชีพ กระบี่วิญญาณก็จะสูญสลายตามไปด้วย”

            “ถ้าเช่นนั้นหลังเจ้าถูกผนึก กระบี่วิญญาณของเจ้า...” ลู่เต้าลอบมองกระบี่วิญญาณที่แตกหักเล่มหนึ่งลับๆ

            “หึคงจะทำให้เจ้าผิดหวังแล้วกระมัง” ไป๋เสียหัวเราะ “ตอนที่ข้ายังมีชีวิต ไม่เคยฝึกฝนใช้วิชากระบี่วิญญาณ”

            “เอ๋...”ลู่เต้าลองดึงกระบี่วิญญาณเล่มที่ดูใหม่กว่าขึ้นมาอีกครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมสลายกลายเป็นผงธุลี

            ลู่เต้าไม่ยอมแพ้เขาเดินไปทั่วสุสานกระบี่วิญญาณ ดึงกระบี่เล่มแล้วเล่มเล่า หมอกเบื้องล่างหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง

            เมื่อเห็นว่าเหมือนลู่เต้ามีอะไรบางอย่างกับกระบี่วิญญาณไป๋เสียจึงอดถามไม่ได้ “เจ้ากำลังทำอะไร”

            ลู่เต้าออกแรงดึงกระบี่วิญญาณขึ้นมาได้สำเร็จใบหน้าพลันยินดี ทว่าครั้งนี้ถึงแม้ด้ามกระบี่จะไม่สลายกลายเป็นผุยผง แต่ตัวกระบี่ก็ยังคงแหลกสลายในตอนที่ถูกดึงขึ้นมาอยู่ดี

            ลู่เต้าได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจโยนด้ามกระบี่ที่เหลืออยู่ในมือทิ้ง ก่อนจะตอบว่า “ข้าเคยได้ยินจากพ่อค้าที่เมืองมังกรทมิฬเล่าว่าผู้ฝึกตนสามารถใช้พลังวิญญาณควบคุมกระบี่วิญญาณเหาะเหินเดินอากาศได้ สังหารศัตรูได้ไกลนับพันลี้หากมีกระบี่วิญญาณลอยอยู่ข้างกาย คงจะดูอาจหาญไม่หยอก!”

            “เจ้าหนูกระบี่วิญญาณนั้นอย่างน้อยก็ต้องรอให้เจ้าบรรลุถึงขั้นหกเสียก่อน ถึงจะเริ่มฝึกฝนได้แถมยังต้องหาช่างตีกระบี่มาตีกระบี่ให้โดยเฉพาะ เจ้าใช้กระบี่วิญญาณของคนอื่นไม่ได้หรอก”ไป๋เสียกล่าวเสียงทุ้ม

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่เต้าได้แต่จ้องมองกระบี่วิญญาณที่ปักอยู่บนพื้นมากมายอย่างเสียดาย คิดในใจว่าหากตนเองหยิบมาใช้ได้สักเล่มคงจะดีไม่น้อย

            “เอาล่ะ”จู่ๆ ไป๋เสียก็เข้าควบคุมร่างกายลู่เต้า ทันใดนั้นเงามืดก็ทาบทับใบหน้า ยืนตระหง่านอยู่บนเนินเขากระบี่ก่อนที่สีหน้าจะฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา เขาเอ่ยด้วยท่าทีเย่อหยิ่งเช่นเคย “ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง”

            ลู่เต้าที่ถูกยึดครองร่างอย่างคาดไม่ถึงก็คิดในใจ“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย”

            ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าในชาตินี้ไป๋เสียไม่ได้อ่อนแอลงเพราะใช้พลังวิญญาณมากเกินไปรูปลักษณ์ก็ยังคงอยู่ในช่วงวัยหนุ่ม

            ไป๋เสียควบคุมร่างกายลู่เต้าก้าวขึ้นไปบนยอดเนินกระบี่เขาก้มหน้ามองเบื้องล่าง เห็นภาพกระบี่วิญญาณแตกหักผุพังเต็มไปหมด

            เขากวาดตามองทั่วเบื้องล่างอย่างรวดเร็วพลางแค่นเสียง “มันหนีไปทางไหนกันแน่”

            ขณะเดียวกันก็ล้วงมือเข้าไปในอกหยิบขลุ่ยสะกดมารมาจรดที่ริมฝีปาก ก่อนจะบรรเลงลำนำประหลาด เมื่อเสียงขลุ่ยดังขึ้นสายหมอกเบื้องล่างก็พวยพุ่งไหลเวียนไปตามท่วงทำนองที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            เมื่อเสียงขลุ่ยสิ้นสุดลงสายหมอกที่พวยพุ่งปกคลุมทั่วทั้งบริเวณก็พลันสงบนิ่ง

            ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไป๋เสียขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ผงธุลีกระบี่มากมายขนาดนี้ยังล่อมันออกมาไม่ได้อีกหรือ”

            ทว่าขณะที่เขากำลังจะบรรเลงขลุ่ยอีกครั้งจู่ๆ ในม่านหมอกก็ปรากฏร่างมหึมา มันชูกระบี่ใหญ่ฟันใส่ไป๋เสียโดยไม่ทันตั้งตัว

            ไป๋เสียไม่ได้ตื่นตระหนกเบี่ยงตัวหลบคมกระบี่ไปได้อย่างเฉียดฉิว กระบี่ใหญ่ฟาดลงบนพื้นอย่างแรง สายหมอกพลันสลายหายไปทำให้ไป๋เสียเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่าย

            ร่างกายของมันเป็นโครงกระดูกขนาดมหึมาที่สวมชุดเกราะผุๆส่วนหัวเป็นกะโหลกมนุษย์ ไร้ซึ่งลูกตาดำ มีเพียงแสงสีเขียววาววับสองจุดเท่านั้น

            ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ“เป็นนักรบกระดูก”

            เมื่อเห็นว่าการลอบโจมตีล้มเหลวนักรบกระดูกจึงฉวยโอกาสที่สายหมอกกำลังรวมตัวกันอีกครั้งหายตัวไปในสายหมอก

            ขณะเดียวกันก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นจากในสายหมอกเผยให้เห็นจู้หลงที่สวมเสื้อคลุมสีเทาเดินออกมา เขายิ้มเยาะให้ไป๋เสีย “ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะไวถึงปานนี้”

            ลู่เต้าที่อยู่ในร่างจำจู้หลงได้ทันทีไม่ว่าจะเกิดใหม่กี่ภพกี่ชาติ เขาก็ไม่มีทางลืมใบหน้าชั่วร้ายนั่นได้ จึงขบฟันแน่นกล่าว“ไป๋เสีย! มันคือคนที่ฆ่าข้าในชาติที่แล้ว!”

            “อ้อ...”ไป๋เสียหรี่ตามองสำรวจจู้หลงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีดูถูก “แค่มันกับปีศาจนั่นนะหรือ”

            เดิมทีจู้หลงคิดจะปล่อยให้นักรบกระดูกซ่อนในสายหมอกและค่อยลอบสังหารคงจะสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่ดูทึ่มๆตรงหน้าจะหลบดาบได้อย่างหวุดหวิด แถมยังไม่มีท่าทีตื่นตระหนกอีกด้วย!

            “ดูท่าจะจัดการยากกว่าที่คิด”คิดได้ดังนั้น จู้หลงก็ผิวปากทันที

            สายหมอกด้านหลังไป๋เสียพลันปั่นป่วนจางเฟิงที่ถือดาบกระดูกอาบยาพิษพุ่งเข้าโจมตีไป๋เสียอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ไป๋เสียหลับตาลงเขาอาศัยเพียงเสียงเสื้อผ้าเสียดสีก็สามารถหลบการโจมตีของจางเฟิงได้ทั้งหมด จนอีกฝ่ายถอยกลับไปข้างกายจู้หลงอย่างกระหืดกระหอบ

            “ท่านพี่จู้หลงดูท่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ระวังไว้ก่อนดีกว่า” จางเฟิงเตือน

            “ต่อให้เก่งกาจกว่านี้ก็แค่หนึ่งดารา”สายตาของจู้หลงจ้องขลุ่ยสะกดมารในมือไป๋เสียไม่วางตา เขาใช้พลังวิญญาณออกคำสั่งกับนักรบกระดูก“บุกเข้าไป! จับมันมาให้ข้า!”

            นักรบกระดูกคำรามลั่นสายหมอกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงชูกระบี่ใหญ่พุ่งเข้าหาไป๋เสีย

            ในชาติที่แล้วลู่เต้าเคยต่อสู้กับนักรบกระดูกมาก่อน จึงรู้ว่าเจ้าตัวโตนี่จัดการยากแค่ไหน เขาจึงบอกไป๋เสียด้วยความหวังดี“ระวัง! เจ้านี่มีพลังแข็งแกร่งมาก! จัดการยากนัก!”

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักรบกระดูกที่บุกโจมตีเข้ามาไป๋เสียกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นเบาๆ ขลุ่ยสะกดมารในมือก็แผ่แสงสีทองออกมาก่อนจะกลายเป็นไม้สีดำ

            นักรบกระดูกชูดาบใหญ่ฟันไปที่ศีรษะของไป๋เสียมุมปากของไป๋เสียพลันยกขึ้นเล็กน้อย เร่งการไหลเวียนพลังวิญญาณในร่างกาย ไม้สะกดมารเปล่งประกายสีทองอร่ามพร้อมกับพลังอันแข็งแกร่ง ตวัดฟันสวนกลับไป

            อาวุธทั้งสองเข้าปะทะเกิดคลื่นกระแทกอันรุนแรง ฉีกกระชากอากาศ สายหมอกที่ปกคลุมอยู่โดยรอบพลันสลายหายไปในชั่วพริบตา

            ด้วยแรงระเบิดจากคลื่นพลังกระทบเหล่ากระบี่วิญญาณจนแหลกสลายเป็นเถ้า แม้แต่กลุ่มของเกาฮ่าวที่กำลังตามหาสัตว์วิญญาณอยู่ภูเขาอีกฟากหนึ่งก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนนี้

            “ตั้งสติ!สัตว์วิญญาณจะออกมาแล้ว!” เกาฮ่าวออกคำสั่ง บรรดาศิษย์สกุลเกาจึงออกเดินทางขึ้นเขาต่อไป

            ดาบใหญ่ของนักรบกระดูกไม่อาจต้านทานพลังอันมหาศาลของไม้สะกดมารได้จุดที่ปะทะกันเกิดรอยร้าวเล็กๆ ก่อนที่รอยร้าวนั้นจะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายดาบทั้งเล่มก็แตกสลายกลายเป็นผงคล้ายกับกระบี่วิญญาณ

            จู้หลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจเขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากเขารู้ว่าศัตรูที่อยู่ตรงหน้าคือ‘ไป๋เสีย ผู้นำวิถีอสูร’ ที่ผู้คนต่างหวาดกลัว คงจะรีบหนีไปไกลตั้งแต่แรกแล้ว

            “เท่านี้ก็คงพอแล้ว”ไป๋เสียลูบผมพลางยิ้มเยาะ “วางใจเถอะ ในเมื่ออุตส่าห์พาสุนัขกลับมาได้ทั้งที ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าตายอย่างสงบสุขหรอก”

            ว่าแล้วเขาก็ชี้ไปบนฟ้าตะโกนก้อง“จงออกจากฝักมา! ฉิวหมัว!”

            กระบี่นับหมื่นในสุสานกระบี่วิญญาณส่งเสียงกังวาน

            ส่วนอีกฟากหนึ่งของภูเขาแม้แต่กระบี่ประจำกายของคนสกุลเกา หรือกระทั่งมีดทำครัวที่พ่อครัวใช้ก็ยังสั่นสะเทือนราวกับส่งเสียงตอบรับ

            สายหมอกที่ก่อตัวขึ้นจากซากกระบี่วิญญาณและดาบใหญ่ของนักรบกระดูกก็ลอยขึ้นไปบนนภาทันใดนั้นก็มีแสงสีขาววูบไหว กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้าราวกับดาวตก ก่อนจะพุ่งเข้าไปในสายหมอกอย่างตะกละตะกลาม

            เพียงพริบตาสายหมอกก็ถูกกระบี่ดูดกลืนจนหมดสิ้น ไป๋เสียที่อยู่เบื้องล่างมองกระบี่เล่มนั้น ยิ้มพลางกล่าวว่า“นี่แหละ กระบี่อสูรที่ข้าฝึกฝน ฉิวหมัว!”