คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 77: ก้าวแรกสู่อเวจี

    กร้วม... กร้วม... เสียงบดเคี้ยวจากเบื้องหลังไม่ได้เป็นเพียงคลื่นเสียงอีกต่อไป ทว่ามันสั่นสะเทือนผ่านผืนดิน ไต่ชอนไชขึ้นตามกระดูกสันหลัง และกระแทกเข้าที่กะโหลกศีรษะทีละจังหวะ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคี้ยวกลืนเนื้อสมองอยู่ด้านในหัว กลิ่นคาวโลหิตอุ่นผสมกลิ่นเนื้อที่เริ่มเน่าสลาย ลอยย้อนเข้าสู่โพรงจมูกทุกครั้งที่สูดลมหายใจ หน้าอกกระเพื่อมแล้วสะดุด มวลอากาศในหุบเขาหมอกอสูรหนักอึ้งดุจตะกั่ว ปอดที่แหลกสลายปฏิเสธการสูบปราณฟ้าดิน หายใจเข้าไม่สุด หายใจออกไม่หมด ราวกับมีของเหลวข้นหนืดตกตะกอนขวางกั้นอยู่ในห้วงลมปราณ


    "อึก..." เย่เฉินขย้อนลิ่มเลือดสีหมึกไหลย้อนขึ้นมาที่โคนลิ้น รสเค็มปร่งดุจเถ้ากระดูกแผ่ซ่านเต็มช่องปาก ร่างที่โชกเลือดไม่หันกลับไปมอง ไม่ใช่เพราะไม่กล้า แต่เพราะลึกลงไปในทะเลวิญญาณ มีบางสิ่งเริ่มสูญเสียความเป็นมนุษย์ และไม่สนใจสัจธรรมใดอีกแล้ว


    ฝ่ามือซ้ายกดด้ามดาบยักษ์ลงกับพื้นเพื่อพยุงร่าง ทว่าแรงกดที่ส่งผ่านกลับขึ้นมาคือการทรยศ พื้นศิลาไม่ได้แข็งแกร่ง แต่มันยุบยวบ เลนโคลนสีดำคล้ำอ้าออกราวกับปากของปลิงมารหิวโหย ข้อเท้าขวาของเขาจมลงไปช้าๆ ข่ายเส้นเอ็นที่ต้นขาเกร็งตัวสั่งการให้ดึงร่างขึ้น ทว่าไม่ขยับ เจตจำนงถูกส่งออกไปแล้ว แต่กายหยาบที่พังพินาศกลับตอบสนองเชื่องช้า ในเสี้ยวลมหายใจแห่งความเป็นตาย ห้วงสติรับรู้ได้ทันทีว่ามันช้าเกินไป!


    ฉัวะ! แรงดึงรั้งจากเลนมรณะดึงรั้งปากแผลลึกสองชุ่นที่เปิดค้างไว้ให้ฉีกขาดกว้างขึ้น! ความเจ็บปวดไม่ได้พุ่งปะทะอย่างผิวเผิน แต่มันกำลังสูบกลืน รอยปริแตกแผ่จากรากกล้ามเนื้อต้นขา ชอนไชเข้าสู่ช่องท้อง และกระแทกเสยขึ้นไปบดขยี้ขั้วหัวใจ! ลมหายใจสะดุด ภาพตรงหน้าหรี่แคบลง ห้วงสายตาค่อยๆ ถูกความมืดมิดของห้วงอนธการกลืนกิน


    “ปล่อย... ทิ้งดาบ... แล้วคลาน... เจ้าจะรอด” เสียงดุจกระดูกบดทับกันผุดขึ้น มันไม่ได้ดังก้อง แต่บาดลึกถึงไขกระดูก ปลายนิ้วซ้ายสั่นสะท้าน แรงกำที่เคยแน่นหนาคลายลงเล็กน้อย ภาพนิมิตวาบขึ้นในหัว ร่างที่ทิ้งศักดิ์ศรี ก้มต่ำ ใช้ศอกตะเกียกตะกายลากตัวไปกับโคลนเปื้อนเลือด ช่างน่าสะอิดสะเอียน! บาดแผลฝังใจในอดีตกรีดร้อง หากเขาทิ้งศัสตราเพื่อคลานหนี เขาก็เป็นเพียงสุกรในโรงเชือดของพวกมัน! ปรัชญาจอมปลอมบีบรัดมารในใจ กรามขบเข้าหากันจนร้าว เสียงฟันเคลือบเสียดสีกันดังกรอด... เขาไม่ปล่อย! แรงกำกลับมาอีกครั้ง แม้กระดูกนิ้วจะปริแตก!


    ของเหลวร้อนทะลักขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้ไม่ใช่แค่โลหิตพิษ เศษอวัยวะภายในที่ชอกช้ำปะปนออกมาด้วย มันกระแทกออกจากโพรงปาก กระเซ็นเปรอะเปื้อนหลังมือ กลิ่นนี้ไม่ใช่กลิ่นดินสุสานจากภายนอก แต่มันคือความเน่าเฟะที่ทะลักออกมาจากตัวของเขาเอง


    ‘ฮี่... ยังยึดติดอยู่อีกหรือ...’ เสียงหัวเราะวิปริตแทรกเข้ามา มันไม่ได้เดินทางผ่านอากาศ แต่มันดังก้องอยู่ในกระดูกหู คลื่นเสียงกัมปนาทกดทับลงไปถึงรากวิญญาณ ทันทีที่เสียงนั้นขยายตัว แรงบีบอัดเกิดขึ้นที่ข้อเท้า! มันไม่ใช่เลนโคลน แต่มันคือมือที่มองไม่เห็นกำแน่น เล็บจิกลึกทะลุชั้นผิวหนัง ข่ายวิญญาณตอบสนองอย่างรุนแรง ร่างกระตุกเกร็ง เขาออกแรงกระชากขาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทว่าไม่มีอะไร มีเพียงความว่างเปล่าและเลนหนืด แต่กายสัมผัสยังคงอยู่! ปลายนิ้วเย็นยะเยือกดุจซากศพยังคงฝังลึกลงในเนื้อของเขา!


    สัจธรรมตรงหน้าวิรูปจนเสียสัณฐาน เศษซากวิญญาณอาฆาตจำนวนมากเริ่มก่อตัว ไม่ใช่การมองเห็นผ่านดวงตา แต่มันถูกยัดเยียดเข้ามาในทะเลวิญญาณ พวกมันยืนล้อม ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ชื้น คาวคลุ้งปะทะรดต้นคอ “ชดใช้...” ถ้อยคำนั้นไม่ได้พุ่งเข้าโสตประสาท แต่มันกรีดร้องอยู่ด้านในขั้วหัวใจ!


    ดาบถูกง้างขึ้นเชื่องช้า หนักอึ้งดุจแบกขุนเขา ข่ายเส้นเอ็นส่งแรงไปไม่ถึง ท่อนแขนเริ่มขยับ ข้อศอกบิดตาม ภาพเบื้องหน้ากระตุก ทว่าเป้าหมายกลับอันตรธานหายไป! วืด! แรงเหวี่ยงศัสตราสูญเปล่า! ดาบยักษ์ยังคงแหวกอากาศ แต่กายหยาบที่พังทลายรับแรงปะทะไม่ไหว แรงสะท้อนตีกลับอย่างโหดร้าย ทะลวงย้อนเข้าสู่จุดชีพจรที่หัวไหล่ขวา! แควก! เนื้อเปิดออก! ไม่ใช่แค่ปริร้าว แต่มันแยกขาด ข่ายเส้นเอ็นที่ยึดติดกันถูกกระชากขาดสะบั้นออกจากตำแหน่งเดิม เสียงเส้นเอ็นดีดตัวดังกังวาน พลังปราณที่ควรส่งต่อแตกซ่านกลางอากาศ ดาบหลุดจากวิถี กายหยาบสูญเสียสมดุลโดยสมบูรณ์!


    ตุบ! แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่แค่จุดเดียว แต่มันกระจายบดขยี้ซี่โครง แผ่ซ่านความระบมไปทั่วทุกอณูเนื้อ ลมหายใจหยุดชะงัก ปอดดับสูญไม่อาจสูบปราณได้อีก ทว่าในเสี้ยววินาทีที่วิญญาณกำลังจะแตกซ่าน สัญชาตญาณสัตว์ตรอกกลับปะทุ! ร่างนั้นกระตุกเฮือก อากาศถูกดึงเข้าอย่างตะกละตะกลาม เสียงครืดคราดดังลั่นในอกราวกับของเหลวข้นหนืดกำลังถูกบีบอัดผ่านหลอดลมที่ฉีกขาด กายหยาบที่แหลกเหลวถูกกระตุ้นด้วยความแค้น กรามที่เปื้อนเลือดอ้าออกกว้าง เขากัดกรอดลงบนโคลนเลนร้อยศพสีดำสนิท!


    รสชาติฝาดเฝื่อนของดินโป่ง ซากแมลงเน่า และโลหิตที่ทับถมมานับร้อยปี กระจายซ่านทั่วโคนลิ้น! เขากลืนกินก้อนดินเน่าเฟะนั้นลงคอ แลกเนื้อหนังกับความตาย! สรรพสิ่งเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงเคี้ยวที่ยังดำเนินต่อไป กร้วม... กร้วม... และคราวนี้มันดังกึกก้อง ราวกับว่าผู้ที่กำลังเคี้ยวกลืน... คือมารในใจที่กำลังกัดกินความเป็นคนอยู่ข้างในตัวของเขาเอง!


    เลนโคลนสีศพซึมลึกผ่านรอยปริแตกของผิวหนัง ชอนไชแทรกซึมข่ายเส้นเอ็นดุจปลิงมารเหมันต์ เย่เฉินฝังข้อศอกซ้ายที่ชุ่มเลือดลงไปในพื้นดิน ออกแรงกดทว่าข้อศอกกลับทรุด ร่างทั้งร่างยุบฮวบถูกสูบกลืนลงไปในความหนืดข้นอีกครึ่งคืบ ลมหายใจสะดุดขวางหลอดลม เขากัดฟันจนกรามร้าว ออกแรงรีดเร้นเจตจำนงอีกครั้ง นิ้วทั้งห้าจิกลงบนรากไม้ที่เปียกชุ่มด้วยโลหิตเก่าเก็บ ทว่ามันลื่นหลุดจนเล็บฉีกหลุดออกจากเนื้อ! ความเจ็บปวดบดขยี้ห้วงสติ ทว่าท่อนแขนกลับปฏิเสธการยกขึ้น ราวกับเจตจำนงจากทะเลวิญญาณถูกตัดขาดกลางคัน เขาหยุดนิ่ง ไม่ใช่เพราะยอมจำนน แต่เพราะกายหยาบดับสูญชั่วขณะ


    กึก... กึก... ฟันกระทบกันเองอย่างควบคุมไม่ได้ ความเย็นเยียบที่สูบกลืนไอชีวิตแทรกซึมลึกถึงไขกระดูกสันหลัง ทว่าภายในกลับร้อนระอุ ดุจเตาหลอมที่กักเก็บโลหิตพิษรอวันปะทุ เย่เฉินหรี่ตาลง สัจธรรมเบื้องหน้าวิรูปจนเสียสัณฐาน ขอบของห้วงอนธการเริ่มละลายเพราะพิษไข้ โคลนเย็นเยียบที่สัมผัสผิวหนังบัดนี้กลับให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนดุจถูกต้มในน้ำเดือด! เขาก้มมองบาดแผลฉกรรจ์ที่สีข้างของตนเอง โลหิตที่ควรสูบฉีดกลับจับตัวเป็นลิ่มสีหมึกข้นหนืด และที่ขอบแผลนั้น เส้นเลือดดำปูดโปนทะลักขึ้นมาบนผิวหนัง!


    ตุบ... ตุบ... มันเต้นกระตุก ไม่ใช่ตามจังหวะชีพจรของมนุษย์ แต่ราวกับมันมีชีวิตเป็นของตนเอง เส้นหนึ่งเลื้อยรัดขึ้นตามซี่โครง อีกเส้นแยกแขนง คล้ายรากไม้มาร ค่อยๆ ชอนไชแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่ออย่างตะกละตะกลาม ปอดหยุดทำงานชั่วขณะ ทุกครั้งที่แผ่นอกกระเพื่อม เส้นเลือดสีหมึกพวกนั้นจะบีบรัด แน่นและลึก ราวกับกำลังขย้ำขั้วหัวใจจากภายนอก!


    ห้วงมรณะที่ถูกตัดขาดจากฟ้าดินถูกแทรกด้วยเสียงบางอย่าง มันไม่ได้เดินทางผ่านโสตประสาท แต่มันดังก้องอยู่ข้างในมารร้ายที่เกาะกินวิญญาณ ‘ทิ้งมันซะ... คลานสิ... จงยอมรับมลทิน...’ เสียงนั้นไม่ใช่คำสาปจากศัตรู แต่เป็นความคุ้นเคยที่น่าสะอิดสะเอียน ดุจเสียงของสัตว์ตรอกในก้นบึ้งจิตใจของเขาเอง! เย่เฉินส่ายศีรษะ ภาพนิมิตตรงหน้าสั่นกระเพื่อม เขาหยุดหายใจ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะกายหยาบถูกช่วงชิงสิทธิ์ในการมีชีวิต


    กรร... เสียงลมหายใจเสียดสีหลอดลมที่ฉีกขาดครูดผ่านความเงียบ ดวงตาของเย่เฉินหรี่ลง ไม่ใช่เบื้องหน้า แต่เป็นเฉียงขวา ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ลมหายใจชื้นแฉะของบางสิ่งปะทะกับม่านหมอก กลิ่นดินสุสานผสมคาวเลือดเก่าเก็บลอยแทรกเข้ามาในโพรงจมูก เย่เฉินพยายามดิ้นรน ฝ่ามือกดลงบนซากโคลน แต่ออกแรงไม่ขยับ ข่ายเส้นเอ็นปฏิเสธการรับคำสั่ง เขารีดเร้นปราณอีกครั้ง ท่อนแขนสั่นสะท้าน กระตุก แล้วดับวูบ ห้วงความคิดเริ่มแตกซ่านเป็นเศษวิญญาณ ไร้ซึ่งภาษา ไร้ซึ่งสัจธรรม เหลือเพียงสัญชาตญาณเดียวคือรอด!


    เขาฝังเล็บที่ฉีกขาดลงเนื้อดินอีกครั้งแล้วลากกายหยาบเคลื่อนที่ เพียงเสี้ยวคืบแต่มันคือการแลกเนื้อ ปากแผลสีข้างฉีกกว้างขึ้น ลิ่มเลือดสีหมึกไหลทะลักลงสู่เลน กระดูกต้นขาขวาครูดเสียดสีกับหินแหลม วิญญาณสั่นคลอนจนแทบแตกซ่าน ทว่าเขาไม่หยุด กรร... เสียงนั้นหยุดลง แรงกดดันหนักอึ้งดุจตะกั่วทับถมลงมาเงียบกริบและวิปริต เย่เฉินค้างอยู่ในท่าคลานราวกับซากศพ ไม่กล้าขยับ ไม่ใช่เพราะการตัดสินใจ แต่เพราะเส้นเลือดสีหมึกในร่างกายสั่งให้เขาหยุดเพื่อเป็นเหยื่อล่อ!


    ในเสี้ยววินาทีนั้น หมอกสีเถ้าเบื้องหน้าขยับแยกออก ก้อนเนื้อโสมมร่างหนึ่ง เตี้ยต่ำ ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก คลานสี่เท้าออกมาจากห้วงอนธการ ดวงตาของมันไร้เปลือกตา มีเพียงก้อนเนื้อสีแดงฉานที่เบิกโพลงสองจุดจ้องมองมาที่เขาไม่กะพริบ ลมหายใจของมันสั้น ถี่ เต็มไปด้วยความหิวโหยที่ไม่อาจเติมเต็ม เย่เฉินจ้องมองกลับ สติสัมปชัญญะส่วนที่เหลือดับสูญลงทีละชั้น ไม่เหลือศักดิ์ศรี ไม่เหลือสัจธรรมจอมปลอม เหลือเพียงบางสิ่งที่เน่าเฟะพอๆ กัน บางสิ่งที่กำลังจะกลายเป็นเดรัจฉานเช่นเดียวกับมัน


    กรร... อีกเสียงสะท้อนจากเบื้องหลัง แล้วอีกด้านก็ปรากฏเงาที่สอง และเงาที่สาม ค่ายกลแห่งการล่ากำลังปิดล้อม เชื่องช้า เยือกเย็น รอคอยให้เศษเนื้อตรงหน้าสิ้นลมหายใจ จ่าฝูงที่ผอมแห้งก้าวเข้ามาใกล้ที่สุด มันยื่นจมูกที่แหว่งวิ่น เข้ามาดมฟุดฟิดที่บาดแผลบริเวณสีข้างซ้ายของเย่เฉิน! แหมะ... น้ำลายที่เต็มไปด้วยเมือกพิษเน่าเหม็น หยดแหมะลงบนเส้นเลือดสีหมึกที่กำลังเต้นตุบๆ!


    ลมหายใจของเย่เฉินกระตุก อวัยวะภายในปฏิเสธการกักเก็บอากาศ สรรพเสียงภายนอกถูกความตายกลืนกินจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงเสียงของมารร้ายทางวิญญาณ ทว่าในความมืดมิดที่กายหยาบไม่อาจขยับเขยื้อนนั้นเอง กรามของเย่เฉินกลับขบเข้าหากันจนร้าว! มุมปากที่เต็มไปด้วยโคลนฉีกรั้งขึ้น เป็นรอยยิ้มวิปริตที่ฝืนโครงสร้างกะโหลกศีรษะ! กายหยาบอาจดับสูญ แต่เส้นเลือดสีหมึกที่เพิ่งได้สัมผัสน้ำลายของเดรัจฉาน... กำลังเดือดพล่านคลุ้มคลั่ง!


    หยดน้ำลายข้นคลั่กที่หยดลงบนผิวหนังไม่ได้สร้างบาดแผลตื้นๆ ให้ระคายเคือง แต่เมือกพิษกำลังกัดกร่อนชั้นไขมัน เสียงเนื้อเดือดแฉะประสานกลิ่นคาวไหม้ ทว่าแทนที่กายหยาบจะเน่าสลายหลุดลอก เส้นเลือดสีหมึกที่ปูดโปนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังกลับกระตุกเต้น ปากแผลที่ฉีกขาดอ้ากว้างออกราวกับกรามของปลิงกระหายเลือด ขอบเนื้อสั่นระริก ก่อนจะสูบกลืนพิษร้ายนั้นเข้าไปจนหยดสุดท้าย มันไม่ได้กำลังถูกทำลาย แต่มันกำลังลิ้มรส!


    กรร... เสียงในลำคอของจ่าฝูงชะงักค้างดุจถูกบีบหลอดลม ห้วงสติของมันสับสนอย่างรุนแรง! สัญชาตญาณเดรัจฉานด้านหนึ่งบอกว่า กลิ่นคาวเน่านี้คือเศษเนื้อที่รอความตาย ทว่าสัจธรรมอีกด้านหนึ่งกลับผิดเพี้ยน ผิดเพี้ยนจนรหัสสายเลือดในกายของมันกรีดร้องเตือนถึงกลิ่นอายของผู้ล่าบรรพกาลที่แผ่ซ่านออกมาจากก้อนเนื้อตรงหน้า! เย่เฉินแสยะยิ้ม มุมปากถูกฉีกรั้งออกกว้างจนกรามหลุดเบี้ยวผิดรูป โลหิตดำข้นไหลซึมทะลักลงสู่ลำคอ ดวงตาที่เบิกโพลงสะท้อนเพียงความหิวโหยแห่งห้วงอนธการ ไร้ซึ่งความหวาดผวา เหลือเพียงมารร้ายที่ตื่นขึ้นเพื่อล่า


    กรอบ... แกรบ... เสียงกระดูกนิ้วที่หักพับฝืนธรรมชาติ เสียดสีกันดังก้อง นิ้วมือขวาที่เคยดับสูญกระตุกหนึ่งข้อ สองข้อ และสามข้อ มันงอจิกลงบนโคลนช้าๆ ไม่ใช่เพราะเขาสั่งการ แต่เพราะมารในใจมันหิว ไม่มีคลื่นพลังยุทธ์ ไม่มีการระเบิดลมปราณ มีเพียงแรงกดทับทางรหัสสายเลือดที่เน่าเฟะ แผ่ขยายออกจากร่างที่แหลกเหลว ม่านหมอกสีเถ้าถูกบังคับให้แหวกออก ผืนโลกรอบด้านเยียบเย็นดุจศพไร้ญาติ และในเสี้ยวขณะนั้น ทุกชีวิตจำนน


    ฉัวะ! เสียงคำรามของจ่าฝูงขาดหาย พร้อมลิ่มเลือดที่ขย้อนออก! รหัสสายเลือดในกายมันรับแรงกดดันไม่ไหว กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างบ้าคลั่ง ปอดของมันปฏิเสธที่จะสูบปราณ มันไม่กล้าขยับ ไม่ใช่เพราะลังเล แต่เพราะข่ายเส้นเอ็นถูกทำลายจากความหวาดกลัว ขาหลังทรุดกระแทกโคลน หน้าผากของอสูรร้ายโขกลงกับพื้นอย่างรุนแรง โลหิตและของเหลวสีขุ่นไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดโดยไร้การควบคุม มีเพียงกายหยาบที่สั่นสะท้าน ยอมพลีชีพหากก้อนเนื้อโสมมตรงหน้าต้องการ ตัวอื่นๆ ในเงามืดต่างล้มสะดุดถอย พวกมันไม่เข้าใจสัจธรรมนี้ รับรู้เพียงว่าหากกล้าเงยหน้า วิญญาณจะถูกชำแหละ!


    เย่เฉินขยับข้อศอกซ้ายที่กระดูกโผล่ทะลุ จิกลงในเลนทะมึน ร่างที่เหลือเพียงครึ่งชีวิตลากไปข้างหน้า ช้า หนักอึ้ง และแสนน่าสมเพช เขาคลานผ่านหน้าจ่าฝูงที่หมอบกราบนอนรอความตาย ใกล้เสียจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่สูบกลืนไอชีวิตของมัน ทว่าสิ่งที่กัดกินบาดแผลลึกยิ่งกว่าเขี้ยวเล็บคือความขยะแขยงตนเอง มารในใจหัวเราะเยาะอยู่ข้างหู นี่หรือปราชญ์มาร? ยามนี้กลับต้องก้มหัว คลานลากไส้ผ่านกองเลือดประดุจสุนัขขี้เรื้อน! มันไม่ใช่ชัยชนะ แต่มันคือการยอมรับสัณฐานเดรัจฉาน เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตนเองจนแหลกละเอียด เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการมีชีวิตไปแก้แค้น! เขาไม่หยุด เพราะหากหยุดสัจธรรมของโลกจะควักหัวใจเขาออก


    ในที่สุด เงามืดใต้รากไม้ขนาดมหึมาปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอก โพรงแคบเบื้องหน้าดำสนิท ทว่าสัจธรรมของมันกลับผิดเพี้ยน มันไม่มีลมหนาวพัดสวนออกมา ไม่มีแม้แต่หยดน้ำค้างเกาะตามผนังหิน กลับกันมันแผ่ไอความร้อนอบอ้าวที่ชื้นแฉะ และส่งกลิ่นเปรี้ยวรุนแรงคล้ายน้ำย่อย! เสียงร่างที่ครูดลากไปกับพื้นของเย่เฉิน ทันทีที่ข้ามผ่านปากโพรง เสียงนั้นกลับไม่สะท้อนก้อง ราวกับผนังถ้ำด้านในเป็นก้อนเนื้อที่ดูดซับคลื่นเสียงได้ทั้งหมด! เย่เฉินไม่อาจลังเล สติสัมปชัญญะดับวูบลงเกินกว่าจะตั้งคำถาม มือซ้ายที่เหลือเพียงกระดูกยังคงกำด้ามดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีลากถูลู่ถูกังไปกับพื้น เขาลากกายหยาบและศัสตราคู่ใจเข้าไป หลอมรวมกับความเน่าเฟะในห้วงอนธการนั้น


    ทว่าเบื้องหลังลานศิลา ฝูงเดรัจฉานยังคงหมอบกราบจมกองเลือด พวกมันรู้ดีว่าสิ่งที่เพิ่งคลานผ่านไป ไม่ใช่เหยื่อ... และโพรงมืดมิดใต้รากไม้นั้น แท้จริงแล้วคือ 'ปาก' ของอสูรบรรพกาลขนาดยักษ์ที่อ้าค้างรอคอยเหยื่ออยู่ใต้ผืนดิน! ทันทีที่กายหยาบของเขาล่วงล้ำเข้าไปลึกพอ... 'ปากถ้ำ' เบื้องหลังพลันปิดสนิท! ฟันเขี้ยวหินผาขนาดยักษ์สบเข้าหากันดังกัมปนาท ตัดขาดแสงสว่างจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ ผนังเนื้อรอบด้านบีบรัดตัวอย่างรุนแรง กระชากร่างของเย่เฉินและดาบยักษ์ให้ร่วงหล่นลงไปตามคอหอยอันมืดมิด ไถลลึกลงสู่ก้นบึ้งอย่างรวดเร็ว!


    ความมืด ไม่ใช่เพียงสภาวะที่ไร้แสงสว่าง แต่มันหนาแน่นจนความร้อนระอุที่สูบกลืนไอชีวิตทับถมลงบนเปลือกตา ร่างของเย่เฉินร่วงหล่นลงมากระแทกกับก้นบึ้งของ 'กระเพาะอสูร' หรือดินแดนที่เปรียบดั่งครรภ์มาร แผ่นหลังพิงเข้ากับผนังเนื้อเบื้องหลัง เสียงลมหายใจแตกพร่า ขาดช่วง ราวกับมีเศษกระดูกขูดผ่านอยู่ภายในหลอดลมที่ฉีกขาด สัจธรรมทุกสิ่งกำลังจะดับสูญ


    แหมะ หยดของเหลวข้นหนืดตกกระทบลงบนหัวไหล่ ซ่า! ความร้อนแผดลึกแทงทะลุชั้นผิวหนัง ไม่ใช่หยาดฝน ไม่ใช่โคลนเลน แต่มันกำลังกัดกินอย่างตะกละตะกลาม มันละลายเศษผ้า ชอนไชเข้าสู่เนื้อแดงเถือก ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเดือดพล่านดุจถูกต้มในเตาไฟ เสียงฟองเนื้อปะทุดังแฉะๆ ไอควันสีขี้เถ้าลอยคลุ้ง กลิ่นเปรี้ยวเน่าคล้ายซากศพหมักหมมตีทะลุโพรงจมูก "อึก…" กรามขบเข้าหากันจนร้าว มือซ้ายที่กำด้ามดาบคลำปะป่ายไปด้านหลังเพื่อหาศิลา หรืออย่างน้อยสิ่งใดที่ไร้ชีวิต ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส วิญญาณของเขาสั่นคลอนจนกล้ามเนื้อหยุดทำงานชั่วขณะ


    มันนุ่ม และอุ่น ไม่ใช่ความเย็นเยียบของหินผา ไม่ใช่ความหยาบกระด้างของดินสุสาน แต่มันคือเนื้อเยื่อ เหนียวหนืด ชื้นแฉะ และยืดหยุ่น ปลายนิ้วที่เหลือเพียงกระดูกจมลงไปเล็กน้อย ก่อนที่พื้นผิวนั้นจะคืนตัวดันนิ้วเขาออก ตุบ... ตุบ... จังหวะการบีบรัดเบาๆ สั่นผ่านปลายนิ้ว ร่างนั้นนิ่งงัน ห้วงสติปฏิเสธการรับรู้ ‘แค่ความวิปลาส… แค่การบิดเบือนของทะเลวิญญาณ…’ ฟู่... ลมอุ่นคาวคลุ้งพัดผ่านข้างหู เป็นจังหวะเข้าออก ไม่ใช่ลมหายใจของเขา! ชายหนุ่มค่อยๆ ก้มมองลง พื้นใต้ร่างไม่ใช่โคลน ไม่ใช่เศษดิน แต่เป็นก้อนเนื้อสีแดงคล้ำที่กำลังขยับตัว เต็มไปด้วยของเหลวขุ่นข้น เศษกะโหลก คมเขี้ยว และกากเดนความตายที่ยังถูกหลอมละลายไม่หมด


    แกรก... พื้นขยับ! ไม่ใช่เพราะเขาดิ้นรน แต่มันกำลังทำงาน ผนังเนื้อด้านข้างเริ่มบีบอัดเข้ามา เชื่องช้า หนักหน่วง และบีบรัด แรงกดจากเจตจำนงของอสูรบรรพกาลกระแทกซี่โครงจนลั่นกรอบ ลมหายใจสะดุด เขาพยายามรีดเร้นข่ายเส้นเอ็น ทว่าพื้นด้านล่างเริ่มขย้อน ไม่ใช่การลื่นไถล แต่ถูกสูบกลืน ระลอกคลื่นเนื้อร้ายจากด้านบนไล่บีบอัดลงมา กายหยาบของเขาและดาบยักษ์ถูกดัน เลื่อน และลึกลงไปในความเน่าเฟะ! "ไม่…" เสียงเสียดสีของเส้นเสียงที่ขาดวิ่นหลุดจากลำคอ เขาจิกเล็บลงไปในผนังเนื้อด้านข้าง ทว่าพื้นผิวลื่นเมือกและโต้ตอบ มันบีบรัดแน่นขึ้น ราวกับรำคาญเศษอาหารที่ขัดขืน! กระดูกสันหลังลั่น ซี่โครงส่งเสียงปริแตก อากาศถูกรีดออกจากปอดจนหมดสิ้น


    ในเสี้ยววินาทีนั้น ห้วงสติที่หลงเหลือหลอมรวมทุกผัสสะเข้าด้วยกัน ความอุ่น จังหวะชีพจร ลมหายใจคาวคลุ้ง การบีบตัวเป็นระลอกคลื่น... แดนลับบรรพกาลแห่งนี้ไม่ใช่ถ้ำ เขาไม่ได้ซ่อนตัว แต่เขาถูกกลืน ดวงตาเบิกกว้างในห้วงอนธการ ไร้ซึ่งแสงสว่างให้มองเห็น มีเพียงสัจธรรมที่พังทลาย ซึ่งกรีดลึกลงไปในขั้วหัวใจ เขาตะเกียกตะกายหนี เพื่อมาเป็นปุ๋ยในกระเพาะของมัน คลื่นบีบรัดอีกระลอกกดทับลงมาอย่างโหดร้าย ร่างนั้นเลื่อนลึกลงไปอีก ของเหลวละลายกระดูกข้นคลั่กเริ่มท่วมถึงระดับเอว กัดกินแทรกซึมเข้าบาดแผล ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นการสูญเสียสัณฐาน ผิวหนังของเขาเริ่มละลาย หลอมรวมกลายเป็นเนื้อเดียวกับผนังกระเพาะ รูปโฉมของมนุษย์กำลังถูกหลอมละลายทำลายล้าง


    ร่างนั้นดิ้นรน ทว่ายิ่งดิ้น ยิ่งถูกบีบ ยิ่งถูกดัน ยิ่งจมลึกลงสู่ก้นบึ้ง ไร้ซึ่งทางรอด ไร้ซึ่งผืนดินให้เหยียบย่ำ ไร้ซึ่งสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว มีเพียงการถูกย่อยสลายทีละน้อย ทั้งที่วิญญาณยังกรีดร้อง ทั้งที่ห้วงสติยังรับรู้รสชาติฝาดเฝื่อนของกรดพิษที่ซึมเข้าสู่โพรงปาก ลมหายใจของเขาขาดช่วง หัวใจเต้นรัว แล้วชะงักงัน สัจธรรมจอมปลอมผุดขึ้นในห้วงความคิด ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้เข้มแข็ง


    ทว่าในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะดับลมหายใจสุดท้าย มารในใจที่เกาะกินขั้วหัวใจกลับเต้นตุบอย่างรุนแรง! เส้นเลือดสีหมึกที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังปูดโปน ทะลวงฝ่ารอยไหม้ของของเหลวละลายกระดูกออกมา! มันไม่ได้ยอมแพ้ต่อการหลอมรวม แต่สายเลือดมารในกายกำลังคลุ้มคลั่ง ความโกรธแค้นปะทุขึ้น ไม่ใช่ความโกรธของมนุษย์ที่พ่ายแพ้ แต่เป็นสัญชาตญาณสัตว์ตรอกที่ถูกหยามเกียรติ! หากเจตจำนงของมึงต้องการกลืนกินข้า ข้าก็จะควักไส้ของมึงออกมากิน! กายหยาบที่ดับสูญตื่นขึ้นเพราะรสชาติของความเน่าเฟะ!


    ชายหนุ่มอ้าปากกว้าง ฉีกรั้งมุมปากจนกรามเบี้ยวผิดรูป โลหิตดำข้นไหลซึม เขาไม่สนใจร่างที่กำลังละลาย คมเขี้ยวที่ชุ่มเลือดฝังลึกลงบนผนังกระเพาะของอสูรบรรพกาลอย่างตะกละตะกลาม! ฉัวะ! เส้นเลือดสีหมึกนับสิบเส้น แทงทะลุจากบาดแผลของเขา ชอนไชฝังรากลงไปในเนื้อกระเพาะของเดรัจฉานยักษ์เพื่อยึดเกาะร่างไม่ให้ร่วงหล่น! รสเค็มปร่งดุจเถ้ากระดูกของโลหิตอสูร ทะลักเข้าสู่โพรงปากของเย่เฉิน! แลกเนื้อกับเนื้อ! และในห้วงอนธการที่ไร้แสงนั้น ก้อนเนื้อที่สมควรตกเป็นเหยื่อ... กลับเลือกที่จะกัดกินผู้ล่าจากภายใน!


    [จบตอนที่ 77]



    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน