(นิยายลงทุกวัน)Ghost CEO:ผีสร้างฉันให้เป็นเศรษฐี ฮาเร็ม

    ตอนที่ 127 ตามกลับมาไทยด้วย

     

    ตอนที่ 127 ตามกลับมาไทยด้วย

     

     

    ฝ้ายและรดา ต่างหัวเราะกันคิกคักเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของพีทที่แสดงออกมา เมื่อพวกเธอได้อนุญาตให้พีทเดินหน้าหว่านเสน่ห์ใส่จินหลิน โดยชายหนุ่มบอกหน้าแฟนสาวทั้งสองด้วยความเอือมระอา ก่อนที่ทั้งสามจะเปลี่ยนหัวข้อในการคุยไปเป็นเรื่องของรดา

    ที่วันนี้รดาต้องออกไปประชุมกับบริษัทโนวากรุปตั้งแต่เช้า อีกทั้งกลับมาก็ยังมีสีหน้าที่เคร่งเครียด ซึ่งกว่าที่เธอจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ก็คือหลังจากได้กินไก่ทอดของพีทไปแล้วนั่นเอง ‘ไก่ทอดช่วยเยียวยาจิตใจให้หายเหนื่อย’

     

    สำหรับรดามันยังคงเป็นเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน วันนี้เธอเหนื่อยมาก เหนื่อยแม้กระทั่งที่จะพูดคุยกับใครเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าเมื่อกลับมาเจอหน้าพีท เจอหน้าฝ้ายและได้กินไก่ทอดที่พีททำให้กับเธอ

     

    ความเหนื่อยล้าก็มลายหายไปจนหมดสิ้น หากแต่พอนึกถึงเรื่องในวันนี้ มันก็ทำให้รดาถอนหายใจออกมาบ้าง “วันนี้ที่บริษัทประชุมกันหนักมาก สาเหตุก็เพราะตัวของหัวหน้าเฉินสืออี ได้ทำเรื่องขอมาดูงานที่ประเทศไทยของฉันนะสิ” รดาบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบริษัทให้กับพีทและฝ้ายได้ฟัง อนึ่งเพื่อเป็นการระบายความเครียด

     

    พีทเองก็รู้ว่าตัวของหัวหน้าเฉินสืออี ที่เป็นหัวหน้านักวิจัยอาวุโสของบริษัทโนวากรุปกำลังจะขอทำเรื่องย้ายมาที่ประเทศไทยอยู่บ้างแล้ว โดยเบื้องหลังทั้งหมดในการตัดสินใจในครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นผลมาจากตัวเขาได้ให้สูตรคำนวณแบตเตอรี่กับหัวหน้าเฉินไปเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

    หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ต้นเหตุทั้งหมดที่ทำให้หัวหน้านักวิจัยอาวุโส ขอย้ายมาที่ประเทศไทยในครั้งนี้ก็เพราะพีทล้วนๆ

     

    “ทางบริษัทยอมให้หัวหน้าเฉินย้ายไหมครับ?” พีทถามรดาด้วยความอยากรู้ เพราะการที่หัวหน้าเฉินได้ย้ายมาที่ประเทศไทย แม้จะบอกว่าย้ายมาดูงานที่บริษัทสยามกรุปของรดา ที่เป็นพาร์ตเนอร์กัน

    ถึงอย่างนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นข้ออ้างเท่านั้น หัวหน้าเฉินตั้งใจมาที่ไทยในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวและอีกส่วนหนึ่งคืออยากที่จะมาดูการวิจัยของพีท ที่กำลังจะเริ่มแผนงานขั้นต่อไปนั้นก็คือการสร้างเครื่องสกัดแร่แรร์เอิร์ธ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเขานั่นเอง

     

    “ย้ายมา แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น! วันนี้ที่บริษัทสองพ่อลูกตระกูลจางโต้เถียงกันยกใหญ่ เพราะจางรุ่ยเทียนนั้นได้ไปอนุมัติการโยกย้ายของหัวหน้าเฉินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเรื่องนี้จะถึงหูของประธานจางผู้เป็นพ่อ ทุกอย่างก็อนุมัติเสร็จสรรพไปแล้ว” รดาได้บอกเล่าเรื่องที่ประธานจางตบหน้าจางรุ่ยเทียนที่เป็นลูกอย่างแรง ถึงความสะเพร่าและคิดน้อยจนเกินไป

     

    โดยสิ่งที่จางรุ่ยเทียนทำนอกเหนือจากจะอนุมัติการย้ายของหัวหน้าเฉินแล้ว เขายังได้แต่งตั้งหัวหน้างานวิจัยคนใหม่ขึ้นมาแทนตำแหน่งของหัวหน้าเฉิน ภายในทันทีอีกด้วย

    นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของบริษัทเลยทีเดียว เพราะทุกคนในบริษัทต่างก็รู้หัวหน้าเฉินคือคนของประธานจางที่รวมฝ่าฟันก่อตั้งบริษัทแห่งนี้มาด้วยกัน แม้ตอนนี้หัวหน้าเฉินจะเป็นเหมือนต้นไม้ที่ผ่านลมฝนมามากแล้ว แต่ผลงานของหัวหน้าเฉินก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนว่าเขายังมีความสามารถที่ไม่มีใครแทนเขาได้

     

    ฉะนั้นการกระทำของจางรุ่ยเทียน ทำการอนุมัติโอนย้ายและแต่งตั้งหัวหน้านักวิจัยคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ในทันที มันถือเป็นการก้าวล่วงประธานจางผู้เป็นพ่อแบบตรงๆ

     

    “ประธานจางเชื่อว่าที่จางรุ่ยเทียนทำแบบนี้ ก็เพราะต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จในบริษัท ต้องการเปลี่ยนผ่านคนของตัวเองเข้ามาทำงานแทนคนเก่าของท่านประธาน แต่กระนั้นถึงประธานใจไม่พอใจกับการอนุมัตินี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายประธานจางก็ไม่ขัดขวางการย้ายในครั้งนี้ได้ เนื่องจากมันเป็นความต้องการของหัวหน้าเฉินที่ได้เข้ามาขอร้องกับประธานจางด้วยตัวเอง…โดยหัวหน้าเฉินบอกว่าตัวเองนั้นแก่แล้ว ชีวิตวัยหนุ่มก็ทุ่มเทให้กับบริษัทจนหลงลืมการใช้ชีวิตไปหมดแล้ว การเดินทางมาที่ประเทศไทยในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะมาเปิดหูเปิดตา ออกมาดูโลกกว้างสักครั้ง” พอได้ยินแบบนี้ประธานจางจึงได้แต่เห็นถึงสัมพันธ์เก่าแก่ ยอมปล่อยให้หัวหน้าเฉินเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อทำงานให้กับฉัน

     

    รดาบอกเล่าเสร็จ เธอก็หันมามองพีทที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างเธอและฝ้าย “พีทฉันขอถามเธอหน่อย เธอต้องตอบฉันมาตรงนะๆ การที่หัวหน้าเฉินขอย้ายมาที่ประเทศไทยมันเป็นเพราะเธอใช่ไหม?” รดาจ้องมองพีท ราวกับกำลังอ่านใจชายหนุ่มตรงหน้าของเธออยู่

     

    “น่าจะใช่ครับ” พีทยอมรับสารภาพไปตรงๆ และได้บอกเรื่องที่เขาให้สูตรคำนวณกับหัวหน้าเฉินให้รดาได้รับรู้อีกด้วย

     

    ทั้งนี้หลังจากได้ยินคำตอบของพีทเธอก็พยักหน้าและขอบคุณที่พีทบอกเล่าความจริงทั้งหมดกับเธอ โดยไม่ปิดบังหรือโกหกเธอ

     

    แน่นอนรดารู้ว่าพีทมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่หลายส่วน เพราะบริษัทสยามกรุปของเธอ ที่เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทโนวากรุปนั้น แม้จะจดทะเบียนในชื่อสยามโนวากรุป แต่กระนั้นในประเทศไทย ไม่ได้มีศูนย์วิจัยที่มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับบริษัทของจางรุ่ยเทียน เรียกว่าห่างชั้น จนเกินกว่าที่หัวหน้าเฉินจะหันมาเหลียวแลเลยก็ว่าได้…อีกทั้งหน้าที่ของบริษัทสยามกรุปส่วนมากจะเป็นเพียงการรับช่วงต่อการวิจัยที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์

     

    สถานีวิจัยของบริษัทเธอจึงเป็นเพียงแค่ การวิจัยเพื่อดูสิ่งที่บริษัทโนวาทำสำเร็จแล้วเสียมากกว่า ไม่ได้มีงานวิจัยที่คิดค้นขึ้นมาเองมานานหลายปีแล้ว

     

    แต่ทั้งหมดมันกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อพีท ได้เชิญตัวหัวหน้าเฉินเข้าร่วมกับบริษัทของเธอ

     

    ถึงรดาจะเคร่งเครียดไม่น้อยกับการประชุมบอร์ดผู้บริหารในวันนี้ แต่ทว่าในใจเธอก็แอบดีใจและยินดีอยู่ไม่น้อยที่ได้ตัวของหัวหน้าเฉินมาทำงานให้นั่นเอง

    พีท ฝ้ายและรดาอยู่พูดคุยกันจนดึกกว่าจะตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาสายมากแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเตรียมตัวไปที่สนามบินเพื่อเดินทางกลับไทยกันแล้ว

     

    ดังนั้นในระหว่างนี้ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรอีก พวกเขาต่างเก็บกระเป๋าสัมภาระ ตรวจดูของฝากและบรรจุหีบห่อให้แน่นหนา ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางไปยังสนามบินเซี่ยงไฮ้ ตามเวลาที่กำหนดพร้อมกับคณะพนักงาน นักศึกษาที่ได้มาทัศนศึกษาที่ประเทศจีน

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กลุ่มของพีทไปถึง ไม่นานนักทางด้านของจินหลินก็ได้ติดตามมาด้วยเช่นกัน

     

    เธอได้ลากกระเป๋าที่ใหญ่กว่าตัวเธอหลายเท่ามามากกว่าสามใบ ราวกับว่ากำลังจะย้ายบ้านอย่างไรอย่างนั้น

     

    พีท ฝ้ายและรดาจ้องมองดูจินหลินที่หอบข้าวของมาเต็มสองแขนด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าเธอจะเอาจริงเอาจังถึงเพียงนี้

     

    “เธอหอบอะไรมาเยอะแยะ ไปอยู่แค่ไม่กี่อาทิตย์ ทำไมต้องหอบกระเป๋ามาเยอะขนาดนี้ด้วย?” พีทถามพลางจ้องมองกระเป๋าหลายใบที่ขนาดตัวจินหลินเองก็แบกไม่ไหว จนต้องมีคนติดตามมาช่วยนำมาส่ง

    “กระเป๋าใบนี้คือของฝากจากพ่อกับแม่ของฉัน ส่งมาให้พี่ชาย พี่สะใภ้และหลานของฉัน มีพวกของกินที่เขาชอบ” จินหลินเปิดกระเป๋าใบใหญ่ของเธอให้กับกลุ่มของพีทได้ดู หากแต่ของส่วนใหญ่ในกระเป๋า แม้จะบอกว่าเป็นของฝาก

     

    ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่แล้วของพวกนี้ก็หาซื้อได้ที่ไทยทั้งนั้น “ลูกกวาด บ๊วยเค็มพวกนี้ ซื้อได้ที่เยาวราชทั้งหมด แถมในห้างบ้านฉันก็มีขาย เธอจะแบกมันมาทำไม?” พีทมองดูกระเป๋าแล้วก็ส่ายหน้า

    จินหลินได้ยินแบบนั้นก็พลอยงอนเล็กน้อย เธอแค่ทำตามที่พ่อและแม่ของเธอสั่ง เตรียมของมาแทบตาย แต่สุดท้ายที่ไทยกลับมีขายเสียอย่างนั้น มันน่าน้อยใจไหมล่ะ?!

     

    “ฝ้าย รดา พวกเธอช่วยดูกระเป๋าใบอื่นให้กับยัยบ๊องคนนี้ดีกว่า ผมคิดว่าเธอน่าจะเอาอะไร ไร้สาระมาเต็มไปหมดแน่ๆ” พีทเหมือนจะรู้ว่าทำให้จินหลินงอนตัวเองแล้ว จึงได้ฉากหลบออกไปเพราะกระเป๋าอีกสองใบที่จินหลินแบกมา เธอบอกว่ามันเป็นเสื้อผ้าของเธอ

    แล้วก็เป็นอย่างที่พีทคาดไว้ไม่มีผิด กระเป๋าสองใบใหญ่นั้นถึงจะบอกว่าเป็นเสื้อผ้าของเธอ แต่จริงๆ แล้วเสื้อผ้าส่วนใหญ่นอกจากชุดนอน เสื้อชั้นใน กางเกงชั้นในและของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้าทั้งหมดที่ใช้ได้มีเพียงแค่ไม่กี่ชุดเท่านั้นที่พอจะใส่ที่ประเทศไทยได้

     

    ที่หนักไปกว่านั้น รองเท้าบูต รองเท้าหนัง เสื้อกันหนาวล้วนขนมาเต็มแน่น

     

    พีทได้เห็นก็แทบช็อกตาย

    ‘ยัยบ๊องเอ๊ย นี้มาประเทศไทยโดยที่ไม่รู้เลยเหรอว่าที่ประเทศเป็นเมืองร้อนขนาดไหน?!’

    ‘ตลอดหลายปีมานี้ เธอได้คุยกับพี่ชาย พี่สะใภ้และหลานเธอบ้างหรือเปล่าว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไทยกันยังไง’

    ‘เธอคิดว่าเธอจะไปโดนอวดโฉมแฟชั่นวีคที่ไหน ถึงเอาของพวกนี้มา’

     

    ในหัวของพีทล้วนเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แต่จะไปต่อว่าจินหลินก็ไม่ได้ เพราะเธอไม่รู้จริง แม้ว่าเธอจะเคยเดินทางด้วยเครื่องบิน แต่ก็เป็นภายในประเทศ นี้จึงเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของเธอนั่นเอง

     

    เธอไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นยังไง เพราะอย่างที่บอกเธอไม่ได้สนใจเรื่องของธุรกิจของครอบครัวมากนัก แค่ช่วยดูแลร้านให้ตามหน้าที่ที่พ่อกับแม่สั่งก็เพียงพอแล้ว เธอไม่ได้อยากรับช่วงต่อธุรกิจ ถึงเธอจะแสร้งทำเป็นสนใจก็ตาม แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นแค่ละครฉากหน้าที่เธอทำเพื่อปกปิดความลับของตัวเอง ที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำงานให้กับรัฐบาลของจีนเท่านั้น

     

    ส่วนเรื่องอากาศของประเทศไทย เธอก็นึกว่าประเทศนั้นเหมือนๆ กับประเทศจีนของเธอ เพราะพี่ชายที่ถูกพ่อทำโทษส่งไปอยู่ประเทศไทยก็ไม่เคยบ่นอะไรกับเธอ จึงไม่แปลก

    ทั้งนี้ตัวของจินหลินถึงจะมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ แต่เธอก็ยังเป็นผู้หญิงพิมพ์นิยมของจีน ที่มีมาตรฐานต้องรักษาภาพลักษณ์เอาไว้ตลอด

    ที่ประเทศจีนนิยมผู้หญิงผอมเพรียว ขายาว ต้องมีผิวขาวดุจน้ำนม เธอเองก็ล้วนเป็นเช่นนั้นไม่ต่างกัน…ผู้หญิงจีนต้องทำตัวเองให้ดูดี ต้องให้สวยอยู่เสมอ เธอย่อมต้องทำตามเพื่อเข้าสังคมไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีใครคบหากับเธอ

     

    ฉะนั้นเสื้อผ้า เครื่องสำอางล้วนต้องจัดเต็ม…ซึ่งกว่ารดาและฝ้ายจะช่วยจัดแจงเสื้อผ้าที่น่าจะพอใส่ได้ในประเทศไทยให้กับเธอแล้วและได้ขนย้ายของที่ไม่จำเป็นกลับไป สุดท้ายก็ได้กระเป๋าใบใหญ่หนึ่งใบกับกระเป๋าเป้อีกหนึ่งใบ

     

    ส่วนที่เหลือให้พนักงานของเธอขนกลับไป ซึ่งรดาก็ได้ตามไปประกบจินหลินตอนเช็กอินด้วยเผื่อเธอทำเรื่องผิดพลาดอีก ส่วนพีทหลังจากปล่อยให้พวกผู้หญิงดูแลกันเองแล้ว ตัวเขาก็ได้แยกตัวออกไปยังร้านขายสินค้าในสนามบิน

     

    ชายหนุ่มได้เดินตรงเข้ามาที่ร้านรองเท้าแบรนด์สปอร์ตชั้นนำ Niko ซึ่งการต้อนรับก็เป็นไปอย่างสุภาพปกติ “ผมขอซื้อรองเท้าผ้าใบสำหรับผู้หญิงครับ น่าจะราวๆ เบอร์ 5.5us (36.5) ” พีทพูดภาษาจีนกับพนักงานขายที่เข้ามาต้อนรับ

     

    ก่อนที่เธอจะนำพาเขามายังชั้นวางสินค้า พีทได้มองดูรองเท้าผ้าใบทรงสปอร์ตหลากสีสันด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะสะดุดตากับรองเท้าสีขาวล้วน ที่ลวดลายสัญลักษณ์ของตรา Niko เป็นสีฟ้าพลาสเทลพาดอยู่ตรงกลาง อีกทั้งยังได้เลือกรองเท้าแตะที่สวมใส่สบายอีกคู่ยี่ห้อเดียวกัน สีเดียวกันเพียงแต่คำว่า Niko เป็นสีเทากึ่งเงิน อีกหนึ่งคู่

     

    พีทชำระเงินอย่างรวดเร็วด้วยบัตรเครดิตของเขา เขาไม่ได้เลือกซื้อรองเท้าที่แพงอะไรมากมาย แต่เน้นที่การใช้งานเสียมากกว่า

     

    ซึ่งหลังจากซื้อเสร็จพีทก็ได้กลับไปสมทบกับกลุ่มของเขา พร้อมกับยื่นกล่องรองเท้าทั้งสองใบให้กับจินหลิน “นี้ของเธอ อยู่ที่ประเทศไทยเธอไม่ต้องสวยตลอดเวลาก็ได้ เดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่าๆ” ใช่แล้ว…พีทซื้อรองเท้าทั้งสองคู่นั้นให้กับจินหลิน เพราะหลังจากที่เขาได้ชำเลืองมองดูการแต่งตัวของเธอ ประกอบกับรองเท้าที่นำติดตัวมา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นรองเท้าราคาผ้าใบราคาแพง ที่น่าจะเป็นรองเท้ารุ่นลิมิตเต็ด หากนำมาใส่เหยียบดินโคลนคงน่าเสียดายแย่

     

    ส่วนรองเท้าส้นสูงที่สวมใส่อยู่มันก็ดูดีและเข้าชุดกับจินหลินที่สวมใส่อยู่แล้ว แต่มันจะสบายกว่าไหมถ้าเปลี่ยนมาใส่รองเท้าผ้าใบ? พวกเขาต้องเดินทางกันอีกหลายชั่วโมงนะ แถมกว่าจะเดินไปขึ้นเครื่องก็ต้องเดินค่อนข้างไกล ใส่รองเท้าผ้าใบนั่นแหละดีที่สุดแล้ว สบายเท้าและคล่องตัวมากกว่า

    ส่วนรองเท้าแตะ ที่พีทซื้อมาให้อีกคู่…มันถือเป็นรองเท้าปกติเลยสำหรับใส่ในประเทศไทย เธออาจจะไม่เห็นค่ามันเท่าไรในตอนนี้ แต่พอไปอยู่ที่ประเทศไทยจริงๆ เธอคงต้องหาซื้อมันให้ควักแน่ๆ

     

    “ขอบคุณ” จินหลินยังคงงอนพีทอยู่ แต่เธอก็รับเอารองเท้าทั้งสองคู่มาด้วยความเต็มใจ พลางเปิดมันขึ้นมาดูก็พบว่า มันเป็นรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้มีราคาแพงมากอะไร เป็นรองเท้าผ้าใบทั่วไปที่ทุกคนใส่กัน ส่วนรองเท้าอีกคู่คือรองเท้าแตะธรรมดา ราคาไม่กี่หยวน (7-800 บาท)

    จินหลินมองดูแล้วก็เก็บรองเท้าทั้งสองกล่องลงไป เธอยังไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่พีทซื้อของพวกนี้ให้กับเธอ แต่ก็รับมันเอาไว้ด้วยความเต็มใจ แน่นอนเธอค่อนข้างประทับใจที่พีทเลือกรองเท้าสีที่ถูกใจให้กับเธอ โดยเฉพาะไม่เลือกซื้อสีชมพูให้กับเธอ เพราะเธอค่อนข้างไม่ชอบสีนี้สักเท่าไร มองว่ามันอ่อนหวานเกินไป

     

    ฉะนั้นสีฟ้าพลาสเทล ที่ไม่เข้มไม่อ่อน จึงเป็นสีที่ไม่เลว…แต่อย่างน้อยจินหลินก็แอบบ่นพีทในใจนิดนึง ‘จะง้อกันทั้งที่น่าจะซื้อรองเท้าแพงๆ ให้ฉันมากกว่านะ’ จินหลินแอบอมยิ้ม คิดว่าพีทซื้อของมาง้อเธอ

     

    แต่เปล่าเลย พีทไม่ได้ซื้อรองเท้ามาง้อเธอ แต่ที่พีทซื้อให้เพราะสงสารและความสงสารนั้นก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่นาทีเท่านั้น

    พีท ฝ้าย รดาและหญิงเล็ก รวมถึงคนอื่นๆ ต่างเดินไปยังเส้นทางขึ้นเครื่องแล้ว ทุกคนเดินกันอย่างทะมัดทะแมงเพราะทุกคนต่างสวมรองเท้าที่เดินสบายและคล่องตัว

     

    มีเพียงจินหลินเท่านั้นที่เดินได้ช้าที่สุด…และในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า พีทนั้นซื้อรองเท้าผ้าใบนี้ให้เธอทำไม? เธอก้มลงเปลี่ยนรองเท้าด้วยความรู้สึกวาบหวามในอกที่กำลังเต้นระรัว ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อพีทเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของสาวจีน ที่ต่างคนต่างวัฒนธรรม

     

     

    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

     

     

    นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ

    สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ

    www.facebook.com/WritelazyV2

    นามปากกา.Writelazy