“พรุ่งนี้ข้าจะต้องไปจากที่นี่แล้ว” มู่เชียนจิ่วมองหน้าจวินอู๋เสียพร้อมเอ่ยออกมา
จวินอู๋เสียมีสีหน้าเข้มขึ้น ก่อนจะหมุนกายกลับมาตรง ๆ “ไปจากที่นี่?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารจาง ๆ มู่เชียนจิ่วก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนรีบอธิบาย “เพราะข้าทำผิดจึงถูกส่งตัวให้มาสำนึกผิดที่นี่ แต่เมื่อครู่ท่านผู้อาวุโสมาบอกกับข้าว่าพรุ่งนี้จะได้ออกไปแล้วเจ้าค่ะ”
สีหน้าของจวินอู๋เสียอ่อนลงเล็กน้อย ทว่าวาจาที่เอ่ยออกมาจากนั้นกลับน่าตกใจยิ่งนัก “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปทำผิดอีกสิ จะได้ถูกส่งมาที่นี่อีก แค่นี้ก็สิ้นเรื่องแล้ว”
มู่เชียนจิ่วเบิกตาโพลงทันที …เหลือจะเชื่อจริง ๆ ดูพูดเข้า ใครเขาคิดเช่นนี้กันฮะ?
คิดว่านางอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็เลยตั้งใจก่อเรื่อง เพื่อให้ถูกส่งมาขังที่นี่หรืออย่างไร
คิดว่าโลกภายนอกกว้างใหญ่และวุ่นวาย หรือมีหนุ่มรูปงามมากเกินไป นางจึงอยากปลีกวิเวกมาอยู่นี่หรืออย่างไรกัน?
ทั้งสองสบตากันสักพัก เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้าใกล้จะหมดความอดทน มู่เชียนจิ่วจึงถามหยั่งเชิงออกไป “ท่านพี่ หรือไม่พวกเราเปลี่ยนสถานที่นัดเจอกันใหม่ก็ได้นี่เจ้าคะ?”
จวินอู๋เสีย “...”
ขณะที่เขากำลังจะพูดบางอย่าง ป้ายสีดำที่เอวจู่ ๆ ก็สั่นขึ้นมา จวินอู๋เสียจับป้ายนั้นเอาไว้ด้วยสีหน้าค่อย ๆ เข้มขึ้น
‘เจ้าเศษสวะพวกนั้น กล้ายุ่งกับของศักดิ์สิทธิ์เผ่ามารของข้า ช่างกล้าดีจริง ๆ!’
มู่เชียนจิ่วเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป จึงไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
ดวงตาเรียวของจวินอู๋เสียมองมาที่สตรีตรงหน้า “แล้วข้าจะมาหาเจ้าอีก”
มู่เชียนจิ่ว “???”
เมื่อบ่อเงินบ่อทองหายตัวไปแล้ว มู่เชียนจิ่วก็รู้สึกผิดหวัง เพราะนางสู้อุตส่าห์วางแผนเอาไว้อย่างดี น่าเสียดาย
จากไปกะทันหันเช่นนี้ ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้พบกันอีกเมื่อใด อดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้จริง ๆ!
แต่ไม่นาน ความรู้สึกดีใจกลับเข้ามาแทนที่ …เจ้ามารผจญนั่นจากไปอย่างรีบร้อน เหมือนมีเรื่องสำคัญอะไรบางอย่าง คาดว่าคงไม่กลับมาภายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะถูกดูดเลือดไปสักพักไม่ใช่หรือ?
“ลูกพี่ บุรุษผู้นั้นอันตรายมากเลยขอรับ!” ซู่เหยยืนหน้าออกมาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
มันซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อของมู่เชียนจิ่วมาโดยตลอด ถึงขั้นปิดประสาทสัมผัสให้ตัวเองอยู่ในสภาวะแกล้งตาย จึงสามารถรอดพ้นจากอันตรายครั้งนี้มาได้
มู่เชียนจิ่วดวงตาเป็นประกาย “เจ้าสามารถสัมผัสได้ถึงตบะบารมีของคนผู้นั้นหรือ?”
ที่ผ่านมานางดูไม่ออกเลยว่าตบะบารมีของจวินอู๋เสียอยู่ในระดับใด รู้แค่ว่ามารตนนั้นน่าจะไม่ด้อยไปกว่าอาจารย์ หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
ซู่เหยขบกรามเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าไปมา มันไม่อาจสัมผัสได้จริง ๆ แต่รู้เพียงว่ามารตนนั้นไม่ควรไปล่วงเกินเด็ดขาด!
มู่เชียนจิ่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เกิดความฮึกเหิมอีกครั้ง ครั้นที่นางเป็นนักขุดสุสานอยู่ในโลกสีน้ำเงิน นางเรียนรู้วิธีหาสมบัติและสำรวจถ้ำมาไม่น้อย
ขอเพียงนางไปขุดสุสานเพิ่มอีกหลาย ๆ ที่ เมื่อมีของวิเศษเพียงพอ ตบะบารมีของนางจะต้องแก่กล้าขึ้นอย่างแน่นอน!
ถึงตอนนั้น แม้ว่านางยังเอาชนะเจ้ามารผจญตนนั้นไม่ได้ แต่ก็คงไม่ถูกอีกฝ่ายกดขี่ได้ตามใจชอบเช่นนี้อีก เพราะบนโลกใบนี้ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง!
ขอเพียงพลังของนางแข็งแกร่งพอ ทุกสิ่งก็จะสมดังปรารถนา และจะไม่มีใครกล้าทำอะไรนางอีก!
จู่ ๆ มู่เชียนจิ่วก็ถอนหายใจออกมา …โลกนี้เป็นโลกที่นางคุ้นเคยกว่าจริง ๆ
“ลูกพี่ขอรับ เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะทำอะไรกันหรือขอรับ?” เจ้ากระรอกน้อยปีนขึ้นมาบนบ่าของผู้เป็นนาย พลางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“กิน ดื่ม นอน รอคนมาพาเราออกไป” มู่เชียนจิ่วเอ่ยจบก็หาวออกมาสองสามครั้ง จากนั้นก็ค่อย ๆ หยิบผ้าห่มออกมาปูที่พื้น และล้มตัวลงนอนอย่างเกียจคร้าน
ซู่เหย “...”
----------
เช้าวันต่อมา
จิ่งอี๋พามู่เชียนจิ่วออกจากผาสำนึกผิดด้วยตัวเอง
เรื่องที่มู่เชียนจิ่วทำร้ายร่างกายผู้อาวุโสโจวและเหล่าศิษย์ของหอคุมกฎจนสลบ จิ่งอี๋เองก็พอรู้คร่าว ๆ ว่าเรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีส่วนผิด นางจึงไม่ได้พูดอะไรมาก และตั้งใจปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไป
ส่วนผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ ดังนั้นจิ่งอี๋จึงพาตัวเด็กคนนี้ออกไปแต่เช้า
ซู่เหยที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อมู่เชียนจิ่วแทบทนไม่ไหวที่จะโผล่หัวออกมาดูข้างนอกอยู่หลายครั้ง แต่ถูกมู่เชียนจิ่วจับยัดกลับเข้าไปทุกที
“เอาละ ข้าส่งเจ้าถึงตรงนี้ก็แล้วกัน” จิ่งอี๋พามู่เชียนจิ่วกลับมายังสำนักชั้นใน แววตาแฝงประกายเสียดายไม่น้อย …หากนางตัดสินใจเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย เมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้ บางทีอาจกลายเป็นศิษย์ของนางไปแล้วก็ได้
แน่นอนว่านางก็แค่ปลอบใจตัวเอง หากเด็กคนนี้มีใจแน่วแน่ว่าจะคารวะท่านเจ้าสำนักเป็นอาจารย์ ต่อให้นางลงมือเร็วกว่าอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
“ขอบคุณผู้อาวุโสจิ่งอี๋ขอรับ” มู่เชียนจิ่วเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา ดวงตาที่มองจิ่งอี๋อ่อนโยนไม่แพ้กัน
จิ่งอี๋สบตากับศิษย์ตรงหน้าอยู่หลายอึดใจ นางรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาเช่นนี้ยิ่งนัก “ก่อนเข้ามาในสำนักเจ้าเคยพบข้ามาก่อนหรือไม่?”
“ไม่เคยขอรับ” รอยยิ้มของมู่เชียนจิ่วกดลึกลง แค่เคยพบกันที่ไหนล่ะ
ในชาติก่อน ไม่เพียงแต่จิ่งอี๋ แม้แต่ผู้อาวุโสในสำนัก รวมทั้งผู้อาวุโสสูงสุด ต่างก็เคยเป็นหนูทดลองให้นางมาแล้วทั้งนั้น
ทดสอบเคล็ดวิชา ทดลองพิษ ทดลองโอสถ และอีกสารพัด
หากนางสนใจสิ่งใด ก็มักจะนำไปทดลองกับผู้อาวุโสเจ้ายอดเขาทั้งเจ็ด แต่เพราะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อศิษย์คนอื่น ๆ ยังอ่อนแอเกินไป
หากไม่ทันระวังจนทำให้ถึงแก่ชีวิต เช่นนั้นก็จะลำบากกันไปใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามักจะชอบหลบหน้านาง การจะจับใครมาสักคนช่างยากเย็นยิ่งนัก!
นางเป็นถึงบรรพจารย์น้อยอวิ๋นไม่สามารถใช้กำลังกับลูกศิษย์ หรือหลานศิษย์ได้ ดังนั้นจึงต้องไปให้เหล่าผู้อาวุโสมาเป็นหนูทดลองแทน
จิ่งอี๋ขมวดคิ้วมุ่น จู่ ๆ ก็รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ความรู้สึกอันคุ้นเคยนั่นกลับยิ่งชัดเจนขึ้น “เจ้า”
“ศิษย์ขอตัวก่อนนะขอรับ” มู่เชียนจิ่วยิ้มเลศนัยออกมา ก่อนจะหมุนกายจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
จิ่งอี๋มองตามแผ่นหลังที่จากไปของมู่เชียนจิ่วอย่างใจลอย จากนั้นนางก็ได้สติอีกครั้ง พลันก้าวตามไปหลายก้าว ก่อนจะหยุดฝีเท้าลง
ในที่สุดนางก็นึกออกแล้วว่าเหตุใดสายตานั่นจึงดูคุ้นเคยยิ่งนัก!
แต่จะเป็นไปได้อย่างไร?
บรรพจารย์น้อยอวิ๋นดับสูญไปแล้ว ไม่สามารถกลับมาเกิดใหม่ได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น บรรพจารย์น้อยอวิ๋นเป็นสตรี
ผ่านไปครู่ใหญ่ จิ่งอี๋ก็ถอนสายตากลับมาและสงบสติอารมณ์ลง บางทีอาจเป็นเพราะนางคิดถึงบรรพจารย์น้อยอวิ๋นมากเกินไปกระมัง
ทุกมุมของสำนักเมื่อไม่มีบรรพจารย์น้อยอยู่มันช่างเงียบเหงาเหลือเกิน ต่อให้เวลาจะผ่านไปสามร้อยปีแล้ว นางก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี
ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะสามารถแก้ปมในใจของท่านเจ้าสำนักได้หรือไม่
จิ่งอี๋ถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเหาะไปจากที่ตรงนั้น
----------
เวลานี้มู่เชียนจิ่วพาซู่เหยกลับมาถึงยอดเขาอวิ๋นเฟิงแล้ว
ระหว่างทางพบศิษย์มากมายต่างชี้หน้านางและกระซิบกระซาบกัน แต่นางหาได้สนใจไม่
เพิ่งเข้ามาในสำนักก็มีเรื่องกับผู้อาวุโสและศิษย์หอคุมกฎเช่นนี้ ต่อให้นางอยากจะเป็นคนถ่อมตนเพียงใด ก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว!
ในเมื่อไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีก นางก็จะไม่เสแสร้งแกล้งทำ!
ในการฝึกฝนของสำนักครั้งนี้ นางไม่เพียงจะค้นแดนลับให้ทั่ว แต่ยังจะทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง ขอเพียงนางยังอยู่ หากมู่เทียนเซี่ยอยากเป็นดาวเด่นนักละก็ เกรงว่าคงต้องรอชาติหน้าเสียแล้ว!
“นายหญิง!” ลูกไฟน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่ามู่เชียนจิ่วกลับมาแล้ว ก็รีบวิ่งออกมาหาทันที
ซู่เหยถึงกับเบิกตาโพลง “บนโลกนี้ยังมีลูกกิเลนที่บริสุทธิ์เช่นนี้อยู่อีกหรือ!”
เพราะกิเลนไม่เพียงเป็นอสูรเทพเท่านั้น แต่ยังเป็นสัตว์มงคลอีกด้วย!
หากไม่ตายไปเสียก่อน กิเลนวัยโตเต็มที่จะมีพละกำลังเทียบได้กับผู้แข็งแกร่งระดับอมตะ หากมีทรัพยากรเพียงพอในการบำเพ็ญเพียร อาจสามารถเทียบได้กับระดับสำแดงเลยทีเดียว!
“ต่อไปซู่เหยจะมาอยู่กับพวกเรา พวกเจ้าสองตัวต้องดูแลกันให้ดี ห้ามตีกันเด็ดขาด!” มู่เชียนจิ่ววางเจ้ากระรอกลงบนศีรษะของลูกไฟน้อย พลางเอ่ยกำชับไม่กี่ประโยค จากนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในกระท่อมของตนเองทันที
.
.
.