“แล้วเราจะทำยังไงกันดี”
“ข้าว่าถ้านางจะจัดการเจ้าและพวกเรา ป่านนี้กองทหารหลวงคงแห่มาจับพวกเราแล้ว ต่อให้หลักฐานไม่ชี้จัดถึงที่สุด แต่ดูจากความลุ่มหลงที่ฝ่าบาทมีต่อนางแล้ว ยังไงก็ไม่ฟังพวกเรา”
“แสดงว่านางมีสิ่งที่ต้องการจากเรา?”
“นั่นก็ไม่แน่ เรารอดูทีท่าไปก่อน เจ้ามาหาข้านี่ ฝ่าบาททรงทราบมั้ย”
“สนมเข้าออกวัง ไม่ทูลขอได้หรือ”
“ฝ่าบาทมีทีท่ายังไงต่อเจ้า?”
“ก็ไม่มีอะไร ทรงอนุญาตตามปกติค่ะ”
“ตอนนี้เจ้าอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไร หลีกเลี่ยงการพบเจอนางเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นการประชันหน้า จะทางไหนตอนนี้เราล้วนเป็นรอง”
“ค่ะ ท่านพ่อ”
“ฮองเฮาหนิงเซียน นางร้ายกาจนัก วรยุทธ์ยังล้ำเลิศ เห็นว่าหนิงเอ๋อน้องสาวมีความรู้มากกว่านาง แต่วรยุทธ์ยังไม่ทัดเทียม เจ้าต้อง.. ... ไม่สิ เราต้องเลี่ยงการปะทะกับพี่น้องสกุลหนิง”
“งั้นข้ากลับเข้าวังก่อนนะคะ”
“รีบไปเลย ส่วนข้าต้องหารือปรับแผนการใหม่กับรัชทายาทหน่อยแล้ว”
...........
อุทยานสวนดอกไม้ในวัง แม้จะเป็นที่โปร่ง แต่ไร้การซุ่มแอบแนบชิด ไม่มีจุดอับปิดบังเร้นกาย หากไม่ส่งเสียงดังนับว่าเจรจาปลอดภัยกว่าห้องหับอับมุมสังเกตุ
ลู่เอินกระซิบถาม
“เช่นนั้นท่านกับเซี่ยวเอ๋อ ก็เป็นพี่น้องร่วมมารดากับองค์ชายรัชทายาทจ้าวฮุ่ยเจิน?”
“นับได้เช่นนั้น?”
“กระหม่อมไม่ทราบสมควรถามหรือไม่...”
“ท่านจะถามว่า ทำไมข้าไม่เข้าข้างสนับสนุนพี่ชายร่วมมารดาแทนองค์ชายห้าสินะ?”
ลู่เอินไม่ตอบคำ เท่ากับยอมรับ
พระนางกล่าวต่อ
“ข้าหาได้มีสายสัมพันธ์กับเขาไม่ เราไม่เคยรู้จักกัน อีกทั้งให้รู้ชาติกำเนินเราสองพี่น้องไม่ได้ไหนเลยนับญาติกับเขาได้ ต่อให้บอกความจริง เขาอาจไม่เพียงไม่นับญาติ ยังหมายสังหารเราสองพี่น้องปกปิดเรื่องอับอายของมารดาอีกด้วย”
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
“และข้ากับเซี่ยวเอ๋อดูแลกันมาตลอด รักกันมากกว่าใคร ข้าไม่ช่วยนาง ข้าจะช่วยใครน้องเขยท่านสบายใจหรือยัง”
“ขอบพระทัยฮองเฮา”
“คุยอะไรกัน”
สุ้มเสียงดังขึ้นมาอีกทาง
เมื่อหันไปทั้งคู่ และองครักษ์นางกำนัลที่ติดตามห่างก็พากันถวายวบังคม
ลู่เอินชิงตอบ
“ทูลฝ่าบาท เมื่อทราบข่าวการลอบจู่โจมขณะล่าสัตว์ ฮูหยินกระหม่อมร้อนรนหมายรีบเดินทางเข้าเฝ้าฮองเฮาตั้งแต่เมื่อวาน แต่กระหม่อมรั้งไว้เพราะในวังต้องวุ่นวายแน่ จึงพากันมาเช้าเฝ้าวันนี้พระเจ้าข้า”
“อ่อ แบบนี้เอง เอ่อ แล้วนางล่ะอาจารย์หนิงเอ่อน่ะ?”
หนิงเซียนยิ้มตอบเดินไปเกาะแขนฝ่าบาท
“นางถือโอกาสเลยไปเข้าสอนแล้วเพคะ ส่วนแม่ทัพเซียวนั้นหม่อมฉันเรียกรั้งไว้สอบถามเรื่องของนาง หม่อมฉันยังชีวิตปะพปนผู้คนในเมืองมากมายรู้จักสังคม ส่วนนางวันๆ ขลุกอยู่กับอาจารย์เฒ่าทั้งสองของเรา ไม่ค่อยได้เจรจาเข้าสังคม หม่อมฉันเป้นห่วงเลยถามไถ่ท่านแม่ทัพเซียวเพคะ”
“อ่อ แบบนี้เอง เออๆ ดีๆรักใคร่ดูแลกันดีนะพวกเจ้าพี่น้อง มีอะไรบอกข้าได้ทันที ไม่ต้องเกรงใจนะ ข้ากับเจ้าเราเป็นคู่ครองกัน”
“ขอบพระทัยเพคะเป็นบุญพวกเราพี่น้องแล้ว”
ฮ่องเต้ยิ้มแย้มชอบใจ หันมาหาลู่เอิน
“แม่ทัพเซียว ข้าฝากลูกห้าของข้าด้วยล่ะ เขาน่ะก้าวหน้าได้ อย่างไรเสียมีเพื่อนแบบท่านเขาจะได้เดินถูกทาง”
“ทรงวางใจพระเจ้าข้า กระหม่อมจะทำสุดความสามารถ อีกทั้งองค์ชายห้า แม้เมามายเค้านารีแต่การคิดอ่านไม่ด้อยเลยพระเจ้าข้า”
ครู่เดียวองค์หญิงฮุ่ยหลิงก็เข้ามาจากนั้นถวายบังคมฮ่องเต้และฮองเฮา
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมฮองเฮา”
“เฮ่ย...ลูกคนนี้ ทำไมไม่เรียกเสด็จแม่ล่ะ”
หนิงเซียนเขย่าแขนฮ่องเต้กล่าว
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันอายุเพียง 16องค์หญิงอายุ 23 จะให้นางเรียกหม่อมฉันว่าเสด็จแม่นั้น...เห็นใจนางหน่อยเถอะเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันยังไม่รีบแก่ขนาดนั้นนะเพคะ”
“ฮ่ะๆ เอาๆ เอาแบบนั้นก็ได้”
ฮองเฮาหนิงเซียนว่าอย่างไรฮ่องเต้ว่าอย่างนั้นจริงๆ
ฮุ่ยหลิงย่อตัวกล่าว
“ขอบพระทัยฮองเฮาที่เมตตาและมีความเข้าใจเพคะ”
หนิงเซียนยิ้ม
ฮุ่ยหลิงเหลือบไปมองลู่เอินก็ได้แต่กลับมาก้มหน้าไม่กล้าสบตา แต่ก็ต้องกล่าว
“แม่ทัพเซียวมีงานมงคล ข้าไม่ได้ไปร่วมหนำซ้ำยังไม่ได้ส่งของขวัญอวยพร นับว่าใช้ไม่ได้”
ลู่เอินรีบกล่าว
“หาได้เป็นไรไม่ แค่องค์หญิงนึกถึงพวกเราก็เป็นบุญของเราแล้ว”
ฮุ่ยหลิงยิ้ม จากนั้นหันมาหาฮ่องเต้
“เสด็จพ่อเพคะ แล้วอาจารย์พิเศษที่หม่อมฉันแนะนำมาล่ะเพคะ”
“อ่อ...พ่อให้เขาไปรายงานตัวแล้วเริ่มทำการสอนพร้อมอาจารย์ให่ท่านอื่นวันนี้เลย”
หนิงเซียนเอียงคอสงสัย
“อาจารย์พิเศษ?”
“อ่อ..เซี่ยวหนิง ลูกสามของข้าแนะนำคนมีความสามารถเป็นที่โจษขาน ที่ข้าอยากได้ไว้ใช้งานมานานแล้วในที่สุดเขาก็ยอมรับใช้ทมางการ แต่แทนที่เขาจะช่วยงานราการ กลับสอนคนสร้างผู้มีความสามารถ นับว่ามองการณ์ไกล...เขาคือ บุรุษหยกวาณิชย์จูเจียวเชิน”
ลู่เอินแสดงสีหน้าออกมาชัดเจนว่าตกใจ
หนิงเซียนสังเกตเห็นจากนั้นมองไปยังองค์หญิงสาม นางก็พอจะผุกปมคร่าวๆได้นิดหน่อยแล้ว
[ที่แท้องค์หญิงเดินหมาก ส่งบุรุษรูปงามมากความสามารถมาประกบเซี่ยวหนิงนี่เอง คาดว่าเขาคงเคยมีเรื่องราวกับน้องเขยข้าคนนี้มาก่อน ... งานนี้ศึกหลายด้านจริงๆ แต่ข้าช่วยพวกเจ้าทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ]
......
ในชั้นเรียน
หนิงเอ๋อที่อายุแค่ 16 ปีควรได้สอนเด็กเล็ก เด็กโตที่อายุราวๆ 7-12 มากกว่า
แต่เมื่อหนิงเอ๋อมองไปรอบๆกลับพบว่าตนจะต้องมาสอนชนชั้นสูงที่มีอายุตั้งแต่ 13-17 ปี
และพวกนี้ล้วนเป็นบุตรธิดาของเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น
บัดนี้พวกเขาเอาแต่เล่น พูดคุย หยอกล้อกันสนุกสนานเมื่อรู้ว่าอาจารย์หญิงคนใหม่มาจากชาวบ้านอายุแค่ 16 ปีที่มาตรงนี้ได้เราเพราะฮองเฮาใช้เส้นสายนำเข้ามา
หนิงเอ๋อเดินกำลังภายในสูดลมหายใจแล้วตะโกนเปล่งออกมา
“หยุ~~~~~~ดดดดดด!!!”
เสียงดังกังวาน สะเทือนโสตประสาทและสั่นไปถึงทรวงอกแขนขาของผู้ได้ยิน นี่เป็นเคล็ดวิชาที่เฒ่าหยางสอนให้ เขาทราบดีว่าคนที่ใจดีโอนอ่อนแบบศิษย์คนนี้จะต้องโดนคนข่มเหงรังแก และบางสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้วรยุทธ์แก้ปัญหาได้
ทั้งหมดเงียบลง
หนิงเอ๋อใคร่ครวญมาหลายวันก่อนหน้า ตนไม่ได้อยู่ในจุดที่จะมางอแงว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องยุ่งยาก คนมีสติ มีปัญญา จะพยามทำความเข้าใจ ยอมรับและหาทางรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าดีกว่า นางมีพี่สาวเป็นฮองเฮา มีสามีเป็นแม่ทัพตระกูลใหญ่ ส่วนตนก็เป็นนายหญิงของหมู่ตึก ซ้ำยังตอนนี้เป็นอาจารย์ในวังหลวง หากไม่สามารถกำหราบศิษย์จะสอนได้อย่างไร
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าล้วนเป็นคุณชายและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ แต่จงจำไว้ว่าภายหน้าหากไม่สั่งสมวิชาความรู้ไว้รังแต่จะทำให้ตำแหน่งของบิดาที่สืบทอดมาตกต่ำ ถ้าการเรือนไม่สำคัญ บิดาพวกเจ้าจะส่งเจ้ามาเรียนทำไมกัน”
ทั้งหมดเงียบแล้วมองหน้ากัน หนิงเอ๋อกล่าวขึ้น
“นั่งประจำที่ตนเอง ข้าจะเริ่มสอนแล้ว”
คุณชายคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“ท่านอายุไล่ๆ กับพวกเรา จะมาเป็นอาจารย์ได้ยังไง”
“ข้าทดสอบความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ ได้รับการยอมรับทั้งจากคณาจารย์ ขุนนางและฝ่าบาท พวกเจ้าจะค้าน ก็ไปกราบทูลเอาจะให้พาไปตอนนี้เลยมั้ย?”
พวกศิษย์พากันก้มหน้าหลบ
นางกล่าวต่อ
“ข้าจะสอนไม่เข้มงวด กดดันและพยามไม่ให้ท่องอะไรน่าเบื่อ ขอแค่ให้ความร่วมมือ พวกเจ้าล้วนได้ความรู้ไม่มากก็น้อย เอาล่ะ เรียกข้าใหม่ซิ”
พวกเขาล้วนทำท่าอิดออด แต่ต้องทำ กล่าวพร้อมเพรียง
“อาจารย์~หนิงเอ๋อ~”
“เอาล่ะข้าจะเริ่มสอนแล้ว”
........
ซือหม่าเยว่ซิน อายุ 53 อาจารย์ใหญ่ ผู้ดูแลโรงเรียนชนชั้นสูงของวังหลวง รั้งตำแหน่งราชครู เดินมาเยี่ยมชมการสอน พลันพบว่าอาจารย์เก่าท่านอื่นๆ ยืนฉงน บ้างยืนยิ้ม
เสียงนักเรียนหัวเราะเกลียวกลาว เจี้ยวจ้าว จึงเดินเข้ามา คณาจารย์ทั้งหลายคำนับแบบเงียบ ทั้งหมดชมดู
หนิงเอ๋อใช้วิธีเล่นตอบคำ กำหนดฝั่งแบ่งกลุ่มแข่งขันกัน จากนั้นก็สอนต่อ พอสอนเสร็จให้กลุ่มแข่งกันตอบ กลุ่มที่ได้คะแนนต่ำสุดต้องทำความสะอาดห้องเรียน กลุ่มที่ได้คะแนนมากสุดจะได้พักทานขนมของว่าง
พวกนักเรียนหัวเราะแข่งกันกันสนุกสนาน พวกเขาตั้งใจฟังนางสอน แล้วประชุมวางแผนกันเพื่อนเปลี่ยนตำแหน่งในกันการแข่ง ทั้งประวัติศาสตร์ ภาษิต บทกลอน ล้วนเข้าหัวพวกนักเรียน แต่การสอนจะสอนไปได้ไม่มาก แต่พวกนักเรียนล้วนพากันจำและตอบได้จนเกือบหมด
และแล้วเวลาก็จบลง
“เอาล่ะ อาจารย์ท่านอื่นมารอสอนแล้วพวกเจ้าทำได้ดีมาก”
พวกศิษย์พากันโวยวายแบบล้อเล่น
“โธ่อะไรกัน จบแล้วเหรอ อาจารย์หนิงพวกเรายังไม่ได้แก้มือเลย”
“ไว้แก้รอบหน้ากลุ่มเจ้าคะแนนห่วยสุด เลิกเรียนก็ทำความสะอาดด้วยล่ะ ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะส่งเสียงไปทั่ว
หนิงเอ๋อหันมาเห็นคณาจารย์ยืนดูและท่านอาจารย์ใหญ่ จากนั้นเดินมาหาและย่อตัวทำความเคารพ
ซือหม่าเยว่ซินยิ้มกล่าวไปลูบเคราไป
“อาจารย์หนิง มาวันแรกนักเรียนก็ตั้งใจกันคึกคัก ดูท่าจากนี้ไปโรงเรียนคงไม่เงียบเหงาแล้วฮ่ะๆ”
“อาจารย์ใหญ่ซือหม่ากล่าวชมเกินไปค่ะ กลับกันข้ากลับทำให้โรงเรียนวุ่นวายซะมากกว่า”
“อืมๆ...ดี ดีมาก”
เสียงดังขึ้นจากด้านหลังอาจารย์ใหญ่
“อาจารย์หนิง นอกจากงดงามแล้ว ยังมีความสามารถมากนัก”
หนิงเอ๋อเอียงคอข้ามไปมองก็พลันตกใจ
“ท่าน…….!!”