ก่อนภาพทั้งหมดจะหวนคืนกลับสู่ต้นทางในท่ามกลางบรรยากาศอันวิจิตรตระการตา สัตยามูระ กวาดมือไปในอากาศผีเสื้อนานาบินมาวนรายล้อมรอบตัวเขา และอู๋ิพลางใช้สองนิ้วััปีกแสงระยิบในมวลแมลงทิพย์เหล่านี้ลากแตะไปที่จุดเถียนเซียนของนาง “เ้าิญญา...กล้านักนะ” อู๋ิตรึกคิด
“เพื่อไม่ให้เ้าลืมข้าจะสิงสู่ฝันเ้าทุกคืน ผีเสื้อน้อยๆ เหล่านี้จะถูกตราตรึงในความระลึกนึกคิดของเ้าในค่ำฝันมันจะช่วยให้เ้าคิดถึงสถานที่แห่งนี้และข้าเพื่อปลอบประโลมดวงิญญาของเ้าในทุกราตรี”สัตยามูระประคองร่างเด็กน้อยขึ้นด้วยสองหัตถ์
“ดีเ้ากล้าถึงเพียงนี้ต่อไป ข้าจะเรียกเ้าว่า หยง สมแก่การกระทำเ้า ิญญา...”สายตาของบุรุษยังคงมองเข้าไปในดวงหน้าของนางอย่างไม่ลดละ
“บางทีข้าอาจ้าแค่ร่วมใช้ชีวิต กับผู้หนึ่ง ในสถานที่แห่งนี้อย่างเรียบง่ายก็ได้ หนูน้อยสิงคัมวันหนึ่งถ้าเ้าปรารถนา ไม่ว่าจะเป็ในร่างใดข้าก็จะไปพาเ้ามา จำไว้ให้ดีละ”สัตยามูระคำนึงกล่าว ระหว่างสองร่างเคลื่อนผ่านปรากฏการณ์ตีลังกากลับสู่สนามพลังงานปรกติไม่นานนักภาพทั้งหมดหวนคืนสู่จุดเริ่ม เบื้องหน้าโพรงอุโมงค์ถ้ำแห่งนี้
“ภูติอาหยงวางข้าลงได้แล้ว ข้าโตแล้วนะ อีกประการหากผู้อื่นมาเห็นข้าลอยได้มินานข้าคงจะถูกจับเข้าแสดงเป็ของประหลาด เช่นพิพิธภัณฑ์ของเก่าสัตยามูระนั่น” สิงคัมน้อยในวัย 10 ขวบ กล่าวขณะกลายสู่สภาพแม่นางวัยแรกรุ่น่ 16 ปีได้
“จริงสิที่นี่คือห้วงจิตของเ้ากับข้าแต่จะนับว่าในอดีตพลังของข้าเริ่มกลับไปประจักษ์ต่อเ้าเมื่อเ้าอายุราวๆ 16ขัยปีมนุษย์ เวลาในที่แห่งนี้ประมาทไม่ได้ทีเดียว”สัตยามูระคำนึง่เวลาที่อาจถูกย่อย่นเร็วขึ้นทางหนึ่งอาจทำให้ยากปลดปล่อยนางและเปิดประตูเซียนสำเร็จทันท่วงที
“ท่านคงจะพูดภาษาอะไรที่ข้าไม่เข้าใจอีกแล้วสินะตอนข้าสิบขวบ ข้ากลับสงสัยเหตุใดข้าถึงจำไม่ได้... .ท่านเคยบอกอะไรกับข้าไว้นะ...ทั้งที่พึ่งผ่านพ้นไปเพียงไม่นาน ถึงจะคิดไม่ออกแต่ยังไงท่านก็เป็คนเดียวที่ได้ยินทุกสิ่งที่ข้าคิดและรู้สึก..อาหยงวันนี้ท่านอาจารย์ถ่ายทอดเคล็ดวิชายันตสุวรรณบรรพตร้อยแปดพยัคฆ์ศาสตราให้ข้าแล้วข้าจะไปลองประสานกับเชิงมวยทมิฬ ของท่านพี่ปุรีเดวายัม ดูทีสิฮิๆ” เสียงหัวเราะเล็กๆ แผดออกมาด้วยความกระหยิ่มใจพร้อมกับท่าทีมากเล่ห์ของนางผู้ตรึกกล่าว พาเอาบุรุษนึกขันในท่าทีลำพองนั้น
สิงคัมเทวี ในวัย 16 ปีบริบูรณ์ ร่ำเรียนสรรพวิชาจากสำนักเพลิงทมิฬจนแตกฉานทั้งยังได้ศึกษาวิชชาดรุณีหยกจากอาจารย์ทิพย์ของนางอย่างลับๆ แม้จะฝึกเชิงยุทธที่มิได้ให้สตรีฝึกฝนเนื่องจากไม่เหมาะกับธาตุขันธ์ แต่ด้วยการลักสอนของญาติผู้พี่ปุรีเดวายัม ทำให้นางน้อยผู้นี้ ยิ่งกลายเป็คู่ต่อสู้ที่ศัตรูต้องนึกหวาดหวั่น
“ท่านพี่ข้ามีสิ่งจะอวดแก่ท่าน” สาวน้อยกล่าวด้วยแววตาลุกโพลงเบิกประกาย
“เ้าคงจะไปคิดค้นวิชชาพิสดารมาอีกแล้วกระมัง”บุรุษกระแอมยิ้ม แม้จะเป็ร่องรอยเพียงจางๆภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งดุจหิมะของผู้กล่าวนั้น
“ฮิฮิท่านพี่รู้ดีจริงๆ สมกับเป็ปุรีเดวายัมผู้รู้ใจข้า ดีๆข้าหมั้นกับท่านไม่เสียเที่ยว คนฉลาด” ท่าทีสตรีมิได้มีความกระดากอายแม้เพียงน้อยทว่าใบหน้าของบุรุษที่ขาวสะอาดล้ำปานหิมะ กลับระเรื่อไปด้วยสีชมพูอ่อนๆ
“เอาล่ะเ้าก็รู้ว่า เมื่อท่านแม่ไม่อยู่แล้วท่านพ่อ ไม่เพียงไม่เคยออกจากถ้ำของตนอีกเลยนอกจากท่านอาก็ไม่มีใครเข้าออกสถานที่นั้น เวลานี้พวกเราสองพี่น้อง ก็นับว่าลำบากเ้ากับข้าหมั้นหมายก็เพื่อรักษาชีวิตไว้ทั้งคู่”บุรุษน้ำแข็งกล่าวอย่างสุขุมเยือกเย็น
“รักษาชีวิตอย่างเดียวรึไม่ใช่ว่าท่านเองก็เอ็นดูข้าบ้างหรอกหรือ ท่านพี่เอาแต่พูดเหมือนข้าจะต้องเป็บุรุษนิ่งเย็นเช่นท่าน ดูก่อนเถอะข้าจะไล่กวดพวกที่เหิมเกริมกับเรา ไม่ไว้หน้าทีเดียว”สิงคัมไม่กล่าวแก่บุรุษมากไปกว่านี้ ส่วนหนึ่งยังรู้ว่า บิดาบุญธรรมที่นอนแน่นิ่งปนฝีมือผู้อยู่เื้ัอำนาจเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เพียงเพราะการจากไปของแม่บุญธรรมจาม
“ต่อยตีๆตอบโต้ๆ เ้ากล้าหาญนัก ต่อยตีก็แอบอ้างปลอมเป็ข้าไปกระทำ ดูทีพวกทมิฬเดิมแท้หัวรุนแรง คงจะคิดว่าเรา้าขึ้นเป็ผู้นำในาอำนาจเหล่านี้เ้าเด็กดื้อ” บุรุษกล่าวพลางมองทอดออกไปยังทะเลกว้างใหญ่
“อันที่จริงพวกเราอยู่ก็เพียงในสถานที่แห่งนี้ ไม่ต่างจากนกในกรงทองเ้าดูผืนทะเลกว้างใหญ่นั่นสิ หากเราได้ข้ามผ่านมันออกไปคงจะพบโลกกว้างที่ไร้ซึ่งการแย่งชิง” บุรุษน้ำแข็งกล่าวดวงเนตรถูกพื้นมหาสมุทรวาดละเลงด้วยสีฟ้าครามนัยย์ตาแฝงซึ่งความหวังแกมหม่นหมอง
“ยากอย่างไรพี่ชายหากแต่งกับผู้กล้าเช่นข้า จะพาท่านผ่านลมคลื่นมหาสมุทรผืนนี้ไปยังโลกกว้างเองเป็ไง” สิงคัมหยอกเย้าบุรุษผู้เรียบนิ่งราวหิมะนางเดินออกท่วงท่ากระฉับกระเฉงไปมา รอบๆ ปุรีเดวายัมสายตาจ้องวิงวอนแฝงไว้ด้วยปราถนาบางประการ
“เอาหละพอแล้วๆ เ้าจะเอาอะไรก็ว่ามา ข้าคนนี้สิที่ใจอ่อนให้เ้าได้ทุกเื่”ลมหายใจถอนออกแ่ๆ ที่ปลายจมูกของบุรุษ
“งั้นข้า ไม่ขอเกรงใจ..”สิงคัมในชุดบุรุษเริ่มออกกระบวนท่า กวาดบาทาข้างตามแนวโค้งขนานการเคลื่อนไหวเปิดปลายขาซ้ายย่องเยื้อง งอรับสมดุลขับฝั่งขวาสองหัตถ์ยกย่อขึ้นตั้งกาดปิดใบหน้าและเนินอก ท่วงท่ามั่นคงกระชับฉายแววเนตรดุดันประดุจแม่สิงห์เล็งแลเหงื่อแล้วพวยพุ่งสะบัดพาดสองมือสองเท้าอย่างบ้าคลั่งยังเป้าหมายเบื้องสายตานั้น
“เปิดทางรุกเช่นนี้ เกรงว่าพี่จะแก้ทางเ้าได้ไม่ยาก”ปุรีเดวายัม แม้ภายนอกนิ่งเย็นกลับสอดรับทุกระบวนการได้รวดเร็วดุดันไม่แพ้กัน “ดีเปิดท่าแม่บทมวยทมิฬมาได้ไม่เลวนักแต่จะโหยหาเพียงความดุดันขาดซึ่งปัญญาด้วยย่อมมิได้” ปุรีเดวายัมพลิกฝ่ามือสลับความดุดันเป็อ่อนโยน สอดรับกระบวนของดรุณีน้อยผู้นี้
“มวยอ่อนของท่านใช้ได้ทีเดียวแต่มวยหนักดุดันชุดนี้ ข้าจะสยบกระบวนอ่อนท่านได้อย่างไรนั้น ย่อมไม่ง่ายเพียงแต่ท่านเสียรู้ข้าเพราะมุ่งใช้วิชาอ่อนสยบร้อนทว่ากระบวนแท้จริงที่ข้าพึ่งคิดค้นนี้ ยังมิได้เริ่ม อย่าพึ่งนับศพเลยท่านพี่”กระบวนท่าสองสามง่ามจะร้อนหรือเย็นมิเห็นชัด ดรุณีอ่อนตัวคล้ายกำลังร่ายรำเพียงแต่ท่วงจังหวะรวดเร็วรุนแรง ทั้งเคลื่อนไหวว่องไวไร้ร่องรอยยากจับต้องงดงามหมดจรด ส่วนที่อ่อนกลับร้อนร้ายยากคาดเดา
“ดี!!!ก้าวหน้าแล้วน้องพี่ ที่เ้า้าแสดงข้า แต่ยังขาดเพียงการประสานวิชชามวยอ่อนจากเชิงยุทธพิเศษของข้า จึงมาล่อสู้กับพี่เพื่ออาศัยประสานเคล็ดสินะเ้าเด็กมากเล่ห์!!!” ปุรีเดวายัมแท้เดิมมิใช่ชนชาวทมิฬเป็ลูกติดที่มากับจามเดวีผู้งดงาม หนุ่มน้อยผู้นี้ไม่เพียงอนาคตไกลแต่ทั้งฉลาดรอบรู้ เนื่องจากมารดาเป็ผู้สืบทอดวิชชาทั้งหลาย ทั้งสายตระกูลยังมีพิชัยลับซึ่งไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ใดหากแต่เพียงเพราะดรุณีน้อยนี้ก็เป็เช่นครอบครัวเดียวของตนที่เหลืออยู่
ภายใต้แรงกดดันมหาศาลทางการเมืองภายใน ชีวิตบุตรชายเ้าเผ่าผู้นี้แม้ได้รับการสรรเสริญจากชนพื้นเมือง และโลกภายนอก ทว่ากลับเป็ดั่งดาบสองคมที่ทำให้ต้องรู้ระมัดระวังทุกย่างก้าวชีวิตวัยเด็ก่หนึ่งแสนสดใส กระทั่งวันที่สูญเสียมารดาโลกทั้งใบเสมือนถูกบีบรัดให้เดินบนเส้นบางๆอันถูกจับแขวนท่ามกลางทะเลมรสุมรุมล้อมนั้นสภาวการณ์ดังเป็อยู่ทำให้สองพี่น้องจำต้องนำฝ่าความลำบาก เพียงแต่สิงคัมกลับไม่เคยมีท่าทีห่อเหี่ยวใจยิ่งยืดผายไหล่บ่าขึ้นองอาจทระนงผิดแผกสตรีใดในโลกหล้า
“ยังก่อนท่านพี่ฮิๆ ข้ายังพึ่งเริ่ม วิชชาที่แท้จริงอยู่หลังจากนี้ ท่านดูดีๆ นะ”กระบวนร่ายรำดำเนินต่อยอด สองเท้าซ้ายขวาถ่ายท่วงสมดุลสอดรับมุทราที่แยบยลสองหัตถ์ที่แผ่ผาย กรีดกรายออกเป็วงกว้าง แล้วรวบเข้ายังศูนย์กลางพลันเกิดการดึงประสานปราณธาตุโดยรอบ ควบแน่นเข้าสู่หนึ่งฝ่ามือดรุณีน้อยแล้วฉีกแยกออกคล้ายกงเล็บแห่งราชสีห์ พวยพุ่งไอสังหารสู่บุรุษเบื้องหน้าจึงเสียทีกระบวนยุทธ ยั้งไมตรีไว้เพียงพักตร์หนุ่มน้อยนี้
“เยี่ยม!!! วิชชานี้ร้ายกาจแยบยล หากได้ประกอบเข้ากับพิชัยาตระกูลจามคงจะนับเป็ภัยร้ายแห่งหมู่ศัตรูทั้งหลาย นับว่าเ้าก้าวหน้าแล้ว”ปุรีเดวายัมกล่าวอย่างชื่นชม
“ท่านพี่เื่ของพิชัยาที่ท่านสอนนั้นข้าอาจแตกฉานได้เพียงจินตนาการ เว้นแต่ว่าหากเป็การรบพุ่งจริงก็คงจะเป็ข้อพิสูจน์กำลังได้ว่า...”ไม่ทันจะกล่าวจบถ้อยความบุรุษสวนความอย่างทันควัน
“ยังก่อนเ้าเด็กน้อยการรบราไม่ใช่หัวใจของพิชัยยุทธ แท้แล้วการปกครองด้วยเมตตานั้นล้ำลึกกว่ามากเพราะไม่เพียงชนะศึกนอก แต่ยังต้องชนะจิตใจที่มุ่งร้าย ให้กลับกลายมาเป็มิตรได้มิใช่เอาแต่สร้างศัตรูอยู่ร่ำไป ข้ารู้ เ้าอยากปกป้องพี่ ท่านพ่อ และบริวารแต่การแสดงออกอย่างเอิกเกริก ว่าพี่นั้นมีความสามารถเชิงใดๆอาจจะเป็อันตรายแก่พวกเ้า และบริวารผู้อยู่ใต้การดูแลของเรา จำไว้น้องพี่เมื่อเราเติบโตยิ่งต้องคิดให้แตกฉาน” บุรุษกล่าวพลางลูบศรีษะสตรีด้วยความเอ็นดูไม่นานเสียงฉับฝีเท้ารุกย่างเข้ามาอย่างคุ้นเคย
“เ้าสองคนจะเอิกเกริกเกินไปแล้วหากผู้แทนหัวหน้าเผ่ามาพบ จะเป็เื่เดือดร้อนแก่พวกเ้าข้าบอกแล้วว่าให้ลักฝึกอย่างแยบยล เหตุใดปล่อยให้ข้าสืบฝีเท้ามาเจอได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ ผู้ซุ่มอยู่ในที่มืดย่อมมีโอกาสฉวยได้โดยง่ายมิใช่หรือ” เสียงกล่าวดุมาจากปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดสำนักเพลิงทมิฬ หรือ อดีตทูตมิลักกะ
“ท่านพ่อรอง!!!เอาน่าท่านก็รู้ วิชชามนต์กำบังกายของท่าน สุดยอดกว่าใครพวกเรานั้นกำบังกายไว้แเีขนาดนี้ มดปลวกยังดูไม่ออกเลย ท่านดูสิ ฮิๆ”สิงคัมกล่าวปนยิ้มเ้าเล่ห์
“เด็กดื้อข้าน่าจะสอนให้เ้าเป็กุลสตรี หากวันนึงเ้าเติบใหญ่ไป หากต้องไปอยู่ต่างเมือง ข้าคงระอายต่อเ้าเผ่าและเทวีจามเป็แน่ที่พาให้เ้าเป็จอมทะโมน อย่างนี้” มิลักกะผู้นี้ภายหลังหัวหน้าเผ่าอามันตุรีเสียอิสระการปกครองโดยถูกผู้น้องรวบอำนาจตัดสินชะตาเผ่าจึงผลันทิ้งตำแหน่งทูต พรางกายอยู่ร่วมสำนักสอนศาสตร์เวทย์โบราณคร่ำครึ ณ ป่าลึกแยกตัวห่างจากศูนย์กลางชุมชน
สำนักเพลิงทมิฬ มีเวดด้าหรือผู้สำเร็จวิชชาไม่มาก เนื่องจากไม่ค่อยได้รับความนิยมและกล่าวถึง ด้วยเร้นกายอยู่ยังไพรลึกอีกชนทั่วเหล่ามิกล้าลบหลู่ เทพพื้นเมือง กาฬุบันดาราและทมิราบันดาราผู้ปกปักษ์ผืนป่า จะมีเพียงการปรากฏทำพิธีสดุดีบรรพชนต่อหน้าทิพยอาวุธสัตมูระองค์แทนเทพาทมิฬ กาฬุบันดาราในแต่ละปีเท่านั้นที่ชนเผ่าจะได้พบเจอชาวเวดด้าผู้ประกอบพิธีกรรม
การผลักเด็กน้อยสองคนมาร่ำเรียน ณ สถานที่ขาดจากโลกภายนอกแท้จริงเพื่อตัดฐานอำนาจคนรุ่นเยาว์ไว้เนิ่นๆ ทว่ากลับกลายส่งเสริมให้เสือรู้ล่ากลุ่มคนที่้าควบคุมขั้วอำนาจในเวลานี้แม้ชะล่าใจอยู่ชั่วขณะเพียงวัยที่เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยไปย่อมเป็ที่สังเกตจับจ้องอย่างหลีกเลี่ยงเสียมิได้
“เทพกาฬุบันๆข้าแต่เทพกาฬุบัน ข้าสิงคัมผู้นี้น้อมเคารพรักและศรัทธาท่านต้องปกป้องข้าจากผู้ปองร้ายอย่างแน่นอน”ดรุณีกล่าวกลอกดวงเนตรเย้าหยอกผู้เป็พ่อรองพลางซุกหัวลงขยี้อ้อนที่บ่าของเขาอย่างสนิทสนม
“เ้าเด็กดื้อทั้งสองเอาล่ะวันนี้พอได้แล้ว พวกเ้ากลับสำนักกับอาจารย์ มีสิ่งที่ต้องทำอีกมากในวันนี้อย่าลืมว่า นอกจากการฝึกปราณ และเชิงยุทธแล้ว การฝึกจิตเป็เื่ที่ต้องทำสม่ำเสมอเพื่อฝึกฝนสติปัญญา และมีเพียงสติปัญญาเท่านั้นที่จะสามารถนำพวกเ้าพลิกแพลงวิทยาการทั้งหลายเพื่อใช้นำตนข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาทั้งปวงได้”
คลื่นขาวสาดเซาะเม็ดทรายบนหาดสีนวลอาบอวลแสงอำพันทองอร่ามระยิบระยับคล้อยตามดวงตะวันย่ำโพล้เพล้ ลมโบกเย็นชื่นด้วยละอองบริสุทธิ์แห่งธารใสคละเคล้าเสียงสุนทรีจากกระแสน้ำกระทบฟากฝั่ง ก่อนเงาผู้เป็พ่อรองจะล่วงหน้าลับหายเงาหนึ่งพาดยาวแอบข้างเนินโขดหินอย่างไม่มิดชิด สืบตาออกหลังไปไกลที่มาแห่งภาพพบสำเภาไม่คุ้นเคยทอดสมอทิ้งไว้อย่างสงบ
“เ้าเป็ใครผู้แอบอยู่ตรงนั้น!!!เผยตัวออกมาซะ!”