มีแค่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ผ้าคลุมนั่งปิดหน้าปิดตาเหมือนไม่อยากให้ใครสนใจเขา แต่ยิ่งเขาทำแบบนั้น เขาก็ยิ่งโดดเด่น จนเคธี่ถูกเดอร์ซี่หัวเราะใส่ว่าเธอไปชวนเศรษฐีตั๋วทองผู้แปลกประหลาดเข้ามาในงาน แต่เคธี่ไม่สนใจ
เคธี่ประสานงานกับทางพระราชวัง เพื่อขอทหารบางส่วนมาคอยดูแลความเรียบร้อยในงาน เคธี่จัดการทุกอย่างได้ราบรื่นจนสตีฟชมไม่หยุด
เมื่องานเริ่มขึ้นและทุกอย่างเรียบร้อย เคธี่ก็กลับมานั่งประจำที่โดยมีสองสาวพี่น้องตามเกาะแกะเธอเช่นเคย
“เธอจัดงานใหญ่มากเลยเคธี่ อย่างกับเป็งานราชวงศ์” เดอร์ซี่พูด
“พูดเหมือนเธอเคยไปงานของราชวงศ์” เคธี่ถาม
“ก็..ไม่เคยหรอก” เดอร์ซี่รู้สึกโดนหักหน้า
“งานของราชวงศ์เหรอ ว้าว ฉันอยากเจอเ้าชายชาร์ลจัง เห็นเขาลือกันว่าทรงพระหล่อสุดๆ ถ้าได้เห็นสักครั้งคงเป็บุญตา” สเตซี่ตื่นเต้น และมองผู้คนในงานราวกับว่าเ้าชายกำลังซ่อนตัวอยู่ไหนสักแห่ง
“เ้าชายยังเรียนต่ออยู่ต่างเมืองเลย มาไม่ได้หรอก” เคธี่บอก “สรุปลิซซี่เอาอะไรมาประมูลเหรอ”
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน แม่ไม่บอกอะไรฉันเลย แม่ไม่ค่อยเชื่อใจฉันหรอก แม่บอกว่าฉันพูดมาก ทั้งๆ ที่ฉันเก็บความลับได้เก่งแท้ๆ” สเตซี่บ่น
แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ในเื่นี้เคธี่เห็นด้วยกับลิซซี่
แผนของเคธี่ประสบความสำเร็จ แต่ละตระกูลแข่งกันประมูลสินค้าในราคาดี โดยเฉพาะตระกูลที่นั่งในโซนตั๋วทอง พวกเขาไม่อยากน้อยหน้าใคร
ไม่นานลิซซี่ก็ทำการแสดง เธอสวมชุดเดรสสีดำ ปักเลื่อม เปิดไหล่ ผ่าแหวกหน้าอกแทรกผ้าโปร่งด้านใน ทำให้เธอดูเซ็กซี่ ลึกลับ และขณะเดียวกันก็มีพลัง ความสวยของเธอสะกดให้ผู้ชมเงียบลง สตีฟที่ยืนเป็ประธานถือค้อนประมูลอยู่ก็ยืนค้างและทำค้อนตกลงพื้นด้วย เคธี่ได้แต่ถอนหายใจ
ลิซซี่ร่ายรำอยู่รอบหินก้อนใหญ่ที่ถูกวางอยู่กลางลาน เธอหมุนตัวไปรอบๆ ตามจังหวะเพลง แท่นหินที่ซ่อนอยู่ในก้อนหินนั้นค่อยๆ ถูกดันขึ้นมา พร้อมกับควันน้ำแข็งที่ช่วยสร้างบรรยากาศ เมื่อควันจางลงก็เผยให้เห็นเปลือกหอยที่วางอยู่บนแท่นหินนั้น ลิซซี่เดินไปหยิบเปลือกหอย
“ของล้ำค่าที่ถูกอัญเชิญมาจากใต้ทะเลลึก” ลิซซี่เปิดเปลือกหอยออกมา และชูขึ้นให้ทุกคนได้เห็น “ไข่มุกสีขาวดุจฟองคลื่น สมบัติที่ซ่อนลึกจากทะเลแดนไกล ไข่มุกชิ้นนี้มีชื่อว่า สมบัติของนางเงือก”
ผู้คนต่างฮือฮาในความงามของไข่มุกเม็ดโตขาวผ่อง และเมื่อเริ่มการประมูล มูลค่าก็สูงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่สตีฟคาดการณ์เอาไว้อีก
“หนี่งล้านห้า” ชายชรายกป้าย
“สามล้าน” สาวสวยยกป้าย
“ห้าล้าน” ชายผิวดำยกป้าย
“มีใครให้มากกว่านี้ไหม” สตีฟพูดหน้าระรื่น เพราะราคาไข่มุกสูงกว่าราคาที่เขาประมูลเอาไว้ถึง 5 เท่า เมื่อไม่มีใครพูดอะไร สตีฟก็เริ่มนับ
“ห้าล้านเหรียญครั้งที่หนึ่ง.. ห้าล้านเหรียญครั้งที่สอง.. ห้า..”
“สิบล้านเหรียญ” ชายที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมพูดขึ้น
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที สตีฟตาเป็ประกาย ส่วนลิซซี่โค้งตัวให้ชายผู้นั้น เธอมั่นใจว่าเสน่ห์ของเธอทำให้ชายคนนี้ทุ่มเงินสูง
สตีฟขานสิบล้านเหรียญครบทั้งสามครั้ง ทำให้สมบัติของนางเงือกชิ้นนี้ตกเป็ของชายผู้นั้น
“ไม่ทราบว่าท่านมาจากตระกูลไหนเหรอ ฉันขอเห็นหน้าท่านได้หรือไม่” สตีฟเอ่ย
เมื่อชายคนนั้นเปิดหน้ามา ทุกคนก็ต้องส่งเสียงฮือฮายิ่งกว่าเดิม
“พระาาเสด็จ” แกรนด์ดยุดตระโกนขึ้น ทุกคนในงานต่างลุกขึ้นทำความเคารพ
“ทำตัวตามสบายกันเถอะ วันนี้เราสนุกมากเลย” พระาาหัวเราะชอบใจ
“ฝ..ฝ่าา เสด็จมาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” สตีฟถามติดขัด
“ก็หนูเคธี่ส่งบัตรเชิญมาให้เราน่ะสิ” พระาายิ้มแย้ม เขายิ้มจดหมายที่จ่าหน้าซองด้วยลายมือของเอลลี่ขึ้นมา
เคธี่สลับสาส์นที่เอลลี่เคยเขียนไว้ตอนที่เธอโกหกเื่ป่ามิสทรี โดยส่งจดหมายเชิญมางานไปแทน
“แผนปลอมตัวของหนูนี่ก็สนุกดีนะ ขอบคุณที่ชวนเรามา” พระาาบอก
“ยินดีเพคะ” เคธี่จับกระโปรง และโค้งตัวลง
สตีฟยิ้มหน้าบาน ในขณะที่ลิซซี่ยิ้มเจื่อนอยู่ด้านข้าง เคธี่เห็นเดอร์ซี่ทำหน้าบูดที่เศรษฐีตั๋วทองผู้แปลกประหลาดกลายเป็พระาาไปซะได้ ซึ่งนั่นทำให้เคธี่ชอบใจ
“เ้าชายชาร์ลอยู่ไหนนะ” สเตซี่พึมพำอยู่ข้างๆ ทำให้เคธี่หัวเราะออกมา
______________________________________________________________________________________
หลังจบงานประมูล สามแม่ลูกก็ยังไม่มีทีท่าจะจากไปไหน ทำให้เคธี่สังหรณ์ใจไม่ดี และในเช้าวันหนึ่งสตีฟก็เรียกเคธี่เข้าไปคุยด้วยเป็การส่วนตัว
“พ่อจัดส่งสมบัติของนางเงือกไปที่วังเรียบร้อยแล้วนะ พระาาบอกด้วยว่าครั้งหน้าอยากให้นำของหายากไปให้ดูที่วังก่อนด้วย พระองค์จะให้ราคาดีเลยล่ะ” สตีฟมองเคธี่อย่างชื่นชม “ลูกเก่งมากเลยนะ”
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ” เคธี่ตอบรับ
สตีฟเปิดหีบที่มีเงินเต็มไปหมด
“เงินค่าไข่มุก พ่อให้เป็ของขวัญลูกนะ”
“ให้ลูกทั้งหมดเลยเหรอคะ” เคธี่ตาโต
“ใช่ ลิซซี่ก็เห็นด้วยนะ เธอบอกว่าลูกสมควรได้รับ”
“ขอบคุณค่ะ” เคธี่ตอบรับช้าๆ เธอสงสัยว่าลิซซี่คงไม่ยอมให้กำไรทั้งหมดแก่เคธี่ ทั้งๆ ที่เธอเป็คนหาไข่มุกมาได้
“ลูกคิดอย่างไรกับลิซซี่ล่ะ” สตีฟถาม
เคธี่แทบจะตบเข่าฉาด เธอคิดไม่ผิดว่าลิซซี่มีแผน
“เธอขายของเก่งดีนะคะ” เคธี่ตอบกลางๆ
“ใช่” สตีฟพยักหน้าหงึกหงัก “ลิซซี่เป็คนเก่ง ขนาดเป็แม่หม้าย ยังเลี้ยงลูกสาวทั้งสองคนได้เป็อย่างดีเลย”
“อ๋อ ค่ะ” เคธี่ตอบรับส่งๆ เธอไม่อยากถามอะไรเพิ่มเติม
“พ่ออยากให้เธอมาช่วยดูแลเคธี่ลูกพ่อนะ”
“แต่ลูกไม่้าสาวใช้เพิ่มขึ้นแล้วค่ะ” เคธี่ทำไขสือ
“ใช่ สาวใช้ลูกมีเยอะแล้ว แต่ที่ลูกยังขาดก็คือแม่นะ”
“คุณแม่เอลลี่เป็แม่ของลูกค่ะ และจะเป็ตลอดไป”
“แน่นอนว่าไม่มีใครมาแทนที่แม่ของลูกได้” สตีฟมีแววตาสลดไปครู่หนึ่ง “แต่ว่ามันถึงเวลาที่พวกเราต้องยอมรับได้แล้วว่าเอลลี่จากพวกเราไปแล้ว”
เคธี่พูดไม่ออก
“พ่อคิดว่าพ่อจะแต่งงานกับลิซซี่ ลิซซี่จะได้เป็แม่เลี้ยงคอยมาดูแลลูก”
“ลูกไม่้าค่ะ” เคธี่ตอบหนักแน่น
“ทำไมล่ะ ลิซซี่ไม่ดีตรงไหน”
“ก็ไม่มีนี่คะ ลูกแค่ไม่อยากมีแม่เลี้ยง” ใครจะไปอยากได้แม่เลี้ยงใจร้ายที่จะมาทรมานเธอในตอนหลังกันล่ะ ถึงเคธี่บอกสตีฟไปตอนนี้ เขาก็คงไม่เชื่อ
“เดี๋ยวพ่อก็ต้องเดินทางไปหาของหายากอีก ระหว่างนั้นใครจะดูแลลูก”
“ลูกจัดงานงานศพคุณแม่ด้วยตัวเอง ลูกทำให้คุณพ่อได้ขายของกับราชวงศ์โดยตรง คุณพ่อยังคิดว่าลูกดูแลตัวเองไม่ได้จริงๆ เหรอคะ”
สตีฟเงียบไป เขาพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ว่ามันจะดีกว่าไหม ถ้า..”
“ไม่ดีค่ะ ลูกไม่เอาแม่เลี้ยงค่ะ!” เคธี่พูดชัดถ้อยชัดคำ
“ถ้างั้นก็ได้” สตีฟถอนหายใจ เขาตอบเสียงอ่อน “ตามใจลูกละกัน”
เปรี้ยง! ฟ้าผ่าลั่น เคธี่สะดุ้งสุดตัว เธอหันไปที่หน้าต่างเห็นสายฟ้าขนาดใหญ่ใกล้ริมหน้าต่าง เธอไม่เคยเห็นสายฟ้าใกล้ตัวขนาดนี้มาก่อน แต่เมื่อเคธี่หันกลับมา สตีฟกลับยืนนิ่งอยู่ท่าเดิม
“คุณพ่อ” เคธี่เรียก แต่เขายืนนิ่งเช่นเดิม “สตีฟ” เคธี่เรียกอีกครั้ง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เคธี่เดินเปิดประตูออกไป เธอพบสามแม่ลูกกำลังแนบหูแอบฟังเสียงอยู่ เคธี่คงจะด่าไปแล้วถ้าทั้งสามไม่ได้หยุดนิ่งเช่นเดียวกับสตีฟ
เคธี่เดินต่อไปในคฤหาสน์ สาวใช้ค้างอยู่ในท่าทำงานบ้าน คนครัวทำอาหารค้างไว้ ซุปที่ควรจะเดือดปุด แต่ฟองกลับนิ่งอยู่กับที่ เคธี่ออกไปจากคฤหาสน์ เธอไม่พบความเคลื่อนไหวใด คนทั้งเมืองหยุดนิ่งไปอย่างนั้น
อัปนิยายทุกวันพุธ และวันเสาร์ (ปลดล็อกฟรี 1 ตอนทุกวันพุธ)
ถ้าชอบฝากติดตามและให้กำลังใจกันด้วยนะคะ ^^