ยอดยุทธชุดชมพู

    72.นอนด้วยกัน

    72.นอนด้วยกัน

    “เดี๋ยวไม่ถูกสิ! เจ้าเสี่ยวไป๋” ไป๋หลงทำท่าฉุกคิดบางอย่างได้ “ไม่มีเหตุผลที่ต้องสังหารเยี่ยนเฟยนี่ ในเมื่อต้นเรื่องทั้งหมดคือจอมมาร จอมมารเป็นคนยุแหย่เยี่ยนเฟย เป็นคนทำให้เยี่ยนเฟยจิตใจบิดเบี้ยว ดังนั้นคนที่ควรถูกสังหาร สมควรเป็นจอมมาร” ไป๋หลงว่าพลางหรี่ตามองเจ้าเสี่ยวไป๋อย่างจับผิด

    “เจ้าตัวแสบ เจ้ากำลังปั่นหัวข้า ยุแหย่ให้ข้าสังหารเยี่ยนเฟย!” ไป๋หลงดึงคอเสื้อเจ้าเสี่ยวไป๋ด้วยท่าทางนักเลงโต แสร้งทำท่าโมโห หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวไป๋ร่างกายอ่อนแอ จะยกเท้าถีบเจ้าเสี่ยวไป๋แรงๆ เป็นการลงโทษที่มันบังอาจทำตัวชั่วร้าย กล้าใช้วาจาชี้นำความคิดตน

    “โอ๊ะ โอ๊ะ คนสวย ใจเย็น ใจเย็นเย็น” เสี่ยวไป๋ยิ้มจนตาหยี ทำเสียงประจบประแจง “ตอนนี้ข้าเป็นคนป่วย เจ้าอย่ารังแกข้าเลยนะ”

    “เจ้าเตรียมคำตอบที่น่าฟังไว้ดีๆ เกิดข้าไม่พอใจคำตอบขึ้นมา บางทีข้าอาจจะมือลั่น ตบกระบาลเจ้าสักสองสามที! ก็เป็นได้...” ไป๋หลงข่มขู่เจ้าเสี่ยวไป๋ขณะแสร้งง้างมือ ทำท่าจะตบกบาล,กระบาลเจ้าเสี่ยวไป๋

    “ก็ข้าไม่พอใจที่เยี่ยนเฟย ทำร้ายข้าเกือบตายนี่” เจ้าเสี่ยวไป๋ทำหน้างอง้ำเหมือนคนไม่ได้รับความยุติธรรม “ข้าสู้เขาไม่ได้ ดังนั้นข้าก็เลยหลอกให้เจ้าไปสังหารเขาเป็นการแก้แค้นก็ยุติธรรมดี”

    เสี่ยวไป๋ทำสีหน้าไม่พอใจเมื่อเอ่ยถึงเยี่ยนเฟย

    “อ้อ...ดีมาก เจ้าเสี่ยวไป๋ เจ้าดีมาก! กล้าหลอกใช้ข้า เจ้ากำลังรนหาที่ตาย?” ไป๋หลงที่ตอนแรกแสร้งทำท่าโมโห ตอนนี้ชักจะโมโหขึ้นมาจริงๆ ‘กล้าดีอย่างไรมาหลอกใช้ข้า เจ้าตัวแสบนี่ไปกินดีเสือ หัวใจหมีมาจากไหน นับวันยิ่งใจกล้าขึ้นเรื่อยๆ’

    “เดี๋ยวสิ เดี๋ยว เจ้าอย่าพึ่งโมโห” เจ้าเสี่ยวไป๋รีบประนีประนอม ท่าทางของไป๋หลงตอนนี้สีหน้าแววตาดูโมโหมาก น่าจะมากพอที่นางจะตบกระบาลเขา โดยที่ไม่สนใจอาการป่วยของเขา... “ข้าก็แค่แกล้งพูดไปอย่างนั้นเพื่อระบายโทสะ นี่ข้าถูกคนรังแกเกือบตายนะ จะให้ไม่ให้ข้าระบายความโมโห ทางคำพูดบ้างหรืออย่างไร”

    “บ้านเจ้า เขาระบายโทสะกันแบบนี้รึ!” ไป๋หลงถลึงตาใส่เจ้าตัวร้าย “เกิดข้าฉุกคิดไม่ได้ หลงกลคำพูดของเจ้า แล้วข้าไปลงมือสังหารเยี่ยนเฟย ข้าไม่กลายเป็นคนบาปหรือ!”

    “เหอะ!” เสี่ยวไป๋ทำปากยื่นอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่เพราะเจ้าทำใจสังหารชายหนุ่มรูปงามไม่ได้หรือ ซ้ำยังเป็นคนงามที่มีใจให้เจ้าอีกต่างหาก” เสี่ยวไป๋เหน็บแนม

    ไป๋หลงได้ยินพลันแสยะยิ้มชั่วร้าย เอื้อมมือไปดึงหูเจ้าเสี่ยวไป๋

    “โอ๊ย โอ๊ย...” เสี่ยวไป๋ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด “ข้าป่วยอยู่ ข้าป่วยอยู่ อย่ารังแกข้า!” เสี่ยวไป๋แน่นย้ำว่าตัวเองป่วย เพื่อไม่ให้จอมวายร้ายตรงหน้าลงมือหนักกว่านี้

    “ป่วยรึ... เหอะ!” ไป๋หลงยอมปล่อยมือในที่สุด “เจ้าร้องเสียงดังขนาดนี้ได้ ข้าว่าอาการป่วยเจ้าคงไม่มากเท่าไหร่ ถูกทุบตีสักสองสามทีคงไม่เป็นปัญหา” เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วพลันหน้าซีดเผือด ดูป่วยหนักขึ้นมาทันที

    “ฮือ ฮือ คนสวยท่านอย่ารังแกข้าอีกเลย ข้ากลัวแล้ว” เสี่ยวไป๋แสร้งร้องไห้ขอความเห็นใจ

    “นับวันเจ้ายิ่งใจกล้า ถึงขั้นเหน็บแนมข้า เจ้ามันรนหาที่ตาย!”

    เสี่ยวไป๋กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาให้ดูน่าสงสาร ทำท่าทางสำนึกผิด สงบเสงี่ยม ไม่กล้าพูดมากอีก ดูเหมือนยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ไป๋หลงอารมณ์เสีย

    “ในเมื่อเจ้ารู้จักสำนึกผิด ข้าก็จะปล่อยเจ้าไปสักครั้งก็แล้วกัน” ไป๋หลงกล่าว

    เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ขืนทำให้จอมอันธพาลโมโห เกรงว่าจะมีจุดจบอนาถ

    “เสี่ยวไป๋ เจ้าก็อย่าโกรธเกลียดเยี่ยนเฟยอีกเลย เขาถูกบิดเบือนจิตใจ เจ้าคิดว่าหากเป็นเยี่ยนเฟยในยามปกติ เขาจะสังหารเจ้าเพียงเพื่อปกปิดความลับเรื่องนี้หรือ”

    เสี่ยวไป๋แบะปาก ไม่อยากยอมรับความจริงว่าเยี่ยนเฟยในเวลาปกติ คงไม่ลงมือสังหารตนเพียงเพราะความลับรั่วไหล อย่างมากก็คงแค่กลั่นแกล้งและข่มขู่ไม่ให้เผยความลับนี้ออกไป แต่มันน่าโมโหที่ต้องเป็นฝ่ายถูกทำร้ายจนปางตาย แต่เยี่ยนเฟยกลับแทบไม่มีรอยขีดข่วนเลย...

    ฮึ่ย..ฝีมือต่างกันเกินไป จนน่าโมโหจริงๆ!

    ไป๋หลงเห็นท่าทางของเสี่ยวไป๋ก็รู้แล้วว่ามันเถียงไม่ออก “ถ้าเจ้าอยากแค้นก็แค้นจอมมารเถอะ เขาต่างหากที่เป็นตัวการ เขาต่างหากที่ทำให้เจ้าเกือบตาย เยี่ยนเฟยเขาก็เป็นแค่เครื่องมือของจอมมารเท่านั้น”

    “มีความเข้าข้างผู้ชาย...” เสี่ยวไป๋แอบบ่นงึมงำเบาๆ

    ไป๋หลงหรี่ตามอง เสี่ยวไป๋เป็นสัญญาณอันตราย ก่อนจะเผยยิ้มชั่วร้าย

    “ทำอย่างไรได้ในเมื่อผู้ชายที่เจ้าว่า หน้าตาดี นิสัยดี ฉลาดมีสมอง ดีกว่าเจ้าทุกอย่าง... เจ้าลองมีให้ถึงครึ่งหนึ่งของเยี่ยนเฟยก่อน แล้วข้าจะเข้าข้างเจ้า...”

    เสี่ยวไป๋ได้ฟังแล้วถึงกับอ้าปากอ้าง เถียงไม่ออกสักคำ ซ้ำยังแบะปาก ทำหน้าจะร้องไห้อีกต่างหาก คำพูดของไป๋หลงฟังแล้วทำร้ายจิตใจมันอย่างรุนแรง ท่าทางของมันดูเศร้าโศกน่าสงสารอย่างยิ่ง

    ใครใช้ให้เยี่ยนเฟยผู้นั้นเกิดมา หล่อเหลา ฉลาดหลักแหลม ฐานะสูงส่งเป็นถึงองค์ชาย ซ้ำยังมีตบะพลังที่ร้ายกาจ เสี่ยวไป๋หรือ... เทียบแล้วเป็นได้แค่ขี้เล็บของเยี่ยนเฟยเท่านั้น!

    ไป๋หลงยิ้มเยาะเสี่ยวไป๋ด้วยความสะใจ “ในเมื่อเจ้าป่วยข้าก็จะไม่ทำร้ายร่างกายเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่เอาคืน...”

    เสี่ยวไป๋ หน้าม่อยคอตก ยอมแพ้ในที่สุด ไม่กล้าพูดมากอีก กลัวจอมอันธพาล จะพูดจาทำร้ายจิตใจมากไปกว่านี้ นอกจากนางจะมือเท้าหนักแล้ว ปากยังคมยิ่งกว่ากรรไกรเสียอีก

    แต่แล้วก็มีเสียงเย็นชา ของบุคคลที่สามแทรกขึ้นมา “อ้อ ที่แท้ หน้าตาดี นิสัยดี มีสมอง ก็ทำให้เจ้าเข้าข้างเขาได้แล้วหรือ...”

    ไป๋หลงผู้เก่งกล้า ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด พลันหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ สีหน้าที่เคยยิ้มเยาะเสี่ยวไป๋พลันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ‘ซวยแล้ว...เสียงนี้มัน...’

    ไป๋หลงค่อยๆ หันกลับไปมอง พบว่าคนพูดคือเฟยหานตง ผู้ทำสีหน้าบึ้งตึง จ้องมองมาด้วยสายตาไม่พอใจ

    เสี่ยวไป๋เห็นบรรยากาศตรงหน้าชวนให้รู้สึกอึดอัดพิกล จึงตวัดผ้าห่มคลุมโปง หลบหนีบรรยากาศคุกรุ่นตรงหน้าทันที

    “แฮะ แฮะ” ไป๋หลงหัวเราะแห้งๆ “เจ้า...มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าไม่เห็นรู้สึกตัวเลยว่ามีคนเข้ามา”

    “มานานพอ ที่จะได้ยินเจ้าพูดถึงชายอื่น” เฟยหานตงน้ำเสียงเย็นชาบ่งบอกว่าไม่พอใจ ไป๋หลงได้ยินแล้ว รีบทำหน้าใสซื่อ ราวกับเรื่องที่เฟยหานตงพูด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเองทั้งสิ้น (เริ่มเอานิสัยเสี่ยวไป๋มาใช้)

    เฟยหานตงมองท่าทางของไป๋หลง ด้วยสายตาเย็นชา “ข้าได้รับแจ้งว่าพบเสี่ยวไป๋แล้ว ข้าจึงตามมาดูเสี่ยวไป๋ ไม่คิดว่าจะได้ยินคนบางคน ชื่นชมเยี่ยนเฟยมากถึงขนาดนั้น มากจนเข้าข้างเขา ทั้งๆ ที่เขาทำร้ายสหายของตน”

    เสี่ยวไป๋ที่คลุมโปงอยู่แอบยกนิ้วโป้งให้ เฟยหานตง แทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจที่มีคนเข้าข้างตนในที่สุด

    “ข้า...ข้า...” ไป๋หลงอ้าปากพยายามหาเหตุผลแก้ตัว “ข้า” สายตาของไป๋หลงล่อกแล่ก หาคำตอบ ท่ามกลางสายตาเย็นชาของเฟยหานตง “ข้าแค่แกล้งพูดจาข่มเจ้าเสี่ยวไป๋เล่น ใครใช้ให้มันปากเปราะไม่เลิก ข้าก็เลยพูดจาทำร้ายจิตใจมันนิดๆ หน่อยๆ เอง” ไป๋หลงยิ้มแห้งๆ ก่อนจะรีบกล่าววาจาง้อคนตรงหน้า “แต่ว่า ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมที่สุด ดีที่สุด ย่อมต้องเป็นเฟยหานตงของข้าอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะเลือกเจ้าหรือ”

    เสี่ยวไป๋แอบทำท่าอาเจียน ด้วยความเลี่ยน ‘มีความง้อผู้ชายด้วยคำพูดหวานๆ’

    เฟยหานตงที่เคยทำหน้าเย็นชาบึ้งตึง พลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “แน่นอนว่าข้ายอดเยี่ยมที่สุด ดีที่สุด เจ้าต้องเลือกข้าอยู่แล้ว” เฟยหานตงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง มั่นใจในตัวเองน้ำเสียงและมุมปากแฝงความพอใจที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ของไป๋หลง

    เสี่ยวไป๋แอบ แบะปากมองบน ‘นี่ก็ง้อง่ายเกินไปหรือเปล่า พูดชมแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็หายโกรธ ชิชะ แบบนี้จะไปจัดการกับจอมเจ้าชู้อย่างไป๋หลงได้อย่างไร...’ เสี่ยวไป๋แอบถอนหายใจภายใต้ผ้าห่ม ขณะที่ยังผึ่งหูรอฟังเรื่องราวด้วยความสนใจ

    “เจ้าเสี่ยวไป๋ ไม่ต้องแอบนินทา” ไป๋หลงพูดอย่างรู้ทัน “ออกมาจากผ้าห่มได้แล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

    เสี่ยวไป๋ค่อยๆ โผล่ใบหน้าอันหล่อเหลาออกมาจากผ้าหนุ่ม ท่ามกลางสายตาเย็นชาของเฟยหานตงผู้ขี้หึง ไม่ชอบให้คนหน้าตาดีอยู่ใกล้ไป๋หลง

    “มีความขี้หึง” เสี่ยวไป๋บ่นพึมพำ ขณะขยับให้ห่างจากไป๋หลง กลัวคนขี้หึงจะเล่นงานตนเอง

    “เสี่ยวไป๋ การแข่งขันรอบสองในวันพรุ่งนี้ เจ้าไม่ต้องเข้าร่วมแล้ว”

    เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วอ้าปากคัดค้านในทันที “ไม่! ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!” เสี่ยวไป๋ปฏิเสธ ขณะทำหน้างอง้ำไม่ยินยอม “เจ้าเคยบอกว่าจะให้ข้าเข้าร่วมการแข่งขันรอบที่สอง ให้ข้าไปต่อยตีอาละวาดจัดการสัตว์อสูรและศัตรูของเจ้า เจ้าลืมคำพูดตัวเองไปแล้วหรือ!”

    “เสี่ยวไป๋...” ไป๋หลงว่าพลางวางมือลงบนไหล่เจ้าเสี่ยวไป๋รูปงาม ที่ทำท่าโกรธโกรธเคือง ท่าทางของมันคล้ายจะบอกว่า ง้อข้าสิ รีบๆ ง้อข้า ข้ากำลังงอนอยู่ “เจ้าถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลจนแทบจะหมดตัว หากเจ้าไม่พักรักษาร่างกายให้ดี ลงสนามประลองไปต่อสู้ ข้าเกรงว่านอกจากเจ้าจะช่วยเหลืออะไรข้าไม่ได้แล้ว เจ้ายังจะกลายเป็นภาระให้ข้าอีก”

    คำพูดตรงไปตรงมาของไป๋หลง ทำให้เสี่ยวไป๋ทำสีหน้าไม่พอใจยิ่งกว่าเดิมซ้ำยังทำปากยื่น แสดงความไม่พอใจ สะบัดหน้าเมินใส่ไป๋หลง ไม่ยอมมองหน้านาง

    ไป๋หลงเห็นแล้วหมั่นไส้ จึงกระชากคอเสื้อเจ้าเสี่ยวไป๋ดึงมันเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้มือบีบคางหันหน้าเจ้าเสี่ยวไป๋ให้หันมาคุยกันให้รู้เรื่อง เสี่ยวไป๋ถูกบีบคางจนหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเจ็บ

    “เสี่ยวไป๋เจ้ามีเหตุผลหน่อยได้ไหม” ไป๋หลงน้ำเสียงจริงจัง คิ้วขมวดมุ่น “ตอนนี้จอมมารคืนชีพกลับมาแล้ว ข้าไม่รู้ว่าจอมมารได้พลังคืนมากี่ส่วน หากเขาฟื้นคืนพลังกลับมาได้ทั้งหมด แม้แต่เทพมังกรทองก็ยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา ดังนั้นการแข่งขันรอบนี้เจ้าไปไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจไหม!” ไป๋หลงบีบคางเสี่ยวไป๋แน่นขณะจ้องด้วยแววตาจริงจัง

    ขณะที่เสี่ยวไป๋ถูกบีบคางเจ็บจนน้ำตาเล็ด ‘เล่นบีบคางข่มขู่กันแบบนี้ ข้าจะกล้าไม่เข้าใจได้รึ!’ เสี่ยวไป๋คิดด้วยความขุ่นเคืองใจ จังหวะที่เสี่ยวไป๋พยักหน้าด้วยความจำนน เสียงของเฟยหานตงก็ดังขึ้น

    “พวกเจ้าจะคุยก็คุยไป ทำไมต้องถึงเนื้อถึงตัวกันด้วย...” น้ำเสียงเย็นชาของเฟยหานตงดังขึ้น ทำให้ไป๋หลงรีบปล่อยมือจากใบหน้างามๆ ของเสี่ยวไป๋ทันที

    “แหะ แหะ” ไป๋หลงหัวเราะแห้งๆ “ข้าลืมไปว่าเจ้าเสี่ยวไป๋ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในร่างกระต่าย อีกอย่างข้าก็ไม่พิศวาสเจ้าตัวโง่งมนี่เด็ดขาด” ไป๋หลงว่าพลางถอยให้ห่างเสี่ยวไป๋ ขยับไปยืนใกล้ๆ เฟยหานตงแทน ทำให้เฟยหานตงมีสีหน้าดีขึ้น ทว่าคำพูดต่อมาก็ยังไม่น่าฟังเท่าไหร่นักสำหรับเจ้าเสี่ยวไป๋

    “ข้าไม่ชอบเจ้าเสี่ยวไป๋ที่มีใบหน้างดงามจริงๆ ทำลายใบหน้านี้ทิ้งจะดีไหม ข้าจะได้ไม่ต้องระแวงว่าไป๋หลงจะเผลอใจไปชอบพอใบหน้านี้เข้า” เสียงของเฟยหานตงบ่นพึมพำกับตัวเอง ขณะจ้องมองใบหน้างามๆ ด้วยแววตามุ่งร้าย ทำให้เสี่ยวไป๋ผู้กลายเป็นเป้าโจมตีถึงกับคิ้วกระตุก

    ‘มารดามันเถอะ! เกิดมาหน้าตางดงามก็ผิดอีก’ เสี่ยวไป๋ลอบด่าในใจ ก่อนจะบ่นพึมพำ “ข้าไม่ผิดเสียหน่อยที่เกิดมาหน้าตาดี ถ้าจะโกรธก็ไปโกรธคนมือไวอย่างไป๋หลงโน้นสิ เรื่องอะไรมาโยนความผิดให้ข้า” เสี่ยวไป๋หน้างอง้ำด้วยความไม่พอใจ ทว่าคำพูดต่อมาของเฟยหานตงทำให้เสี่ยวไป๋ถึงกับอ้าปากค้าง

    “ข้าก็แค่พูดเล่นเท่านั้นเอง” เฟยหานตงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา “เจ้าชอบพูดจาทำให้ไป๋หลงไม่พอใจ ข้าก็แค่ทำกับเจ้าบ้าง เท่านั้นเอง”

    ทว่าทั้งไป๋หลง และเสี่ยวไป๋ต่างพากันตะโกนคัดค้านในใจ ‘ข้าไม่เชื่อ!’ เนื่องจากเห็นอย่างชัดเจนว่าสายตาของเฟยหานตงยามกล่าววาจาว่าจะทำลายใบหน้าของเสี่ยวไป๋นั้นดูจริงจังจนน่ากลัว

    “เอ่อ ข้าว่าเรากลับกันดีกว่าเสี่ยวไป๋จะได้พักผ่อน” ไป๋หลงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที ด้วยเกรงว่าเฟยหานตงจะวกกลับมาเรื่องทำลายใบหน้าของเฟยหานตง เกิดคนผู้นี้เปลี่ยนใจ ไม่ล้อเล่นขึ้นมา เสี่ยวไป๋อาจจะซวยได้

    “ใช่ๆ พวกท่านกลับได้แล้ว ข้าร่างกายอ่อนแอ ต้องการพักผ่อน พรุ่งนี้พวกท่านก็ระวังตัวให้มากๆ ทั้งจอมมาร ทั้งป่าสัตว์อสูรข้างล่างนั่น ข้าไร้ความสามารถไม่อยากไปเป็นภาระให้พวกท่าน ดังนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไม่เข้าร่วมด้วย” เสี่ยวไป๋รีบไล่คนทั้งคู่กลับทันที พร้อมกับยอมแพ้ให้กับเหตุผลของไป๋หลงที่ไม่ยอมให้ตนเข้าร่วมการแข่งขันด้วย แต่กระนั้นเสี่ยวไป๋ก็อดทำหน้าหงอยเหงามิได้ เมื่อคิดว่าตัวเองจะไม่ได้ผจญภัยที่น่าตื่นเต้น

    “เด็กดี ผักผ่อนให้มากๆ หลังจากจบการแข่งขัน สำนักฝึกยุทธก็จะปิดภาคการศึกษาของปีนี้ลง แล้วข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวดินแดนเซียน”

    เสี่ยวไป๋ที่กำลังทำหน้าหงอยเหงา พลันดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ ด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินคำว่าดินแดนเซียน “ดินแดนเซียนข้าอยากไป ข้าอยากไป!” เสี่ยวไป๋ร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี

    แต่มันคงจะน่ารักกว่านี้ถ้าอยู่ในร่างกระต่ายน้อย แต่การที่ได้เห็นชายหนุ่มหน้าตางดงาม ทำท่าทางราวกับเด็กน้อยเช่นนี้ ชวนให้รู้สึกว่าปัญญาอ่อน มากกว่าน่ารัก!

    ไป๋หลงและเฟยหานตง เดินจูงมือกันออกจากที่พักของเสี่ยวเมิ่ง เมื่อถึงทางแยกที่ต้องเดินจากกันไปยังที่พักของตนเอง ไป๋หลงก็ปล่อยมือ กล่าวคำอำลา และกำลังจะเดินจากไป แต่กลับถูกเฟยหานตง คว้ามือเอาไว้

    “มีอะไร” ไป๋หลงหันไปถามเฟยหานตงด้วยความข้องใจ

    “คืนนี้เจ้าอย่ากลับไปพักที่บ้านพักริมหน้าผาอีกเลย” น้ำเสียงของเฟยหานตงและแววตา แฝงความกังวลเอาไว้ “คืนนี้เจ้าเสี่ยวไป๋ก็ไม่อยู่กับเจ้า อย่าไปเลย ข้าไม่วางใจที่เจ้าจะอยู่คนเดียวไม่มีใครคอยคุ้มครอง”

    “ใครว่าข้าอยู่คนเดียว ยังเป่าเล่ออีกคน” ไป๋หลงว่าพลางหยิบพัดในอกเสื้อขึ้นมาโบกเล่นไปมา

    เฟยหานตงขมวดคิ้วหาข้ออ้างใหม่ “แต่ที่นั่นสกปรก ไม่มีคนอยู่มาหลายเดือนแล้ว เจ้าจะไปนอนได้อย่างไร” ครึ่งปีที่ผ่านมาไป๋หลงพักอยู่แต่ในสวนร้อยพิษ ไม่เคยเหยียบย่างกลับที่พักริมหน้าผาอีกเลย แต่วันนี้ที่พักในสวนร้อยพิษ ถูกมี่ถงทำลายเสียหาย ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้การได้ ไป๋หลงจึงต้องเปลี่ยนที่นอน กลับไปอยู่ที่พักริมหน้าผาเหมือนเดิม

    ไป๋หลงได้ยินแล้วทำหน้าประหลาดใจ “เฟยหานตงเจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่” ไป๋หลงถามกลับด้วยความสงสัย “ที่พักริมหน้าผา แต่เดิมก็เป็นที่พักของข้า ถึงข้าจะไม่อยู่ที่นั่น แต่ปกติแล้วข้ารับใช้ต้องคอยทำความสะอาดอยู่เสมอ จะสกปรกได้อย่างไร”

    “ข้า…” เฟยหานตงอึกอัก ท่าทางคล้ายไม่กล้ากล่าววาจา

    “ข้าจะชวนเจ้าไปนอนด้วยกัน” เฟยหานตงหน้าแดงก่ำขณะกล่าววาจา

    คราวนี้ไป๋หลงถึงกับอ้าปากค้าง “อะไรนะ!" ไป๋หลงร้องลั่นด้วยความตกใจ “จะ...เจ้า เจ้า ถึงกับชวนข้าขึ้นเตียงเลยรึ!” ไป๋หลงโผลงถามออกไปนอกจากอาการตกใจแล้ว หน้ากลับไม่แดง ลมหายใจไม่ติดขัด เรียกได้ว่ากล่าวเรื่องนี้หน้าตาเฉย ไร้ซึ่งความอายใดๆ

    “แค่ก แค่ก” เฟยหานตงได้ยินคำพูดไม่สำรวม ไร้ความเป็นกุลสตรี ของไป๋หลงแล้วถึงใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมซ้ำยังแดงลามไปถึงใบหูด้วยความอาย

    “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!” เฟยหานตงหน้าแดงอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี “ที่ตำหนักข้ามีหลายห้อง ซ้ำยังมีองครักษ์มากมายระดับตำนานแห่งราชัน ให้เจ้าไปพักที่ตำหนักข้า ข้าย่อมวางใจในความปลอดภัยของเจ้ามากกว่าเจ้าพักอยู่คนเดียว” เฟยหานตงรีบอธิบายให้ชัดเจน “ข้า...ข้าไม่ได้หมายความอย่างที่เจ้าคิดเสียหน่อย!”

    “อ้อ” ไป๋หลงทำเสียงรับรู้ “น่าเสียดายจริงๆ ข้านึกว่าเจ้าจะชวนข้าขึ้นเตียงเสียอีก” ไป๋หลงกล่าววาจาหยอกล้อ ขณะแสร้งทำท่าเสียดาย

    “เลิกแกล้งข้าเสียที ถ้ายังเล่นไม่เลิกข้าจะพาเจ้าขึ้นเตียงจริงๆ เสียเลย” เฟยหานตงที่เคยหน้าแดงก่ำด้วยความอาย พลันทำสายตาวิบวับ เจ้าชู้ใส่ไป๋หลง สีหน้าแฝงความหื่นกามไว้เล็กน้อย ซ้ำยังโน้มหน้าลงไปหาไป๋หลงเป็นการบ่งบอกว่าเอาจริง

    ไป๋หลงรีบก้าวถอยหลัง รักษาระยะห่างทันที ไม่ใช่กลัวใครจะมาเห็น ไม่ใช่อับอายเพราะถูกจ้องด้วยสายตาเช่นนั้น แต่กลัวตัวเองจะอดใจไม่ไหว ลากเฟยหานตงขึ้นเตียงเสียงเอง....

    “ได้ๆ ข้าไม่เล่นแล้ว” ไป๋หลงยอมแพ้ในที่สุด ถึงอย่างไรในโลกมนุษย์ยุคโบราณเช่นนี้ ชื่อเสียงสตรียังนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตสตรี ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือตอนนี้ฐานะของเธอ คือเชื้อพระวงศ์สกุลฮุ่ย และยังเป็นถึงจ้าวหอจิวหรงผู้โด่งดัง หากปล่อยให้เกิดข่าวลือเสียหายขึ้น เกรงว่าจะนำพาเรื่องวุ่นวายมาให้ไม่จบไม่สิ้น...

    เฟยหานตงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือให้ไป๋หลง

    ไป๋หลงยื่นมือไปกุม ก่อนจะยิ้มตอบ

    มือทั้งสองที่เกาะกุมกัน ต่างถ่ายทอดความอบอุ่นสู่มือของอีก ถ่ายทอดความรักความอบอุ่นให้แก่กัน ภายใต้แสงดาวงดงามพร่างพราว ตลอดทางเดินไปจนถึงตำหนัก

    ทั้งคู่หยุดยืนหน้าห้องพักที่ไป๋หลงจะนอนในคืนนี้ เฟยหานตงใช้มือทั้งสองค้างกุมมือของไป๋หลงเอาไว้สายตาบ่งบอกความรัก ความห่วงใย และความกังวล แววลาลัยอาวรณ์ในดวงตา คล้ายบ่งบอกว่ายังไม่อยากแยกจากในตอนนี้

    “ทำสายตาแบบนั้น คงไม่ได้คิดจะนอนเตียงเดียวกับข้าหรอกนะ” ไป๋หลงเหย้าแหย่เฟยหานตงเล่น ขณะหัวเราะเล็กน้อย

    ขณะที่คนถูกแกล้งหน้าแดงก่ำฟ้องว่าตัวเองกำลังคิดแบบนั้นจริงๆ

    “ไอ้หยา... พวกเจ้าดูสิรัชทายาทของพวกเจ้าคิดจะทำมิดีมิร้ายสาวน้อยอย่างข้าแล้ว” ไป๋หลงแสร้งร้องโวยวาย ขณะที่เฟยหานตง อ้าปากค้างนึกหาคำพูดแก้ตัวไม่ทัน ซ้ำหน้ายังแดงก่ำลามไปถึงใบหู

    “เอ๊ะ ไม่ถูกสิ ต่อให้เจ้าคิดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเจ้ายังไม่เคยผ่านมือสตรีใดมาก่อน ไม่รู้ว่าไก่อ่อนเพิ่งหัดขันอย่างเจ้า จะทำเป็นหรือเปล่า...”

    เหล่าองครักษ์ที่ยืนเฝ้าหน้าห้อง ต่างพยายามกลั้นหัวเราะจนลมปราณแทบแตกซ่าน คนรักของรัชทายาทเฟยหานตง นางก็ช่างร้ายกาจเหลือเกิน คำพูดเพียงไม่กี่คำ ทำให้รัชายาทถึงกับพูดไม่ออก

    เฟยหานหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู ถลึงตาใส่ไป๋หลงให้นางหยุดพูดจาไม่น่าฟัง ทว่าคนรูปงามหน้าแดงก่ำ ยามถลึงตากลับดูแล้วน่ารักน่าชัง ดูอย่างไรก็ไม่น่ากลัวเลยสักนิด ไป๋หลงจึงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะโบกมือลาหมุนตัวหมายจะเข้าห้องไปนอน

    แต่จู่ๆ ก็ได้ยินน้ำเสียงจริงจังของเฟยหานตงดังขึ้น

    “พรุ่งนี้เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ข้างล่างนั่นในป่าสัตว์อสูรเต็มไปด้วยอันตราย และอาถรรพ์ลี้ลับ เจ้าอย่าได้ประมาท การแข่งขันครั้งนี้ไม่ปกติ จะต้องมีคนตั้งใจเข้ามาป่วนการแข่งขันแน่นอน” เฟยหานตงเตือนสติไป๋หลง ขณะที่ไป๋หลงหยุดชะงักฝีเท้า เอ่ยตอบโต้โดยไม่หันกลับไปมองเฟยหานตง รู้ดีว่าเฟยหานตงหมายถึงจอมมารและ พี่ชายผู้ชั่วร้ายของตน

    “ได้ข้าจะระวังตัว” ไป๋หลงรับปาก ก่อนจะเดินเข้าห้องไป

    เฟยหานตงมองตามหลังไป๋หลงหายลับไปในห้อง เมื่อบานประตูงับลงเฟยหานตงจึงหันไปสั่งเหล่าองครักษ์ “คืนนี้คุ้มครองนางให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องร้ายกับนาง”

    เหล่าองครักษ์ค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แน่นอนว่าต่อให้รัชทายาทไม่กำชับ พวกตนก็ตั้งใจจะคุ้มครองสตรีผู้นี้เป็นอย่างดี เพราะในอนาคตนางจะต้องเป็นพระชายาที่รัชทายาทรักหัวปักหัวปำ

    ‘ขนาดยังไม่แต่งงาน ยังยอมให้นางขนาดนี้ แต่งงานแล้วไม่แคล้วกลายเป็นทาสพระชายาแน่นอน’ เหล่าทหารแอบนินทาในใจ