Path of god เส้นทางของพระเจ้า

    ตอนที่ 47 : ปรมาจารย์ดาบ

    “หมายความว่ายังไงกันที่เรากำลังจะย้ายบ้านแล้วเราจะย้ายไปที่ไหนกัน และทำไมถึงต้องย้ายด้วย”

    ‘นี้มันเรื่องอะไรกันทำไมจู่จู่แม่ถึงบอกว่าจะย้ายบ้านกัน’

    ยูชิกเกิดอาการสับสนอย่างแรงโลกในการมองเห็นของเขาเริ่มหมุนอย่างบิดเบี้ยวเขากำลังสับสนเพราะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น   ภาพการมองเห็นตรงหน้าค่อยๆปรากฏแสงสีขาวจ่างๆขึ้นมาเลื่อยๆแต่ก่อนที่หัวของเขาจะขาวโพลนไปซะก่อนจากความสับสน แม่ของเขาก็พูดเรื่องที่เลวร้ายสุดๆขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาอย่างมีความสุข

    “พวกเรากำลังจะย้ายไปอยู่ที่เพนท์เฮาส์บนตึกของยูเฮ จ๊ะ”

    ราวกับฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวคำตอบจากปากแม่ของยูชิกบิดเบือนฉากการมองเห็นของเขาไปอีกทาง

    ‘เป็นเธอนี้เอง~’

    ราวกับเป็นฝันร้ายภาพตรงหน้าของยูชิกตอนนี้คือภาพของบุคคลที่คนกว่า60%ทั่วโลกต้องการที่จะได้พบ  แต่กับยูชิกตอนนี้เธอไม่ต่างจากปีศาจร้ายในขุมนรกเลย   ดวงตาที่คมกริบราวกับใบมีด   ผมสีดำเงาเปล่งประกาย   ใบหน้าเรียวเล็กกับจมูกที่คมเป็นสันและมาพร้อมกับทรีไซส์อันสมบูรณ์แบบเป็นการรวมกันอันไร้ที่ติ  ชั่งเป็นเรื่องหน้าเสียดายที่คำพูดของมนุษย์เราชั่งน้อยเหลือเกินเมื่อคิดจะบรรยายหญิงสาวตรงหน้า

    แสยะ

    ‘บัดซบ!’

    ไม่ทันที่ยูชิกจะทันได้พูดอะไรออกไปก็พลันเกิดรอยยิ้มอันเย้ายวนขึ้นที่มุมปากของยูเฮ มันคือรอยยิ้มที่สามารถสยบชายหนุ่มได้ทั้งประเทศ   แต่ไม่ใช้กับเขาแน่นอน

    “ไม่มีทาง!!  ผมจะไม่ย้ายไปที่ไหนทั้งนั้นแม่ย้ายไปที่นั้นเถอะเดียวผมจะขออยู่ที่นี้ต่อเอง  ผมสามารถอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้”

    ยูชิกประกาดลั่นถึงเจตนารมของตัวเอง  ดวงตาของเขาเปล่งประกายของความมุ่งหมั่นออกมาอย่างเต็มเปลี่ยมมันเป็นการตัดสินใจอันแน่วแน่ของลูกผู้ชาย  แต่ทว่ามันก็คงอยู่ได้เพียงไม่นาน

    “แกต้องย้าย!! ลูกคิดว่าอย่างลูกจะสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้งั้นหรอ หึ~ นี้ลูกคงไม่ได้คิดจะกินแต่จัมปงหรอกใช้มั้ย ทุกวันนี้แกยังให้ฮายังเป็นคนซักเสื้อให้แกอยู่เลย  แล้วแกกำลังจะบอกแม่ว่าแกสามารถอยู่คนเดียวได้เนี้ยน่ะ”

    ดวงตาของลูกผู้ชายอันองอาจเมื่อครู่พลันหายไปในพริบตา   ไม่ว่าเขาจะเก่งกล้ามากขึ้นแค่ไหนก็ตามในช่วง1อาทิตย์ที่ผ่านมาแต่เขาก็ยังไม่ลืมว่าภายในบ้านเขาคือผู้ที่มีศักดิ์เป็นคนสวนไม่เคยเปลี่ยน

    ***

    เฮอ~

    ‘ทำไมฉันถึงได้ซวยแบบนี้กันนะ’

    ยูชิกพยายามตัดพ้ออยู่ในใจเขาต้องทนโดนแม่บ่นถึงครึ่งชั่วโมงกว่าที่เขาจะสามารถสลัดหลุดออกมาจากวังวนนั้นได้   แต่ก็เป็นอย่างที่โบราณว่าเอาไว้  หากคุณหนีออกมาจากนรกขุมที่3ได้  คุณก็ยังต้องเข้ามาพานพบกลับนรกขุมที่2 ต่อไป

    ยูชิกยังคงก้มหน้าลงและชำเลืองสายตาไปข้างๆของเขา

    ภาพทางฝั่งซ้ายของเขาปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังปกปิดตัวตนอย่างมิดชิดหน้ากากที่ค่อยปกปิดใบหน้าและแว่นตาที่มีสีดำสนิทจนเขาเริ่มสงสัยว่าเธอมองเห็นถนนหนทางได้อย่างไรกัน   แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามปกปิดมันมากเพียงใดก็ไม่อาจจะรอดพ้นจากเหล่าแฟนคลับเดนตายของเธอไปได้   นั้นเป็นเพราะเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบที่หาใครเปรียบได้ยากหรือต่อให้เธอจะยอมลงทุนแต่งกายเป็นคนอ้วนก็ตามพวกเขาเหล่านั้นก็ยังสามารถจดจำเธอได้จากเพียงเส้นผมของเธอเท่านั้น  เธอไม่ใช้ใครอื่นนอกเสียจาก ยูเฮ 

    เธอพอจะเดาได้ว่ายูชิกกำลังจะไปยังโรงฝึกเต่าดำเธอเลยขอไปพร้อมกันกับเขาด้วยเลย   เพราะหลังจากที่เธอต้องทุ่มเทให้กิลด์และบริษัทของเลกิออสเธอก็แทบจะไม่มีเวลาว่างมาฝึกฝนวิชาดาบกับศิลปะการต่อสู้เลย   และไม่ว่าอย่างไรก็ตามเธอเองก็ยังคงเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของสำนักด้วยเช่นกัน

    “นี่แล้วทำไมเธอถึงต้องมาพร้อมกันกับฉันด้วยล่ะ”

    ยูชิกที่เอาแต่ก้มหน้าทักท้ายกับความโชคร้ายของตัวเองอยู่เป็นเวลานาน   ได้คืนสติกลับมา   ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาและเริ่มบทสนทนากับยูเฮ

    “ทำไมนายมีปัญหาหรือไงที่ต้องไปพร้อมกับฉัน   นายไม่ได้ยินที่แม่บอกหรือไงว่าไม่ให้ฉันออกมาเดินคนเดียวน่ะ”

    ชิ~

    “ก็ป่าวสักหน่อยฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ แล้วทำไมเธอถึงต้องการให้แม่ย้ายบ้านด้วยมันลำบากฉันน่ะ”

    ยูชิกเริ่มพุ่งเข้าประเด็นที่แท้จริงของบทสนทนา   เขายังคงมึนงงและสับสนกับเหตุผลของการย้ายบ้าน  เพราะครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาของการโดนบ่นมีเพียงแค่เหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยู่คนเดียวที่บ้านไม่ได้  และไม่ได้มีสาระสอดแทรกที่เป็นเหตุผลหลักของการย้ายบ้านเลยแม้แต่น้อย

    “นี่นายไม่เป็นห่วงฉันบางหรือไงห๊ะ   นายก็รู้ฉันสร้างตึกขึ้นมาให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการกิลด์และยังออกแบบให้พร้อมสำหรับการเล่น Path of God เป็นอย่างดีแต่ฉันกลับยังคงต้องไปกลับระหว่างบริษัทกับบ้านอยู่ตลอดเวลาพอฉันบอกกลับแม่ว่าฉันจะนอนอยู่ที่เพนท์เฮาส์เธอก็บอกว่าเดียวจะขับรถให้ฉันและไปรับกลับมาแล้วยังสั่งไม่ให้ไปนอนที่บริษัทอีกมันก็ลำบากฉันเหมือนกันน่ะ”

    “แต่ที่ผ่านมาฉันก็ยังไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาตรงไหนเลยนี้”

    “ดูเหมือนนายจะอยากไปกินข้าวนอกบ้านจริงๆสินะ”

    อึก~

    “…..”

    ‘ชิ!!  คำก็นอกบ้านสองคำก็นอกบ้าน  เดียวสักวันเธอจะต้องชดใช้ หึหึ~’

    ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองคนเริ่มเถียงกันพวกเขาทั้งสองก็มาถึงโรงฝึกเต่าดำแล้ว   ทันทีที่ลูชกับยูเฮย่างเท้าเข้ามาภายในโรงฝึกความเงียบก็ค่อยๆเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงที่มีขนาดพื้นที่หลายพันตารางวา   ก่อนที่จะพลันเกิดเสียงเฮ่และทักทายออกมาเป็นระยะ

    “นั้นคุณยูเฮใช้มั้ย? ต้องใช้แน่ๆต้องเป็นคุณยูเฮแน่ๆพวกเราเข้าไปทักท้ายเขากันเถอะ”

    “นี้นายจะบ้าหรือไง  เดียวก็โดนไล่ออกจากโรงฝึกหรอกแต่ท่าแค่ทำความเคารพอย่างเดียวคงจะไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”

    เหล่าลูกศิษย์ของสำนักต่างหันไปมองในทิศทางเดียวกันอย่างช้าๆ  มันคือจุดที่เหล่ารุ่นพี่ที่กำลังควบคุมการฝึกสอนยืนอยู่ราวกับเป็นนัยว่ากำลังขออนุญาติไปเพื่อทำความเคารพยูเฮที่มีศักดิ์เป็นศิษย์พี่ของพวกเขา

    เหล่ารุ่นพี่ค่อยคุ่มการสอนทำเพียงยิ้มและก็พยักหน้าเบาๆเพราะยังไงซะกว่าครึ่งของโรงฝึกนะตอนนี้ก็เข้ามาเพราะความเคารพที่มีต่อยูเฮโดยตรง  พวกเขาเลยไม่มีความคิดที่จะห้ามเอาไว้  แต่

    “แต่แค่ทำความเคารพเท่านั้นนะ  พวกนายอย่าได้ไปกวนพวกเธอเด็ดขาดไม่งั้นพวกแกทุกคนเตรียมตัวทำความสะอาดโรงฝึกกันได้เลย”

    ไม่ทันที่เหล่ารุ่นพี่จะได้ทันพูดให้จบพวกศิษย์น้องในสำนักก็พุ่งตรงเข้าไปทำความเคารพกับยูเฮในทันที 

    ส่วนในทางด่านของยูเฮก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไรมากนักเธอต้องค่อยรับมือกับพวกนักข่าวและผู้คนเป็นจำนวนมากมานานแล้ว และเธอก็ยังรู้จักวิธีการว่างตัวเป็นอย่างดี  ซึ่งตรงกันข้ามกับรังสีขี้อิจฉาที่กำลังแผ่ออกมาข้างๆตัวของเธออย่างมาก   ยูชิกทำเป็นมองไม่เห็นและเดินตรงไปยังโถงฝึกเคล็ดวิชาดาบของสำนัก

    ‘เราไม่ได้มาเล่นสักหน่อยฉันยังต้องฝึกเคล็ดวิชาที่สองให้มากกว่านี้และบันทึกมันลงไปเป็นทักษะให้ได้’

    ยูชิกเริ่มสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวและเดินเข้าไปทักทายปรมาจารย์โจก่อนที่จะเริ่มทำการฝึกอีกครั้ง

    “อ่าวนั้นยูชิกไม่ใช้หรอ? วันนี้ก็มาสายกว่าปกติน่ะถึงทุกทีจะมาสายอยู่แล้วก็เถอะแต่จะมาสายอย่างวันนี้ไม่ได้หรอกน๊า”

    ปรมาจารย์โจทักทายด้วยรอยยิ้มและแซวเล่นเพียวเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเข้าสู่หลักสูตรต่อไปของการฝึกสอน  แต่ก่อนที่ปรมาจารย์โจจะทันได้สอนอะไรต่อมิอะไร  ยูชิกก็ชิงพูดตัดบทออกมาซะก่อน

    “ท่านอาจารย์ครับเออคือผมยังอยากให้ท่านช่วยสอนเคล็ดวิชาที่2ให้มากกว่านี้อีกซักหน่อยน่ะครับ”

    ‘นี้เขาจะให้เราสอนเคล็ดวิชาเดิมอีกแล้วอย่างนั้นหรือ?  คงไม่ใช้จะเรียนแต่เคล็ดวิชานี้ไปเป็นปีๆอีกหรอกน่ะ’

    ปรมาจารย์โจเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นตามฝ่ามือพร้อมกับสันหลังที่ราวกับมีลมพัดเข้ามาจนทำให้ขนเริ่มลุกชันอย่างไม่ตั้งใจ   เพราะหากให้เขาเป็นคนพูดความบ้าของยูชิกเป็นสิ่งที่หน้ากลัวเป็นอย่างมากแม้แต่เขาเองที่เดินอยู่บนเส้นทางของการฝึกตนยังต้องหวาดกลัวกับผู้ชายตรงหน้าเป็นอย่างมาก   เขาไม่ต้องการให้เด็กที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ต้องไปเหวี่ยงดาบนับแรมปีอย่างไร้ประโยชน์อีกต่อไป   แต่เขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาก่อนที่จะให้ยูชิกเริ่มแสดงเคล็ดวิชาที่2ออกมา

    “ก็ได้ๆฉันจะสอนให้อีกครั้งก็ได้แต่รอบหน้าเจ้าต้องเรียนเคล็ดวิชาอื่นต่อนะเข้าใจรึป่าว”

    “ครับ!!”

    ยูชิกเริ่มทำการหยิบดาบสำหรับฝึกซ้อมออกมาถือเอาไว้ก่อนที่จะตั้งท่าและเริ่มเหวี่ยงดาบออกไปอย่างสวยงาม

    ‘เคล็ดวิชาดาบสำนักเต่าดำ กระบวนท่าที่2 คลื่นทมิฬ’

    รัศมีดาบสีเดียวกับดาบฝึกในมือของยูชิกพลันปรากฏขึ้นอย่างสวยงาม  คลื่นดาบทั้งสามเส้นที่ปรากฏออกมาชั่งคมชัดและแหลมคมราวกับจะเฉือนเอาชีวิตของผู้คนที่พบเห็นไปได้ในพริบตา 

    ปราจารย์โจที่เห็นการแสดงเคล็ดวิชาดาบออกมาก็ไร้ซึ่งคำพูดไม่แพ้กันเขาพึ่งจะสอนเคล็ดวิชานี้ให้เด็กชายคนนี้ได้เพียงแค่2-3วันเท่านั้นแต่เขากับใช้มันออกมาอย่างไม่มีสะดุดราวกับกำลังร่ายรำอยู่ก็มิปาน

    ‘แล้วเขาจะให้เราสอนอะไรอีกล่ะเนี้ย!  แม้ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมาจะไม่ได้ดีเท่ากับที่เราทำได้แต่เราจะสอนให้เขาทำได้ดีกว่าที่เขาแสดงออกมาได้ยังไงกัน’

    ปราจารย์โจเริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักเนื่องจากเขาได้สอนเกี่ยวกับเคล็ดวิชาที่2  ที่พอจะสามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ให้กับยูชิกไปหมดแล้ว และศิษย์ส่วนใหญ่ก็มักจะนำมันไปฝึกฝนด้วยตัวเองโดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด  เพราะในการจะอธิบายเกี่ยวกับการควบคุมร่างกายที่ไม่ใช้ร่างกายของตัวเองนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย

    ‘เฮอ~ คงมีแต่ต้องแสดงให้ดูสิน่ะ’

    ปรมาจารย์โจตัดใจจากการสอนเป็นคำพูดให้แกยูชิกเขาทำเพียงเดินไปหยิบดาบฝึกขึ้นแล้วเริ่มใช้กระบวนท่าที่2ออกมา  และในทันทีบรรยากาศภายในโรงฝึกเปลี่ยนไป

    วืดด! ~

    แตกต่างจากที่ยูชิกแสดงออกมาอย่างสิ้นเชิง  กระบวนท่าที่2 ของปรมาจารย์โจนั้น ชั่งดุดันและน่าหวาดกลัว  รัศมีดาบทั่งสามเส้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ามันคือสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปใกล้   ลูชที่ได้เห็นกระบวนท่าที่2ที่ปรมาจารย์โจใช้ออกทำได้เพียงยืนนิ่งโดยไม่ได้ขยับไปไหนเหงือของเข้าเริ่มไหลลงมาอย่างช้าๆโดยที่เขาไม่ได้รู้ตัวเลย    ดวงตาที่เคยสงบกลับเริ่มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างช่วยไม่ได้

    ‘ไม่ใช้!  ต้องไม่ใช้แน่ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้สึกแบบนี้ในโลกของเราได้’

    สิ่งที่ยูชิกกำลังตกใจอยู่นั้นไม่ใช้อะไรอื่น   มันหาใช้ความดุดันของรัศมีดาบและก็ไม่ใช้แรงลมที่สาดซัดเขามากระทบกับร่างกาย   มีอีกสิ่งหนึ่งที่ยูชิกสัมผัสมันได้ มันเป็นความรู้สึกที่น่าขยะแขยงจนเกินจะบรรยาย   เป็นความรู้ที่เขาเคยสัมผัสกับมันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้   และมันเป็นครั้งแรกที่เข้าได้สัมผัสอะไรแบบนี้ในโลกความจริง  (จิตสังหาร)

    ************************************************************

    [จากนักเขียน]   Path of god เส้นทางของพระเจ้า  

    สามารถติดตามผลงานได้

    ทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 20.00น.

    คล้ายกับเรื่องPath of god เส้นทางของพระเจ้า ที่คุณอ่าน