เสียงเกลียวคลื่นปะทะฝั่งฟังแล้วช่างไพเราะ แต่คงไม่ใช่สำหรับคนที่ถูกตรึงไว้กับไม้ที่ปักอยู่กลางทะเล สภาพย่ำแย่หมดแรงหายใจแ่เบาเปลือกตาลืมแทบไม่ขึ้นแต่ก็ยังไม่ตาย ต้องทนทุกข์จากการทรมานเป็เวลาหลายชั่วโมง ระดับน้ำทะเลเริ่มขึ้นสูงเรื่อย่เอวและอีกไม่นานก็คาดว่าคงจะสูงท่วมศีรษะ
ไป๋เสี่ยวอันในเวลานี้ได้แต่รอความตายเท่านั้นมือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ ฝ่ามือถูกตรึงด้วยตะปูทั้งสองข้างหมดทางรอดนอกจากจะมีคนมาช่วยก็เท่านั้น แต่ก็คงจะเป็ไปได้ยากเพราะเื่ที่เธอถูกจับตัวคงไม่มีใครรู้
ส่วนความหวังสุดท้ายคือคู่หูที่แฝงตัวเข้ามาอยู่แก๊งเซียจื่นแต่ก็คงจะริบหรี่ หรืออาจเป็ศูนย์เพราะเป็ได้แค่คนทรยศที่ทำให้เธอถูกจับได้
พอนึกถึงคู่หูคนนี้ขึ้นมาก็ทำให้รู้สึกแค้นใจมาก ไม่น่าหลงกลเชื่อใจคนง่ายขนาดนี้เลย ตอนที่เอาข้อมูลมาให้หน้าจะระแวงสักหน่อย ของสำคัญแบบนี้จะสืบรู้ได้เร็วถึงขนาดนั้นเลยเหรอ กว่าจะรู้ว่าถูกหักหลังก็สายไปซะแล้ว
ไป๋เสี่ยวอันแสยะยิ้มมุมปากหัวเราะออกมาเย้ยหยันตัวเองที่ตกอยู่ในสภาพนี้ ในใจคิดว่าคงตายแล้วจริงๆ ตอนนี้รู้สึกหนาวเย็นไปถึงขั้วหัวใจยิ่งดึกน้ำทะเลก็เย็น...เย็นมาก เย็นจนทนไม่ไหวแล้ว
เธอคงไม่ได้ตายจากจมน้ำหรอกแต่คงจะตายเพราะอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิมปากเริ่มซีด ถูกพาตัวมาแช่ั้แ่เที่ยงคืนจนตอนนี้เกือบจะตีสามแล้ว ระดับน้ำทะเลเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะปลายจมูกของหญิงสาว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย ทว่าก็คิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาได้เป็คนที่รักเธอมากจนหมดหัวใจขึ้นมาและเธอก็รักหมดหัวใจเช่นเดียวกัน เปลือกตาที่ปิดสนิทก็เบิกกว้างอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับพูดน้ำเสียงแ่เบา "แม่"
ไป๋เสี่ยวอันเมื่อเห็นความตายกำลังจะเยือนตัวเองอีกในไม่ช้า ก็เริ่มคิดถึงเื่ราวที่ผ่านมาก่อนที่ตัวเองจะได้มาเป็สายลับ เป็เพียงเด็กสาวชนบทใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงสองคน ส่วนพ่อหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่มีคนมาหา เธอก็ไม่เคยพบเจอพ่อของตัวเองอีกเลย
ในทุกเช้าต้องช่วยแม่เปิดร้านขายกับข้าวจากนั้นจึงไปโรงเรียนชีวิตในวัยปฐมมีความสุขตามอัตภาพไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร
จนกระทั่งเรียนจบมัธยมปลายอยากจะไปเรียนที่มหาลัยในเมืองใหญ่ แต่แม่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้เธอไปไกลหูไกลตาด้วยความห่วงใยลูกสาวเพียงคนเดียว
ทั้งสองจึงเริ่มมีปากเสียงกันลูกสาวที่กำลังอยู่ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อไม่ยอมฟังคำสั่งของแม่
"แม่หนูโตแล้วนะตัดสินใจเองได้ว่าอยากจะเรียนที่ไหน"
"เสี่ยวอันรู้ไหมว่าในเมืองใหญ่มันอันตรายขนาดไหนมหาลัยที่นี้ก็"
แม่ยังไม่ทันจะพูดจบไป๋เสี่ยวอันก็พูดขึ้นมา
"แม่อยู่ที่นี่มันไม่มีความเจริญหนูอยากไปเห็นโลกภายนอกบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อุดอู้อยู่แต่บ้านนอก"
หลังจากที่พูดความ้าของตัวเองกับแม่จะหมดก็ควักกระเป๋าและเดินออกจากบ้านมายังไม่สนใจว่าแม่จะมีความรู้สึกยังไงเพียงแค่อยากจะไปจากตรงนั้นให้พ้นๆ เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย
หลังจากที่เด็กสาวเดินออกจากบ้านไปแล้วแม่ของเธอก็ทรุดลงนั่งกับพื้นหน้าตาเศร้าหมองบนใบหน้ามีแต่รอยน้ำตารู้สึกเสียใจที่ลูกสาวไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือน จนเพื่อนบ้านต่างพากันช่วยปลอบใจให้คลายทุกข์โศก
ใน่เย็นแม่ของเธอก็เข้าครัวทำกับข้าวที่ลูกสาวชอบกินวางไว้ที่โต๊ะและนั่งรอคอยการกลับมา แต่รอจนถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าลูกสาวจะกลับมาคนเป็แม่จึงได้ไปนอนรอที่โซฟา
ไป๋เสี่ยวอันกว่าจะกลับมาที่บ้านก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ย่องเข้ามาเบาๆ พอเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ยืนมองอยู่นานกว่าจะนั่งลงที่เก้าอี้คีบกับข้าวเข้าปาก จากนั้นน้ำตาก็ไหลกับข้าวฝีมือของแท้อร่อยที่สุด
แต่เธอก็อยากมีชีวิตเป็ของตัวเองอยากไปจากที่นี่ อยากใช้ชีวิตในเมืองหลวงดูสักครั้งหนึ่งว่าเป็ยังไง นั่งทานข้าวเรียบร้อยกำลังเก็บจานชามเพื่อเอาไปล้างก็เห็นแม่นอนหลับอยู่ที่โซฟา ถึงได้ไปหาผ้าห่มมาห่มให้กลัวแม่จะไม่สบาย
ทำทุกอย่างเรียบร้อยก็กลับขึ้นไปบนห้อง และเริ่มเก็บข้าวของที่จำเป็ใส่ในกระเป๋าเป้ใบไม่เล็กไม่ใหญ่ของเธอ ก่อนจะย่องออกจากบ้านไปใน่ตีสี่รอรถประจำทางเพื่อเข้าไปยังตัวเมือง ออกเดินทางไปยังเมืองหลวงที่ใฝ่ฝันโดยที่ไม่ได้กล่าวลาแม่ที่นอนอยู่ตรงโซฟาเลยสักคำ
หลังจากก้าวเข้ามาในเมืองหลวงไป๋เสี่ยวอันก็ไม่เคยกลับไปที่บ้านอีกเลย มีแต่ส่งเงินไปให้แม่ที่อยู่ตามลำพังอย่างเดียว ขนาดแม่ของเธอขอร้องให้กลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้งหญิงสาวก็ยังไม่ยอมกลับไป
ตอนนี้เธอรู้สึกอยากกลับบ้านไปหาแม่แล้วแต่ก็คงจะไม่มีโอกาสเพราะน้ำทะเลเริ่มท่วมสูงจนมิดศีรษะ จึงได้แต่พูดกล่าวขอโทษว่าไม่สามารถจะกลับไปหาแม่ได้อีกแล้ว
"แม่...หนูขอโทษ"
ไป๋เสี่ยวอันได้แต่ภาวนาว่าหากชาติหน้ามีจริง ขอให้ตัวเองได้เกิดมาเป็ลูกของแม่อีกเธอสัญญาว่าชาติหน้าจะไม่ทำให้แม่ของตนเองต้องผิดหวังเสียใจเหมือนชาตินี้
ในขณะที่ดวงตากำลังจะปิดลงก็ได้เห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง สวมชุดจีนโบราณลอยเข้ามาใกล้...ใกล้มาก จากนั้นไป๋เสี่ยวอันก็หลับตาลงไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว