สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 58 เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง

    เซี่ยอวิ๋นหลันฟังจนจบแล้วกลับยังไม่พูดทันที


    นางมองหลานสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง


    จากประสบการณ์ของนาง เรื่องที่เซี่ยหลานอิงเล่ามายังไม่หมดแน่นอน


    หากมีเพียงเหตุการณ์แดนลับระเบิดและกลับมารายงานผล นางคงไม่หายไปนานเกือบยี่สิบวันเช่นนี้


    เซี่ยอวิ๋นหลันจึงเอ่ยเสียงเรียบ


    “เล่าต่อ”


    เซี่ยหลานอิงชะงักเล็กน้อย ก่อนประสานมือ


    “เพคะ”


    นางเล่าต่อว่า หลังจากยูรันบาดเจ็บ เขานอนแน่นิ่งอยู่ที่ยอดเขาจันทราถึงสิบสี่วันเต็ม อาการหนักจนผู้อาวุโสซูเม่ยเหยายังวินิจฉัยว่าแทบไม่ต่างจากศพที่ยังมีลมหายใจ


    ทว่าวันที่สิบห้า ร่างกายของเขากลับหายเป็นปลิดทิ้ง


    กระดูก เส้นเลือด ชีพจร ผิวหนัง ทุกอย่างกลับเป็นปกติราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน


    แต่สิ่งที่แลกมาก็คือความพิการถาวร


    ตาบอด


    และหูหนวก


    เซี่ยอวิ๋นหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “หายดี แต่กลับพิการแทนงั้นรึ”


    อ๋องหมิงพึมพำทันที


    “เป็นไปได้ยังไง”


    เซี่ยหลานอิงพยักหน้า ก่อนเล่าต่อ


    นางเล่าว่าตนพักอยู่บนยอดเขาจันทรานับตั้งแต่พายูรันกลับไปรักษา รวมเวลาทั้งหมดเกือบยี่สิบวัน


    สิบสี่วันแรกหลังจากยูรันบาดเจ็บ ยอดเขาจันทราเกิดความขัดแย้งภายในสำนักไม่น้อย หลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวเพราะคิดว่าหลิงเยวี่ยบาดเจ็บสาหัส และยูรันอาจไม่ฟื้นขึ้นมาอีก


    แต่หลังจากยูรันฟื้นขึ้นมาได้ประมาณห้าหกวัน เรื่องราวก็เริ่มสงบลงอย่างเห็นได้ชัด


    ดูเหมือนผู้อาวุโสหลายคนในสำนักเมฆาจันทร์จะหวาดกลัวเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ไม่น้อย


    จากนั้นเซี่ยหลานอิงจึงเล่าถึงชีวิตบนยอดเขาจันทรา


    ตำหนักหลังใหญ่ที่ยูรันสร้างขึ้นเอง


    ระบบประตูที่ต้องใช้ป้ายผ่านตำหนัก


    ห้องพักที่ควบคุมแสง อุณหภูมิ และน้ำอุ่นได้ด้วยป้ายควบคุมห้อง


    พื้นที่ภายในที่สะอาด ประณีต และสะดวกสบายจนแม้แต่วังหลวงบางส่วนยังเทียบไม่ได้


    เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเซี่ยหลานอิงเริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว


    นางเล่าว่า ทุกวันบนยอดเขาจันทรามีกิจวัตรแปลกประหลาดมาก


    ทุกเช้า ทุกคนจะขึ้นไปบนดาดฟ้ารอพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน


    ทุกมื้อ ไม่ว่าจะเช้า กลางวัน หรือเย็น ทุกคนจะมานั่งกินอาหารด้วยกัน ไม่เคยขาดเลยแม้แต่ครึ่งมื้อ


    กลางคืนบางวันก็ดูดาว บางวันเล่นเกม บางวันยูรันเล่นเครื่องดนตรีแปลก ๆ ให้ฟัง บางวันทุกคนก็นอนเร็ว แต่ไม่ว่าวันไหน บรรยากาศกลับสงบและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก


    ยิ่งเล่าถึงช่วงที่ยูรันฟื้น สีหน้าของเซี่ยหลานอิงก็ยิ่งอ่อนลง รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว


    เซี่ยอวิ๋นหลันมองหลานสาวของตนเงียบ ๆ


    อ๋องเฉินเองก็สังเกตเห็น


    ส่วนอ๋องหมิงถึงกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


    ทั้งสามคนมองออกชัดเจนว่า


    เมื่อกล่าวถึงเด็กหนุ่มชื่อยูรันผู้นั้น เซี่ยหลานอิงดูออกหน้าออกตาเกินไปมาก


    “ยังมีอีกเพคะ ยูรันจับงูได้สองตัว ตัวหนึ่งเป็นตัวผู้ ครึ่งก้าวสู่หลอมสุญญตา เขาตั้งชื่อว่าเฮยหลง ส่วนอีกตัวเป็นตัวเมีย ระดับหลอมสุญญตาขั้นกลาง ชื่อเยว่หลิน”


    เซี่ยหลานอิงหยุดไปเล็กน้อย สีหน้าดูเหมือนนึกถึงภาพนั้นแล้วก็ยังรู้สึกแปลกอยู่


    “ที่แปลกคือ สัตว์อสูรระดับนั้นกลับยอมก้มหัวให้เขาง่าย ๆ เพียงแค่ยูรันบอกว่าจะเอาพวกมันไปตุ๋น พวกมันก็กลัวจนหัวหดแล้ว หลานเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพคะ”


    อ๋องเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง


    “สัตว์อสูรระดับหลอมสุญญตา... กลัวคำว่าเอาไปตุ๋น?”


    อ๋องหมิงสีหน้าประหลาดขึ้นมาทันที


    “เดี๋ยวก่อน ข้าว่าเรื่องนั้นแปลกก็จริง แต่เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเขาทำอาหารอร่อยมากด้วยใช่หรือไม่”


    เซี่ยหลานอิงพยักหน้าอย่างจริงจัง


    “เพคะ ฝีมือทำอาหารของเขายากจะลืมจริง ๆ ต่อให้เป็นเพียงข้าวธรรมดา หากเขานำไปทำเป็นข้าวต้ม ก็ยังอร่อยกว่าอาหารใด ๆ ในวังเสียอีก”


    อ๋องหมิงเบิกตาเล็กน้อย


    “ขนาดนั้นเลยหรือ เจ้าไม่คิดว่ามันดูเกินจริงไปหน่อยรึ”


    เซี่ยหลานอิงส่ายหน้าโดยไม่ลังเล


    “เป็นความจริงแน่นอนเพคะ ท่านอา มันอร่อยถึงขั้นนั้นจริง ๆ”


    อ๋องหมิงนิ่งไปทันที


    อ๋องเฉินเหลือบมองน้องชาย ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    “ดูเหมือนตอนนี้เจ้ากำลังสนใจอาหารมากกว่างูระดับหลอมสุญญตาเสียอีกนะ อ๋องหมิง”


    อ๋องหมิงไอกระแอมครั้งหนึ่ง


    “พี่ใหญ่ เรื่องอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองเช่นกัน”


    เซี่ยหลานอิงฟังแล้วพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้


    เดิมทีอาหารที่ยูรันทำไว้ให้นางนำกลับมา นางตั้งใจจะเก็บไว้กินเองเงียบ ๆ แต่หากใช้อาหารพวกนี้ซื้อใจเสด็จน้า ท่านลุง และท่านอาได้ การขอราชโองการสมรสในภายภาคหน้าก็คงไม่ใช่เรื่องยากนัก


    ถึงอย่างไร หากวันหน้าเขากลายเป็นสามีของนางจริง ๆ นางก็ย่อมได้กินทุกวันอยู่แล้ว


    คิดได้ดังนั้น เซี่ยหลานอิงก็รีบกล่าวต่อทันที


    “หากเสด็จน้า ท่านลุง และท่านอาไม่เชื่อ หลานยังมีอาหารที่ยูรันทำไว้ให้เป็นของฝากอยู่เพคะ หากไม่รังเกียจ... ลองชิมดูก็ได้”


    พูดจบ นางก็โบกมือเบา ๆ


    โต๊ะตัวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางตำหนัก


    ลวดลายใต้ผิวโต๊ะเปลี่ยนไปตามแสงและการสัมผัส ราวกับมีหมึกน้ำไหลเวียนอยู่ภายใน


    เซี่ยอวิ๋นหลัน อ๋องเฉิน และอ๋องหมิงต่างชะงักไปพร้อมกัน


    พวกเขาไม่รู้ว่าควรตกใจกับสิ่งใดก่อนดี


    โต๊ะประหลาดที่งดงามและตอบสนองต่อการสัมผัสราวกับมีชีวิต


    หรือกลิ่นอาหารที่ถูกวางลงบนโต๊ะ ซึ่งหอมยั่วเย้าเสียจนแทบทำให้ผู้คนลืมคำว่าอดทน


    อ๋องหมิงกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว


    “หลานรัก... เจ้าแน่ใจนะว่านี่เป็นเพียงอาหาร ไม่ใช่โอสถล่อลวงจิตใจอะไรสักอย่าง”


    เซี่ยหลานอิงยิ้มอย่างมั่นใจ


    “ท่านอาลองชิมก่อนก็จะรู้เองเพคะ”


    เซี่ยอวิ๋นหลันมองอาหารบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นจากหลังโต๊ะทรงงาน


    เมื่อจักรพรรดินีลุก อ๋องเฉินกับอ๋องหมิงย่อมลุกตาม


    ทั้งสามเดินเข้ามาใกล้โต๊ะพร้อมกัน


    อ๋องหมิงนั้นสายตาจับอยู่ที่อาหารตั้งแต่แรก ส่วนอ๋องเฉินกลับจ้องโต๊ะตรงหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด ขณะที่เซี่ยอวิ๋นหลันมองทั้งสองอย่างเงียบ ๆ


    อ๋องเฉินยื่นมือแตะผิวโต๊ะเบา ๆ


    ลวดลายบนโต๊ะไหลตามปลายนิ้วของเขา จากลายเมฆกลายเป็นคลื่นน้ำ แล้วผลิบานเป็นดอกเหมย


    แววตาของอ๋องเฉินเปลี่ยนไปทันที


    “นี่ไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา”


    เซี่ยหลานอิงพยักหน้า


    “ยูรันบอกว่าเป็นโต๊ะธรรมดาเพคะ”


    “...”


    อ๋องเฉินเงียบไป


    อ๋องหมิงหันมามองหลานสาวทันที


    “หลานรัก เจ้าพูดคำว่าโต๊ะธรรมดาด้วยสีหน้าแบบนั้นได้อย่างไร”


    เซี่ยหลานอิงยิ้มบาง ๆ


    “เพราะเขาพูดเช่นนั้นจริง ๆ เพคะ”


    เซี่ยอวิ๋นหลันแตะผิวโต๊ะด้วยปลายนิ้วเช่นกัน


    ลวดลายพลันเปลี่ยนเป็นดวงจันทร์เหนือผืนน้ำ แสงอ่อน ๆ กระเพื่อมอยู่ใต้ผิวโต๊ะ


    นางหลุบตาลงเล็กน้อย


    “ของเช่นนี้ หากอยู่ในวังหลวง คงถูกจัดเป็นสมบัติล้ำค่า”


    อ๋องหมิงพยักหน้ารัว ๆ


    “ใช่ ๆ แต่ตอนนี้ข้าว่าเราควรจัดการอาหารก่อน กลิ่นมันกำลังทำร้ายสมาธิของข้าอย่างรุนแรง”


    อ๋องเฉินเหลือบมองน้องชาย


    “เจ้านี่นะ...”


    เซี่ยอวิ๋นหลันไม่ได้ว่าอะไร เพียงหยิบตะเกียบขึ้นมา


    อ๋องเฉินกับอ๋องหมิงจึงค่อยหยิบตาม


    เพียงคำแรกเข้าปาก ทั้งสามคนก็หยุดนิ่งไปพร้อมกัน


    ตำหนักทรงงานที่เดิมเต็มไปด้วยบรรยากาศจริงจัง พลันเงียบลงอย่างประหลาด


    อ๋องหมิงเบิกตากว้าง


    อ๋องเฉินขมวดคิ้วเหมือนพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลิ้นของตน


    ส่วนเซี่ยอวิ๋นหลันนั้นยังคงสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย


    นานพักหนึ่ง อ๋องหมิงจึงกลืนน้ำลายลงคอ แล้วกล่าวอย่างจริงจังที่สุดในชีวิต


    “พี่หญิง”


    “ว่าอย่างไร”


    “เรื่องอาหารเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองจริง ๆ”


    อ๋องเฉินถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ


    เซี่ยหลานอิงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้อีก จึงหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมา


    “ยังมีอีกเพคะ นี่เป็นป้ายผ่านตำหนักที่เขาสร้างขึ้น”


    เซี่ยอวิ๋นหลันเหลือบมองป้ายหยกในมือนาง


    “ป้ายผ่านตำหนัก?”


    “เพคะ เขาพูดว่า อยากขโมยก็ขโมย ขโมยไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ค่ายกลของเขาทำงานประหลาดมาก เหมือนทุกอย่างต้องผ่านการยืนยันตัวตนก่อน ตอนแรกหลานนึกว่ามีป้ายของใครก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่พอลองแล้ว หลานใช้ป้ายของคนอื่นไม่ได้เลย ต้องใช้ของตัวเองเท่านั้น”


    อ๋องเฉินแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย


    “ยืนยันตัวตน... ด้วยค่ายกล?”


    เซี่ยหลานอิงพยักหน้า


    “เพคะ โต๊ะนี่ก็เหมือนกัน ตอนแรกหลานคิดว่าจะแอบขโมยมาวางไว้ในห้องของตนเองที่นี่ แต่คิดไปคิดมา เลยไปขอเขาตรง ๆ เขาก็ให้มาเลยเพคะ”


    นางหยุดไปเล็กน้อย สีหน้าดูแปลกขึ้นนิดหน่อยเมื่อนึกถึงตอนนั้น


    “เขายังพูดติดตลกด้วยว่า นึกว่าหลานจะขโมยโต๊ะไปเสียอีก ไม่นึกว่าจะมาขอ”


    อ๋องหมิงมองโต๊ะตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน


    “เด็กคนนี้ใจกว้าง หรือไม่ใส่ใจของล้ำค่ากันแน่”


    เซี่ยหลานอิงตอบแทบไม่ต้องคิด


    “น่าจะทั้งสองอย่างเพคะ”


    อ๋องเฉินยื่นมือออกไป


    “ข้าขอดูป้ายนั่นได้หรือไม่”


    เซี่ยหลานอิงส่งป้ายหยกให้เขา


    ทันทีที่ป้ายหยกอยู่ในมืออ๋องเฉิน แสงบนผิวป้ายก็หม่นลงทันที ลวดลายที่เคยขยับบางเบาหยุดนิ่งราวกับสิ่งของธรรมดา ไม่มีการตอบสนองใด ๆ


    อ๋องเฉินลองส่งพลังปราณเข้าไปเล็กน้อย


    ป้ายหยกยังคงเงียบสนิท เขาขมวดคิ้ว ก่อนส่งคืนให้เซี่ยหลานอิง


    ทันทีที่ป้ายหยกกลับมาอยู่ในมือนาง ลวดลายบนผิวป้ายก็สว่างขึ้นเบา ๆ อีกครั้ง


    คราวนี้ทั้งเซี่ยอวิ๋นหลันและอ๋องเฉินเงียบลงพร้อมกัน


    อ๋องหมิงกลืนน้ำลาย


    “ถ้าของแบบนี้เอามาใช้กับคลังหลวง...”


    คำพูดของเขาหยุดชะงักไปทันที เมื่อเห็นสายตาของเซี่ยอวิ๋นหลันมองมา


    อ๋องหมิงไอกระแอม


    “พี่หญิง ข้าหมายถึง เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน