Age of war

    ตอนที่ 126 จุดจบและจุดเริ่มต้น

    เสียงเพลงบรรเลงของเปอร์ไซด์ ได้กลายเป็นเสียงบรรเลงขับร้องประกอบการศึกประลอง

    ทหารมดเกราะสีดำอันน่าเกรงขามยืนเรียงแถวล้อมเป็นวงกลม

    ประดุจกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีวันพังทลาย

    ใจกลางวงกลมขนาดสามสิบเมตรคือแผ่นดินอันแห้งแล้ง

    สองบุรุษผู้กล้าหันหน้าเข้าหาด้วยแววตาอันเฉียบคม

    ดาบสีดำสี่เล่มถูกชูตั้งท่า

    สองดาบตั้งรับ สองดาบพร้อมจู่โจม

    ชุดเกราะสีดำเปล่งแสงพร้อมรีดเร้นพลังงานแผ่พุ่งออกจากร่างกาย

    อีกฝ่ายไร้ซึ่งชุดเกราะ ไร้ซึ่งเครื่องหุ้มกาย

    ใช้เพียงกล้ามเนื้อและทักษะซึ่งผ่านการขัดเกลามาอย่างยาวนานในการรับมือศัตรูคู่ฟ้าที่เก่งกาจ

    อาวุธคือตรีศูลที่หยิบยื้มมาจากอริศัตรูคู่ฟ้าตรงหน้า

    พวกเขาต่างสูดลมหายใจจนเต็มปอดพร้อมกับเค้นทุกสิ่งที่สั่งสมเพื่อนำออกมาใช้ในศึกประชันสุดท้าย

    สายลมพัดโบก คลื่นลมสงบ ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้

    สองบุรุษยืนตั้งท่าทิ้งระยะราวห้าเมตร

    ยืนนิ่งจับจ้องใส่กันดุจรูปปั้นหิน

    ความตึงเครียดอันไร้ขอบเขตโถมกระหน่ำซัดผ่านเข้าใส่

    “...”

    หากยืนต่อไปเช่นนี้ คงได้กินเวลาตราบเท่าฟ้าดินสลาย

    บานาจึงตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน

    ใช้ขาดันร่างของตัวเองให้พุ่งออกไปตรงหน้า พร้อมกับแทงตรีศูลออกไปเป็นการหยั่งเชิง

    ปลายง่ามปะทะปลายดาบทั้งสองของสเลบ

    สเลบจับดาบรับเป็นมุมแทยงอย่างมาดมั่นและกดหัวของตรีศูลให้จมลงดิน ก่อนจะกระโดดเข้าใส่พร้อมกับวาดดาบอีกสองเล่มในมือเข้าโจมตี

    บานาเอี้ยวตัวหลบดาบทั้งสองเล่มที่ฟาดฟันเข้าใส่

    หนึ่งดาบฟันลงตรง อีกหนึ่งดาบฟันไขว้ทแยงมุมลงจากทางซ้าย

    ความเร็วของการฟันดาบนั้น รวดเร็วประดุจประกายสายฟ้าฟาด

    อีกทั้งยังแผ่แสงรังสียืดยาว จนยากจะคาดการระยะหลบหลีกที่ปลอดภัยได้

    บานาหลับตาแล้วใช้ความรู้สึกรับรู้การโจมตีนั้น

    ใบดาบที่สะท้อนแสงพุ่งผ่านปลายจมูก

    แสงรังสีจากอีกเล่มวิ่งตัดอากาศผ่านปลายผิวหนัง

    มันเป็นการหลบหลีกที่สมบูรณ์แบบจนแม้แต่สเลบยังอดชื่นชมไม่ได้

    ในอดีตนั้นบานาไม่สามารถตามความเร็วของสเลบที่สวมเกราะแขนกลทันได้

    แต่ปัจจุบันนี้ บานาเริ่มสามารถจับจุดหลบได้แล้ว

    ถึงจะมีรอยแผลขนาดเล็กเกิดขึ้นตรงผิวหนังหนาของเขาก็ตามที

    "ฮึ่ม! "

    เสียงคำรามในลำคอของบานาได้ลอดผ่านดังออกมาสู่ข้างนอก

    ตรีศูลของเขาแผ่แสงรังสีเจิดจ้า พร้อมกับแผ่พุ่งพลังงานที่มากล้นออกไป

    ปลายสามง่ามซึ่งหักจมลงผิวดินได้ระเบิดออกจากแรงอัดอากาศร้อนที่แผ่กระจายออกมา

    ม่านควันธรรมชาติแผ่ลงปกคลุมเบื้องหน้าของบุรุษทั้งสอง

    สเลบเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ประสาทสัมผัสรับรู้ของตัวเอง

    มือทั้งสี่ตั้งท่าเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีของบานา

    ในพริบตานั้นเองที่ปลายเท้าอันใหญ่โตของบานาแหวกม่านอากาศพุ่งตรงเข้าใส่

    เขาใช้ตรีศูลแทนเสาค้ำ แล้วใช้มันเป็นจุดหมุนเพื่อเหวี่ยงตัวเองในการกวาดขาฟาดโจมตีใส่

    ขาที่ใหญ่เท่าหัวของสเลบกำลังจะซัดเข้าตรงที่ใบหน้าของเขา

    ในมุมมองของสเลบ ณ เสี้ยววินาทีนั้น ทุกวสิ่งต่างเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง

    ขับดับชุดเกราะจนถึงขีดสุดจนเห็นโลกเป็นเช่นนั้น

    เห็นทุกหยาดเหงื่อและเม็ดฝุ่นพงที่กำลังลอยคอได้อย่างชัดเจน

    ทุกสิ่งทุกอย่างเลื่อนไหลช้าราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้

    สติและสมาธิได้ถูกขับออกมาถึงขีดสุด

    สเลบเคลื่อนใบหน้าหลบให้พ้นจากปลายเท้าของบานาในระยะเพียงหนึ่งมิล

    ก่อนที่ภาพและการรับรู้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ

    แรงจากการฟาดขาเป็นวงกว้างนั้น ทำให้เกิดเป็นแรงลมโหมพัดหมอกฝุ่นจนปลิวกระจาย

    สเลบไม่รอช้ารีบโจมตีสวนในจังหวะที่บานายังคงอ้าขาอยู่

    ดาบทั้งสี่ถูกวาดลวดลายเริงระบำโจมตีอีกครั้ง

    สองเล่มเปล่งแสงรังสีโจมตี

    อีกสองเล่มวาดวงดาบเป็นคมเคียวที่ซ้อนทับกัน ก่อนจะเกิดเป็นคลื่นดาบแผ่พุ่งออกไป

    บานาใช้ประโยชน์จากแรงหมุนที่มีตรีศูลเป็นจุดศูนย์กลาง เหวี่ยงตัวเองหลบการโจมตีจากทั้งสี่ทิศขึ้นท้องฟ้ากว้าง

    ดันตัวเองขึ้นสูงไปสู่กลางอากาศเหนือผืนดินกว่าหกเมตร

    ก่อนที่จะใช้ตรีศูลในมือกระหน่ำรังสีสังหารราวกับเป็นการเทกระจาดลงมา

    สเลบเปิดใช้เกราะแขนกล ปล่อยให้มันสูบพลังชีวิตออกไปจนถึงขีดสุด

    เขารีบเคลื่อนตัวหลบออกข้างด้วยการถีบตัวอย่างรุนแรง

    การโจมตีที่ไม่น่าจะหลบได้ กลับทำได้เพียงแค่สังหารภาพร่างของสเลบในอดีตเท่านั้น

    การโจมตีของบานาได้จบลงพร้อมกับร่างอันใหญ่โตที่ร่อนลงมาสู่พื้น

    สเลบไม่รอช้านำดาบทั้งสี่มาประกบแล้วยิงรังสีสังหารส่วนกลับไป

    หนึ่งวินาทีรวมดาบทั้งสี่เข้าบรรจบปลาย

    หนึ่งวินาทีรวมพลังไปสู่ปลายดาบ

    และอีกหนึ่งวินาทีที่รังสีสังหารแผ่พุ่งตรงไปสู่หัวใจของบานา

    รวมเป็นเวลาสามวินาทีที่มากพอจะหลบการโจมตีนั้นได้

    การโจมตีของสเลบเฉี่ยวผ่านผิวหน้าอกของบานาจนเกิดเป็นเลือดสีดำลากยาวไหลออกมา

    บานารีบกระโจนร่างเข้าประชิดตัวสเลบก่อนที่เขาจะทิ้งระยะห่างออกไปไกลมากกว่านี้

    ตรีศูลเล่มยาวถูกแทงออกไปตรงหน้า

    แต่เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ร่างกายของสเลบ

    เป้าหมายของบานาคือดาบสีดำทั้งสี่เล่ม

    "ชิ!? "

    สเลบรีบหับปลายดาบไปในทิศทางที่จะไม่ถูกง้าวของบานางัดลงไปในร่องของง่ามทั้งสาม

    แต่เขาทำสำเร็จเพียงแค่สามเล่มเท่านั้น

    ดาบสีดำเล่มหนึ่งของสเลบได้ติดลงไปในร่องของง่ามตรีศูล

    ก่อนจะถูกรังสีความร้อนสูงละลายทิ้งจนเจิงนองอยู่ที่พื้นไป

    สเลบรีบตั้งหลักใหม่ด้วยดาบที่เหลือเพียงสามเล่ม

    เขารู้ตัวแล้วว่าฝีมือเชิงยุทธ์ของตนนั้นเป็นรองบานาอยู่ขั้นหนึ่ง

    สิ่งเดียวที่เขายังได้เปรียบคือชุดเกราะกับความว่องไวที่เขามีติดตัว

    สเลบทิ้งระยะห่างพร้อมกับยิงแสงรังสีโถมเข้าใส่

    บานาสามารถเลี่ยงจุดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่โชคร้ายถูกยิงเข้าไปที่หน้าอกจนเป็นรูกว้าง

    บานารู้ตัวดีว่าไม่สามารถไล่ตามความเร็วของสเลบทันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    เขาจึงตัดสินใจใช้ขาอันใหญ่โตแตะผืนดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายตรงเท้าจนลอยขึ้นสูง

    ม่านควันลอยคลุ้งขึ้นสูงอีกครั้งจนบดบังวิสัยทัศน์ตรงหน้า

    แต่ม่านที่บดบันนั้น หาได้ลดทอนการรับรู้ของสเลบไม่

    เขาใช้หนวดสัมผัสรับรู้พื้นที่ว่าง มองเห็นสภาพโดยรอบทุกตารางนิ้วราวกับใช้ตาทิพย์

    สเลบเริ่มเคลื่อนตัวเพื่อยิงโจมตีบานาอีกครั้ง

    บานารีบยกตรีศูลขึ้นมา

    สเลบคิดว่าบานาคงต้องการยิงแลกกระสุนกับเขา

    แต่นั่นเป็นการกระทำที่โง่เขลา

    เพราะชุดเกราะแขนกลของสเลบไม่ใช่สิ่งที่จะถูกเจาะได้ง่ายขนาดนั้น

    สเลบยิงกระสุนรังสีออกไป

    เส้นแสงได้พุ่งตรงออกไป

    ออกไปปะทะกับด้ามของตรีศูลที่ถูกยกขึ้นมารับเอาไว้

    "เฮ้ย!? "

    สเลบแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

    บานาไม่ได้โจมตีแต่เขาใช้มันเพื่อป้องกันตัวเอง

    อาวุธที่ยิงรังสีสังหารนี้ มันมีความแข็งแรงทนทานพอที่จะทำเช่นนั้นได้

    แถมบานายังสามารถป้องกันได้ทัน ราวกับว่ามองเห็นทิศทางของลำแสงที่โจมตีใส่เข้าไป

    ใช่แล้ว บานามองเห็นการโจมตีนั้นจริง

    แต่มองเห็นทิศทางการโจมตีจากการจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาของสเลบ

    บานาไม่มีทางตามความเร็วของแสงรังสีได้ทันอยู่แล้ว

    ดังนั้นบานาจึงตัดสินใจใช้อาวุธที่ได้รับมาจากสเลบเล่มนี้ปกป้องตัวเอง และใช้ดวงตาจับจ้องคาดเดาการโจมตีจากดวงตาของคู่ต่อสู้แทน

    ต่อให้ปกปิดหัวใจและการกระทำได้ยอดเยี่ยมเพียงได้ ผู้คนก็มิอาจโกหกดวงตาอันเป็นหน้าต่างของดวงใจได้

    “หน่อย! ”

    สเลบวิ่งถอยหลังแล้วกระหน่ำยิงใส่บานาไม่หยุด

    แต่การโจมตีของสเลบไม่อาจยิงโดนบานาได้

    ต่อให้เล็งโจมตีกระจายสามจุด เขาก็จะวิ่งหลบหนึ่งจุด แล้วใช้ความยาวของตรีศูลป้องกันการโจมตีในจุดที่เหลือ

    “แบบนี้ไม่ดีแน่…”

    สเลบเริ่มรู้สึกเสียใจที่รับคำท้าบานามาเสียแล้ว

    เพราะเขาเริ่มรู้ตัวว่าไม่อาจเอาชนะชายตรงหน้าได้

    นอกจากจะใช้แผนสกปรกที่เสื่อมเสียเกียรติอย่างการสั่งให้ทุกคนรุมโจมตี

    แต่สเลบไม่คิดที่จะทำเช่นนั้น

    เพราะเขาเองก็มีศักดิ์ศรีของขุนพลค้ำคออยู่เช่นกัน

    “อ๊ะ…”

    พอรู้ตัวอีกที สเลบก็พบว่าตัวเองได้ถอยมาจนชิดขอบสนามเสียแล้ว

    ร่างของบานาที่บุกเข้ามาหาตรงหน้านั้น ช่างรู้สึกกดดันราวกับมดน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าช้างสาร

    “ท่านราชินีแฟต…”

    สเลบสงบจิตใจตัวเองแล้วยกดาบดำทั้งสามเล่มขึ้นมาอีกครั้ง

    ผ่อนคลายกายวิภาค สูดลมหายใจเข้าไปลึก ก่อนจะปล่อยให้เกราะแขนกลสูบพลังออกไปจนถึงขีดสุดที่ร่างกายจะรับไหวได้

    ชุดเกราะเริ่มเปล่งแสงสีดำเจิดจ้า ประดุจเป็นอัศวินสีดำที่แผ่ออร่าอย่างน่าเกรงขาม

    เขาพุ่งตรงบุกไปหาบานาอย่างไม่คิดชีวิต

    บานาเองก็ไม่คิดที่จะหลบเช่นกัน

    นี่จะเป็นการปะทะบทเพลงสุดท้ายของพวกเขา

    ดวงตาของบานาจับจ้องไปที่ดาบทั้งสามเล่มของสเลบ

    สเลบยอมทิ้งดาบทิ้งสองเล่มลงไปที่พื้น ก่อนจะใช้มือสองข้างเข้ามาจับดาบเล่มเดียวยกขึ้นสูง

    ดวงตาของบานาได้เปลี่ยนเป้าหมายจากดาบทั้งสามเป็นดาบเล่มเดียวที่กำลังหมายจะแยกร่างของเขาออกเป็นสองส่วน

    ตรีศูลถูกยกขึ้นพร้อมกับหันปลายง่ามออกไปเพื่อหมายจะงัดดาบเล่มนั้นให้หักลงมา

    ในตอนนั้นเอง--

    *เพี๊ยะ! *

    เสียงของฝ่ามือที่ประกบกันทั้งสองข้างก็ได้ดังขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งสติกำลังตึงเครียดกันจนถึงขีดสุด

    เสียงที่ไม่คาดหมายนั้นได้ไปรบกวนสมาธิของบานา จนทั่วทั้งสมองของของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะหนึ่ง

    ถึงจะเป็นเสี้ยววินาที แต่นั่นมันมากพอที่จะให้สเลบลงมือสังหารบานาได้

    แล้วดาบดำของสเลบก็พุ่งตรงลงไป

    ชั่วพริบตานั้นเองที่บานาได้เห็นภาพย้อนอดีตของตัวเอง

    ภาพของการต่อสู้ ภาพของสงครามที่เกิดขึ้นมิรู้จบ และภาพของสตรีที่เขาหวังจะชุบกลับมาในอีกครั้งหนึ่ง

    ริมฝีปากของสตรียักษาคนนั้นได้เอยออกมาเป็นคำพูดเบา ๆ ด้วยแววตาที่เศร้าสร้อยว่า

    “บานา”

    ““ว๊ากกกกกกก! ”

    ภาพนั้นได้ดึงให้สมองของบานากลับมาทำงานอีกครั้ง

    ผ่ามือทั้งสองข้างหุบลงอย่างรวดเร็วเพื่อประกบรับดาบของสเลบเอาไว้

    มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนสเลบไม่อาจตั้งหลักได้ทันเวลา

    พริบตาที่สเลบผ่อนคลายตัวเองลงเพราะคิดว่าชนะแล้ว ได้กลายเป็นช่องว่างโจมตีสวนกลับของบานา

    บานาไม่รอช้ารีบหักหาบของสเลบลงด้วยพละกำลังอันมากล้นของเผ่ายักษา ก่อนจะเหวี่ยงหมัดชกออกไป

    กำปั้นที่ทุ่มสุดตั้วทั้งชีวิตของเขาได้ส่งร่างของสเลบลอยขึ้นท้องฟ้าสูงมากกว่าสิบเมตร

    ชุดเกราะแขนกลสีดำตรงสวนศรีษะได้บุบสลายบี้แบน

    ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ร่างของวีรบุรุษผู้ลอยขึ้นสูง

    ก่อนจะร่วงหล่นลงมาแน่นิ่งไร้สัญญาณชีวิตอีกต่อไป



    การประลองระหว่างผู้กล้าเผ่าอาร์โธร์โพดากับเผ่ายักษานั้น จบลงด้วยชัยชนะของเผ่ายักษา

    บรรดาลูกน้องของสเลบต่างยืนนิ่งไม่ขยับ

    พวกเขายืนล้อมวงวีรบุรุษเผ่ายักษาด้วยจำนวนที่มากล้นจนมิอาจนับไหว

    หากว่ากรูกันเข้าไป คงไม่ต้องสงสัยว่าใครจะได้รับชัยชนะกลับมา

    แต่พวกเขาไม่ทำเช่นนั้น

    ความพ่ายแพ้ของยอดวีรบุรุษคือความพ่ายแพ้ของเผ่าพันธุ์

    หากว่าไม่ยอมรับข้อตกลงนี้ตั้งแต่แรก แล้วจะท้าสู้หนึ่งต่อหนึ่งไปเพื่ออะไรกัน?

    ความตั้งใจของเจ้านายได้ถูกส่งต่อมาที่ลูกน้อง

    เจ้านายเป็นเช่นไร ลูกน้องเองก็จักเป็นเช่นนั้น

    แม้นเป็นศัตรู แต่เขาสู้อย่างยุติธรรมกล้าหาญ

    แล้วจะให้พวกเขารุมสังหารโหดได้อย่างไรกัน?

    ถึงจะผิดต่อราชินี แต่สมองที่พัฒนาการจนมีปัจเจกบุคคลชัดเจนนั้น ทำให้พวกเขาบางครั้งก็ทำเรื่องที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ออกมาได้

    อาจกล่าวได้ว่ามันคือคำสาปของสัตว์ที่มีสติปัญญาสูง

    กองทัพสีดำต่างก้มตัวลงคุกเข่าให้กับศัตรูผู้สังหารเจ้านายของตนเองอย่างพร้อมเพรียงกัน

    “แด่วีรบุรุษสงคราม”

    ก่อนจะใช้อาวุธในมือปลิดชีพตามเจ้านายของตนไป



    “จบแล้วค่ะ...”

    “จบแล้วละ…”

    เอรีสกับเปอร์ไซด์ต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

    พวกเธอหยุดร้องเพลงไปตั้งแต่เมื่อไหรนั้น แม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจทราบได้

    บางทีคงถูกการต่อสู้ของสุดยอดผู้กล้าจากทั้งสองเผ่าดึงดูดสายตาไป

    แต่ถึงการต่อสู้จะจบลงแล้ว เกมส์สงครามนี้ก็ยังไม่อาจจบลงได้

    ถ้าหากว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่

    โลกที่เต็มไปด้วยทะเลทรายและกำแพงสีดำแห่งนี้ ได้เหลือเพียงแค่สี่ชีวิต

    บานา เอรีส เปอร์ไซด์ และเอสเทอ

    ผู้กล้าจากเผ่ายักษาเดินขึ้นเนินฝุ่นเข้าไปหาเอรีสกับเปอร์ไซด์

    “พวกเราพร้อมแล้ว”

    “ขอเอาแบบไม่เจ็บปวดนะคะลุงบานา~”

    สตรีผู้งดงามทั้งสองต่างพูดด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่ร่าเริง

    พวกเธอคือผู้ที่ยอมรับความตาย

    “...”

    ผิดกับบุรุษเผ่ายักษาที่ไม่อาจมอบรอยยิ้มให้กับพวกเธอได้

    บานาตัดสินใจใช้ตรีศูลในมือแทงไปที่หัวใจของสตรีทั้งสอง

    ปลิดชีพในพริบตาโดยไม่ทำร้ายไปที่ใบหน้าของพวกเธอ

    หยาดน้ำตาโลหิตสีดำไหลลงมาราวกับเขือนที่พังทลาย

    ราวกับเป็นการสังหารส่วนหนึ่งของตัวเองทิ้งไป

    บานาวางร่างไร้วิญญาณของสตรีทั้งสองลงไปบนผืนดินอย่างอ่อนโยน

    ปิดเปลือกตาที่เบิกกว้างให้ปิดลงราวกับว่านี่คือยามราตรีอันสงบสุขวันหนึ่ง

    ก่อนจะเดินตรงไปทางเอสเทอผู้ที่ไม่ละความพยายามของตนลง

    “ดอง! เปิดเป็นรูเสียทีสิดอง! ขอร้องละดอง! ”

    แปรธาตุ ขจัดพลัง ใช้ทุกความรู้เท่าที่มีเพื่อหาทางทำลายเงามืดของเทพเจ้า

    แต่เอสเทอไม่อาจเข้าใจต้นตอของพลังงานตรงหน้าได้

    มันอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกของเธอ มันเป็พลังงานอันไร้ขีดจำกัดที่มิอาจทำให้สลายหายไปได้

    เอสเทอไม่สามารถทำลายมันได้จนกระทั้งวันสุดท้ายของชีวิต

    “ทำไมถึงทำลายมันไม่ได้ละดอง! ”

    เอสเทอกรีดเสียงดังอย่างหัวเสีย

    เธอโยนหนังสือความรู้อันล้ำค่าทั้งสองเล่มเข้าใส่พายุสีดำตรงหน้า

    “จะไม่สามารถหนีไปจากชะตากรรมที่เทพเจ้าขีดเอาไว้ได้เลยเช่นนั้นหรือดอง! แล้วแบบนี้พวกเราจะต่อสู้ จะพัฒนาอารยธรรมมาเพื่ออะไร!? มาเพื่อถูกทำลายกลับสู่ความว่างเปล่าเช่นนั้นหรือดอง! ”

    “ทุกชีวิตย่อมมีจุดสูงสุดที่ความว่างเปล่า...”

    “แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบนี้สิดอง! ”

    เอสเทอร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้ง

    เธอหุบปีกของตัวเองแล้วลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นแทบเท้าของบานา

    “บานา… ช่วยจบเกมส์… นี้ด้วยเถอะ… ฉัน… ไม่ไหวแล้ว...ดอง…”

    “ได้”

    ว่าแล้วบานาก็จัดการปลิดชีพของเอสเทอไปอีกคน



    เทพเจ้าทั้งสาม ไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ได้ตัวผู้ชนะของเกมส์แห่งสงครามรอบที่เก้าแล้ว

    นั่นคือเผ่ายักษาโดยมีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวคือ [บานา]

    บุรุษผู้ที่กลายเป็นผู้กล้าในวันสุดท้ายของโลก

    “พอใจกันแล้วใช่มั้ย! พวกเราฆ่ากันจนหมดทุกคนแล้ว! ไม่มีใครเหลืออีกแล้ว! ”

    บานาอุ้มร่างของเอสเทอที่เล็กจ้อยเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะกรีดเสียงดังไปที่ท้องฟ้ากว้าง

    “ทุกคนตายหมดแล้ว ทีนี่ก็ช่วยทำตามสัญญา! คืนชีวิตของพวกข้ากลับมาเดียวนี้! ไอพวกเทพระยำ! ”

    บานาไม่คิดจะเกรงใจคำพูดของตัวเองอีกต่อไป

    “ได้ พวกเราจะทำตามสัญญา”

    เหล่าเทพเจ้าต่างตอบรับเสียงร่ำไห้ของบานา

    เทพไร้แขนโบกแขนที่ว่างเปล่า แล้วฉับพลันนั้นกำแพงมืดก็สูญสลายหายไป

    ท้องฟ้าฉับพลันกลับมาสดใสสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง

    เทพไร้หน้าเป่าลมใส่ผืนโลกด้วยปากที่ไม่มีอยู่

    ฉับพลันนั้นสายลมก้เริ่มกลับมาพัดโบกอีกครั้ง

    ซากเมืองได้สลายกลายเป็นฝุ่น พร้อมกับดอกไม้และใบหญ้าที่กลับมางอกเงยบนผืนทราย

    เทพไร้ขากระทืบเท้าที่ไม่มีอยู่ลงบนผืนแผ่นดิน

    เกิดเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วทุกตารางนิ้ว บาดแผลบนแผ่นดินได้ถูกรักษา ทรัพยากรณ์ที่สูญสลายได้หวนกลับมา

    “นี่มัน…”

    บานาที่ได้เห็นปาฏิหาริย์กับตาตัวเองนั้น กำลังมองดูสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้สึกที่สับสน

    มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนเองไม่รู้จัก และความหวังที่ได้เห็นทุกสิ่งกำลังคืนกลับมา

    “และสุดท้ายคือการคืนชีวิต”

    เทพทั้งสามที่ยืนอยู่มิติเหนือกว่าเริ่มโปรยวิญญาณกลับสู่แผ่นดิน

    “พร้อมกับการชำระวิญญาณ”

    บานาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีความหวังที่จะได้เห็นแครอทอีกครั้งหนึ่ง

    “เพื่อต้อนรับเกมส์สงครามรอบที่สิบ”

    ก่อนจะถูกพลักจมลงไปในห้วงลึกของความสิ้นหวังเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

    “ว่ายังไง...นะ! ”

    ในพริบตานั้นเองที่บานาถูกดึงวิญญาณออกจากร่างไปโดยฝีมือของเทพเจ้าไร้หน้า

    ดวงวิญญาณถูกชำระล้าง ความทรงจำถูกชำระสิ้น

    “ฮะ ฮะ ฮะ ใช่! ใครมันจะโง่ปล่อยของสนุกแบบนี้ให้หนีไปจากมือกันละ! ”

    “จงสู้และทำสงครามต่อไปเพื่อความบันเทิงของพวกข้าเถอะนะ! ”

    “พวกแกกกกกกก! อ๊ากกกกกกกกกกกก! ”

    แล้วชีวิตในรอบที่เก้าของบานาก็ถูกชำระไม่ต่างไปจากคนอื่น...



    วันเวลาได้ไหลผ่านไป

    ชีวิตได้หวนกลับมาบนผืนแผ่นดิน

    สู่เกมส์แห่งสงครามรอบที่ [สิบ]

    ***นักรบสมองกล้าม เอรีส

    พอรู้สึกตัว ฉันก็พบว่าได้มายืนอยู่บนทุ่งหญ้าร้างแห่งหนึ่งแล้ว

    ที่นี่มีผู้คนมากมายยืนรายล้อมอยู่

    แต่ละคนล้วนดูอยู่ในช่วงของวัยหนุ่มสาว

    “ที่นี่คือโลกหลังความตายหรือ? ”

    ฉันมีชื่อว่า [เอรีส] เป็นชื่อเดียวกับเทพปกรณัมกรีกโบราณ

    เป็นนามของเทพแห่งสงคราม

    คงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมผู้หญิงอย่างฉันถึงมีชื่อที่ดูดุดันเช่นนี้?

    มันเป็นเพราะว่าฉันถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่เป็นทหารผ่านศึกยังไงละ

    ดังนั้นพอฉันโตขึ้นเลยเลือกไปเป็นทหาร

    แล้วก็ตายลงในขณะที่ออกไปทำภารกิจในตอนช่วงอายุได้ 35 ปี

    ฉันจำได้ว่าตัวเองได้ถูกแยกร่างเป็นชิ้น ๆ โดยระเบิดของพวกก่อการร้ายในตอนที่ตัวเองกำลังออกลาดตระเวน

    “...แต่นี่มันเหมือนกับฉันตอนอายุ 20 เลยไม่ใช่หรือไง? ”

    ดวงตาดำที่คมราวกับมีด ผมสีดำที่ตัดให้สั้นเพื่อไม่ให้เกะกะในตอนออกรบ ผิวที่ยังดูเปล่งปลั่งของวัยแรกสาว และใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์ของลูกครึ่งไทย-กรีซ

    คุณพ่อเป็นคนกรีซ ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย นั่นละคือที่มาของเชื่อสายฉันเอง

    “โลกคนตายไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่จริง ๆ ด้วยแฮะ…”

    ฉันจ้องมองร่างที่เปล่าเปลือยของตัวเองกับของมนุษย์คนอื่นที่กำลังยืนสำรวจสภาพรอบตัวอย่างงุนงง

    มีบางคนที่รู้สึกอายจนต้องรีบกอดตัวเองกลม แล้วนั่งลงไปที่พื้นเพื่อปกปิดร่าง

    แต่ฉันไม่ทำแบบนั้น เพราะไม่เห็นจำเป็นต้องอายเลยแม้แต่น้อย

    ที่นี่เป็นโลกหลังความตายไม่ใช่หรือไง แล้วจะอายไปทำไมกันละ?

    “ว่าแต่ธรรมชาติแวดล้อมที่เขียวขจี… เออ ดูเหมือนว่าจะมีทะเลทรายบางส่วนด้วย... แต่ทิวทัศน์แบบนี้มันออกจะดูต่างไปจากภาพของนรกที่เคยคิดเอาไว้เลยแฮะ”

    กลินของใบไม้และพืชพรรณได้ลอยมาแตะจมูก

    ระหว่างที่กำลังรู้สึกผ่อนคลายให้กับสภาพบรรยากาศของดินแดนหลังความตาย ฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า--

    “...ไม่มียมทูตหรือยังไงกัน? ”

    ที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้มีเพียงแค่มนุษย์อย่างฉันเท่านั้น

    หรือว่าที่นี่จะไม่ใช่ดินแดนหลังความตาย?

    หรือว่าดินแดนหลังความตายที่ฉันเข้าใจมาตลอดจะผิด?

    คงฝันอยู่ละมั้ง? บางทีพอตื่นขึ้น ฉันคงจะตื่นอยู่ที่โรงพยาบาลสักแห่งแน่นอน

    ในตอนนั้นเองที่เกิดแสงสว่างส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า

    แล้วฉับพลันนั้น สิ่งมีชีวิตที่รูปร่างแปลกประหลาดก็ได้ปรากฏขึ้นในฝั่งตรงข้ามของพวกเรา

    พวกมันมีจำนวนมหาศาล และมีรูปร่างเล็กราวกับเด็ก

    ปีกที่ส่องแสงประกายอยู่ที่ข้างหลังนั้น ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองหลุดมาในโลกของแห่งความเฟ้อฝัน

    แต่มันไม่จบลงเพียงเท่านั้น

    เกิดแสงสว่างส่องประกายเป็นรอบที่สองตรงจุดที่ห่างไกลออกไปทางฝั่งซ้าย

    ผู้ที่ปรากฏออกมาจากแสงนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่

    ราวกับยักษ์ที่น่ากลัว

    แล้วก็เกิดแสงสว่างเป็นรอบที่สาม...สี่...และห้า

    สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายกับมด แต่ยืนสองขา

    สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเหยี่ยว ซึ่งมีกรงเล็บดูน่ากลัว

    และกลุ่มหมอกแปลกประหลาด ราวกับเป็นพวกเชื้อโรค

    “ไอพวกนั้นมันตัวอะไรกันเนี่ย!? ”

    เกิดเสียงตื่นตระหนกไปทั่ว แม้แต่ฉันเองก็ยังอดที่จะกรีดร้องขึ้นมาไม่ได้

    ฝัน ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่นอน



    ***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    เราจำได้ว่าตัวเองตายเพราะอ่านหนังสือมากไป

    ก็นะ เล่นอ่านข้ามวันข้ามคืนไม่ได้นอนติดกันสิบวัน จะตายก็มิแปลกดอก

    “ที่นี่คือดินแดนแห่ง [สหภาพ] เช่นนั้นดอก~? ”

    พวกเราเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนแต่มีจุดบรรจบที่เดียวกัน

    นั่นคือแดนแห่ง [สหภาพ]

    “มีสัตว์ที่ไม่เคยพบเคยเห็นด้วยดอก~”

    เราบินขึ้นด้วยปีกคู่ที่โปร่งแสง

    ร่างกายที่เล็กจิ๋ว ผิวสีเนื้อที่ข่าวผ่อง ใบหน้าที่เรียวเล็ก ดวงตากลมโตสีฟ้าน่ารัก ผมสีเขียวงดงาม และร่างกายที่ไร้เพศชัดเจน

    นี่แหละคือรูปลักษณ์ของพวกเรา เหล่า [ภูติ] แห่งพงไพร

    พวกเราไม่เคยมีประวัติบันทึกเกี่ยวกับโลกแห่งสหภาพ เพราะคนตายไม่เคยได้กลับมาเล่าขานให้พวกเราฟัง

    ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงช่างดูแปลกตา และน่าสนใจยิ่งนัก

    “เผ่าของเราตัวเล็กที่สุดเลยดอก~”

    ในระยะสายตาของเรา มีสัตว์ที่ยืนสองขาอยู่สามเผ่า สัตว์ที่มีปีกหนึ่งเผ่า และกลุ่มหมอกดูน่าขยะแขยงอีกหนึ่งเผ่า

    พวกนี้คงเป็นเพื่อนร่วมจักรวาลของเรา

    “อืม~”

    เราจ้องมองออกไปอย่างสนอกสนใจ

    ในตอนนั้นเอง แสงสว่างก็ได้ฉับพลันเจิดจ้าขึ้นไปทั่วฟ้า

    “!? ”

    ดวงตาของเราพร่ามัว

    “หนทางการหยุดยั้งจุดจบของโลก มีเพียงแค่ทำลายคริสตั้นแห่งชีวิตของต่างเผ่าเท่านั้น เพราะพลังของคริสตั้นทั้งหก มีมากเกินไปจนกลืนกินแผ่นดินของโลกนี้”

    ข้อมูลจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่สมองของฉันดอง

    เป็นข้อมูลที่… คุ้น ๆ อยู่นะดอง

    “แด่เหล่าวิญญาณผู้ถูกเลือกทั้งหลาย จะมีเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น ที่จะได้รับชีวิตใหม่”

    “พวกเจ้าคือผู้ที่ตายลง เป็นวิญญาณบาป และมิอาจได้รับชีวิตใหม่”

    “นี่คือบทลงโทษของบาปที่พวกเจ้าได้ก่อเอาไว้”

    “จงต่อสู้เพื่อชีวิต”

    “หากไม่ต่อสู้ ก็จงจมสู่ห้วงลึกแห่งขุมนรก มิอาจ---”

    *โครม! *

    ในตอนนั้นเองที่มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า

    มันเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่า [ดาบแห่งพระเจ้า] กับก้อนหินกลม ๆ สีดำอีกหนึ่งลูก

    หืม… ว่าแต่ [ดาบแห่งพระเจ้า] มันคืออะไรกันละดอง?



    ***



    จากผู้แต่ง

    ตอนต่อไป คือตอนอวสานของ Age of war ครับ