เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

เล่มที่ 6 ตอนที่ 176 ไว้พบกันใหม่

          ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเมิ่ง!

          เพียงชั่วพริบตาความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้อาวุโสแห่งตระกูลเมิ่งจะปรากฏตัวเขายืนอยู่กับที่ เสื้อคลุมสีดำบนกายไม่พลิ้วไหว ดูเหมือนว่าเขานั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากชายชราธรรมดาทั่วไปเลยแม้แต่น้อย

          แต่ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าเขาผู้นี้เดินทางมาด้วยการทะลุมิติเป็นพลังการผสานตัวเข้ากับมิติทมิฬอันลึกล้ำ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าชายชราผู้นี้อยู่ในขั้นปราณทะลวง!

          เมื่อเห็นว่าจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงปรากฏตัวขึ้นมาเช่นนี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์เขามองไปยังชายชราด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนักเขานึกไม่ถึงเลยว่าผู้อาวุโสของตระกูลเมิ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาในเวลาเช่นนี้

          เมื่อผู้อาวุโสเฟิงดีดนิ้วพลันมีพลังปราณอันแปลกประหลาดพุ่งทะยานเข้าไปในร่างของเมิ่งอวี่หุนก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

          บาดแผลบนตัวของเมิ่งอวี่หุนพลันดีขึ้นกว่าเดิมในทันใดเขาไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะประสานมือเคารพผู้อาวุโสเฟิงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความเคารพยำเกรง“ท่านผู้อาวุโสเฟิง!”

          ในบรรดาสี่ผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลเมิ่งนั้นผู้อาวุโสเฟิงผู้นี้คือหัวหน้าผู้อาวุโสทั้งหลายและถือว่าเป็นผู้ดูแลตระกูลเมิ่งด้วยเขามีอำนาจในตระกูลค่อนข้างมากทั้งยังมีศักยภาพอันแข็งแกร่งน่าเกรงขาม ต่อให้เมิ่งอวี่หุนพบกับผู้อาวุโสเฟิงก็ยังต้องแสดงความเคารพ

          ผู้อาวุโสเฟิงพยักหน้ารับ จากนั้นจึงมองไปยังเมิ่งฝานนัยน์ตาคู่นั้นลึกลับจนไม่อาจคาดเดาว่าเขากำลังคิดถึงสิ่งใด แล้วในเวลาต่อมาจึงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น“เจ้าน่ะหรือเมิ่งฝาน ช่างคล้ายเสียเหลือเกิน!”

          เมื่อสิ้นเสียงนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลงจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “คล้ายอันใด?”

          “บิดาของเจ้า!”

          ผู้อาวุโสเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความเสียดายและทอดถอนใจ“เจ้ากับท่านเมิ่งชางคล้ายกันไม่มีผิด นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วก็ยังดูคล้ายว่าจะเป็นพวกพยศไม่ยอมศิโรราบต่อผู้ใดโดยง่ายท่านเมิ่งชางเองก็เคยเป็นเช่นนี้!”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กำหมัดแน่นในที่สุดเขาก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “เจ้ารู้จัก...รู้จักบิดาของข้า?”

          “ถูกต้อง!”

          ผู้อาวุโสเฟิงพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น“ในตอนนั้นท่านเมิ่งชางทรงอานุภาพยิ่งสยบจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งแห่งเมืองซ่างจิงได้ด้วยศักยภาพของตนเองทำให้ตระกูลเมิ่งได้เป็นตระกูลวรยุทธ์อันดับหนึ่งของอาณาจักรต้าก้านอย่างทุกวันนี้คุณงามความดีของท่านเมิ่งชางคือสิ่งที่ไม่อาจลบล้างได้ ต่อให้เป็นท่านประมุขในทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจเทียบกับท่านเมิ่งชางได้!”

          ท่านพ่อ เมิ่งชาง!

          เพียงชั่วพริบตาร่างกายของเมิ่งฝานพลันสั่นเทานับตั้งแต่จำความได้เขาก็นึกถึงได้เพียงภาพอันเลือนรางของบิดาเท่านั้น บางครั้งในยามที่ฝันก็ยังพยายามนึกถึงใบหน้าของบิดาด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานจึงเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง“แล้วอย่างไรต่อ?”

          ผู้อาวุโสเฟิงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ฉะนั้นแล้วเจ้าจึงคล้ายดั่งบิดาของเจ้าแม้จะมีศักยภาพที่แข็งแกร่งมากพอแต่ความสามารถนั้นกลับไม่เหมาะที่จะดำรงชีวิตจึงต้องตายเช่นเดียวกัน ยามนั้นพ่อของเจ้าถูกท่านประมุขทำให้ตายวันนี้เป้าหมายของข้าก็ไม่ต่างกัน!”

          แม้ว่าเสียงนั้นจะราบเรียบแต่มันกลับเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนทั้งหลายต่างก็ชะงักงันไปตามๆ กัน เพราะนึกไม่ถึงว่าเป้าหมายของผู้อาวุโสเฟิงนั้น...คือการสังหารเมิ่งฝาน

          สถานการณ์ในยามนี้ ผู้เดียวที่ไม่มีความแปลกใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าก็คือเมิ่งอวี่หุนเพราะก่อนจะเดินทางมาเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเมิ่งฝานไม่มีทางรอดไปได้เป็นแน่

          “เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

          เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานพลันกำหมัดแน่นปล่อยให้เล็บแทงเข้าไปในเนื้อฝ่ามือพลางจ้องมองผู้อาวุโสเฟิงอย่างไม่ละสายตา

          เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารจากนัยน์ตาของเมิ่งฝานผู้อาวุโสเฟิงจึงคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ความจริงก็เป็นเช่นนี้ เจ้ามันก็แค่สิ่งที่ตระกูลเมิ่งคาดไม่ถึงในตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะต้องการเอาใจคนเก่าคนแก่ของตระกูลเมิ่งก็คงจะสังหารเจ้าให้ตายไปนานแล้วปล่อยให้เจ้าได้เติบใหญ่ก็จะกลายเป็นเพียงมารของตระกูล ต่ำช้าเช่นมารดาของเจ้าเจ้าคิดว่าหากไม่ใช่เช่นนั้นคนที่ทรงอานุภาพอย่างท่านเมิ่งชางจะตายได้ง่ายดายเพียงนั้นหรือ!”

          ทุกคำเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมายังศีรษะของเมิ่งฝานยามนี้นัยน์ตาของผู้ที่ยืนอยู่กับที่อย่างเมิ่งฝานอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นดั่งขั้วโลกแล้วเขานึกไม่ถึงว่าการตายของบิดาจะเกี่ยวข้องกับเมิ่งเทียนเซิงด้วย สิ่งที่ได้ยินในเวลานี้ทำให้หัวใจของเมิ่งฝานลุกโชนไปด้วยไฟแค้นและพร้อมที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ!

          ผู้อาวุโสเฟิงส่ายหน้า แล้วเอ่ยอย่างใจเย็น“แต่ในตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะจบสิ้นลงแล้ว ชีวิตคนต่ำช้าอย่างเจ้านั้น...ข้าจะเป็นคนเอาไปเองนำสิ่งที่เป็นของท่านเมิ่งชางกลับมาให้หมด รวมถึงชีวิตของเจ้าด้วย!”

          เมื่อสิ้นเสียงนั้นผู้อาวุโสเฟิงพลันเดินหน้ามาหนึ่งก้าวขณะเดียวกันอานุภาพแห่งพลังอันน่าสะพรึงก็พุ่งทะยานเข้ามาหาเมิ่งฝาน

          เมิ่งฝานนั้นต่างไปจากเมิ่งอวี่หุนเขายังสามารถฝืนทนต้านทานพลังของศัตรูได้ แต่ยามนี้อีกฝ่ายเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงคือผู้ที่บำเพ็ญตนจนอยู่ในขั้นปัญจปราณระดับสูง สำหรับเมิ่งฝานแล้วจอมยุทธ์ในขั้นนี้นั้นต่างจากเขาราวฟ้ากับเหว

          แม้เขาจะเคยเอาชนะเมิ่งอวี่หุนได้ด้วยความสามารถของตนเองแต่เมิ่งอวี่หุนก็อยู่เพียงขั้นจวนปราณทะลวงเท่านั้นแต่ผู้อาวุโสเฟิงกลับเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงที่แท้จริง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาผู้นี้เมิ่งฝานไม่มีสิทธิ์แม้จะวิ่งหนีด้วยซ้ำไปเพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานต้องรับมือกับแรงกดดันจากอานุภาพแห่งพลังอันยิ่งใหญ่แต่ก็ยังจ้องมองผู้อาวุโสเฟิงด้วยนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอย่างไม่ลดละ

          กรอด กรอด!

          การโจมตีของจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงคือสิ่งที่คล้ายดั่งว่าผสานพลังเข้ากับมิติทมิฬทั่วทั้งบริเวณตอนนี้อากาศที่อยู่รอบกายของเมิ่งฝานล้วนแต่กำลังบีบอัดเข้ามาหาเขาซึ่งต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกคล้ายดั่งว่ากระดูกบนกายกำลังจะแตกหักก็ไม่ปาน

          แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็ยังคงกัดฟันแน่นและจ้องมองอย่างไม่ละสายตาทางฝั่งของหยางเถียนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็กัดฟันแน่นพร้อมกับกำลังจะลงมือ แต่เมื่อพลังของผู้อาวุโสเฟิงถาโถมเข้ามานางก็ตัวแข็งทื่อไม่อาจทำสิ่งใด

          ผู้อาวุโสเฟิงก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าหรี่ตามองแล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “เจ้าคนชั้นต่ำถือว่ามีฝีมือไม่น้อย แต่ข้าเองก็อยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะยืนหยัดอยู่ได้นานเพียงใดคุกเข่าลง!”

          ประโยคสุดท้ายนั้นเป็นดั่งพลังของสายฟ้าฟาดต่อให้เป็นผู้คนที่อยู่โดยรอบก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจก่อนจะรู้สึกขาอ่อนแล้วลงไปบนพื้นส่วนเมิ่งฝานที่เป็นเป้าหมายของพลังก็รู้สึกคล้ายดั่งถูกไม้ทุบมาที่ศีรษะ และจู่โจมมายังสมุทรจิตอย่างดุดัน

          การโจมตีเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสเฟิงแทบไม่ต้องลงมือต่อไปเพราะเมิ่งฝานรู้สึกวิงเวียนจนแทบจะล้มลงแล้ว แต่ในเวลาต่อมาเมิ่งฝานพลันกัดลิ้นตนเองเพื่อรักษาสติเอาไว้แล้วใช้มือทั้งสองค้ำยันตนเองไว้กับหัวเข่า พยายามฝืนทนรองรับพลังของผู้อาวุโสเฟิงอย่างไม่ไหวติง

          เวลานี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็มองไปยังเมิ่งฝานที่พยายามต้านทานพลังของจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงอย่างตกตะลึงการอาศัยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสของตนเองซ้ำยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณต้านทานพลังของจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงนั้นนับเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงอย่างยิ่ง!

          หยางเถียนมองไปยังเมิ่งฝานที่ร่างกายอาบไปด้วยเลือดแล้วกัดฟันแน่นนางเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกันทั้งที่อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสจนแทบไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้แล้วแต่เมื่ออยู่ภายใต้พลังของผู้อาวุโสเฟิงกลับยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและไม่ยอมคุกเข่าลง!

          “เจ้าคนชั้นต่ำยังไม่คุกเข่าอีก!”

          ผู้อาวุโสเฟิงก้าวเดินขึ้นไปเบื้องหน้าอีกครั้งกลิ่นอายพลังของเขาน่าสะพรึงมากขึ้นกว่าเดิมอากาศรอบกายบีบอัดเข้ามาหาเมิ่งฝานทำให้เขารู้สึกคล้ายดั่งว่ามีหินก้อนใหญ่ที่หนักนับหมื่นชั่งอยู่บนร่างก็ไม่ปานแล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานพลันขยับฝ่ามือ ขณะเดียวกันก็ใช้ฝ่ามือทำลายกระดูกข้อต่อหัวเข่าของตนเองยอมปล่อยให้เลือดไหลนองแต่ไม่ยอมคุกเข่าลง!

         ผู้คนทั้งหลายมองไปยังภาพอันน่าเวทนาเบื้องหน้าพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่!

          ทางฝั่งของผู้อาวุโสเฟิงนั้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปจิตสังหารอันดุดันคล้ายดั่งพลังสายฟ้าพลันปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา เขานึกไม่ถึงว่าคนที่มีอายุน้อยอย่างเมิ่งฝานจะกล้าทำได้ถึงเพียงนี้หากให้เวลาเขาได้เติบใหญ่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเป็นฝ่ายปรปักษ์ที่น่าสะพรึงต่อตระกูลเมิ่ง!

          “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะให้เจ้าได้ตายอย่างสมเกียรติ!”

          ฝ่ามือของผู้อาวุโสเฟิงขยับแล้วยื่นมือออกไปในวินาทีต่อมาก่อนจะมีพลังปราณอันดุดันอย่างสูงสุดปรากฏขึ้นจากฝ่ามือของเขา พลังการจู่โจมของจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงนั้นสามารถทำลายมิติอากาศได้แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังไม่อาจรับมือได้

          ในชั่วพริบตาต่อมานั้นในขณะที่ฝ่ามือของผู้อาวุโสเฟิงกำลังจะลงมาถึงร่างของเมิ่งฝาน ร่างกายของเมิ่งฝานพลันขยับโดยการลากร่างพิการของตนเองถอยไปด้านหลังอย่างฉับพลัน!

          “หืม?”

          ผู้อาวุโสเฟิงมองการกระทำของเมิ่งฝานแล้วกระตุกยิ้มจากนั้นจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าคนชั้นต่ำเจ้ามันช่างโง่เขลายิ่งนัก อยู่ต่อหน้าข้ายังคิดที่จะหลบหนีอย่างนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี ไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้หรอกนะ ไปตายเสียเถอะ!”

          เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานก็ได้ขยับร่างพิการของตนเองมาจนถึงโลงศพน้ำแข็งโดยทิ้งรอยเลือดไว้ตามทางเขามองไปยังผู้อาวุโสเฟิงแล้วเอ่ยว่า “เรื่องราวในวันนี้ข้าเมิ่งฝานจะจำเอาไว้!”

          ฝ่ามือใหญ่ของเมิ่งฝานขยับ แล้วตะปบลงไปบนโลงศพน้ำแข็งนั้นอย่างดุดัน

          ปัง!

          ในวินาทีต่อมาเมื่ออยู่ภายใต้พละกำลังอันมากมายจึงมีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนโลงศพน้ำแข็ง ก่อนที่มันจะพังทลายลง

          นัยน์ตาของชายชรามองไปยังการกระทำของเมิ่งฝานจากนั้นสีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปเพราะสัมผัสได้ถึงความทรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาอย่างฉับพลัน

          มันเป็นพลังอันแข็งแกร่งที่หากผู้อาวุโสเฟิงเอาตนเองไปเปรียบเทียบก็ยังรู้สึกว่าตนเองนั้นต่ำต้อยซึ่งมันคือพลังของจอมยุทธ์ขั้นปราณประสาน พลังของผู้อาวุโสซวง!

          ทำลายโลงศพน้ำแข็ง ฉีกมิติอากาศหลังจากที่เมิ่งฝานได้เห็นข้อความนั้นก็รู้แล้วว่ามิติแห่งนี้สามารถทำลายได้ซึ่งการทำลายโลงศพน้ำแข็งก็คือการทำให้กลไกของมันทำงาน

          เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์อับจนปัญญาเช่นนี้เมิ่งฝานก็เลือกที่จะตายไปพร้อมกับทุกคน

          แล้วในวินาทีต่อมามิติอากาศพลันบิดเบี้ยวโถงถ้ำน้ำแข็งสั่นสะเทือน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าไอความเย็นได้พุ่งทะยานไปจู่โจมผู้คนทั้งหลายแม้แต่ผู้อาวุโสเฟิงก็ยังหน้าถอดสีก่อนจะปล่อยพลังปราณอันแข็งแกร่งออกมาคุ้มกันร่างกายตนเอง

          เมื่อเทียบกันแล้วพลังของจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงนั้นถือว่าต่ำต้อยเป็นอย่างยิ่งผู้อาวุโสเฟิงพลันขยับฝ่ามือปัดป้องสิ่งที่เข้ามาทำร้ายตนเองและคนของตระกูลที่เหลือเพราะที่นี่หาได้มีเขาอยู่เพียงลำพังไม่ ยังมีจอมยุทธ์ยอดฝีมือของตระกูลเมิ่งอยู่ด้วยอีกไม่น้อยเมื่อมิติแห่งนี้กำลังจะพังทลายเขาก็ไม่อาจปล่อยให้จอมยุทธ์น้อยทั้งหลายต้องตายได้

          “เจ้าคนชั้นต่ำเจ้ากล้าทำเช่นนี้อย่างนั้นหรือ!”

          ผู้อาวุโสเฟิงตวาดเสียงดังพลางปล่อยพลังปราณของตนเองออกมาอย่างไม่ขาดสายขณะเดียวกันก็ฟันฝ่ามือออกไปเพื่อทำลายมิติเป็นทางยาวแล้วให้คนของตระกูลเมิ่งที่ร้อนรนรีบพุ่งทะยานเข้าไปภายใน

          พลังอันแข็งแกร่งนั้นได้ฉีกมิติอากาศโดยรอบทำให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นดั่งอวกาศและทุกอย่างก็สิ้นสลาย

          ในยามนี้ เมิ่งฝานกระตุกยิ้มแล้วมองไปยังหยางเถียนจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ระวังตัวด้วย!”

          หลังจากที่เอ่ยปากเขาก็พุ่งทะยานเข้าไปในช่องโหว่ของมิติที่ฉีกขาดจากพลังของผู้อาวุโสซวง

          มิติอากาศของสถานที่แห่งนี้พังทลายแม้เขาจะไม่รู้ว่าการทะลวงมิติครั้งนี้จะทำให้ตนเองไปโผล่ที่ใดก็ยังดีกว่าต้องตายอยู่ที่นี่!

          เมิ่งฝานก้าวเข้าไปในรอยร้าวของมิติอย่างไม่ลังเลร่างกายของเขาพลันผสานตัวเข้ากับมิติทมิฬในทันใดแม้แต่ผู้อาวุโสเฟิงก็ยังทำได้เพียงมองอย่างจนปัญญา

          มิติอากาศแตกร้าวก่อนรอยร้าวของมันจะหายไป เมิ่งฝานก็ได้จากไปอย่างไร้ร่องรอยและทิ้งไว้เพียงรอยเลือดเท่านั้นแต่ก่อนที่รอยร้าวจะหายไปเสียงอันเยือกเย็นก็ดังออกมาจะรอยร้าวแห่งมิติทมิฬ “ในภายหน้าหากจะไปยังพรรคเหมันต์สวรรค์ข้าจะต้องไปสังหารตระกูลเมิ่งเสียก่อน!”

          มันเป็นน้ำเสียงที่ทรงพลัง ทั้งยังแฝงไปด้วยจิตสังหารอันมากมายเกินจะคาดเดา!