บทที่ 26 มาร์คัส
หนึ่งยืนเผชิญกับชายแปลกหน้า ร่างสูงใหญ่ผิวซีด ใบหน้าหล่อเหลาและผมสีทองบ่งบอกเชื้อสายตะวันตก ดวงตาสีดำสนิทของเขาลึกลับราวกับหลุมดำที่พร้อมจะดูดกลืนทุกอย่างที่จ้องมอง เขาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
เหนือแอบอยู่ด้านหลังของหนึ่ง ใบหน้าที่เคยไร้อารมณ์ตลอดมา บัดนี้แสดงออกถึงความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะมองไปที่ชายลึกลับตรง ๆ ได้แต่ก้มหน้าลอบชำเลืองเป็นครั้งคราว ออดซึ่งยืนเคียงข้างหนึ่งก็อยู่ในอาการแข็งค้าง เพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่เคยมีกลับโดนกดดันจนขยับตัวไม่ได้ หนึ่งเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ส่วนสมาชิกทีมดีที่อยู่รอบๆ ทุกคนได้แต่มอง เพราะโดนกดข่มจนไม่สามารถให้แสดงบทบาทใดได้เลย
สองยืนอ้าปากหวอจังงังนิ่งค้าง
“ฉันชื่อมาร์คัส” เขาพูดด้วยภาษาไทยชัดเจน เหมือนชาวต่างชาติที่อยู่เมืองไทยมานาน สายตาจับจ้องไปที่เจ้าเหนือ
“ฉันชอบใจเจ้าหนูนั่น ฝีมือเขาไม่เลวเลย เกือบเทียบได้กับเด็ก ๆ ของเรา” แล้วเขาก็พูดต่ออย่างไม่อ้อมค้อม
“ยกเขาให้ฉันได้มั้ย”
หนึ่งก้าวไปข้างหน้า ขวางสายตาของมาร์คัสที่มองเจ้าเหนือ ความรู้สึกที่ สู้ไม่ได้ ถาโถมเข้ามาทางสัญชาตญาณ เขาไม่กล้าลงมือด้วยซ้ำ เพราะเสียงในหัวมันบอกซ้ำๆว่า ถ้าทำแบบนั้น จะแค่เพียงได้สู้ แต่ไม่มีทางสู้ได้เลย
“เอาเถอะ เอาเถอะ” มาร์คัสถอนสายตาจากเจ้าเหนือ หันมาสบตากับหนึ่งแทน
“ก็แค่อยากได้น่ะ แต่ไม่ได้มากมายอะไรถึงกับต้องแย่งไปหรอก มันเหมือน เอ่อ… เหมือนคนเจอลูกหมาน่ารัก ถูกใจเลยอยากจะได้ แต่ก็ยังลังเลว่าจะเป็นภาระ หรือสร้างปัญหาให้ตัวเองไหม มันกึ่ง ๆ ว่าจะเอาหรือไม่เอาดีน่ะ ถ้านายหวง ฉันไม่เอาก็ได้”
มาร์คัสค่อย ๆ หันหลังแล้วเดินห่างออกไป ใช้เท้ากวาดฝุ่นหนาจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารพลางพูด
“นายรู้มั้ย มีพวกที่กินมนุษย์แล้วไม่เกิดอาการตัวสั่นอยู่หลายเผ่าพันธุ์เลยนะ หลังจากโลกไร้แสงอาทิตย์ เผ่าพันธุ์พวกนี้ก็สามารถออกมาโลดแล่นได้ ตอนนี้ก็พากันอพยพลงมาจากทิศเหนือ มายังเขตเส้นศูนย์สูตร เพราะหนีความหนาวเย็น อ้อ..ทางขั้วโลกใต้ก็ด้วยนะ และแถบนี้มนุษย์ก็เริ่มมาสุมหัวกัน จึงเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยม” เขาพูดต่อขณะที่เดินห่างออกไป
“ที่จริงแล้วฉันไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกนายเท่าไร อยู่ดี ๆ ก็มาทำลายอาหารของฉันทิ้งเฉย ๆ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้กิน แต่ก็เอาเถอะ มันก็แค่จำนวนเล็กน้อย ถือได้ว่าพวกนายก็ต้องป้องกันตัวล่ะนะ อีกอย่างฉันแค่ผ่านมา แหล่งหากินฉันอยู่ในเมืองใหญ่ อุดมสมบูรณ์กว่านี้เยอะ แต่ถ้าเข้าไปฆ่าพวกนี้ในเมือง ไม่แน่นะ ฉันอาจโมโหก็ได้”
ร่างนั้นดีดตัวพุ่งวูบหายไปอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจ
“ฝรั่งคนนั้น เอ่อ มากั๊ดนั่น เป็นตัวอะไรแน่ ไม่เหมือนพวกรอดอย่างเราเลย” ออดถามเสียงสั่น เขาทรุดฮวบลงนั่งยันเข่ากับพื้นหลังคากระเบื้องสีฟ้าเก่าซีดของที่ว่าการอำเภอ สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ราวกับคนเพิ่งรอดจากการจมน้ำ จมูกของเขาที่เคยรับกลิ่นได้ดีบัดนี้แสบร้อนไปหมดเพราะกลิ่นอายความตายจากฝรั่งผมทองเมื่อสักครู่ ส่วนเจ้าเหนือพุ่งเข้ากอดขาหนึ่งแน่น ร่างกลม ๆ สั่นระริกด้วยความกลัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไม่ใช่คนแบบเราแน่ครับน้า น่ากลัวกว่าพวกตัวสั่นเป็นร้อยเท่า” หนึ่งลูบหัวเจ้าเหนือพร้อมกับส่งจิตสำนึกร่วมบอกกับออด เขารู้ดีว่าถ้าเมื่อครู่ฝรั่งที่ชื่อมาร์คัสคิดจะชิงตัวเจ้าเหนือไปจริงๆ พวกเขาไม่มีทางต้านทานได้เลย
ด้านล่างตึก สองที่เพิ่งหลุดจากอาการนิ่งค้างสะบัดหน้าแรง ๆ กระชับมีดดายหญ้าพลางก้มหน้าครุ่นคิดพึมพำ
“มาร์คัส…. หรือว่า..."
ขณะที่ปุ๊กและสมาชิกทีมดีคนอื่น ๆ เริ่มขยับตัวได้ตามปกติ ทยอยหันไปมองหน้ากันด้วยแววตาตื่นตระหนก
“รีบขนของ! เคลียร์เสร็จแล้วรีบกลับหนองนกเอี้ยงกันเถอะ!” เด่นส่งเสียงต่ำสั่งการผ่านจิตสำนึกร่วม ไปถึงทีมซีด้านในตึก หลังจากที่เขาได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ข้างนอก น้ำเสียงของผู้นำทีมเอไม่มีความฮึกเหิมหลงเหลืออีกต่อไป เมื่อเขารู้ว่าเจ้าเหนือ ลูกชายของตน ตกเป็นเป้าหมายของชายลึกลับ เด่นมีเพียงความเร่งรีบที่จะพาทุกคนกลับสู่เขตปลอดภัยของหมู่บ้าน
“เดี๋ยวก่อนอาเด่น! จะกลับได้ยังไง!” เสียงของนัท ดังแทรกขึ้นมาในจิตสำนึกร่วม เธอชี้ปลายมีดสั้นไปทางอาคารใหญ่สองชั้นที่อยู่ไม่ไกล
“โรงพักอยู่ในรั้วเดียวกันแค่นี้ ห้องเก็บของกลางในนั้นน่าจะมีอะไรอีกเยอะแยะ มาแล้วทั้งที จะมาเสียเที่ยวแค่นี้ไม่ได้!”
คำพูดของนัท ทำให้ทุกคนชะงัก ทีมเอที่กำลังจะกลับ หันมองหน้ากัน
แววตาที่เคยตื่นตระหนกในเรื่องราวของมาร์คัส เริ่มมีแววครุ่นคิดและลังเลด้วยความเสียดายคลังสมบัติที่อยู่ข้างหน้า
“มันก็จริงอย่างที่หนูนัทมันว่าเหมือนกันนา” ออดที่เพิ่งหายใจคล่องคอขยับลุกขึ้นยืนบนหลังคา ทุบอกตัวเองดังปึ้กๆ พูดกับหนึ่ง
“ไอ้ฝรั่งหมากั๊ดนั่นมันบอกเองว่ามันแค่ผ่านมา แหล่งหากินมันอยู่ในเมืองใหญ่ มันไม่ได้สนใจที่นี่สักหน่อย ถ้าเราถอยตอนนี้ วันหลังก็ต้องมากันใหม่อีกอยู่ดี!”
หนึ่งนิ่งคิด ก่อนตัดสินใจ ส่งเสียงผ่านจิตสำนึกร่วม
“ความจริงแล้ว ถ้ามันคิดจะเล่นงานเรา ถึงหนีไปไหนก็ไม่รอดอยู่ดี ที่เรายังอยู่ได้เพราะว่ามันไม่สนใจเราเท่านั้น” แล้วเขาก็ออกคำสั่งทันที
“ทีมซี ขนไดปั่นไฟกับสายไฟขึ้นรถให้ไวที่สุด! ส่วนทีมเอกับทีมบี ตามผมมา เราจะไปค้นโรงพัก อาจได้ปืนกับกระสุนมาไว้ใช้! ทีมดี ทำหน้าที่เดิม ห้ามประมาทเด็ดขาด น้าออดอยู่สังเกตการณ์ ช่วยทีมดี เจ้าเหนือตามมากับลุง!”
เหนือติดตามหนึ่งไปอย่างว่าง่าย
ทีมอื่นอาจไม่เข้าใจความหวาดหวั่นที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ แต่สมาชิกทีมดีที่เจอมากับตัวทุกคนย่อมรู้ดี พวกเขาตรวจตราพื้นที่รอบตัวอย่างเข้มงวด
สถานีตำรวจภูธร ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกับที่ว่าการอำเภอ กั้นกลางด้วยถนนคอนกรีตเล็กๆเส้นเดียว ตึกสองชั้นกว้างยาวสีขาวหม่น ตัดสลับกับสีน้ำตาลเข้มที่ชาวบ้านมักเรียกกันติดปากว่าสีเลือดหมู ซึ่งบัดนี้ซีดจางลงมาก บานประตูด้านหน้าเป็นกระจกสีทึบ บัดนี้กระจกบางส่วนแตกเป็นชิ้นกองอยู่ที่พื้น มีอีกบางส่วนที่ยังติดอยู่กับโครงคร่าวอลูมิเนียม
หนึ่งซึ่งเดินนำหน้า ส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด เขาถอดรองเท้าออก เดินด้วยเท้าเปล่า จมูกที่รับกลิ่นได้ดีกว่าสุนัขหลายเท่า และฝ่าเท้าที่สามารถรับรู้แม้แรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยจากด้านใน บอกเขาว่า ที่นี่อันตรายกว่าที่คิด
“ชาวบ้านทุกคน ถอยไปรวมกับทีมดีทำหน้าที่ล้อมเป็นกำแพงป้องกัน เมื่อมีตัวสั่นข้างนอกที่ได้ยินเสียงแล้วบุกเข้ามา เพราะจากนี้ไป เราจำเป็นจะต้องใช้ปืน ชุดแกนนำ 14 คนเว้นน้าออด ให้มารวมที่นี่”เขาส่งจิตสำนึกร่วมถึงทุกคนด้วยคลื่นเสียงต่ำ
หนึ่งกวาดตามองสำรวจประเมินแกนนำทุกคนนอกจากออดที่ยืนคุมเชิงอยู่บนหลังคา
“ขอปรับแผนอีกครั้ง ให้ทุกคนลองใช้ความถนัดของตัวเองตรวจสอบดูข้างในนี้ จะรู้ว่าไม่มีพวกตัวสั่นและตัวคลานอยู่เลย เหลือเพียงตัวโดดกับตัวดัน ที่กำลังซ่อนตัวอย่างแนบเนียน คนที่ใช้การตรวจจับความร้อนจะยังสัมผัสมันจากด้านนอกนี้ไม่ได้ กลิ่นของมันก็เจือจาง มีเพียงเสียงคลื่นความถี่ต่ำที่รับได้ชัดเจน” เขาส่งข้อความผ่านจิตสำนึกร่วม
“ความหมายที่จะบอกก็คือ มันอันตรายกว่าที่คิด นุช ปุ๊ก และสอง ไปคุมทีมดี แทนน้าออด”
ทั้งสามคนผละไปทันที ไม่มีใครตั้งคำถาม เหมือนกับออดที่สวนเข้ามาสมทบอย่างรวดเร็ว
นุช มีอาวุธคือท่อเหล็กปลายแหลม มีดดายหญ้า และลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ ปุ๊กใช้เคียวเกี่ยวข้าวและลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์เช่นกัน ส่วนสอง มีมีดดายหญ้า และปืนสั้น FEG PA-63 7.65 มม.ที่มีกระสุนเหลือเพียงนัดสุดท้าย
สำหรับสองนั้น ยิงได้แค่นัดเดียวปืนในมือก็มีค่าเท่ากับเศษเหล็ก แถมเจ้านี่ขึ้นชื่อว่ามือห่วยมาก ก่อนวันสิ้นโลก เขาถูกล้อเลียนเสมอว่า ถ้าไม่ล็อคคอเป้าหมายไว้ก็ไม่มีทางยิงโดน
“คนใช้ลูกซอง เปลี่ยนมาใช้ลูกโดดให้หมด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องกระสุนลูกปรายยิงโดนกันเอง มันจะทำให้การตัดสินใจยิงทำได้ง่ายขึ้น” หนึ่งแนะนำ ออด ไข่ และเด่น ที่ใช้เรมิงตัน 870 เหมือนกันทำตามทันที เช่นเดียวกันกับกานต์ที่ใช้แฝดไบคานแบบขนาน ส่วนดอกและอ้อน สองแม่ลูก ไม่เสียแรงที่เป็นครอบครัวของผู้มีอิทธิพลในโลกก่อน ทั้งคู่ใช้อาวุธเหมือนกัน คือมีดสั้นคารัมบิต และ ปืนสั้นขนาดกะทัดรัด Glock 43X ขนาด 9 มม. บรรจุสิบนัด ฝนยังถือ .38 LLAMA กระบอกเดิม ในมือนัทมี CZ 75 COMPACT และไนซ์กระชับ HK 33 ยืนอยู่หลังทุกคน"
ออดยื่นสมิธ M60 ลูกโม่พกซ่อนของเขาให้หนึ่งซึ่งมีเพียงท่อเหล็กเชื่อมกับใบมีดพก เป็นหอกประดิษฐ์ที่เขาใช้มาตั้งแต่วันสิ้นโลก
“ไม่เป็น..ไร...ครับ ”หนึ่งสั่นหัว พูดด้วยเสียงขาดๆหายๆของเขา ก่อนส่งจิตสำนึกร่วมบอกกับออด
“น้าเก็บไว้ใช้ตอนฉุกเฉินเถอะครับ ตอนนี้ต้องให้น้านำหน้าแล้ว” ในบรรดาคนกลุ่มนี้ มีเพียงเขาและเจ้าเหนือ ที่ไม่มีอาวุธปืน แต่เหนือก็เตรียมพร้อมเต็มที่ ก้อนหินที่เขาเลือกอย่างพิถีพิถัน ความโตประมาณลูกปิงปอง อยู่ในมือเล็กๆแต่อวบอ้วนของเขาข้างละสองก้อน
“ระวังตัวขั้นสูงสุด พวกในนี้เมื่อก่อนเป็นตำรวจ ร่างกายสูงใหญ่แข็งแรงกว่าคนธรรมดามาก คงกินคนอื่นมานับไม่ถ้วนถึงกลายเป็นระดับสามอย่างตัวโดดและตัวดันพวกนี้”
คำเตือนผ่านคลื่นเสียงต่ำของหนึ่งทำให้อากาศในโถงหน้าทางเข้าเย็นเยียบลงไปอีก แกนนำทั้ง 11 คนที่ก้าวเท้าพ้นขอบประตูอลูมิเนียมเข้ามาต่างกระชับอาวุธในมือแน่น สายตาจับจ้องฝ่าความมืดที่มีเพียงแสงสลัวจากฟ้าฝนภายนอก ส่องเข้ามาสะท้อนคราบเลือดและรอยเล็บครูดลึกบนผนังปูนสีเลือดหมู ตึกสถานีตำรวจหลังนี้เงียบสงัด เงียบจนได้ยินเสียงฝนกรดกัดเซาะหลังคาสังกะสีด้านนอกดังเปาะแปะ
หนึ่งยืนนิ่ง ฝ่าเท้าเปล่าของเขาแนบสนิทกับพื้นปูนที่เย็นเยียบ เขารู้ว่าพวกมันไม่ได้เคลื่อนไหว แต่กำลัง ซุ่ม รอคอยเหยื่ออยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ของโรงพัก
“ห้องสืบสวนด้านซ้าย... มีสามคน” หนึ่งส่งจิตสำนึกร่วมบอกพิกัดชัดเจน
“พวกมันแฝงตัวอยู่หลังตู้เหล็กเก็บของกลาง ความร้อนในตัวมันลดต่ำลงจนเกือบเท่าอุณหภูมิห้อง น้าดอก น้องอ้อนเดินนำ ไนซ์คุมท้าย” ดอกและอ้อน สองแม่ลูกสายเลือดมาเฟียเก่าขยับกายอย่างพร้อมเพรียง ด้ามโพลิเมอร์บางเฉียบของ Glock 43X ออกแบบมาเข้ากับสรีระมือของผู้หญิงพอดิบพอดี นิ้วชี้ของทั้งคู่แตะนิ่งอยู่ที่หน้าไกปืนที่มีสลักเซฟตี้ แขนทั้งสองข้างเหยียดตึง จัดท่าเล็งในความมืด ดวงตาของสองแม่ลูกเบิกกว้าง ปรับรับรังสีอินฟราเรดคลื่นยาว
ทันทีที่ก้าวพ้นกรอบประตูของห้องสืบสวนเข้าไป ภาพเงาโครงร่างมนุษย์สูงใหญ่ผิดปกติสามคนก็ปรากฏขึ้น มันไม่ใช่ตัวสั่นธรรมดา แต่เป็น ตัวดันระดับสาม อดีตตำรวจร่างยักษ์ในชุดเครื่องแบบที่ฉีกขาด กล้ามเนื้อไหล่และหลังขยายใหญ่หนา หนุนจนคอค่อม คราบเลือดแห้งเกรอะกรังตามเนื้อตัว พวกมันยืนพิงผนังนิ่งสนิทเพื่อพรางตัว
“โฮก...!!” เมื่อรู้ว่าความลับแตก ตัวดันคนแรกที่อยู่ใกล้ที่สุดพุ่งพรวดแยกเขี้ยวเข้าใส่ทันที ความเร็วของมันเหนือมนุษย์ทั่วไปมาก แรงเหวี่ยงจากท่อนแขนหนาพุ่งตรงเข้าใส่ตรงหน้าของดอก
ปัง! ปัง!
เสียงปืนในมือของดอกแผดคำรามขึ้นสองนัดซ้อนในห้องแคบ ๆ แสงไฟวาบจากปากกระบอกปืน ส่องให้เห็นใบหน้าซีดสยองของอดีตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างชัดเจน แรงรีคอยล์ของปืน 9 มม. มิติตัวบางดีดสวนขึ้นข้อมือ แต่ดอกคุมปืนได้อย่างมั่นคง กระสุนความเร็วสูงเจาะเข้ากลางแสกหน้าและลำคอของมันอย่างแม่นยำ
เลือดสีเข้มพุ่งกระฉูด ร่างยักษ์ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นโต๊ะทำงานจนพังทลาย ในจังหวะเดียวกัน ตัวดันอีกสองคน เมื่อเห็นเพื่อนล้มมันกลับไม่ถอย ทั้งสองใช้ความถึกทนโถมเข้าใส่พร้อมกัน อ้อนเอี้ยวตัวหลบฉากอย่างว่องไว ปืนในมือขวาของเธอระเบิดกระสุนสวนเข้าใส่ช่วงอกของมันสามนัดซ้อน
ปัง! ปัง! ปัง!
แรงปะทะของกระสุน 9 มม. ทำให้ร่างยักษ์ชะงักไปเล็กน้อย แต่มันยังไม่ตาย! ผิวหนังหนาเตอะจากการวิวัฒนาการช่วยซับแรงกระสุนไว้ได้ส่วนหนึ่ง มันอ้าปากกว้างหวังจะงับเข้าที่ไหล่ของอ้อน
“อ้อน หลบไป!” เสียงเด่นคำรามลั่นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆ พุ่งสวนเข้ามา เรมิงตัน 870 ในมือของผู้นำทีมเอ ถูกยกขึ้นระดับสะโพก ในระยะประชิด ปากกระบอกปืนลูกซองจ่อเข้าที่ใต้คางของตัวดันร่างยักษ์คนนั้น
ตูม!!!
กระสุนลูกโดดตะกั่วล้วนขนาดใหญ่พุ่งระเบิดออกจากลำกล้อง แรงปะทะมหาศาลแทบจะฉีกกะโหลกและส่วนบนของมันจนแหลกเหลว ร่างยักษ์ปลิวไปกระแทกตู้เหล็กเก็บของกลางจนบุบยุบลงไป เสียงปืนลูกซองในตึกปิดทึบดังกึกก้องสะท้อนไปมาจนแก้วหูของทุกคนอื้ออึงไปชั่วขณะ ตัวดันคนสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามจะพุ่งหนีออกทางหน้าต่างด้านหลังห้อง แต่ไม่พ้นสายตาของไนซ์ที่คุมเชิงอยู่ท้ายแถว ปืน HK33 ในมือของเด็กหนุ่มถูกปรับระบบกึ่งอัตโนมัติ กระสุน 5.56 มม. พุ่งเจาะทะลวงแผ่นหลังขวาและตัดขั้วหัวใจของมันจนร่างร่วงหล่นกองกับพื้นสิ้นฤทธิ์ทันที กลิ่นควันปืนฉุนกึกคละคลุ้งผสมกับกลิ่นเลือดและกลิ่นอับชื้นภายในห้องสืบสวนจนแทบหายใจไม่ออก
ดอกและอ้อนสลับเปลี่ยนซองกระสุนอันใหม่อย่างคล่องแคล่ว ควันจาง ๆ ยังคงพวยพุ่งออกจากปากกระบอกปืนสั้นทั้งสองกระบอก
“ชั้นล่างเคลียร์...” หนึ่งส่งสัญญาณผ่านจิตสำนึกร่วม สายตาของเขาเบนไปที่บันไดทางขึ้นชั้นสองซึ่งฝ่าเท้าเปล่าของเขากำลังรับรู้ถึงแรงสะเทือนถี่และรวดเร็วผิดปกติ มันไม่ใช่เสียงย่ำเท้าหนัก ๆ แบบตัวดัน แต่เป็นเสียงเล็บคมกริบที่กำลังเกาะเกี่ยวราวบันไดเหล็กและเพดาน ดีดตัวสลับไปมาด้วยความเร็วสูง
“ตัวโดด มันอยู่บนชั้นสอง และกำลังลงมาตามช่องบันได!” จิตสำนึกร่วมของหนึ่งเตือนสติทุกคน ทันใดนั้นกับร่างกลม ๆ ของเจ้าเหนือขยับเข้ามายืนจังก้าข้างเขา มือเล็กอวบกำก้อนหินขนาดลูกปิงปองแน่น สีหน้าไร้อารมณ์ ดวงตากลมใต้คิ้วที่เลิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมปีกจมูกที่บานหุบพะเยิบพะยาบ เจ้าเหนือพร้อมสู้อีกครั้งแล้ว