บทที่ 8 ละเว้น
ยามเช้าตรู่ ไร้ราชการ ว่างเว้นจากเื่ยุ่งยากทั้งปวง ห้องทรงอักษรเดิมพันด้วยชุดหมากล้อมหนึ่งกระดาน
“จงไปที่ดินแดนปทุมอุดร อ้อนวอนเทพสักองค์รักษาเสี่ยวฮวา” วางมือไปพลาง หารือไปพลาง
“ปทุมอุดร คือแดนบงกตบำเพ็ญเพียร แก้วปราการปกคลุมสิบทิศ ใช่ว่าจะฝ่าไปได้” จ้วนหลิวรู้สึกว่าวิธีนี้เปลืองกำลัง ลงมือมากได้ผลน้อย ไม่เต็มใจเสี่ยง บิดาเงียบงันไม่พูดอีก จ้วนหลิวเดินหมากหนึ่งช่องแล้วพูดต่อว่า
“ซือฝูซางเหล่า ชื่อนี้คือปรมาจารย์วงการแพทย์ มีชื่อเสียงอยู่มาก แต่ไม่มีผู้ใดพบเห็น เสด็จพ่อหมายให้ตามคนผู้นี้ใช่หรือไม่” วางหมากอีกทีหนึ่ง แหงนหน้ามองบิดา ลอบจับสังเกตทางสีหน้า
“ฉลาดรู้ทันไปหมด เทพาุโสูงส่ง อันที่จริงเร้นกายหลบซ่อนใต้ฟ้า ไม่รู้เป็ไม่รู้ตาย ผู้คนต่างปรารถนาพบเจอกราบไหว้” พระองค์หยางจวินถอนหายใจยาวทีหนึ่ง ล้มหมากกระดานด้วยไหวพริบ ทว่าเป็จ้วนหลิวที่อ่อนข้อให้เช่นเดิม
“อันที่จริง เซียนน้อยตนหนึ่ง รู้ตำรามาก การแพทย์ไม่ธรรมดา ปรุงยาแก้อาการได้ดี ไม่นานมานี้นางมาเยือนเจี้ยนหยวนของเราด้วยความจำเป็ หากไม่ขัดต่อพระประสงค์ จ้วนหลิวจะเชิญนางมาลองรักษาน้องหญิง”
จ้วนหลิวองค์ชายใหญ่เพียงหนึ่งเดียว เติบโตอย่างดีภายใต้คำสอนของปราชญ์และราชครู ไม่เ้าเล่ห์แต่ไหวพริบโดดเด่น ปัญญาลึกล้ำ ศิลปะวาจางดงาม ยกเื่นี้ขึ้นมาเสนอ หลีกเลี่ยงการเดินทางไกลไปยังแดนปทุมอุดร นอกจากไม่ได้ขัดราชโองการแห่งประสงค์าา ประการถัดมา ยังเป็การขุดโพรงให้สาวงามในดวงใจค่อยๆ แทรกซึมสู่ราชวงศ์
*****
ฟางเยว่ตื่นขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ จำได้แท้ ๆ ว่าหลับคาแผงอกแกร่งของเ้ากิเลนคลั่ง ตื่นก่อนก็หนีไป ไม่ปลุกคน คิดแล้วก็ขมวดคิ้ว ริมฝีปากขยับไร้เสียง ประหนึ่งกำลังด่าคน “เ้าสุนัขเรื้อนแล้งน้ำใจ” นอนอ้างว้างผู้เดียวยามเช้า มองไปทางหน้าต่าง เห็นเกาซียืนก้มหน้ายิ้มๆ ฟางเยว่รู้สึกอับอายจนหูแดง
“ยิ้มอันใด?” ฟางเยว่ถาม แต่เกาซีไม่ตอบ
“ไม่มีอันใด ก็ไม่ต้องยิ้มแล้ว”
ฟางเยว่ลุกจากเตียง เดินไปหลังฉากกั้น หาสุราสักไห ไม่พบ ใบหน้าสะอาดสะอ้านกลับมายุ่งหม่นมีอารมณ์ นางหงุดหงิดที่สุราไม่เหลือสักไห คิดเป็อื่นไปไม่ได้นอกจากฝีมือเ้ากิเลนคลั่ง ถอนหายใจยาวๆ ทีหนึ่งแล้วโบกมือครั้งหนึ่ง ร่างเซียนก็มาปรากฏที่ถนนสายหลัก ที่เป็ย่านการค้าในเมืองหลวงแล้ว
ปากงับรากโสมทีหนึ่ง ครั้นจะหยิบขวดหยกขึ้นมาดื่มสุราต่างน้ำก็ไม่มีแล้ว น่าหงุดหงิดสิ้นดี! ฟางเยว่เท้าสะเอวใช้ความคิด แม้พลังวิเศษมาก แต่เสกเงินทองไม่ได้ หางตามองไปเห็นป้ายติดประกาศแผ่นใหญ่ ใจความใดไม่สน รายละเอียดใดไม่ใส่ใจ เงินเท่านั้นที่คุ้มค่า อันประกาศหายอดหมอยารักษาคน นางคลี่ยิ้มเชื่อมั่นใจตัวเอง พลางคิดว่า ศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของท่านอาจารย์ซ่างเหล่า ไม่มีอะไรรักษาไม่ได้
เดินไปพลาง ยิ้มไปพลาง หยุดเท้าหน้าโรงสุรากลั่น ฟางเยว่สั่งสุรารวดเดียวยี่สิบไห เสี่ยวเอ้อลนลานรีบเข้ามาต้อนรับ ประจบประแจงหน้าสลอน
“บ้านนายท่านมีงานรื่นเริงอันใดขอรับ ถึงได้อุดหนุนกิจการเล็กๆ ของเรามากขนาดนี้”
“ไม่มีอันใด แค่ดื่มสุราต่างน้ำ”
“ห้าร้อยเก้าสิบเฉียนขอรับ” เหลาป่านคำนวณราคาอยู่ครู่หนึ่ง สั่งเสี่ยวเอ้อไปเก็บเงิน
“ไม่นับว่าราคาแพง พูดตามตรงตอนนี้ยังไม่มี แต่วันพรุ่งจะมาชำระ” ฟางเยว่หลิ่วตาไปอีกฝั่ง พลางพูดเช่นนั้น
“เหอะ! ที่แท้ก็พวกผู้ดีลวงโลก ไปเสียให้พ้น!” เสี่ยวเอ้อเบ้ปาก ท่าทีนอบน้อมเปลี่ยนเป็ดูแคลน
“นะ นี่ พวก เ้า!!”
“ร้านเรา ไม่ทำการค้าขาดทุน ไสหัวไป”
ฟางเยว่นับว่ามีมโนธรรมสำนึก ไม่รังแกผู้ด้อย หากจะต่อต้านคน เพียงดีดนิ้ว เ้าเสี่ยวเอ้อเลือกปฏิบัติผู้นั้น มีหวังได้กลายเป็ธุลี แม้ถูกขับไล่ออกนอกร้าน ไม่คิดใช้กำลัง ฟางเยว่ก้าวเท้าเข้ามาใหม่ ถอนหายใจครั้งหนึ่ง ล่วงเอาเ้าโสมรากทองเป็ประกัน นางวางของวิเศษล้ำค่าชิ้นนี้เป็เดิมพัน เหลาป่านได้เห็น รับรู้ได้ถึงความล้ำค่า ไม่อาจประเมินราคาได้ อย่าว่าแต่ห้าร้อยเก้าสิบเฉียนเลย หนึ่งพันตำลึงก็จ่ายได้ ทว่านางไม่ได้คิดจะขายเ้าโสมน้อยจริงๆ เพียงแต่ฝากไว้แทนคำสัตย์
สีหน้ากระดากของเสี่ยวเอ้อและเหลาป่าน เปลี่ยนเป็ชื่นมื่นนอบน้อม เข้าประจบนางเป็ครั้งที่สอง หนนี้แทบจะคลานเข่าเข้าต้อนรับ จู่ ๆ เสียงคำราม โฮก โครมคราม ดังขึ้น หนึ่งนาย หนึ่งคนรับใช้ หัวหด ขนพอง วิ่งปรูดไปหลบหลังร้าน ชะโงกหัวมองเป็ระยะ ฟางเยว่ยิ้มตาหยี ขำขันความขี้ขลาดของเ้าโลภทั้งสอง เมื่อครู่ยังขึงขังขู่คน บัดนี้ถูกขู่คืนเสียบ้าง กลับมีสภาพไม่ต่างจากไส้เดือนดินไร้ประโยชน์
เสียงคำรามหนักแน่นเมื่อครู่ ไม่ใช่ฝีมือฟางเยว่ แล้วเป็ฝีมือผู้ใด ใบหน้านางเพียงคิดสงสัย แต่ไม่ได้ใ อาศัยอยู่ในเทียนจื่อมาพันปี เสียงคำรามของสัตว์ป่าแบบใดบ้างที่ไม่เคยได้ยิน แล้วคนผู้นั้นที่สร้างเสียงคำรามก็เดินไพล่มือเข้าหานางจากด้านหลัง พลางกล่าวว่า
“คืนให้ท่าน”
“เ้าปุกปุย”
โสมรากทองคืนสู่มือเ้าของ จ้วนหลิวหมายจะพบนางอยู่พอดี จึงตามกลิ่นมาถึงที่นี่ เพื่อน้ำเมารสหยาบพวกนี้ ไม่คิดว่าสตรีงามและดูอ่อนหวานเช่นนาง จะกล้าใช้ของสำคัญแลกมา เขาลอบมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แววตาสุกใส ทั้งเอ็นดู ทั้งขำขันที่นางถูกเสี่ยวเอ้อรังแก แต่เมื่อเห็นสตรีถูกเอาเปรียบเกิดทนไม่ไหว คำรามข่มขู่ไปทีหนึ่ง
เ้าโลภทั้งสองคลานออกมาจากหลังร้าน หมอบคำนับองค์ชาย ร้องขอชีวิต พลางกล่าวว่า
“มีตาหามีแวว ไม่รู้ว่าท่านหญิงผู้นี้คือสตรีขององค์ชาย” ร้องขอไปพลาง โขกศีรษะไปพลาง
“นับว่าชาญฉลาด รู้วิธีพูดประจบเอาใจคน” องค์ชายมองไปที่เขา กึ่งยิ้มกึ่งดุ อันที่จริงจ้วนหลิวพอใจอยู่ไม่น้อย ยังไม่ทันแจกแจงสถานะ สายตาคนนอกก็มองออกว่าเขามีใจ รอบุปผาสนองไมตรี จากที่โกรธอยู่ จึงไม่โกรธแล้ว
“ข้าคือข้า มิใช่สตรีของผู้ใดทั้งนั้น” ฟางเยว่ไม่ชอบเื่ยุ่งยาก จึงแค่พูดต้านเสียงเบา ฝ่ามือกวาดเอาสุราของตนเก็บไว้ในถุงวิเศษ เดินนำออกไปด้านนอก หาที่เงียบสงบคุยกันสักที่ ในเมื่อไม่มีภารกิจอันใดให้รีบร้อน ครั้งนี้จึงอยากพูดคุยกับสหายปุกปุยให้มากหน่อย
สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่เกือบออกนอกเมือง ทั้งเงียบและสงบ ไม่รู้มาก่อนว่านอกเขตหุบเขายาจะมีสถานที่แบบนี้ เจี้ยนหยวนและสี่หัวเมืองที่ดูสาละวนวุ่นวาย ที่แท้ก็มีแหล่งพักใจเหลืออยู่บ้าง ด้านหน้านี้เป็ทะเลสาบสุยเหอ เหนือขึ้นไปราวสอง่ตัว เป็เงาไม้ ก้านเถิงหลัวโน้มลงมาเย้าหยอกนกน้อย ฝั่งซ้ายเป็ทุ่งบุปผานานาชนิด โอนเอนตามกระแสลมคล้ายกำลังเริงระบำ
“ชอบหรือไม่” จ้วนหลิวเห็นรอยยิ้มอ่อน แววตาสุกใสประหนึ่งท้องน้ำ พลันรู้ได้เดี๋ยวนั้นว่านางกำลังคิดถึงบ้านเก่า (หมายถึงเทียนจื่อ หุบเขายา)
ฟางเยว่ได้ยินได้ฟัง แต่ไม่ตอบ ไม่ขยับปาก ทำเฉยตีมึน ราวไม่ได้ยินเสียงคนพูด นางคิดถึงเทียนจื่อมากจริงๆ แต่ส่วนลึกล้วนไม่อยากนึกถึง ทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไป ใบหน้ายิ้มสะอาดอ่อนโยนของท่านอาจารย์ผุดแทรกเข้ามาในหัวทุกที นางเกลียดทวยเทพนัก เกลียดที่ทำให้คนผูกพัน แล้วพรากคนจากไป ยามนี้ดวงตาที่สุกใสคล้ายมือหยาดน้ำตาคลออยู่
องค์ชายจ้วนหลิวแม้ฐานะสูงส่ง แต่ไม่คิดใช้อำนาจกับนาง ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งไม่กล้าล่วงเกิน แค่ยืนข้างๆ ร่วมชมบุปผาภิรมย์ ร่วมชมทิวทัศน์ด้วยกัน นับว่าได้กำไรมาก ทว่าเื่สำคัญก็ต้องจัดการ จะปล่อยยืดยาวอีกไม่ได้ จึงพูดความจำเป็ของตนขึ้นมาว่า
“อันที่จริง ข้ามีเื่หนึ่งอยากขอร้องท่าน เสี่ยวฮวาน้องหญิงของข้าล้มป่วย หมอทั่วแผ่นดินไม่อาจรักษาได้ ความ้าของเสด็จพ่อ จะบีบบังคับข้าขึ้นเหนือ บุกดินแดนต้องห้าม อย่างปทุมอุดร เพื่อตามหาเทพโอสถตนหนึ่ง นามว่า ซือฝูซางเหล่า ข้านั้นจนปัญญา หลายพันปีมาแล้วที่คนผู้นี้หายสาบสูญเร้นลับ ข้าเป็คนมีปณิธาน เื่มากมายยังรอให้ตัวข้าสะสาง ลูกเมียยังไม่มี ไม่อาจทำเื่โง่เง่า ขาดดุลการค้า ถึงขั้นเอาชีวิตตนไปทิ้ง” นอกจากบิดาผู้เป็กษัตริย์ จ้วนหลิวไม่เคยขอร้องใคร อย่างมากก็ต่อรอง ไม่ก็ยื่นหมูยื่นแมว ตระหนักเสมอว่าค้าขายต้องมีกำไร ทว่าตอนนี้ต่างออกไป เขายอมขอร้องนาง และหวังว่านางจะตอบรับ จึงพูดต่ออีกว่า
“ยอมเข้าวังไปดูอาการเสี่ยวฮวาสักครั้ง คำนวณยาให้นางสักขนาน ไม่ว่าท่าน้าสิ่งใด ข้าจะหามาให้” เขาพูดโดยที่แววตามองไกล สุดลูกหูลูกตายังสามารถเห็นหุบเขายาได้อย่างเลือนราง
“อำนาจ บัลลังก์ หรือแม้แต่เจี้ยนหยวนทั้งแผ่นดิน ก็ให้ได้หรือ” นางตอบกลับเช่นนั้นด้วยสีหน้ามองไกล และเลื่อนลอย ไม่คาดหวังคำตอบ
“อำนาจให้ได้ บัลลังก์ให้ไม่ได้ หากแต่ตำแหน่งฮองเฮาให้ได้ เจี้ยนหยวนทั้งแผ่นดินจะเป็บ้านท่านหากแต่งกับข้า” องค์ชายคลี่ยิ้มเขิน แต่คำพูดทั้งหมดไม่ใช่เพียงเกี้ยวพาน แต่เป็คำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด
“ช่างต่อรองเก่งนัก หากเป็เช่นนั้นจริง อันตัวข้านั้นขาดทุน” ฟางเยว่พูดเสียงเบา สีหน้ากึ่งยิ้ม แต่เหมือนไม่ได้ยิ้ม
จ้วนหลิวฟังมาถึงตรงนี้กลับคิดต่าง และไม่เข้าใจความคิดของนาง ไม่ใช่ว่าผู้ใดอยากเป็ฮองเฮาก็เป็ได้ เห็นอยู่โท่งๆ ว่านางต่างหากที่เป็ฝ่ายได้เปรียบ เขายอมทำการค้าขาดทุนกับนางเพียงคนเดียวแล้วแท้ๆ ครู่หนึ่งจ้วนหลิวหันหน้ากลับไป เพิ่งจะสังเกตเห็นว่านางผิดแปลกไป สีหน้าดูเศร้าหม่นไม่มีความสุข
ชายหนุ่มไม่รู้จะปลอบใจฟางเยว่เช่นไร ขมวดคิ้วมุ่นครู่หนึ่ง ก็คิดออกอยู่เื่เดียว ร่างมนุษย์สง่าจำแลงกลับไปเป็ลูกแมวสีขาวปุกปุยที่นางเคยเอ็นดู เ้าปุกปุยเดินเข้ามาคลอเคลียขานาง แหงนมองหน้าทำตาปริบงุดงอด ประหนึ่งสัตว์เลี้ยงอ้อนเ้าของ ฟางเยว่ยิ้มอ่อนทีหนึ่ง แต่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น มองแล้ว ก็หันหน้ากลับไปมองหุบเขายาอีกหน คราวนี้เ้าปุกปุยพองตัว กลายเป็พยัคฆ์สีขาวใหญ่โต น่าเกรงขาม เ้าพยัคฆ์ขาวเดินวนรอบหนึ่ง แล้วเสกให้ปีกงอก โบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ส่งเสียงคำรามกู่ร้อง
หากนางยังไม่พอใจอีก เ้าพยัคฆ์ขาวยินดีเป็สัตว์พาหนะให้นางสักหนึ่งชั่วยาม ร่างสง่าโฉบลงอย่างมั่นคง กระพือปีกใหญ่พัดร่างฟางเยว่แหมะบนแผ่นหลัง นางใแทบแย่ กลัวตก รวบขนดกสองกระจุกดึงไว้อย่างนั้น เ้าพยัคฆ์ขาวคำรามเสียงหลงออกมาทีหนึ่งด้วยความเจ็บหน่วง เพราะไม่เคยยอมให้ผู้ใดขี่หลังมาก่อน ฟางเยว่หัวเราะทีหนึ่ง แบมือข้างหนึ่งขึ้นดู ขนสีขาวนุ่มติดมือเป็แผง นางตบแผ่นหลังเบาๆ พลางพูดอย่างรู้ผิดว่า “ขอโทษ… ข้าใ ต่อไปจะเบามือ”