เย่วชิงรู้สึกสนุกสนานและตื่นเต้นยิ่งที่สามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของอู๋ซีและเหล่าทหารอัศวินดำเมาได้โชคดีที่ได้เฉินตงหัวหน้านักรบป่าอะไรนั่นสอดมือเข้ามาช่วยเหลือ พลังฝีมือเพลงทวนของคนแซ่เฉินนับว่าสูงส่งยิ่งนัก ดูท่าแล้วในแผ่นดินนี้คนที่มีฝีมือทัดเทียมกันน่าจะมีไม่มากนัก
นางเดินทางจากหลี่เต๋อมายังดินแดนที่เรียกว่าไหว่หลายแห่งนี้ก็ด้วยการแอบติดตามศิษย์พี่มามีเป้าหมายไปเมืองเกียะหยู อยากเจอหน้าของเอียนซีโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินก็ได้เจอสมใจแล้ว
ตอนนี้แค่รอเวลาเจอหน้าศิษย์พี่เท่านั้น
ที่ไหนได้ระหว่างทางกลับพบ “ท่านน้า”และได้รับการช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะท่านน้าก็คือหลี่มู่ผู้ยิ่งใหญ่นั่นเอง
พอท่านน้าออกจากเมืองมานานนับเดือนเย่วชิงกลับอยากเห็นหน้าท่านอีกครั้ง กล่าวได้ว่ามากกว่าอยากรอเจอศิษย์พี่เสียอีก
เพราะอะไร นางก็ไม่รู้
เมื่อขี่ม้าออกมาพร้อมเฉินตงแม้ว่าจะโดนนักรบป่าแซ่เฉินดุว่านางซุกซนเกินไปและการเป็นศัตรูกับกองทัพอัศวินดำไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่นางก็รับฟังคำสอนนั้นด้วยสีหน้ายิ้มแป้น
“ขอบคุณท่าน”เย่วชิงพูดคำนี้ไม่ขาดปากระหว่างฟังเฉินตงพร่ำบน
“ดูเจ้าสิอาเฟยหาเรื่องเข้าตัวยังมาทำหน้าทะเล้นอีก”
เย่วชิงยิ่งฟังก็ยิ่งเพลินหาได้โกรธกับคำตำหนิตีเตียนแต่อย่างใดไม่แม้พบหน้ากันเพียงสองครั้งแต่นางกลับให้ความเคารพเฉินตงจนอยากให้เป็น“ศิษย์พี่ใหญ่” เสียจริงๆ
ขี่ม้าไปโดนดุไปได้ราวหนึ่งชั่วยามเฉินตงก็หันมาบอกว่าถึงเวลาต้องจากไปแล้ว
“เจ้าขี่ม้าตรงขึ้นไปทางนี้ราวครึ่งชั่วยามพอถึงทางแยกให้เลี้ยวขวาไปอีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงที่ตั้งค่ายพักแรมของทหารเมฆขาวแล้ว”
เย่วชิงผงกศีรษะ ย้อนถามว่า
“ท่านเล่า”
เฉินตงส่ายหัว
“ข้าจะกลับป่าสำราญบ้านของข้านะสิเจ้าไปพบกับแม่ทัพหลี่ที่ทางนั้นเถิด หากพอมีเวลาเจ้าสามารถไปเยี่ยมเยือนข้าได้”
ภาพภายนอกเฉินตงคล้ายเป็นบุรุษหยาบคายไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด พูดจาตรงไปตรงมาแต่นานวันเข้านางรู้สึกว่าคนแซ่เฉินเป็นคนดีผู้หนึ่งสักวันหนึ่งนางจะไปเยี่ยมเยือนป่าสำราญด้วยตัวเอง
หัวหน้านักรบป่าขี่ม้าจากไปแล้วเย่วชิงเริ่มวางแผนต่อไปให้กับตัวเองท่านน้าพาทหารของกองกำลังเมฆขาวมาปักหลักอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักหากแต่เดินดุ่มเข้าไปย่อมเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก ท่านน้ามอบหมายหน้าที่ให้นางดูแลแม่เฒ่าให้ดีแต่เอาเข้าจริงนางก็ทำไม่ได้ไม่โดนดุก็แปลกแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่มีทาง
ทหารของกองกำลังเมฆขาวที่ติดตามมาในคราวนี้นับจำนวนได้กว่ากองร้อยหนึ่งถึงไม่มากแต่ก็ไม่น้อยการตรวจสอบว่าใครเป็นใครคงจะทำได้ลำบากอย่างยิ่ง
เป็นผู้ชาย โกวเนี้ยวัยสิบเจ็ดขอทานน้อย นางทำมาหมดแล้วหากว่าจะปลอมเป็นทหารชั้นปลายแถวก็ไม่น่าจะเกินความสามารถเท่าใดหรอกกระมัง
เย่วชิงสบอารมณ์กับความคิดของตัวเองพลางใช้สองเท้าหนีบท้องม้าเพื่อบังคับท้าให้ทะยานลิ่วไปยังทิศเบื้องหน้า
…………………………………..
ทุกสิ่งทุกอย่างคือฟ้ากำหนด
แต่บางครั้งความโชคร้ายมาเยือนไม่สามารถโทษฟ้าดินอาจโทษตัวเองหรือว่าถูกคนอื่นกระทำ
และในครั้งนี้เย่วชิงคิดว่านางพลาดเพราะคนอื่น
คนผู้นั้นก็คือฝานซื่อ เจ้าตัวร้ายกาจ
จะเป็นผู้ใดกันได้เล่าฝานซื่อคนสนิทข้างกายแม่ทัพหลี่มู่ซึ่งไม่ถูกชะตากับนางตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้ากันแล้ว
ครั้งก่อนปลอมตัวเป็นขอทานน้อยก็พอจะเอาตัวรอดแต่ครั้งนี้เมื่อซ่อนตัวอยู่ในกองกำลังเมฆขาวกลับไม่อาจปิดบังไว้ได้
“เจ้าเด็กน้อย บังอาจนัก”
ฝานซื่อตวาดเสียงดังเมื่อเห็น “อาเฟย”อยู่ในกองพลาธิการจัดเตรียมอาหารในตอนเช้าหลังจากปะปนเข้ามาได้เพียงคืนเดียวก็คงด้วยที่นางเอกตัวเล็กเกินกว่าทหารคนอื่น แถมมีทีท่าลุกลนสอดส่ายสายตามองเห็นแม่ทัพใหญ่อยู่ตลอดเวลาด้วยนั่นแหละ
คนสนิทของท่านน้าผู้นี้ต้องยอมรับนับถือในความขี้ระแวงช่างสงสัย จมูกไว ดูคล้ายเหยี่ยวที่บินโฉบเฉี่ยวไปทั่วรับใช้เจ้านายอย่างซื่อสัตย์มันเห็นเพียงแวบเดียวก็จำนางได้แถมตะโกนบอกเสียงดังจนคนถูกเรียกชื่อรู้สึอับอายยิ่งนัก
และตอนนี้ “อาเฟย”มายืนคอตกอยู่ต่อหน้าแม่ทัพใหญ่อยู่ในกระโจมใหญ่ มีฝานซื่อยืนยิ้มเยาะอยู่ข้างๆ
“อาเฟยผู้นี้ทำผิดครั้งแล้วครั้งเล่าคราวนี้ถึงขนาดลอบปลอมตัวมาอยู่ในกองทัพ มิรู้ว่ามีประสงค์ร้ายกับพวกเราหรือไม่คุณชายว่าสมควรทำอย่างไรดี”
เย่วชิงได้ยินเสียงแหลมเล็กของมันยิ่งแค้นใจอย่างบอกไม่ถูกทำไมท่านน้าจึงเลือกคนเช่นนี้มาอยู่ข้างกายได้เล่า ไม่เห็นว่าฝานซื่อผู้นี้มีคุณสมบัติโดดเด่นด้านใดเลย
อ้อ นี่ไง จ้องจับผิดและช่างฟ้อง
“ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้าเพียงๆ…” นางได้แต่กล่าวเสียงแผ่วไม่กล้าเงยหน้าสบตาท่านแม่ทัพ
“ฝานซื่อเจ้าออกไปก่อน”
เย่วชิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมากเมื่อได้ยินท่านน้าบอกกล่าวเช่นนั้นใช้หางตาตวัดมองเห็นฝานซื่อเดินออกจากกระโจมไป นึกในใจว่าจะรอดอยู่ไม่รอดก็ตอนนี้แหละ
“อาเฟยนั่งสิ ข้ามีเรื่องจะถาม”
นางไม่ได้ทำตามคำสั่งแต่กลับคุกเข่าลง ร่ำไห้เสียงดัง
“ให้อภัยข้าเถิดท่านน้า เอ๊ยท่านแม่ทัพ”
“เจ้าหนีออกมาจากเกียะหยูทำไม แล้วงานที่ข้ากำชับเจ้าเล่า”
เย่วชิงเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแม่ทัพใหญ่ใส่ชุดทหาร สวมเกราะอ่อน ผมยาวถูกรวบไว้จนตึงแน่นและแปลกตาด้วยผ้าคลุมไหล่สีขาว
“ข้าๆ…” นางพูดได้แค่นั้น
สีหน้าของท่านน้าช่างเรียบเฉยริมฝีปากเม้มสนิท เย่วชิงสัมผัสได้ถึงความเหินห่าง เย็นชา ไม่เหมือนทุกครั้งที่เจอกันทำให้นางไม่สามารถกล่าวอะไรได้แม้แต่ประโยคเดียว
“ข้ากำชับให้เจ้าดูแลแม่เฒ่าจิวฮวาให้ดีไม่ใช่หรือทำไมเจ้าถึงได้ไร้ความผิดชอบเช่นนี้”
เย่วชิงได้ยินเสียงตำหนิเช่นนั้นทำให้น้ำตาร่วงท่านน้าคงทราบเรื่องท่านยายหายตัวไปแล้ว
“เอาเถอะ เรื่องราวของแม่เฒ่าจิวข้าจะไม่ตำหนิเจ้าปล่อยให้ข้ากับคนอื่นจัดการเถอะ เรื่องนี้อาจจัดการได้ไม่ง่ายนัก”
คนอื่นอย่างนั้นหรือ แหม จะบอกว่าเป็นเอียนซีก็พูดเถอะ
“เจ้ากลับไปเสียเถอะ”
“กลับไปที่ไหนหรือขอรับ”นางแกล้งทำเป็นมึนงง
ท่านน้าถอนหายใจครั้งหนึ่ง แล้วเดินไปทรุดนั่งพลางจิบน้ำชาไม่มีคำตอบแต่ก็เหมือนมีคำตอบอยู่ในตัว
“ข้าขออยู่รับใช้ท่านไม่ได้หรือ”เย่วชิงอ้อนวอน
“ไมได้หรอกสถานการณ์ขณะนี้ไม่อาจวางใจได้ พวกเราคงรั้งอยู่ที่นี่ไม่นานนักคนของอัศวินดำเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว อันตรายเกินไป”
เย่วชิงคิ้วขมวดรู้สึกไม่สบอารมณ์กับท่าทีห่างเหินนั้นท่านน้าก็พอรับทราบว่านางเองพอมีฝีมือเอาตัวรอดอยู่แล้วนี่นาว่าไปแล้วหาได้เป็นรองทหารของกองกำลังเมฆขาวคนใดไม่
“ให้ข้าอยู่เถอะรับรองว่าอาเฟยจะไม่ก่อเรื่องใดอีก”
“เจ้ากลับไปเกียะหยูเถอะบางทีศิษย์พี่ของเจ้าอาจมาแล้วก็ได้”
หญิงสาวแอบย่นจมูกรู้สึกไม่ชอบใจที่โดนแม่ทัพหลี่ขับไสเท่าใดนัก ศึกระหว่างอัศวินดำ-เมฆขาวอาจจะปะทุขึ้นอีกครั้งแล้วจะให้นางพลาดได้อย่างไรท่านน้าคงไม่ทราบว่าก่อนเดินทางมาพบในครั้งนี้ใครกันที่สร้างความปั่นป่วนให้กับอู๋ซี
คนนี้ไง ที่นั่งคุกเข่าต่อหน้าท่าน
“เจ้าออกไปก่อนเถอะพรุ่งนี้ข้าจะให้คนจัดม้าและเสบียงให้เพื่อเดินทางกลับ”
“ท่านแม่ทัพ”
“คุณหนีเอียนจะเดินทางมาเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
อ๋อ อย่างนี้เอง
เย่วชิงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆเห็นแม่ทัพใหญ่ไม่สนใจนางอีกเพราะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน ก็แน่อยู่แล้วเอียนซีคู่หมั้นสาวของท่านจะมาหาใช่มั้ยเล่า เทพสงครามหลี่หมู่กับเอียนซีหงสาคะนองศึก โอย น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก
นางล่าถอยออกจากระโจมแต่มีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ
แม่ทัพหลี่มู่สั่งใครก็สั่งได้ยกเว้นก็เย่วชิงคนนี้เท่านั้น