ฮวาชิงเหยียนมองสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และอาวุธทหารซึ่งเรียงรายอยู่ภายในพื้นที่นั้นด้วยความตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
“เปิดได้จริงๆ ด้วย! ขอบคุณท่านอ๋องมากเจ้าค่ะ!” ฮวาชิงเหยียนลืมเรื่องจูบแรกที่เพิ่งเสียไปสนิท นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางหยิบขวดโอสถน้ำทะลวงพลังปราณที่เคยปรุงไว้ออกจากมิติเก็บของ แล้วยื่นให้เขาอย่างไม่ลังเล
เมื่ออ๋องเจ็ดเห็นนางหยิบขวดโปร่งแสงซึ่งไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุใด ด้านในบรรจุโอสถน้ำสีฟ้าออกมาจากแหวนหยก แววตาของเขาพลันวาววับขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าสตรีนางนี้จะมีความลับซุกซ่อนไว้มากกว่าที่เขาคาดคิด แต่เขาไม่ได้ถามอะไร เพียงรับขวดโอสถนั้นมาเก็บไว้ หลังนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวกับนาง “ได้เวลาแล้ว เข้านอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเข้าวัง”
เข้านอน?
เดี๋ยวก่อน!!
ความจริงฮวาชิงเหยียนตั้งใจว่าทันทีที่เปิดแหวนได้จะกลับไปที่จวนอันกั๋วกงทันที แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘เข้าวัง’ จากปากของอ๋องเจ็ด ก็ทำให้นางนึกถึงคำที่ซูซื่อกำชับเมื่อวาน ตามธรรมเนียมของราชวงศ์ หลังวันแต่งงานหนึ่งวันจะต้องเข้าวังไปถวายบังคม ตอนนี้จึงยังไม่เหมาะสมที่จะกลับไป
ทว่า...
“ท่านอ๋องจะนอนกับข้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ!” ฮวาชิงเหยียนมองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อราวกับว่าเขากำลังล้อเล่น
อ๋องเจ็ดเห็นสีแดงจางๆ ปรากฏบนใบหน้าของนางจึงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบไล่มองรูปร่างของนางตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวเย้าเสียงเรียบ “ฮูหยินวางใจ ข้าไม่ได้หิวกระหายถึงขั้นจะล่วงเกินสตรีที่แยกแยะไม่ออกว่าด้านหน้าหรือด้านหลัง”
ฮวาชิงเหยียนก้มมองหน้าอกของตนเองทันที
ตรงไหนที่ดูไม่ออกว่าด้านหน้ากัน!
ท่านตาบอดหรืออย่างไร!!
ฮวาชิงเหยียนแทบอยากแปลงร่างเป็นสิงโตคำรามใส่เขา ทว่าพอคิดอีกที การที่อ๋องเจ็ดไม่สนใจตนนั้นน่าโล่งใจมากกว่า
แต่จะให้นอนเตียงเดียวกับบุรุษ ฮวาชิงเหยียนก็รู้สึกว่ายอมรับไม่ได้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ก็กระอักกระอ่วนอยู่ดี อีกอย่างนางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอ๋องเจ็ดชื่ออะไร
“เช่นนั้นเจ้านอนก่อน ข้ายังต้องไปจัดการงานที่ห้องหนังสือ” อ๋องเจ็ดไม่หยอกนางต่อ เขาพูดจบแล้วทำท่าจะจากไป แต่ก็หันกลับมาเอ่ยกับฮวาชิงเหยียน “ข้าชื่อจวินมั่วหาน”
ฮวาชิงเหยียนมองเขาด้วยแววตาตกตะลึง เขารู้ได้อย่างไร...ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่!
“พรุ่งนี้เข้าวัง หากมีผู้อื่นอยู่ด้วยอย่าเรียกข้าว่าท่านอ๋องเจ็ด” เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะนั่งลงบนรถเข็นแล้วจากไป
หากไม่ใช่เพราะคำพูดสุดท้ายของเขา ฮวาชิงเหยียนคงอดไม่ได้ที่จะเรียกเขาไว้แล้วถามว่าเขารู้ว่าใจนางคิดอะไรได้อย่างไร แต่ในเมื่อเขาไปแล้วก็ดีเหมือนกัน
ไม่ให้เรียกอ๋องเจ็ด แล้วจะให้เรียกว่าอะไรเล่า สามี? ท่านพี่?
แค่คิดฮวาชิงเหยียนก็ขนลุก นางพูดคำพวกนี้ไม่ได้จริงๆ
คิดได้ดังนั้น นางก็หยุดคิดแล้วพาตัวเองขึ้นเตียงเข้านอนเสียเลย
ห้องหนังสือจวนอ๋อง
อ๋องเก้าที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะกล่าวรายงาน “พี่เจ็ด เรื่องที่สตรีคนนั้นกล่าววันนี้เป็นเรื่องจริง สามีนางตายและเมื่อวานก็ไปหาหมอที่พี่สะใภ้เจ็ดของข้าจริงๆ ...”
“สรุปมา” อ๋องเจ็ดเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“ท่านอย่าเพิ่งเร่งสิ” อ๋องเก้าพูดพลางกลั้วหัวเราะ “ท่านใช้เวลาค่ำคืนอันมีค่ากับฮูหยินเพียงเพื่อสืบเรื่องนี้ ข้าจะทำให้ท่านผิดหวังได้อย่างไร”
อ๋องเจ็ดปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “น้องเก้า วันนี้พี่สะใภ้เจ็ดของเจ้ามอบโอสถน้ำทะลวงพลังปราณให้ข้าหนึ่งขวด เดิมข้าคิดจะให้เจ้าลองใช้ดู แต่ดูเหมือนว่า...”
“เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่ง!” อ๋องเก้ายกมือปรามอย่างรวดเร็ว “บุรุษผู้นั้นตายเพราะถูกวางยา ไม่ใช่เพราะเทียบยาของพี่สะใภ้เจ็ด ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือคุณชายใหญ่สกุลหลิ่ว หลิ่วอี้เฟิง ส่วนเหตุผลที่เขากลั่นแกล้งพี่สะใภ้เจ็ด น่าจะมาจากเรื่องที่พี่สะใภ้เจ็ดมีเรื่องกับคุณหนูสามสกุลหลิ่ว หลิ่วเหวินเยียนที่ถนนเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนั้นหลิ่วเหวินเยียนตั้งใจจะหาเรื่องพี่สะใภ้เจ็ด แต่กลับถูกหักหน้า เกรงว่าคงเจ็บใจอยากแก้แค้น”
อ๋องเก้าพูดรวดเดียวจบโดยไม่ต้องหยุดหายใจแม้แต่นิด
อ๋องเจ็ดฟังจบก็พยักหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังครุ่นคิด
“พี่เจ็ด เราจะจัดการหลิ่วอี้เฟิงอย่างไรดีขอรับ” อ๋องเก้าถามด้วยแววตาขบขัน
“ไม่ต้องรีบ แล้วหญิงคนนั้นเล่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่” อ๋องเจ็ดเอ่ยถาม
อ๋องเจ็ดยังพูดไม่ทันจบดี อ๋องเก้าก็เบิกตากว้างแสร้งทำตกใจเกินจริง “พี่เจ็ด ท่านรู้ได้อย่างไรว่าแม่นางผู้นั้นมีปัญหา! สตรีนางนั้นใจร้ายยิ่งนัก ถึงขั้นวางยาสามีตนเองแล้วโยนความผิดให้พี่สะใภ้เจ็ด สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า ‘ใจสตรียากแท้หยั่งถึง’ !”
อ๋องเจ็ดเพียงเหลือบมองเขาเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ “ควรจัดการอย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้ข้าบอกใช่หรือไม่”
อ๋องเก้าพยักหน้ารับก่อนจะแสยะยิ้ม ใครบังอาจกลั่นแกล้งพี่สะใภ้เจ็ดของเขา คนผู้นั้นเตรียมนับถอยหลังวันที่จะมีชีวิตอยู่ได้เลย
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฮวาชิงเหยียนตื่นขึ้นมาก็พบว่าสถานที่ตรงหน้าไม่ใช่ห้องนอนของตน นางสะดุ้งเฮือกก่อนจะค่อยๆ นึกได้ว่าตนแต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว นางรีบหันไปมองอีกฟากของเตียงทันที โชคดีที่อ๋องเจ็ดไม่ได้ฉวยโอกาสตอนกลางคืน แต่ถึงเขาคิดจะทำ นางก็ไม่มีทางยอมอยู่ดี
พอหยัดตัวขึ้นนั่งก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำเย็นชาที่คุ้นหูดังแว่วมาในความเงียบ
“ตื่นแล้วหรือ”
อ๋องเจ็ดที่นั่งอยู่บนรถเข็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่าน...มาทำอะไรที่นี่” ฮวาชิงเหยียนตกใจไม่น้อย เพราะนางไม่รู้สึกเลยว่ามีคนอยู่ในห้องด้วย
อ๋องเจ็ดยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า หรืออยากให้พวกบ่าวรับใช้รู้ว่าเมื่อคืนเราสองคนแยกกันนอน?”
เมื่อเห็นฮวาชิงเหยียนยังไม่ขยับตัว เขาก็เอ่ยต่อ “ยังไม่ลุกขึ้นไปล้างหน้าอีก ประเดี๋ยวพวกบ่าวจะเข้ามากันแล้ว”
ฮวาชิงเหยียนได้สติแล้ว จึงลุกขึ้นก่อนหันไปพูดกับเขา “ตามธรรมเนียมแล้ว หากวันนี้เข้าวัง เช่นนั้นวันพรุ่งข้าก็กลับจวนตนเองได้ใช่หรือไม่”
“ไม่ใช่จวนของเจ้า” อ๋องเจ็ดตอบ
“หา” ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วอย่างงุนงง
เขาตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เป็นบ้านมารดาต่างหาก”
ฮวาชิงเหยียนได้ยินแล้วถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็ไม่คิดจะเถียงเรื่องเล็กน้อยนี้
พอนางลุกขึ้น เหล่าสาวใช้ก็เข้ามาช่วยแต่งตัว นางจ้องมองตัวเองในกระจกซึ่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม้จะดูดีกว่าก่อนมาก แต่พอคิดถึงใบหน้าของอ๋องเจ็ดเมื่อคืน นางก็รู้สึกอับอายแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
นางโดนบุรุษแย่งความงามไปเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นบุรุษแท้ๆ ยังดีที่เขาสวมหน้ากากไว้ ไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าจะมีสตรีตกหลุมเสน่ห์เขาอีกเท่าไร
วังหลวง
ภายในตำหนักเฉียนชิง บุรุษรูปลักษณ์สง่างามคล้ายอ๋องเจ็ดอยู่หลายส่วน เพียงแต่ใบหน้าเขาประดับรอยยิ้มตลอดเวลา ชวนให้นึกถึงคำว่า...เสแสร้ง
บุรุษผู้นั้นคือจวินมั่วเสียน จักรพรรดิแห่งแคว้นหลงลี่
อ๋องเจ็ดกล่าว “ถวายพระพรฝ่าบาท วันนี้น้องเจ็ดพาฮวาชิงเหยียน คุณหนูรองแห่งจวนอันกั๋วกงมาถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ”
“ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” ฮวาชิงเหยียนรีบกล่าวตามทันที เขาหันมองอ๋องเจ็ดซึ่งนั่งบนรถเข็น ก่อนจะสังเกตเห็นว่าแม้เขาจะกล่าววาจาเคารพ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงความนอบน้อมแม้แต่น้อย
จวินมั่วเสียนหาได้ถือโทษ กลับยิ้มพลางเอ่ย “เมื่อวานน้องเจ็ดกับน้องสะใภ้เข้าพิธีวิวาห์ ตามธรรมเนียมแล้วพี่ชายอย่างเราควรไปร่วมพิธี เพียงแต่มีราชกิจติดพันจึงไม่สามารถไปได้ วันนี้ทั้งสองมาถวายพระพรเช่นนี้เรารู้สึกยินดียิ่ง”
แต่ในใจกลับคิดว่า เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย ดูเหมือนข่าวลืออ๋องเจ็ดไม่พอใจที่ต้องแต่งกับฮวาชิงเหยียนจะเป็นเรื่องจริง แม้แต่พิธีไหว้ฟ้าดินก็ยังยกเว้น วันนี้ดูจากท่าทีเหินห่างของทั้งคู่ ก็ยิ่งมั่นใจว่าฮวาชิงเหยียนไม่ได้อยู่ในใจของอ๋องเจ็ดเลย
ฉะนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาให้คนคอยจับตาดูนางอีก
จวินมั่วเสียนคิดเช่นนี้ ขณะที่อ๋องเจ็ดกลับทำเป็นไม่เห็นแววพินิจที่วูบผ่านบนใบหน้าของจักรพรรดิ ตอบพลางยิ้มบาง
“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เขารู้ดีว่าเมื่อวานจักรพรรดิทำอะไรไว้ ทว่าไม่คิดจะเปิดโปง เพียงกล่าวไม่กี่ประโยคเป็นพิธี แล้วค่อยขอตัวกลับ
ระหว่างทางออกจากวัง
องค์ชายสี่เห็นอ๋องเจ็ดนั่งอยู่บนรถเข็น ด้วยอยู่ห่างกันสิบกว่าจั้ง จึงรีบเรียกเสียงดัง “ท่านอาเจ็ด! ท่านอาเจ็ด!”
ทุกคนชะงักฝีเท้า
องค์ชายสี่รีบวิ่งเข้ามาใกล้ ก่อนกล่าวว่า “ท่านอาเจ็ด วันนี้ท่านพาชายาเจ็ดเข้าวังหรือไม่...” พูดยังไม่ทันจบก็เหลือบเห็นฮวาชิงเหยียนยืนอยู่ข้างอ๋องเจ็ด จึงขมวดคิ้วสงสัย “หืม คุณหนูฮวาชิงเหยียนก็อยู่ด้วยหรือ...แต่ว่า เหตุใดถึงมาอยู่กับท่านอาเจ็ด...”
องค์ชายสี่ที่เพิ่งจะตระหนักได้ชี้มือไปที่สองคนตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“พวกท่าน...พวกท่าน...อย่าบอกนะ! คนที่ท่านอาเจ็ดแต่งงานด้วยเมื่อวานนี้คือ...คุณหนูฮวาชิงเหยียนอย่างนั้นหรือ! มิน่าเล่าข้าถามท่านเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก!” องค์ชายสี่ส่ายหน้า ก่อนจะเปลี่ยนคำพูด “ไม่ใช่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า...ชายาเจ็ดต่างหาก”
ฮวาชิงเหยียนได้แต่น้อยใจพลางยิ้มเจื่อน นางกับองค์ชายสี่อายุไล่เลี่ยกัน แต่ตอนนี้กลับต้องให้เขาเรียกว่า ‘ชายาเจ็ด’ ชวนให้รู้สึกแก่ขึ้นมาทันที จึงกล่าวตามตรงว่า “ถึงแม้เมื่อวานจะเป็นวันแต่งงาน แต่ข้ามิได้ออกหน้า ท่านจะไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่...องค์ชายสี่ เรียกชื่อข้าเถิด เรียกชายาเจ็ดแล้วเหมือนข้ามีอายุเลย”
อ๋องเจ็ดไม่ได้พูดอะไร แต่กลับมองนางนิ่งๆ ด้วยสายตาลุ่มลึก
องค์ชายสี่กลับเป็นคนรู้กาลเทศะนัก รีบโบกไม้โบกมือพลาง “ไม่ได้หรอก! เรียกชื่อเฉยๆ ไม่เหมาะ ข้าดีใจที่ได้พบกับท่านอีกครั้ง เมื่อหลายเดือนก่อนท่านเคยช่วยชีวิตข้าไว้ ตอนนี้เราได้มาเจอกันอีกเช่นนี้...”
เขาพูดคุยกับฮวาชิงเหยียนอย่างกระตือรือร้น โดยไม่สังเกตว่าใบหน้าของอ๋องเจ็ดเริ่มเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ
จะบอกว่าช่างมีวาสนาเสียจริง?
อ๋องเจ็ดที่ทนฟังต่อไม่ไหวกล่าวขัดขึ้นด้วยเสียงเรียบไร้อารมณ์ “กลับจวนเถิด”
องค์ชายสี่เห็นท่าทางนั้นจึงจำต้องยอมถอย หยุดพูดอย่างเสียดาย ก่อนจะเอ่ยลาทั้งสองคน
ขณะรถม้าแล่นผ่านถนนสายหลักอันคึกคักช้าๆ ฮวาชิงเหยียนก็ได้ยินเสียงชาวบ้านด้านนอกซุบซิบกันไม่หยุด
“เฮ้อ...พวกเจ้าเพิ่งรู้กันหรือ ข้าได้ยินตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าฮวาชิงเหยียนแต่งงาน นางถูกยกเข้าไปในจวนราวกับเป็นอนุ ไม่มีแม้แต่พิธีไหว้ฟ้าดิน ทั้งคนที่มารับเจ้าสาวยังเป็นแค่ทหารที่อ๋องเจ็ดส่งมาเท่านั้น พูดแล้วน่าเวทนาเหลือเกิน...”
“มีอะไรให้น่าแปลกใจกัน ตลอดหลายปีมานี้ฝ่าบาทส่งสาวงามเข้าจวนอ๋องเจ็ดตั้งเท่าไหร่ ฮวาชิงเหยียนไม่เพียงไร้พลังฝึกตน แต่เป็นแค่คนไร้ค่า หากได้รับความสำคัญจากอ๋องเจ็ดนี่สิถึงน่าประหลาดใจ”
“แต่ว่า...เหตุใดอ๋องเจ็ดถึงไปแต่งกับฮวาชิงเหยียนเล่า หรือจะเป็นเพราะคิดรับผิดชอบจริงๆ? ดูแล้วการทำเช่นนี้ก็ตรงกับนิสัยของเขาไม่น้อย เพราะเมื่อครั้งอดีตอ๋องเจ็ดก็...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าฮวาชิงเหยียนก็มืดครึ้มทันที นางเหลือบมองจวินมั่วหานซึ่งสวมหน้ากากเงินนั่งอย่างไม่แยแสผู้ใด นางนึกภาพออกเลยว่าพรุ่งนี้ตอนกลับบ้าน จะต้องเห็นซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ที่กังวลจนแทบไม่ได้นอนเป็นแน่
ฮวาชิงเหยียนไม่อยากจะสนใจตัวตนเรื่องผู้นี้ยิ่งนัก
กระทั่งกลับถึงจวน นางก็ยังไม่ชายตาแลจวินมั่วหานเลยสักนิด รีบเดินเข้าเรือนของตนทันที
ดวงตาลุ่มลึกของอ๋องเจ็ดจับจ้องแผ่นหลังของฮวาชิงเหยียนอยู่นาน กระทั่งเงานางลับตาไป จึงสั่งให้อวี่เตี๋ยเข็นรถพาตนไปยังห้องหนังสือ
เรื่องที่จวินมั่วเสียนทำเมื่อวานยังติดอยู่ในใจเขา ไม่กี่วันก่อนเขาเรียกขุนนางสองคนมาพบ ทว่าจวินมั่วเสียนกลับตีความว่าเป็นภัย จึงสั่งประหารทั้งตระกูลในข้อหาหลอกลวงเบื้องบน
จวินมั่วเสียนทำเช่นนั้นเพราะต้องการเตือนที่เขาปฏิเสธสาวงามที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ แล้วไปแต่งงานกับฮวาชิงเหยียนแทนใช่หรือไม่