บทที่ 50
ท่านพ่อออกโรง
ในขณะที่ปราณ แสง-ขรรค์ต่างพากันมองหน้าแล้วงงกับความคิดของเธอ
“เจ้าหนู...นี่เธอกำลังจะกล่าวหาว่าปรมาจารย์เศกเป็นคนลอบสังหารเจ้าเด็กปราณนี่จริงๆหรือ?”
อัครยุทธ์ชื่อดังถามเด็กน้อยสุดสวยที่ยืนด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจกับความคิดของตัวเอง
ใจหนึ่งของอัครยุทธ์ดุสิตก็โกรธหงส์นราที่พูดถึงพี่ชายที่สกุลเมฆมรกตแทบจะไม่นับญาติแต่ก็สกัดกั้นความรู้สึกนั้นไว้ เพราะเธอกล้าพูดต่อคนหมู่มากขนาดนี้มันอาจจะเป็นการดีต่อเขาในการกำจัดคนที่ทำร้ายลูกสาวก็ได้
“ท่านลุงกล่าวถูกต้องแล้วค่ะ!”
หงส์นราหันไปมองหน้าอัครยุทธ์ดุสิตยกนิ้วชี้ขวาฟันอากาศ จากนั้น เธอก็หันมาหาผู้ชม...
“ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ยืนยันได้ว่าปราณเป็นเด็กอันธพาลใช้พลังฌานสัมบูรณ์ที่มี...หาเรื่องระรานไปทั่วจึงถูกคนลอบสังหาร”
หงส์นราเน้นเสียงเพื่อให้ผู้ชมคล้อยตามซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะคนที่นิยมในตัวของเธอ ก็เริ่มเสียงเห็นด้วยกับ
เธอยิ้มเยาะในใจ‘เท่านี้แผนการของข้าก็สำเร็จ ที่เหลือท่านลุงดุสิตจะทำอะไรต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องของข้าแล้ว’
“เอาล่ะ!!!ข้าขอเสนอความเห็นว่า...เด็กคนนี้ไม่ควรที่จะมาเรียนในโรงเรียนของเราเพื่อให้เสื่อมเสียเกียรติเพราะความประพฤติของเขาช่างอันตรายยิ่งนัก”
เธอชี้ไปทางปราณค้างไว้นิดนึงแล้วก็เดินกลับออกไปไม่สนใจคำตอบ
ผู้ชมที่ส่งเสียงเชียร์ปราณตอนแรก ก็ค่อยๆ แผ่วลงในขณะที่ฝ่ายเชียร์หงส์นราก็ตะโกนเห็นด้วยกับเธอ และเริ่มที่จะแสดงการต่อต้านปราณโดยไม่สนใจกับเหตุการณ์และกติกาในการประลอง
‘หึหึหึหึ...เจ้าหนูน้อยคนนี้ช่างฉลาดมีไหวพริบยิ่งนัก เธอเป็นลูกหลานของใครกัน ถึงได้มีความมั่นอกมั่นใจอะไรขนาดนี้ก็เป็นผลดีต่อข้าที่เจ้าเศกทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา หึหึหึข้าก็จะได้ใช้โอกาสนี้ในการกำจัด เจ้าเด็กปราณให้สาสมกับที่มันทำกับพิมพ์ลภัส’
“หึ...ไอ้เจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้อะไรจริงแล้วมาทำเป็นพูดเอง...นึกเอง” แสงแสดงท่าทีโมโห
“หงส์นรา!!! ทำไมเจ้ารู้ดียิ่งนัก...”
ปราณหันไปทางผู้ชมแล้วมองตามหงส์นรา ที่กำลังเดินไปที่นั่ง ด้วยรอยยิ้มสะใจที่เธอคิดว่าชนะแล้ว...
“หงส์นรา!!!...ข้าขอถามเจ้า...เจ้าอยู่ข้างๆติดกับข้าตลอดเลยหรือ? ถึงได้รู้ดีว่าข้าทำอะไร ที่ไหนนิสัยเป็นยังไง เป็นอันธพาลหรือไปหาเรื่องคนอื่นแบบไหน?...ทำอย่างกับว่า...เจ้าเป็นคนของข้าอย่างนั้นแหละ!!!ถึงได้รู้เห็นทุกอย่าง นี่คงโชคดีที่ยังไม่เห็นข้าอาบน้ำ มิเช่นนั้นข้าคงขายขี้หน้าทุกคนแน่!!!”
เสียงหัวเราะลั่นอาคาร ท่ามกลางความตีงเครียดทำเอาคนที่เสนอความคิดโกรธจนหน้าแดง ตะโกนลั่นกลับไป
“ไอ้เจ้าปราณ...ไอ้เด็กลามก!!!”
ยิ่งมีเสียงหัวเราะครืนหนักเข้าไปใหญ่พร้อมเสียงวี๊ดวิ๊วแซว
“ฮ่าๆๆๆๆ บรรยากาศแบบนี้ปราณยังไม่สะทกสะท้านเอาคืนยายเด็กแสบนั่นจนเขินม้วนอายไปเลยทีเดียว ฮ่าๆๆๆๆ”
เธียรธวัชหัวเราะร่า ทุกคนที่อยู่รอบๆเขาพลอยหัวเราะไปด้วย
ความคิดของเธอหงส์นราที่กำลังจะมีคนเชื่อถูกทำลายลงเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของเด็กชาย ซ้ำร้ายยังย้อนกลับมาทำให้เธอเสียหน้าด้วยซ้ำ‘ไอ้เจ้าบ้า...พูดแบบนี้ออกมา...ก็เหมือนข้าอยู่กับมันตลอดเวลาเลยน่ะสิ...บ้าชะมัด...พูดออกมาได้ยังไง?’
นึกแล้วก็โกรธจนหน้าแดงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เธอนั่งย้อนนึกถึงเหตุการณ์เจอกับปราณครั้งแรกที่ตู้น้ำหน้าอาคารเมื่อวานนี้กับใบหน้างงๆ ซึมๆ เฉิ่มๆ เชยๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นใครจนได้เห็นเขาเข้าปกป้องเพื่อนอย่างไม่กลัวบาดเจ็บก็สร้างความประทับใจให้เธออยู่บ้าง
แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กเฉิ่มๆเชยๆ คนนั้นจะกลายเป็นผู้ครอบครอง 2 ตำนานที่หายไปอีกทั้งยังมีพลังฌานยุทธ์ในระดับ 12 จนเธอยังทึ่งกับความสามารถซึ่งในลานประลองเมื่อวานบุคลิกเปลี่ยนเป็นคนละคนกับที่เธอเห็นหน้าอาคารโดยสิ้นเชิง
ยิ่งวันนี้ปราณยิ่งดูมีความสุขุมสง่างามจนหงส์นราเองก็รู้สึกประทับใจเด็กน้อยปราณเช่นกันแต่ติดตรงที่เขาเก่งเกินกว่าที่เธอรับได้ จึงหาเรื่องใส่ความเขา แต่ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะกลับกลายจนทำตัวเองขายหน้าจนต้องนั่งเงียบ
ปราณที่คลุกคลีและใช้ชีวิตด้วยตัวเองแต่เยาว์วัยย่อมเปี่ยมด้วยความรอบคอบและไหวพริบกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างแน่นอน
ไม่มีทางที่เด็กอย่างหงส์นราหรือเด็กอายุ6 ขวบทั่วๆ ไป จะมองได้ทะลุเฉกเช่นเด็กอัจฉริยะกลางลานประลอง
ท่านผอ.นิ่งเงียบ ดูสถานการณ์เบื้องหน้า อัครยุทธ์ปรากฏตัวลงมาที่นี่จะให้กลับขึ้นไปคงเป็นเรื่องยาก ใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์ว่าจะคุยกับเขารู้เรื่องคือคุยด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว
‘ทำไมหนอ?? เวลาที่เด็กน้อยปราณปรากฏตัวจึงสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นแทบทุกหย่อมหญ้า เมื่อวานก็หนึ่งเรื่องวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่อง หรือเพราะนี่เป็นสาเหตุที่เขาแกร่งเกินไปจึงทำให้คนที่เคยยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พากันไม่พอใจ’
“เออ...ทุกท่านครับ!!! ทุกพูดมาต่างก็มีเหตุผลเพียงแต่เป็นอีกประเด็น ซึ่งความประพฤติของปราณก่อนหน้าที่จะมายังโรงเรียนไม่มีใครรู้ได้ รวมไปถึงนักเรียนทุกคนด้วย” ท่านผอ.พยายามสรุปรวบเพื่อให้จบการประลองโดยไว แม้ว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด...
“การประลองยุทธระหว่างปราณและพิมพ์ลภัสเพื่อพิสูจน์ว่า ปราณมีพลังฌานอยู่ในขั้นลหุยุทธ์ ระดับ 12จริง และผลการประลอง ทุกท่านก็ได้เห็นประจักษ์ชัดเจนว่าปราณมีพลังฌานยุทธ์ที่เสถียรอยู่ในระดับ 12 จริงไม่ใช่การแสดงแบบที่ได้กล่าวหา ดังนั้น...การประลองครั้งนี้จึงถึงว่าปราณเป็นผู้ชนะและได้เข้าเรียนในโรงเรียนมหรรณพาลัยตามที่ได้เดิมพันกันไว้ครับ!!!”
“เดี๋ยวก่อนสิ!!! ท่านผอ.มันจะไม่ง่ายไปหน่อยหรือสรุปแบบนี้? ข้าเห็นว่าท่านพยายามที่จะปกป้องเจ้าเด็กใหม่คนนี้อยู่นะ”
อัครยุทธ์ดุสิตพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ผู้ชมจะปรบมือ...
ในเมื่อเขาออกโรงมายืนกลางลานประลองแล้วและท่านผอ. ยังทำทีท่าไม่ใส่ใจใดๆ กับพิมพ์ลภัสที่บาดเจ็บอยู่ก็ประหนึ่งไม่ไว้หน้าเขา เรื่องจะผ่านไปง่ายๆ ได้อย่างไร
“ในเมื่อข้าอุตส่าห์มาถึงตรงนี้แล้ว...ท่านจะไม่จัดการอะไรให้ข้าเลยหรืออย่างไร?....หรือว่าท่านตั้งใจจะทำให้การประลองยุทธ์ครั้งนี้สร้างความเสื่อมเสียเกียรติให้กับลูกสาวของข้าและสำนักเมฆมรกต?”
อัครยุทธ์กำหมัดแน่นด้วยความโกรธที่ท่านผอ. ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจการบาดเจ็บของลูกสาวตัวเอง
“ท่านกำลังเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วนะ...ก็เป็นไปตามกติกาที่ข้าได้ประกาศบอกไปตั้งแต่ต้นแล้วมิใช่หรือ...ว่าจะไม่มีการเอาเรื่องเอาความใดๆต่อกันทั้งสิ้น เพราะเป็นการประลองที่ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกัน”
“หึหึหึ ท่านพูดเองกำหนดกติกาเอง...ท่านไม่เห็นหรือไงว่าสิ่งที่เจ้าเด็กน้อยคนนี้กระทำต่อลูกสาวของข้ามันรุนแรงเสียยิ่งกว่าการประลองยุทธธรรมดา...นี่มันเป็นการหมายเอาชีวิตกันชัดๆ”อัครยุทธ์ดุสิตเดือดดาล
“พวกท่านทั้งหลาย”
เขากล่าวต่อด้วยเสียงอันดังผายมือทั้งสองข้างออก
“ข้าชักเริ่มจะเชื่อที่เด็กสาวตัวน้อยคนนั้นกล่าวเสียแล้ว การกระทำที่ต่ำช้าของคนเยี่ยงปรมาจารย์เศกสกุลเมฆมรกตได้ตัดเขาออกจากสกุลแล้ว ไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ต่อการกระทำของเขาซึ่งนักฌานยุทธ์ทุกท่านก็ทราบดีว่านิสัยเลวทรามแบบนั้นสกุลของเราไม่ให้ราคามานานแล้ว...ดังนั้นข้าเชื่อว่า สิ่งที่แม่หนูคนนั้นพูดมีโอกาสเป็นเรื่องจริงได้มาก เพราะถ้าเป็นเด็กที่ดีจริง ใยจะต้องถูกลอบสังหารด้วย?...หรือใครจะมีเหตุผลอะไรหักล้าง...ก็อธิบายมาได้”
เมื่อเสียงของอัครยุทธ์ดุสิตกล่าวดังถึงขนาดนี้ใยเลยจะมีคนกล้าประกาศตัวเป็นศัตรูกับเจ้าสำนักผู้มีพลังฌานอันแข็งแกร่ง
หงส์นราปรากฏรอยยิ้มอีกครั้งเมื่อผู้ใหญ่ระดับอัครยุทธ์เชื่อในความคิดของเธอ
“แล้วท่านอยู่ในเหตุการณ์แบบที่ลูกชายของข้ากล่าวด้วยหรือท่านอัครยุทธ์ดุสิต? ท่านถึงได้กล่าวหาว่าลูกชายของข้าเป็นอันธพาลเพียงแค่คำพูดลอยๆอย่างนั้น...หรือเพียงเพราะท่านไม่ยอมรับผลการประลอง?”
ปรมาจารย์บุญเหาะออกมาจากที่นั่งแล้วหยุดกลางอากาศเหนือลานประลอง สร้างเสียงฮือฮากับผู้คนจำนวนมาก
เขาคือผู้เหาะได้ด้วยพลังฌานอันแข็งแกร่งบิดาของเด็กน้อยปราณ ผู้คนต่างส่งเสียงเรียกชื่อปรมาจารย์บุญกันอื้ออึง
เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ใครจะเห็นปรมาจารย์บุญปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนจำนวนมากมายขนาดนี้แต่ครั้งนี้เขาเริ่มเห็นท่าไม่ดี จึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง
ปรมาจารย์บุญค่อยๆลดระดับความสูงลงมาที่ลานประลองอย่างช้าๆเท้าแตะพื้นอย่างนุ่มนวลแล้วเดินเข้ามาหาบุตรชาย ใช้มือทั้งสองกันครุยุทธ์แฝดไปทางด้านหลัง
“ข้าต้องขอโทษท่านผอ.ที่อาจจะต้องทำให้การต่อสู้ของเด็กทั้งสองที่ควรจะจบลงแล้ว กลับต้องยืดเยื้อออกไป”
ปรมาจารย์บุญโค้งคำนับแสดงการขอโทษ
ท่านผอ.โค้งคำนับ แล้วลอบยิ้มให้ อย่างน้อยๆแม้จะยืดเยื้อ ก็ยังมีผู้ใหญ่อีกคนมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้
“และข้าขอขอบใจเจ้าทั้งสองที่ช่วยปกป้องดูแลน้องตลอดการเดินทางจนถึงวันนี้ตอนนี้ให้ผู้เป็นพ่ออย่างข้าดูแลได้แล้วและเจ้าสองคนก็เปรียบเสมือนเป็นพี่ชายของเขา...ก็เสมือนลูกของข้าด้วยเช่นกัน”
ครุยุทธ์แฝดตื้นตันกับคำพูด โค้งคำนับน้อยๆและหลบเข้าด้านหลังตามที่ท่านปรมาจาร์บุญบอกรู้สึกถึงพลังฌานอบอุ่นที่ปลดปล่อยออกมาแม้จะไม่ปรากฏออร่าแต่ทั้งคู่รู้สึกปลอดภัย
“ฮ่าๆๆๆ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าท่านจะขอท้าประลองกับข้าอย่างนั้นหรือ? หึหึหึหึ”
อัครยุทธ์ดุสิตยืนในท่าเตรียมพร้อม นี่แหละคือสิ่งที่เขาคิด ถ้าลูกสาวของเขาแพ้เขาจะแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของสำนักเมฆมรกตให้ผู้อื่นได้หวาดเกรงโดยไม่สนใจกติกาใดๆ ทั้งสิ้น ผู้แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นผู้ถูกต้องเสมอในหัวของเขาคิดเช่นนี้เสมอมา
ปรมาจารย์บุญโบกมือห้ามแล้วก็หัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆๆๆ ท่านจะบ้าหรือไง...ตื่นได้แล้วท่านดุสิต!!!นี่เป็นเวทีการประลองของปราณ บุตรชายของข้ากับพิมพ์ลภัสบุตรสาวของท่านแล้วใยจึงต้องให้กลายเป็นการประลองอันไม่มีเหตุขัดแย้งของผู้เป็นพ่ออย่างพวกเราด้วยล่ะ?”
ปรมาจารย์บุญยืนประจันหน้าอัครยุทธ์ในระยะ 5 เมตร ด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ได้เตรียมตั้งรับหรือพร้อมจะต่อสู้
“ท่านก็รู้ว่าการประลองครั้งนี้มีสาเหตุมาจากลูกสาวของท่านที่ไม่เชื่อว่าลูกชายของข้ามีพลังฌานในระดับ 12 เขาจึงขอท้าประลองปราณ ถ้าไม่เชื่อท่านก็ถามท่านผอ. หรือจะสอบถามผู้ชมทั้งหมดก็ได้...ข้ารู้ว่าคนจำนวนมากในวันนี้เขาต่างอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานด้วยเช่นกัน!!!”
ปรมาจารย์บุญหันมองทางท่านผอ.
“เรื่องมันเป็นแบบที่ท่านได้กล่าวเมื่อตอนต้นแล้วใช่ไหม?”
ท่านผอ.พยักหน้ารับ
“ทุกท่านในที่นี้ล้วนทราบดีว่าคนที่ท้าประลองเป็นลูกสาวของท่าน!!!”
เสียงผู้ชมโดยเฉพาะเด็กน้อยปี 1 ล้วนส่งเสียง “ใช่” กันสนั่นลานประลอง
อัครยุทธ์ดุสิตกัดกรามแน่น‘อะไรกันนี่?สิ่งที่พิมพ์ลภัสบอกข้าว่าไอ้เจ้าเด็กนี่ขอท้าประลองงั้นก็แสดงว่า....’
แม้จะเริ่มรู้ตัวว่าการออกมาโวยวายแบบนี้ไม่เหมาะสมตั้งแต่แรกมีหรือที่อัครยุทธ์ดุสิตจะกลับออกไปอย่างดีๆกระทำเช่นนั้นคงต้องเสียหน้าอย่างมิต้องสงสัย
การท้าประลองมีจุดเริ่มต้นมาจากลูกสาวของตัวเองแต่กลับเล่าให้พ่อฟังว่าเด็กปราณขอท้าประลอง เมื่อเรื่องกลับตาลปัตรเช่นนี้ก็ต้องหาทางออกมิให้เสียหน้าและยิ่งลูกสาวที่ได้ชื่อว่าเก่งเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนกลับพ่ายแพ้แบบหมดรูปให้กับเด็กใหม่ซึ่งอายุเพียง6 ขวบ ช่างขายหน้ายิ่งนัก
“ก็ลูกชายของท่านชนะ...ท่านจะพูดยังไงก็ได้นี่ ท่านปรมาจารย์บุญ... แต่ถ้าลูกชายของท่านพ่ายแพ้และบาดเจ็บเช่นพิมพ์ลภัสล่ะ?...ท่านอาจจะไม่มาพูดแบบนี้ก็ได้”
“ข้าก็ต้องรับให้ได้ เพราะมันเป็นการตัดสินใจของเขา...”
ปรมาจารย์บุญพูดทันทีโดยไม่คิด เพราะเขาสั่งสอนลูกมาแล้วเป็นอย่างดีอีกทั้งลูกชายยังกลายเป็นผู้คิดค้นกระบวนท่าให้แก่สกุลอีก เด็กแบบนี้ไม่มีทางประพฤติเลวทรามอย่างแน่นอน
อีกทั้งยังมีท่านลุงผู้ลึกลับคนนั้นที่คอยขัดเกลาบ่มเพะนิสัยที่ดีงาม จึงกล้าพูดได้อยางเต็มปากว่าปรมาจารย์บุญให้เกียรติกับความคิดและการตัดสินใจของบุตรชายไม่ต่างอะไรกับความคิดและการตัดสินใจของผู้ใหญ่
“ท่านอย่ายัดเยียดความคิดเห็นแก่ตัวและใช้กำลังของท่านแล้วคิดว่าคนอื่นต้องกระทำเหมือนท่าน ซึ่งข้าจะไม่ทำเรื่องเล็กๆให้กลายเป็นเรื่องใหญ่หรอก!!!”
“ท่าน....!!!”
อัครยุทธ์ดุสิตทนฟังคำพูดจาที่เสมือนการเย้ยหยันไม่ไหวด้วยความที่ตัวเองเป็นถึงอัครยุทธ์ ความยิ่งผยองที่คิดว่ามากล้นฝีมือจึงยอมไม่ได้ที่วาจาเฉือดเฉือนเช่นนี้จะออกมาจากขั้นปรมาจารย์ยุทธ์
ลูกสาวก็แพ้ไปแล้วการที่พ่อจะพ่ายแพ้ต่อคำตำหนิย่อมจะไม่ใช่ผลดีต่อตัวเขาเองแน่ๆ