เสียงเพลงบรรเลงของเปอร์ไซด์ ได้กลายเป็นเสียงบรรเลงขับร้องประกอบการศึกประลอง
ทหารมดเกราะสีดำอันน่าเกรงขามยืนเรียงแถวล้อมเป็นวงกลม
ประดุจกำแพงเหล็กกล้าที่ไม่มีวันพังทลาย
ใจกลางวงกลมขนาดสามสิบเมตรคือแผ่นดินอันแห้งแล้ง
สองบุรุษผู้กล้าหันหน้าเข้าหาด้วยแววตาอันเฉียบคม
ดาบสีดำสี่เล่มถูกชูตั้งท่า
สองดาบตั้งรับ สองดาบพร้อมจู่โจม
ชุดเกราะสีดำเปล่งแสงพร้อมรีดเร้นพลังงานแผ่พุ่งออกจากร่างกาย
อีกฝ่ายไร้ซึ่งชุดเกราะ ไร้ซึ่งเครื่องหุ้มกาย
ใช้เพียงกล้ามเนื้อและทักษะซึ่งผ่านการขัดเกลามาอย่างยาวนานในการรับมือศัตรูคู่ฟ้าที่เก่งกาจ
อาวุธคือตรีศูลที่หยิบยื้มมาจากอริศัตรูคู่ฟ้าตรงหน้า
พวกเขาต่างสูดลมหายใจจนเต็มปอดพร้อมกับเค้นทุกสิ่งที่สั่งสมเพื่อนำออกมาใช้ในศึกประชันสุดท้าย
สายลมพัดโบก คลื่นลมสงบ ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้
สองบุรุษยืนตั้งท่าทิ้งระยะราวห้าเมตร
ยืนนิ่งจับจ้องใส่กันดุจรูปปั้นหิน
ความตึงเครียดอันไร้ขอบเขตโถมกระหน่ำซัดผ่านเข้าใส่
“...”
หากยืนต่อไปเช่นนี้ คงได้กินเวลาตราบเท่าฟ้าดินสลาย
บานาจึงตัดสินใจเปิดฉากโจมตีก่อน
ใช้ขาดันร่างของตัวเองให้พุ่งออกไปตรงหน้า พร้อมกับแทงตรีศูลออกไปเป็นการหยั่งเชิง
ปลายง่ามปะทะปลายดาบทั้งสองของสเลบ
สเลบจับดาบรับเป็นมุมแทยงอย่างมาดมั่นและกดหัวของตรีศูลให้จมลงดิน ก่อนจะกระโดดเข้าใส่พร้อมกับวาดดาบอีกสองเล่มในมือเข้าโจมตี
บานาเอี้ยวตัวหลบดาบทั้งสองเล่มที่ฟาดฟันเข้าใส่
หนึ่งดาบฟันลงตรง อีกหนึ่งดาบฟันไขว้ทแยงมุมลงจากทางซ้าย
ความเร็วของการฟันดาบนั้น รวดเร็วประดุจประกายสายฟ้าฟาด
อีกทั้งยังแผ่แสงรังสียืดยาว จนยากจะคาดการระยะหลบหลีกที่ปลอดภัยได้
บานาหลับตาแล้วใช้ความรู้สึกรับรู้การโจมตีนั้น
ใบดาบที่สะท้อนแสงพุ่งผ่านปลายจมูก
แสงรังสีจากอีกเล่มวิ่งตัดอากาศผ่านปลายผิวหนัง
มันเป็นการหลบหลีกที่สมบูรณ์แบบจนแม้แต่สเลบยังอดชื่นชมไม่ได้
ในอดีตนั้นบานาไม่สามารถตามความเร็วของสเลบที่สวมเกราะแขนกลทันได้
แต่ปัจจุบันนี้ บานาเริ่มสามารถจับจุดหลบได้แล้ว
ถึงจะมีรอยแผลขนาดเล็กเกิดขึ้นตรงผิวหนังหนาของเขาก็ตามที
"ฮึ่ม! "
เสียงคำรามในลำคอของบานาได้ลอดผ่านดังออกมาสู่ข้างนอก
ตรีศูลของเขาแผ่แสงรังสีเจิดจ้า พร้อมกับแผ่พุ่งพลังงานที่มากล้นออกไป
ปลายสามง่ามซึ่งหักจมลงผิวดินได้ระเบิดออกจากแรงอัดอากาศร้อนที่แผ่กระจายออกมา
ม่านควันธรรมชาติแผ่ลงปกคลุมเบื้องหน้าของบุรุษทั้งสอง
สเลบเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ประสาทสัมผัสรับรู้ของตัวเอง
มือทั้งสี่ตั้งท่าเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีของบานา
ในพริบตานั้นเองที่ปลายเท้าอันใหญ่โตของบานาแหวกม่านอากาศพุ่งตรงเข้าใส่
เขาใช้ตรีศูลแทนเสาค้ำ แล้วใช้มันเป็นจุดหมุนเพื่อเหวี่ยงตัวเองในการกวาดขาฟาดโจมตีใส่
ขาที่ใหญ่เท่าหัวของสเลบกำลังจะซัดเข้าตรงที่ใบหน้าของเขา
ในมุมมองของสเลบ ณ เสี้ยววินาทีนั้น ทุกวสิ่งต่างเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง
ขับดับชุดเกราะจนถึงขีดสุดจนเห็นโลกเป็นเช่นนั้น
เห็นทุกหยาดเหงื่อและเม็ดฝุ่นพงที่กำลังลอยคอได้อย่างชัดเจน
ทุกสิ่งทุกอย่างเลื่อนไหลช้าราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้
สติและสมาธิได้ถูกขับออกมาถึงขีดสุด
สเลบเคลื่อนใบหน้าหลบให้พ้นจากปลายเท้าของบานาในระยะเพียงหนึ่งมิล
ก่อนที่ภาพและการรับรู้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ
แรงจากการฟาดขาเป็นวงกว้างนั้น ทำให้เกิดเป็นแรงลมโหมพัดหมอกฝุ่นจนปลิวกระจาย
สเลบไม่รอช้ารีบโจมตีสวนในจังหวะที่บานายังคงอ้าขาอยู่
ดาบทั้งสี่ถูกวาดลวดลายเริงระบำโจมตีอีกครั้ง
สองเล่มเปล่งแสงรังสีโจมตี
อีกสองเล่มวาดวงดาบเป็นคมเคียวที่ซ้อนทับกัน ก่อนจะเกิดเป็นคลื่นดาบแผ่พุ่งออกไป
บานาใช้ประโยชน์จากแรงหมุนที่มีตรีศูลเป็นจุดศูนย์กลาง เหวี่ยงตัวเองหลบการโจมตีจากทั้งสี่ทิศขึ้นท้องฟ้ากว้าง
ดันตัวเองขึ้นสูงไปสู่กลางอากาศเหนือผืนดินกว่าหกเมตร
ก่อนที่จะใช้ตรีศูลในมือกระหน่ำรังสีสังหารราวกับเป็นการเทกระจาดลงมา
สเลบเปิดใช้เกราะแขนกล ปล่อยให้มันสูบพลังชีวิตออกไปจนถึงขีดสุด
เขารีบเคลื่อนตัวหลบออกข้างด้วยการถีบตัวอย่างรุนแรง
การโจมตีที่ไม่น่าจะหลบได้ กลับทำได้เพียงแค่สังหารภาพร่างของสเลบในอดีตเท่านั้น
การโจมตีของบานาได้จบลงพร้อมกับร่างอันใหญ่โตที่ร่อนลงมาสู่พื้น
สเลบไม่รอช้านำดาบทั้งสี่มาประกบแล้วยิงรังสีสังหารส่วนกลับไป
หนึ่งวินาทีรวมดาบทั้งสี่เข้าบรรจบปลาย
หนึ่งวินาทีรวมพลังไปสู่ปลายดาบ
และอีกหนึ่งวินาทีที่รังสีสังหารแผ่พุ่งตรงไปสู่หัวใจของบานา
รวมเป็นเวลาสามวินาทีที่มากพอจะหลบการโจมตีนั้นได้
การโจมตีของสเลบเฉี่ยวผ่านผิวหน้าอกของบานาจนเกิดเป็นเลือดสีดำลากยาวไหลออกมา
บานารีบกระโจนร่างเข้าประชิดตัวสเลบก่อนที่เขาจะทิ้งระยะห่างออกไปไกลมากกว่านี้
ตรีศูลเล่มยาวถูกแทงออกไปตรงหน้า
แต่เป้าหมายครั้งนี้ไม่ใช่ร่างกายของสเลบ
เป้าหมายของบานาคือดาบสีดำทั้งสี่เล่ม
"ชิ!? "
สเลบรีบหับปลายดาบไปในทิศทางที่จะไม่ถูกง้าวของบานางัดลงไปในร่องของง่ามทั้งสาม
แต่เขาทำสำเร็จเพียงแค่สามเล่มเท่านั้น
ดาบสีดำเล่มหนึ่งของสเลบได้ติดลงไปในร่องของง่ามตรีศูล
ก่อนจะถูกรังสีความร้อนสูงละลายทิ้งจนเจิงนองอยู่ที่พื้นไป
สเลบรีบตั้งหลักใหม่ด้วยดาบที่เหลือเพียงสามเล่ม
เขารู้ตัวแล้วว่าฝีมือเชิงยุทธ์ของตนนั้นเป็นรองบานาอยู่ขั้นหนึ่ง
สิ่งเดียวที่เขายังได้เปรียบคือชุดเกราะกับความว่องไวที่เขามีติดตัว
สเลบทิ้งระยะห่างพร้อมกับยิงแสงรังสีโถมเข้าใส่
บานาสามารถเลี่ยงจุดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่โชคร้ายถูกยิงเข้าไปที่หน้าอกจนเป็นรูกว้าง
บานารู้ตัวดีว่าไม่สามารถไล่ตามความเร็วของสเลบทันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาจึงตัดสินใจใช้ขาอันใหญ่โตแตะผืนดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายตรงเท้าจนลอยขึ้นสูง
ม่านควันลอยคลุ้งขึ้นสูงอีกครั้งจนบดบังวิสัยทัศน์ตรงหน้า
แต่ม่านที่บดบันนั้น หาได้ลดทอนการรับรู้ของสเลบไม่
เขาใช้หนวดสัมผัสรับรู้พื้นที่ว่าง มองเห็นสภาพโดยรอบทุกตารางนิ้วราวกับใช้ตาทิพย์
สเลบเริ่มเคลื่อนตัวเพื่อยิงโจมตีบานาอีกครั้ง
บานารีบยกตรีศูลขึ้นมา
สเลบคิดว่าบานาคงต้องการยิงแลกกระสุนกับเขา
แต่นั่นเป็นการกระทำที่โง่เขลา
เพราะชุดเกราะแขนกลของสเลบไม่ใช่สิ่งที่จะถูกเจาะได้ง่ายขนาดนั้น
สเลบยิงกระสุนรังสีออกไป
เส้นแสงได้พุ่งตรงออกไป
ออกไปปะทะกับด้ามของตรีศูลที่ถูกยกขึ้นมารับเอาไว้
"เฮ้ย!? "
สเลบแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
บานาไม่ได้โจมตีแต่เขาใช้มันเพื่อป้องกันตัวเอง
อาวุธที่ยิงรังสีสังหารนี้ มันมีความแข็งแรงทนทานพอที่จะทำเช่นนั้นได้
แถมบานายังสามารถป้องกันได้ทัน ราวกับว่ามองเห็นทิศทางของลำแสงที่โจมตีใส่เข้าไป
ใช่แล้ว บานามองเห็นการโจมตีนั้นจริง
แต่มองเห็นทิศทางการโจมตีจากการจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาของสเลบ
บานาไม่มีทางตามความเร็วของแสงรังสีได้ทันอยู่แล้ว
ดังนั้นบานาจึงตัดสินใจใช้อาวุธที่ได้รับมาจากสเลบเล่มนี้ปกป้องตัวเอง และใช้ดวงตาจับจ้องคาดเดาการโจมตีจากดวงตาของคู่ต่อสู้แทน
ต่อให้ปกปิดหัวใจและการกระทำได้ยอดเยี่ยมเพียงได้ ผู้คนก็มิอาจโกหกดวงตาอันเป็นหน้าต่างของดวงใจได้
“หน่อย! ”
สเลบวิ่งถอยหลังแล้วกระหน่ำยิงใส่บานาไม่หยุด
แต่การโจมตีของสเลบไม่อาจยิงโดนบานาได้
ต่อให้เล็งโจมตีกระจายสามจุด เขาก็จะวิ่งหลบหนึ่งจุด แล้วใช้ความยาวของตรีศูลป้องกันการโจมตีในจุดที่เหลือ
“แบบนี้ไม่ดีแน่…”
สเลบเริ่มรู้สึกเสียใจที่รับคำท้าบานามาเสียแล้ว
เพราะเขาเริ่มรู้ตัวว่าไม่อาจเอาชนะชายตรงหน้าได้
นอกจากจะใช้แผนสกปรกที่เสื่อมเสียเกียรติอย่างการสั่งให้ทุกคนรุมโจมตี
แต่สเลบไม่คิดที่จะทำเช่นนั้น
เพราะเขาเองก็มีศักดิ์ศรีของขุนพลค้ำคออยู่เช่นกัน
“อ๊ะ…”
พอรู้ตัวอีกที สเลบก็พบว่าตัวเองได้ถอยมาจนชิดขอบสนามเสียแล้ว
ร่างของบานาที่บุกเข้ามาหาตรงหน้านั้น ช่างรู้สึกกดดันราวกับมดน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้าช้างสาร
“ท่านราชินีแฟต…”
สเลบสงบจิตใจตัวเองแล้วยกดาบดำทั้งสามเล่มขึ้นมาอีกครั้ง
ผ่อนคลายกายวิภาค สูดลมหายใจเข้าไปลึก ก่อนจะปล่อยให้เกราะแขนกลสูบพลังออกไปจนถึงขีดสุดที่ร่างกายจะรับไหวได้
ชุดเกราะเริ่มเปล่งแสงสีดำเจิดจ้า ประดุจเป็นอัศวินสีดำที่แผ่ออร่าอย่างน่าเกรงขาม
เขาพุ่งตรงบุกไปหาบานาอย่างไม่คิดชีวิต
บานาเองก็ไม่คิดที่จะหลบเช่นกัน
นี่จะเป็นการปะทะบทเพลงสุดท้ายของพวกเขา
ดวงตาของบานาจับจ้องไปที่ดาบทั้งสามเล่มของสเลบ
สเลบยอมทิ้งดาบทิ้งสองเล่มลงไปที่พื้น ก่อนจะใช้มือสองข้างเข้ามาจับดาบเล่มเดียวยกขึ้นสูง
ดวงตาของบานาได้เปลี่ยนเป้าหมายจากดาบทั้งสามเป็นดาบเล่มเดียวที่กำลังหมายจะแยกร่างของเขาออกเป็นสองส่วน
ตรีศูลถูกยกขึ้นพร้อมกับหันปลายง่ามออกไปเพื่อหมายจะงัดดาบเล่มนั้นให้หักลงมา
ในตอนนั้นเอง--
*เพี๊ยะ! *
เสียงของฝ่ามือที่ประกบกันทั้งสองข้างก็ได้ดังขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งสติกำลังตึงเครียดกันจนถึงขีดสุด
เสียงที่ไม่คาดหมายนั้นได้ไปรบกวนสมาธิของบานา จนทั่วทั้งสมองของของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะหนึ่ง
ถึงจะเป็นเสี้ยววินาที แต่นั่นมันมากพอที่จะให้สเลบลงมือสังหารบานาได้
แล้วดาบดำของสเลบก็พุ่งตรงลงไป
ชั่วพริบตานั้นเองที่บานาได้เห็นภาพย้อนอดีตของตัวเอง
ภาพของการต่อสู้ ภาพของสงครามที่เกิดขึ้นมิรู้จบ และภาพของสตรีที่เขาหวังจะชุบกลับมาในอีกครั้งหนึ่ง
ริมฝีปากของสตรียักษาคนนั้นได้เอยออกมาเป็นคำพูดเบา ๆ ด้วยแววตาที่เศร้าสร้อยว่า
“บานา”
““ว๊ากกกกกกก! ”
ภาพนั้นได้ดึงให้สมองของบานากลับมาทำงานอีกครั้ง
ผ่ามือทั้งสองข้างหุบลงอย่างรวดเร็วเพื่อประกบรับดาบของสเลบเอาไว้
มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนสเลบไม่อาจตั้งหลักได้ทันเวลา
พริบตาที่สเลบผ่อนคลายตัวเองลงเพราะคิดว่าชนะแล้ว ได้กลายเป็นช่องว่างโจมตีสวนกลับของบานา
บานาไม่รอช้ารีบหักหาบของสเลบลงด้วยพละกำลังอันมากล้นของเผ่ายักษา ก่อนจะเหวี่ยงหมัดชกออกไป
กำปั้นที่ทุ่มสุดตั้วทั้งชีวิตของเขาได้ส่งร่างของสเลบลอยขึ้นท้องฟ้าสูงมากกว่าสิบเมตร
ชุดเกราะแขนกลสีดำตรงสวนศรีษะได้บุบสลายบี้แบน
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ร่างของวีรบุรุษผู้ลอยขึ้นสูง
ก่อนจะร่วงหล่นลงมาแน่นิ่งไร้สัญญาณชีวิตอีกต่อไป
การประลองระหว่างผู้กล้าเผ่าอาร์โธร์โพดากับเผ่ายักษานั้น จบลงด้วยชัยชนะของเผ่ายักษา
บรรดาลูกน้องของสเลบต่างยืนนิ่งไม่ขยับ
พวกเขายืนล้อมวงวีรบุรุษเผ่ายักษาด้วยจำนวนที่มากล้นจนมิอาจนับไหว
หากว่ากรูกันเข้าไป คงไม่ต้องสงสัยว่าใครจะได้รับชัยชนะกลับมา
แต่พวกเขาไม่ทำเช่นนั้น
ความพ่ายแพ้ของยอดวีรบุรุษคือความพ่ายแพ้ของเผ่าพันธุ์
หากว่าไม่ยอมรับข้อตกลงนี้ตั้งแต่แรก แล้วจะท้าสู้หนึ่งต่อหนึ่งไปเพื่ออะไรกัน?
ความตั้งใจของเจ้านายได้ถูกส่งต่อมาที่ลูกน้อง
เจ้านายเป็นเช่นไร ลูกน้องเองก็จักเป็นเช่นนั้น
แม้นเป็นศัตรู แต่เขาสู้อย่างยุติธรรมกล้าหาญ
แล้วจะให้พวกเขารุมสังหารโหดได้อย่างไรกัน?
ถึงจะผิดต่อราชินี แต่สมองที่พัฒนาการจนมีปัจเจกบุคคลชัดเจนนั้น ทำให้พวกเขาบางครั้งก็ทำเรื่องที่ผิดธรรมชาติแบบนี้ออกมาได้
อาจกล่าวได้ว่ามันคือคำสาปของสัตว์ที่มีสติปัญญาสูง
กองทัพสีดำต่างก้มตัวลงคุกเข่าให้กับศัตรูผู้สังหารเจ้านายของตนเองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“แด่วีรบุรุษสงคราม”
ก่อนจะใช้อาวุธในมือปลิดชีพตามเจ้านายของตนไป
“จบแล้วค่ะ...”
“จบแล้วละ…”
เอรีสกับเปอร์ไซด์ต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
พวกเธอหยุดร้องเพลงไปตั้งแต่เมื่อไหรนั้น แม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจทราบได้
บางทีคงถูกการต่อสู้ของสุดยอดผู้กล้าจากทั้งสองเผ่าดึงดูดสายตาไป
แต่ถึงการต่อสู้จะจบลงแล้ว เกมส์สงครามนี้ก็ยังไม่อาจจบลงได้
ถ้าหากว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่
โลกที่เต็มไปด้วยทะเลทรายและกำแพงสีดำแห่งนี้ ได้เหลือเพียงแค่สี่ชีวิต
บานา เอรีส เปอร์ไซด์ และเอสเทอ
ผู้กล้าจากเผ่ายักษาเดินขึ้นเนินฝุ่นเข้าไปหาเอรีสกับเปอร์ไซด์
“พวกเราพร้อมแล้ว”
“ขอเอาแบบไม่เจ็บปวดนะคะลุงบานา~”
สตรีผู้งดงามทั้งสองต่างพูดด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่ร่าเริง
พวกเธอคือผู้ที่ยอมรับความตาย
“...”
ผิดกับบุรุษเผ่ายักษาที่ไม่อาจมอบรอยยิ้มให้กับพวกเธอได้
บานาตัดสินใจใช้ตรีศูลในมือแทงไปที่หัวใจของสตรีทั้งสอง
ปลิดชีพในพริบตาโดยไม่ทำร้ายไปที่ใบหน้าของพวกเธอ
หยาดน้ำตาโลหิตสีดำไหลลงมาราวกับเขือนที่พังทลาย
ราวกับเป็นการสังหารส่วนหนึ่งของตัวเองทิ้งไป
บานาวางร่างไร้วิญญาณของสตรีทั้งสองลงไปบนผืนดินอย่างอ่อนโยน
ปิดเปลือกตาที่เบิกกว้างให้ปิดลงราวกับว่านี่คือยามราตรีอันสงบสุขวันหนึ่ง
ก่อนจะเดินตรงไปทางเอสเทอผู้ที่ไม่ละความพยายามของตนลง
“ดอง! เปิดเป็นรูเสียทีสิดอง! ขอร้องละดอง! ”
แปรธาตุ ขจัดพลัง ใช้ทุกความรู้เท่าที่มีเพื่อหาทางทำลายเงามืดของเทพเจ้า
แต่เอสเทอไม่อาจเข้าใจต้นตอของพลังงานตรงหน้าได้
มันอยู่นอกเหนือสามัญสำนึกของเธอ มันเป็พลังงานอันไร้ขีดจำกัดที่มิอาจทำให้สลายหายไปได้
เอสเทอไม่สามารถทำลายมันได้จนกระทั้งวันสุดท้ายของชีวิต
“ทำไมถึงทำลายมันไม่ได้ละดอง! ”
เอสเทอกรีดเสียงดังอย่างหัวเสีย
เธอโยนหนังสือความรู้อันล้ำค่าทั้งสองเล่มเข้าใส่พายุสีดำตรงหน้า
“จะไม่สามารถหนีไปจากชะตากรรมที่เทพเจ้าขีดเอาไว้ได้เลยเช่นนั้นหรือดอง! แล้วแบบนี้พวกเราจะต่อสู้ จะพัฒนาอารยธรรมมาเพื่ออะไร!? มาเพื่อถูกทำลายกลับสู่ความว่างเปล่าเช่นนั้นหรือดอง! ”
“ทุกชีวิตย่อมมีจุดสูงสุดที่ความว่างเปล่า...”
“แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบนี้สิดอง! ”
เอสเทอร้องไห้เสียงดังออกมาอีกครั้ง
เธอหุบปีกของตัวเองแล้วลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นแทบเท้าของบานา
“บานา… ช่วยจบเกมส์… นี้ด้วยเถอะ… ฉัน… ไม่ไหวแล้ว...ดอง…”
“ได้”
ว่าแล้วบานาก็จัดการปลิดชีพของเอสเทอไปอีกคน
เทพเจ้าทั้งสาม ไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ได้ตัวผู้ชนะของเกมส์แห่งสงครามรอบที่เก้าแล้ว
นั่นคือเผ่ายักษาโดยมีผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวคือ [บานา]
บุรุษผู้ที่กลายเป็นผู้กล้าในวันสุดท้ายของโลก
“พอใจกันแล้วใช่มั้ย! พวกเราฆ่ากันจนหมดทุกคนแล้ว! ไม่มีใครเหลืออีกแล้ว! ”
บานาอุ้มร่างของเอสเทอที่เล็กจ้อยเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะกรีดเสียงดังไปที่ท้องฟ้ากว้าง
“ทุกคนตายหมดแล้ว ทีนี่ก็ช่วยทำตามสัญญา! คืนชีวิตของพวกข้ากลับมาเดียวนี้! ไอพวกเทพระยำ! ”
บานาไม่คิดจะเกรงใจคำพูดของตัวเองอีกต่อไป
“ได้ พวกเราจะทำตามสัญญา”
เหล่าเทพเจ้าต่างตอบรับเสียงร่ำไห้ของบานา
เทพไร้แขนโบกแขนที่ว่างเปล่า แล้วฉับพลันนั้นกำแพงมืดก็สูญสลายหายไป
ท้องฟ้าฉับพลันกลับมาสดใสสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง
เทพไร้หน้าเป่าลมใส่ผืนโลกด้วยปากที่ไม่มีอยู่
ฉับพลันนั้นสายลมก้เริ่มกลับมาพัดโบกอีกครั้ง
ซากเมืองได้สลายกลายเป็นฝุ่น พร้อมกับดอกไม้และใบหญ้าที่กลับมางอกเงยบนผืนทราย
เทพไร้ขากระทืบเท้าที่ไม่มีอยู่ลงบนผืนแผ่นดิน
เกิดเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วทุกตารางนิ้ว บาดแผลบนแผ่นดินได้ถูกรักษา ทรัพยากรณ์ที่สูญสลายได้หวนกลับมา
“นี่มัน…”
บานาที่ได้เห็นปาฏิหาริย์กับตาตัวเองนั้น กำลังมองดูสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้สึกที่สับสน
มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตนเองไม่รู้จัก และความหวังที่ได้เห็นทุกสิ่งกำลังคืนกลับมา
“และสุดท้ายคือการคืนชีวิต”
เทพทั้งสามที่ยืนอยู่มิติเหนือกว่าเริ่มโปรยวิญญาณกลับสู่แผ่นดิน
“พร้อมกับการชำระวิญญาณ”
บานาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีความหวังที่จะได้เห็นแครอทอีกครั้งหนึ่ง
“เพื่อต้อนรับเกมส์สงครามรอบที่สิบ”
ก่อนจะถูกพลักจมลงไปในห้วงลึกของความสิ้นหวังเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ว่ายังไง...นะ! ”
ในพริบตานั้นเองที่บานาถูกดึงวิญญาณออกจากร่างไปโดยฝีมือของเทพเจ้าไร้หน้า
ดวงวิญญาณถูกชำระล้าง ความทรงจำถูกชำระสิ้น
“ฮะ ฮะ ฮะ ใช่! ใครมันจะโง่ปล่อยของสนุกแบบนี้ให้หนีไปจากมือกันละ! ”
“จงสู้และทำสงครามต่อไปเพื่อความบันเทิงของพวกข้าเถอะนะ! ”
“พวกแกกกกกกก! อ๊ากกกกกกกกกกกก! ”
แล้วชีวิตในรอบที่เก้าของบานาก็ถูกชำระไม่ต่างไปจากคนอื่น...
วันเวลาได้ไหลผ่านไป
ชีวิตได้หวนกลับมาบนผืนแผ่นดิน
สู่เกมส์แห่งสงครามรอบที่ [สิบ]
***นักรบสมองกล้าม เอรีส
พอรู้สึกตัว ฉันก็พบว่าได้มายืนอยู่บนทุ่งหญ้าร้างแห่งหนึ่งแล้ว
ที่นี่มีผู้คนมากมายยืนรายล้อมอยู่
แต่ละคนล้วนดูอยู่ในช่วงของวัยหนุ่มสาว
“ที่นี่คือโลกหลังความตายหรือ? ”
ฉันมีชื่อว่า [เอรีส] เป็นชื่อเดียวกับเทพปกรณัมกรีกโบราณ
เป็นนามของเทพแห่งสงคราม
คงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมผู้หญิงอย่างฉันถึงมีชื่อที่ดูดุดันเช่นนี้?
มันเป็นเพราะว่าฉันถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่เป็นทหารผ่านศึกยังไงละ
ดังนั้นพอฉันโตขึ้นเลยเลือกไปเป็นทหาร
แล้วก็ตายลงในขณะที่ออกไปทำภารกิจในตอนช่วงอายุได้ 35 ปี
ฉันจำได้ว่าตัวเองได้ถูกแยกร่างเป็นชิ้น ๆ โดยระเบิดของพวกก่อการร้ายในตอนที่ตัวเองกำลังออกลาดตระเวน
“...แต่นี่มันเหมือนกับฉันตอนอายุ 20 เลยไม่ใช่หรือไง? ”
ดวงตาดำที่คมราวกับมีด ผมสีดำที่ตัดให้สั้นเพื่อไม่ให้เกะกะในตอนออกรบ ผิวที่ยังดูเปล่งปลั่งของวัยแรกสาว และใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์ของลูกครึ่งไทย-กรีซ
คุณพ่อเป็นคนกรีซ ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย นั่นละคือที่มาของเชื่อสายฉันเอง
“โลกคนตายไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่จริง ๆ ด้วยแฮะ…”
ฉันจ้องมองร่างที่เปล่าเปลือยของตัวเองกับของมนุษย์คนอื่นที่กำลังยืนสำรวจสภาพรอบตัวอย่างงุนงง
มีบางคนที่รู้สึกอายจนต้องรีบกอดตัวเองกลม แล้วนั่งลงไปที่พื้นเพื่อปกปิดร่าง
แต่ฉันไม่ทำแบบนั้น เพราะไม่เห็นจำเป็นต้องอายเลยแม้แต่น้อย
ที่นี่เป็นโลกหลังความตายไม่ใช่หรือไง แล้วจะอายไปทำไมกันละ?
“ว่าแต่ธรรมชาติแวดล้อมที่เขียวขจี… เออ ดูเหมือนว่าจะมีทะเลทรายบางส่วนด้วย... แต่ทิวทัศน์แบบนี้มันออกจะดูต่างไปจากภาพของนรกที่เคยคิดเอาไว้เลยแฮะ”
กลินของใบไม้และพืชพรรณได้ลอยมาแตะจมูก
ระหว่างที่กำลังรู้สึกผ่อนคลายให้กับสภาพบรรยากาศของดินแดนหลังความตาย ฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า--
“...ไม่มียมทูตหรือยังไงกัน? ”
ที่ดินแดนรกร้างแห่งนี้มีเพียงแค่มนุษย์อย่างฉันเท่านั้น
หรือว่าที่นี่จะไม่ใช่ดินแดนหลังความตาย?
หรือว่าดินแดนหลังความตายที่ฉันเข้าใจมาตลอดจะผิด?
คงฝันอยู่ละมั้ง? บางทีพอตื่นขึ้น ฉันคงจะตื่นอยู่ที่โรงพยาบาลสักแห่งแน่นอน
ในตอนนั้นเองที่เกิดแสงสว่างส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า
แล้วฉับพลันนั้น สิ่งมีชีวิตที่รูปร่างแปลกประหลาดก็ได้ปรากฏขึ้นในฝั่งตรงข้ามของพวกเรา
พวกมันมีจำนวนมหาศาล และมีรูปร่างเล็กราวกับเด็ก
ปีกที่ส่องแสงประกายอยู่ที่ข้างหลังนั้น ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองหลุดมาในโลกของแห่งความเฟ้อฝัน
แต่มันไม่จบลงเพียงเท่านั้น
เกิดแสงสว่างส่องประกายเป็นรอบที่สองตรงจุดที่ห่างไกลออกไปทางฝั่งซ้าย
ผู้ที่ปรากฏออกมาจากแสงนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่
ราวกับยักษ์ที่น่ากลัว
แล้วก็เกิดแสงสว่างเป็นรอบที่สาม...สี่...และห้า
สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายกับมด แต่ยืนสองขา
สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเหยี่ยว ซึ่งมีกรงเล็บดูน่ากลัว
และกลุ่มหมอกแปลกประหลาด ราวกับเป็นพวกเชื้อโรค
“ไอพวกนั้นมันตัวอะไรกันเนี่ย!? ”
เกิดเสียงตื่นตระหนกไปทั่ว แม้แต่ฉันเองก็ยังอดที่จะกรีดร้องขึ้นมาไม่ได้
ฝัน ฉันต้องกำลังฝันอยู่แน่นอน
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
เราจำได้ว่าตัวเองตายเพราะอ่านหนังสือมากไป
ก็นะ เล่นอ่านข้ามวันข้ามคืนไม่ได้นอนติดกันสิบวัน จะตายก็มิแปลกดอก
“ที่นี่คือดินแดนแห่ง [สหภาพ] เช่นนั้นดอก~? ”
พวกเราเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนแต่มีจุดบรรจบที่เดียวกัน
นั่นคือแดนแห่ง [สหภาพ]
“มีสัตว์ที่ไม่เคยพบเคยเห็นด้วยดอก~”
เราบินขึ้นด้วยปีกคู่ที่โปร่งแสง
ร่างกายที่เล็กจิ๋ว ผิวสีเนื้อที่ข่าวผ่อง ใบหน้าที่เรียวเล็ก ดวงตากลมโตสีฟ้าน่ารัก ผมสีเขียวงดงาม และร่างกายที่ไร้เพศชัดเจน
นี่แหละคือรูปลักษณ์ของพวกเรา เหล่า [ภูติ] แห่งพงไพร
พวกเราไม่เคยมีประวัติบันทึกเกี่ยวกับโลกแห่งสหภาพ เพราะคนตายไม่เคยได้กลับมาเล่าขานให้พวกเราฟัง
ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงช่างดูแปลกตา และน่าสนใจยิ่งนัก
“เผ่าของเราตัวเล็กที่สุดเลยดอก~”
ในระยะสายตาของเรา มีสัตว์ที่ยืนสองขาอยู่สามเผ่า สัตว์ที่มีปีกหนึ่งเผ่า และกลุ่มหมอกดูน่าขยะแขยงอีกหนึ่งเผ่า
พวกนี้คงเป็นเพื่อนร่วมจักรวาลของเรา
“อืม~”
เราจ้องมองออกไปอย่างสนอกสนใจ
ในตอนนั้นเอง แสงสว่างก็ได้ฉับพลันเจิดจ้าขึ้นไปทั่วฟ้า
“!? ”
ดวงตาของเราพร่ามัว
“หนทางการหยุดยั้งจุดจบของโลก มีเพียงแค่ทำลายคริสตั้นแห่งชีวิตของต่างเผ่าเท่านั้น เพราะพลังของคริสตั้นทั้งหก มีมากเกินไปจนกลืนกินแผ่นดินของโลกนี้”
ข้อมูลจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่สมองของฉันดอง
เป็นข้อมูลที่… คุ้น ๆ อยู่นะดอง
“แด่เหล่าวิญญาณผู้ถูกเลือกทั้งหลาย จะมีเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น ที่จะได้รับชีวิตใหม่”
“พวกเจ้าคือผู้ที่ตายลง เป็นวิญญาณบาป และมิอาจได้รับชีวิตใหม่”
“นี่คือบทลงโทษของบาปที่พวกเจ้าได้ก่อเอาไว้”
“จงต่อสู้เพื่อชีวิต”
“หากไม่ต่อสู้ ก็จงจมสู่ห้วงลึกแห่งขุมนรก มิอาจ---”
*โครม! *
ในตอนนั้นเองที่มีวัตถุบางอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า
มันเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่เรียกว่า [ดาบแห่งพระเจ้า] กับก้อนหินกลม ๆ สีดำอีกหนึ่งลูก
หืม… ว่าแต่ [ดาบแห่งพระเจ้า] มันคืออะไรกันละดอง?
***
จากผู้แต่ง
ตอนต่อไป คือตอนอวสานของ Age of war ครับ