บทที่ 36 การโจมตีด้วยกระแสความคิดเห็น
จางฟู่กวี้ให้บรรดาลูกน้องและคนรับใช้กลับไปแต่เนิ่น ๆ บนโต๊ะกลางร้านมีอาหารเลิศรสวางเต็มโต๊ะ ทั้งยังมีหม้อไฟที่กำลังเดือดปุด ๆ ส่งฟองขึ้นมา
"ฉางอันมาแล้ว รอเจ้าอยู่พอดี" จางฟู่กวี้รีบโบกมือเรียก
กู้เว่ยเต้ายังไม่ได้แตะตะเกียบ รอให้หลี่ฉางอันมาถึงเสียก่อน
"อาจารย์กู้ เถ้าแก่จาง" หลี่ฉางอันประสานมือคำนับ
ทั้งสามคนนั่งลงเรียบร้อย หลี่ฉางอันรินเหล้าให้ทั้งสองคนจนเต็ม แล้วจึงรินให้ตัวเองเป็นคนสุดท้าย
จากนั้นหลี่ฉางอันและจางฟู่กวี้ต่างหันไปมองกู้เว่ยเต้า
แม้จะเป็นเพียงงานเลี้ยงของสามคน แต่ธรรมเนียมที่ให้ผู้มีตำแหน่งสูงสุดเริ่มก่อนก็ยังต้องรักษาไว้
กู้เว่ยเต้าเห็นดังนั้นแล้วก็หัวเราะ
"พวกเจ้าจ้องข้าทำไม วันนี้ข้าแค่มากินดื่มเท่านั้น รีบลงมือเถอะ เพื่อรอมื้อนี้ ข้าเลยแทบไม่ได้กินอะไรตอนเที่ยง"
พูดจบก็เริ่มลงมือตักอาหารก่อน
หลี่ฉางอันและจางฟู่กวี้มองหน้ากันแล้วยิ้ม ก่อนจะลงมือกินตาม
หลังจากกินไปได้สองสามคำ หลี่ฉางอันก็ชูจอกเหล้าขึ้นก่อนใคร
"แก้วแรก ข้าขอดื่มอวยพรท่านอาจารย์กู้ หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของท่าน ร้านหว่างฝูจี้คงไม่ได้เปิดอย่างราบรื่นเช่นนี้"
จางฟู่กวี้ก็ยกจอกตาม
กู้เว่ยเต้ายิ้มพลางโบกมือ
"พวกเจ้านี่จริง ๆ เลย ไม่ต้องมากพิธี ใช่ว่าข้าก็ไม่มีผลประโยชน์ ที่มาที่นี่ก็ได้กินดื่มแบบไม่เสียสักตำลึง ยังได้นำเหล้ากลับไปอีก หาแบบนี้ได้อีกที่ไหน"
ทั้งสามคนดื่มไปหนึ่งจอก
หลี่ฉางอันชูแก้วที่สองขึ้น
"ท่านเถ้าแก่จาง จอกที่สอง ข้าขอดื่มอวยพรท่าน ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินว่าท่านเถ้าแก่จางเป็นคนมีน้ำใจ ช่วงเวลาที่ร่วมงานกัน ข้าเคารพท่านเถ้าแก่จางอย่างยิ่ง"
จางฟู่กวี้ลูบเคราพลางหัวเราะ
"ฮ่า ๆ พูดถึงความเคารพ ข้ากับเจ้าอาจารย์กู้ต่างก็เคารพเจ้ามากเช่นกัน ถ้าไม่มีข้า ร้านหว่างฝูจี้ก็เปิดได้อยู่แล้ว แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีเจ้า ร้านหว่างฝูจี้คงไม่มีทางปรากฏขึ้นเลย มา ๆ ๆ เถ้าแก่หลี่ พวกเราดื่มกันสักจอก"
กู้เว่ยเต้าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยอย่างขบขัน
"สองเถ้าแก่เริ่มยอกันเองแล้วนะ..."
หลี่ฉางอันหัวเราะอย่างมีความสุข
"รวบรวมเงินสามร้อยตำลึงครบแล้วหรือ" กู้เว่ยเต้าลวกเนื้อวัวชิ้นหนึ่ง แล้วหันไปมองหลี่ฉางอัน
"ขอรับ วันนี้เพิ่งรวบรวมครบ ข้าเตรียมจะไปไถ่น้องสาวกลับมาพรุ่งนี้"
หลี่ฉางอันพยักหน้า พลางช่วยรินเหล้าให้กู้เว่ยเต้าและจางฟู่กวี้
"ต้องขอบคุณอาจารย์กู้ที่ช่วยไปพูดเกลี้ยกล่อมให้หอพรรณปรุงด้วย"
"เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น" กู้เว่ยเต้าดื่มสุราในถ้วยหมดในคำเดียว "พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
หลี่ฉางอันรีบกล่าวขอบคุณ
คนเมื่อพบเรื่องดีย่อมจิตใจแจ่มใส โดยเฉพาะเมื่อก้อนหินก้อนใหญ่ที่กดทับใจได้ถูกยกออกไปแล้ว ยิ่งทำให้หลี่ฉางอันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ตลอดยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้พี่สะใภ้กังวลใจ หลี่ฉางอันไม่เคยพูดถึงเรื่องของน้องสาวเลย แต่ยิ่งเวลาใกล้เข้ามา เขาจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร
ตอนนี้ในที่สุดเขาก็สามารถรวบรวมเงินได้ทันเวลาตามกำหนด เพื่อไถ่น้องสาวกลับมา หลี่ฉางอันรู้สึกเบาสบายราวกับได้ชำระร่างใหม่
"ฉางอัน คราวก่อนเจ้าบอกว่าหลังจากไถ่น้องสาวกลับมาแล้วค่อยคุยเรื่องเปิดสาขาใหม่ ตอนนี้พิจารณาได้หรือยัง"
จางฟู่กวี้คีบไก่ย่างชิ้นหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวกร๊อบ ๆ จนกระดูกละเอียด
"ช่วงนี้มีคนมาหาข้ามากมาย ข้าได้แต่เลื่อนไปเรื่อย ๆ ... ถ้าเปิดเพิ่มอีกสองสามร้าน นั่นก็เป็นเงินก้อนขาว ๆ นะ"
กู้เว่ยเต้าอดไม่ได้ที่จะชายตามองจางฟู่กวี้
"ทั้งวันพูดแต่เรื่องเงินเรื่องเงิน ข้าเห็นเจ้าตกลงไปในหลุมเงินแล้ว"
"ไม่มีเงินจะเอาอะไรกิน เจ้าคิดว่าอ่านหนังสือเขียนหนังสือวันยังค่ำจะอิ่มท้องหรือ"
จางฟู่กวี้กลอกตา "ข้ามีคนต้องเลี้ยงดูตั้งมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ"
หลี่ฉางอันอดขำไม่ได้
"ท่านเถ้าแก่จางไม่ต้องรีบร้อน เรื่องนี้ข้ามีความคิดแล้ว สาขาทั้งหมดสามารถทำตามร้านหมายเลขหนึ่งของเรา เจ้ากับข้าถือหุ้นรวมกันห้าส่วน เถ้าแก่สาขาถือสี่ส่วน ลูกจ้างและคนรับใช้ในร้านถือรวมกันหนึ่งส่วน พวกเราจัดหาหัวเชื้อน้ำซุปหม้อไฟและเหล้าขาวกลั่น ส่วนเถ้าแก่และลูกจ้างต้องระดมเงินทุนเอง นอกจากนี้ การเลือกทำเลของร้านสาขาต้องระมัดระวัง ต้องเป็นที่ที่มีประชากรหนาแน่น แต่ก็ต้องไม่กระทบต่อธุรกิจของสาขาอื่น"
กู้เว่ยเต้าเงยหน้ามองหลี่ฉางอัน ดวงตาฉายแววซับซ้อน
"เจ้าหมายความว่าให้ลูกจ้างและคนรับใช้ในร้านถือหุ้นด้วย?"
หลี่ฉางอันพยักหน้า
"ถูกต้อง เช่นนี้พวกเขาจะทุ่มเททำงานและรับผิดชอบมากขึ้น แต่เรื่องการถือหุ้นนี้ต้องตกลงกันให้ชัดเจนล่วงหน้า พวกเขาได้แค่แบ่งผลกำไร ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการบริหาร หากใครทำผิด ต้องถอนหุ้นคืน ไม่มีการผ่อนปรน"
จางฟู่กวี้ฟังเข้าใจแต่ก็รู้สึกเหลือเชื่อ
"ฉางอัน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าลูกจ้างและคนรับใช้สามารถถือหุ้นได้"
"ร้านหมายเลขหนึ่งของเราก็จะทำเช่นนี้ด้วย ปฏิบัติเสมอกัน"
หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“นี่จะกระตุ้นความกระตือรือร้นของพวกเขาได้มากกว่าค่าจ้างรายเดือนเสียอีก อีกอย่างพวกเขาได้แค่ส่วนแบ่งกำไร ไม่มีทางยึดอำนาจได้ และยังช่วยระดมเงินทุนอีกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อ"
จางฟู่กวี้กับกู้เว่ยเต้ายังคงพยายามทำความเข้าใจเรื่องที่หลี่ฉางอันพูด
ฟังดูเหมือนง่าย แต่การเปลี่ยนแนวคิดเช่นนี้จริง ๆ นั้นยาก
คนค้าขายมีมากมาย แต่ไม่เคยมีใครได้ยินถึงวิธีการแบบนี้มาก่อน แม้แต่คิดยังไม่เคยคิด
ถ้าพูดว่าเป็นการละทิ้งจารีตก็คงไม่เกินจริงไป
แต่หลี่ฉางอันกลับหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
กู้เว่ยเต้าถอนหายใจยาว ดวงตาที่มองไปยังหลี่ฉางอันเปล่งประกายแวววาว เจ้าหนุ่มคนนี้มักสร้างความประหลาดใจให้เขาไม่ซ้ำแบบเดิม
ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ในการประพันธ์ ความเข้าใจในคำสอนของบูรพาจารย์ก็ลึกซึ้งยิ่ง อีกทั้งยังมีหมากที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในเวลาอันสั้น
สิ่งที่ทำให้กู้เว่ยเต้ารู้สึกปลื้มใจที่สุดคือ หลี่ฉางอันไม่เพียงแต่ไม่ดูถูกบรรดาลูกจ้างและคนรับใช้ แต่ยังปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเท่าเทียม
นี่คือสิ่งที่หาได้ยากและมีค่าที่สุด
จางฟู่กวี้ดื่มเหล้าอีกหนึ่งถ้วย
"เรื่องนี้ข้าไม่มีความเห็นอะไร แค่กลัวว่าพวกเจ้าของร้านจะไม่เห็นด้วย เออนี่ พวกหอจันทร์กระจ่างส่งคนมาส่งข่าว บอกว่าอยากร่วมมือกับพวกเรา"
หลี่ฉางอันหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้
"เขาอยากร่วมมืออะไร ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ปิดกั้นเราครั้งนี้เลยหรือ"
จางฟู่กวี้ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
“พวกเขาอยากนำเหล้าเอ้อกัวโถวเข้าไปขายในหอจันทร์กระจ่างโดยราคาสามารถเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ส่วนเรื่องการปิดกั้น ไม่มีพูดแม้แต่คำเดียว"
"ข้าว่าหอจันทร์กระจ่างคงยังไม่ตื่นจากฝัน" หลี่ฉางอันกล่าว
"ในเมืองมีร้านหม้อไฟของเราเพียงร้านเดียว การแข่งขันก็ไม่ได้รุนแรงนัก อีกเก้าร้านใหญ่ต่างหากที่เป็นคู่แข่งโดยตรง ถ้าหอจันทร์กระจ่างมีเหล้าเอ้อกัวโถว พวกเขาก็จะได้เปรียบร้านอื่น ๆ"
จางฟู่กวี้เทจานลูกชิ้นปลาลงในหม้อไฟ
“หอจันทร์กระจ่างทำอะไรไม่สะอาดมาตลอด เหล้าร้อยบุปผาข้าก็ได้ยินว่าพวกเขาจ่ายเงินห้าสิบตำลึงเพื่อซื้อสูตรมา"
"ทำธุรกิจกับร้านอาหารแบบนี้ ไม่สนุกเลย" หลี่ฉางอันส่ายหน้าน้อย ๆ
"ถึงแม้ว่าการทำธุรกิจจะพูดถึงเรื่องเงิน แต่เงินแบบนี้ข้าไม่อยากได้"
"ข้าก็ไม่อยากได้ ดังนั้นข้าจึงปฏิเสธไปเลย" จางฟู่กวี้หัวเราะฮ่า ๆ
"หอจันทร์กระจ่างปิดกั้นการค้าของพวกเรา เรายังไม่ได้คิดบัญชีกับพวกเขาเลย ตอนนี้ยังอยากทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่างเหิมเกริมจนเคยตัวจริง ๆ"
กู้เว่ยเต้ามองหลี่ฉางอันและจางฟู่กวี้
"พวกเจ้าไม่กังวลหรือว่าหอจันทร์กระจ่างจะก่อเรื่องอะไรอีก ครั้งนี้ที่หว่างฝูจี้โด่งดังในชั่วข้ามคืนได้ เพราะอีกฝ่ายไม่รู้ตัวและไม่ได้เตรียมการอะไรเลย แต่ถ้าพวกเขายังคงทำเล่ห์กลต่อไป คงต้องใช้กลโกงมากมายแน่ ๆ"
เมื่อได้ยินกู้เว่ยเต้าพูดเช่นนั้น จางฟู่กวี้ก็เริ่มรู้สึกตึงเครียด ตอนที่พวกเขาฝ่าการปิดกั้นมาได้ เขาก็ไม่ได้คิดว่าหอจันทร์กระจ่างจะเป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไป
แต่ถ้าหอจันทร์กระจ่างยังคงคิดจะหาเรื่อง หว่างฝูจี้อาจไม่มีปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาเล็ก ๆ ก็คงเกิดขึ้นไม่หยุด
"แค่ทำให้หอจันทร์กระจ่างไม่มีเวลามายุ่งกับเราก็พอ"
หลี่ฉางอันฉีกเนื้อไก่ชิ้นหนึ่งแล้วจิบเหล้า
"สองสามวันนี้ ข้าจะรวบรวมเรื่องเสื่อมเสียในอดีตของหอจันทร์กระจ่าง แต่งแต้มเพิ่มเติม ทั้งเรื่องจริงเรื่องเท็จ เขียนเป็นนิทานเล่าเรื่อง จากนั้นจ่ายเงินให้โรงละครและคนเล่านิทานเอาไปร้อง แล้วจ้างขอทานทั้งหมดในเมืองให้ช่วยเล่าเรื่องนี้...ในเรื่องทั้งหมด ถ้ามีสักสองสามเรื่องเป็นเรื่องจริง แล้วจ้างคนไปร้องไห้หน้าประตูหอจันทร์กระจ่างสักสองสามที ไม่ต้องถึงเดือน ชื่อเสียงของที่นั่นก็จะเสียหายหมด"
กู้เว่ยเต้าและจางฟู่กวี้ต่างหยุดตะเกียบ แล้วหันไปจ้องหลี่ฉางอันพร้อมกัน
หลี่ฉางอันรู้สึกขนหัวลุกเมื่อถูกจ้องมอง "มีอะไรหรือ"
จางฟู่กวี้ก้มหน้าลงกินผักดื่มสุราต่อ ทั้งกินทั้งรู้สึกเศร้าใจ
"พวกคนอ่านหนังสือนั้น..."
กู้เว่ยเต้าจ้องมองหลี่ฉางอันอย่างลึกซึ้ง
"ฉางอัน เจ้าต้องวางตัวให้เที่ยงตรง..."
หลี่ฉางอันฟังแล้วเข้าใจทันที
‘นี่คือการเตือนให้ข้าเป็นคนดีหรือ? ไม่ใช่นะ! ข้านี่แสนดีอยู่แล้ว แต่นี่มันเรื่องการจัดการศัตรูนะเว้ย! ข้ายังมีวิธีร้าย ๆ อีกมากที่ยังไม่ได้ใช้ แค่การโจมตีด้วยการบงการสื่อก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ!!!’