ยามรุ่งอรุณแห่งวันรื่นเริงค่ายกล
แสงแรกแห่งอรุณสีทองอ่อนลูบไล้ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ทาบเงาลงบนกลุ่มหมอกบางเหนือเรือนยอดไม้ในเขตตำหนักมังกรเมฆา เสียงนกร้องเรียกเช้าก้องกังวานประหนึ่งบทเพลงต้อนรับวันใหม่ที่มีความหมาย… วันแห่งงานรื่นเริงค่ายกล ซึ่งจะเริ่มขึ้นยามตะวันลาลับและจันทร์เผยองค์
เหล่าศิษย์ต่างเริ่มเคลื่อนไหว พื้นที่กว้างรอบลานหน้าตำหนักถูกจัดเรียงอย่างรวดเร็ว บรรดาโต๊ะบูชา เสาหินตั้งโชว์ค่ายกลโบราณ ธงผ้าระบัดโบกพลิ้วถูกปักเรียงรายตามแนวทางเดิน ขณะที่กลิ่นหอมของเกี๊ยวนึ่งและชาสมุนไพรจากร้านค้าของพ่อค้าแม่ขายก็ค่อยๆ ลอยมาแตะปลายจมูก
แต่ห่างออกไปจากความวุ่นวายเหล่านั้น ท่ามกลางลานฝึกอันเงียบสงบใต้เงาไม้สูงใหญ่ ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังฝึกฝนอย่างไม่ลดละ
ร่างสูงสง่าเปลือยท่อนบนของเขาชุ่มโชกด้วยเหงื่อที่สะท้อนประกายสีเงินยามต้องแสงอรุณ กล้ามเนื้อเรียงตัวงดงามประหนึ่งสลักขึ้นจากศิลาหยก ผิวเนื้อที่สัมผัสไออุ่นยามเช้าดูราวกับเปล่งประกายพลิ้วไหวไปพร้อมกับพลังที่สั่งสมอยู่ภายใน
เสียงลมหายใจของเขาหนักแน่น ควบคู่กับจังหวะก้าวที่มั่นคง ทุกการชักหมัดและวาดแขนของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ท่วงท่าหนักแน่นแต่ลื่นไหล ราวอัคนีและสายลมหลอมรวมเป็นหนึ่ง
หมัดสุดท้ายฟาดลงกลางอากาศ เกิดเป็นคลื่นลมปะทะกระทบผิวน้ำในอ่างหินจนเป็นระลอกสั่นไหว
เขายืนนิ่งหอบหายใจ แหงนหน้ามองฟ้า แววตาสีเข้มใต้เส้นผมยาวที่เปียกชื้นเผยความสงบ ลึกซึ้ง และแน่วแน่
"อีกไม่นาน… ทุกอย่างจะเริ่มขึ้น ข้าต้องพร้อมในทุกสิ่ง"
เขาคิดพลางเดินตรงไปยังลำธารเล็กใกล้ลานฝึก ใช้น้ำเย็นชำระร่างกายอย่างเรียบง่ายและสงบนิ่ง หลังจากเช็ดตัวแห้งสะอาด เขาสวมชุดคลุมผ้าสีหมึกเข้ม ปักลวดลายเมฆบางเบา ผมยาวถูกรวบครึ่งศีรษะไว้ด้วยปิ่นหยกดำ ขับให้ผิวขาวผ่องยิ่งดูสง่า
ใต้ดวงตาขวาของเขา มีจุดเล็กหนึ่งซึ่งคล้ายหยดหมึกที่จงใจตกแต่งจากฟากฟ้า เพิ่มกลิ่นอายเย้ายวนให้กับความสุขุมเงียบงันของเขา
ยามเขาเดินออกจากเรือนพัก แสงตะวันยามเช้าอาบทั่วไหล่และแผ่นหลังเรียบตรงของเขา เงาสะท้อนทอดยาวบนพื้นหิน เงียบขรึม ทว่าเปี่ยมอำนาจในทุกฝีก้าว
ปลายทางของเขาในยามนี้มิใช่ลานจัดงาน มิใช่โรงน้ำชา มิใช่ที่ใดอื่น… แต่เป็นหอคัมภีร์
มือข้างหนึ่งของเขาถือห่อผ้าสีดำซึ่งบรรจุตำราที่เขาอ่านอย่างหมกมุ่นตลอดหลายวันมานี้ ตำราศาสตร์ค่ายกลที่แต่งโดย “หม่าเทียนหลัว” บรมครูผู้ล่วงลับแห่งยุคก่อน
วันนี้… เขาจะนำมันไปคืนด้วยใจที่เปี่ยมล้น ไม่เพียงเพราะสัจจะของการยืมเรียนรู้ แต่เพราะหัวใจของเขาได้ซึมซับสิ่งล้ำค่าจากหน้ากระดาษทุกแผ่น
กลิ่นหมึกเก่าจางๆ ยังลอยอบอวลในความทรงจำของเขา และสิ่งที่เขาได้มาจากตำราเล่มนี้ อาจมิใช่เพียงศาสตร์แห่งค่ายกล... หากคือแสงนำทางอันเงียบงาม ซึ่งจะพาเขาฝ่าพิธีรื่นเริงในค่ำคืนนี้ไปสู่เส้นทางแห่งผู้วางกลอันแท้จริง
เมื่อก้าวขึ้นบันไดหอคัมภีร์ เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดเบาๆ สะท้อนในความเงียบของเช้านั้น ชายหนุ่มหยุดยืนหน้าประตูไม้เก่าที่เคลือบเงางดงาม ดวงตาคมใต้เงาผมทอดมองไปยังผืนฟ้าเบื้องบน
“ข้าจะใช้สิ่งที่ได้จากท่าน… วางกลในค่ำคืนนี้ให้เหนือคาด”
แสงเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างกระจกฝ้าอันสูงตระหง่านของหอคัมภีร์ แสงนั้นกระทบลงบนพื้นหินเย็นเยียบอย่างนุ่มนวล เผยให้เห็นฝุ่นบางเบาที่ลอยระยับอยู่ในอากาศดั่งเกล็ดหิมะต้องแสงตะวัน หอคัมภีร์ทรงแปดเหลี่ยมแห่งตำหนักมังกรเมฆายังคงตั้งตระหง่านเงียบสงบไม่ต่างจากเมื่อสามวันที่ผ่านมา เสียงประตูไม้เก่ากึกก้องเล็กน้อยเมื่อถูกผลักออกด้วยแรงที่มั่นคงแต่ไม่หยาบกระด้าง
อวี้เหวินก้าวย่างเข้ามาช้า ๆ แผ่นหลังเหยียดตรง เสื้อคลุมสีหมึกสนิทลู่แนบกับลำตัวตามแรงลมเบา เส้นผมดำขลับยาวละต้นคออย่างเป็นระเบียบ ขับให้ผิวขาวนวลยิ่งโดดเด่น
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้เก่าและกระดาษตำราอบอวลอยู่ในอากาศ ชวนให้นึกถึงการเดินทางของเหล่าผู้ใฝ่รู้ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ดวงตาเรียวลึกของเขากวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะทอดสายตาหยุดลงที่มุมหนึ่งของหอ ซึ่งมีร่างหนึ่งก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดชั้นคัมภีร์อยู่เงียบงัน
ชายหนุ่มสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเทาซีด มิใช่ชุดศิษย์สายตรง แต่เป็นเครื่องแต่งกายของผู้ดูแลหอคัมภีร์ เขายังคงเช็ดล้างชั้นไม้เก่าอย่างตั้งอกตั้งใจ ฝ่ามือเหี่ยวย่นเล็กน้อยบ่งบอกถึงการสัมผัสตำรามานับครั้งไม่ถ้วน
อวี้เหวินเดินตรงไปยังชั้นวางตำราทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เงียบงันและสงบเยี่ยงผืนน้ำในฤดูเหมันต์ เขาค่อย ๆ ยกตำราห่อผ้าดำขึ้นประคองสองมือ จากนั้นดึงห่อผ้าออกแล้ววางไว้ที่มุมชั้นไม้ด้วยความระมัดระวัง แม้จะสิ้นสุดการอ่าน แต่ความเคารพในภูมิปัญญานั้นยังไม่จางคลาย
จากนั้นเขาประสานมือเบา ๆ โค้งกายเล็กน้อยไปยังมุมหนึ่งของห้องที่ไร้ผู้ใดยืนอยู่
เสียงทุ้มต่ำเอื้อนเอ่ยอย่างสุภาพ “ศิษย์ได้นำตำรามาคืนแล้วขอรับ”
ทว่ามิปรากฏเสียงใดตอบกลับ... มีเพียงเสียงผ้าฝ้ายเสียดสีไม้เบา ๆ แล้วร่างของชายผู้ดูแลก็กระตุกเล็กน้อยราวกับเพิ่งรู้สึกตัว
เขาหันกลับมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นคุ้นเคย “อ้าว ศิษย์น้องอวี้... เจ้ามาหอคัมภีร์อีกแล้วหรือ?”
อวี้เหวินพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าราบเรียบแต่สายตาอ่อนลงดังคนคุ้นเคย “ขอรับศิษย์พี่ซู วันนี้ข้านำตำรามาคืน”
ซูเทียนหลงเหลือบมองตำราที่วางอยู่อย่างเรียบร้อยด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ จากนั้นก็เผยรอยยิ้มบาง “เจ้ากระดาษพวกนี้... เจ้าอ่านจบแล้วรึ?”
“ขอรับ” เสียงตอบของอวี้เหวินมั่นคงเรียบสงบ ดั่งสายลมต้องยอดเขา
“ดีแล้ว ๆ เช่นนั้นงานรื่นเริงค่ำนี้... ข้าว่าเจ้าย่อมมีชัยแน่นอน” ซูเทียนหลงยิ้มอย่างอารมณ์ดี แต่แฝงประกายแววตาเตือนสติ “แม้ต้องเผชิญกับศิษย์อันดับเจ็ดอย่างจ้าวชิงอวิ๋นก็ตาม”
ประโยคนั้นแม้จะไม่เอื้อนเอ่ยด้วยเสียงข่มขู่ หากแต่คล้ายคลื่นใต้น้ำเย็นเฉียบ ดวงตาของอวี้เหวินหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะทอดมองไปยังชั้นวางตำราที่เงียบสงบ
“จ้าวชิงอวิ๋น...” เขากล่าวชื่อออกมาอย่างแผ่วเบา แต่แววตาเปล่งประกายบางอย่าง ราวกับเปลวอัคคีซ่อนอยู่ภายใต้ผืนน้ำแข็ง
จากนั้นทั้งสองสนทนากันอีกสองสามประโยค บทสนทนาดำเนินด้วยความราบรื่นและเป็นมิตร หาใช่บทเจรจาของศิษย์พี่ศิษย์น้องที่สนิทสนม หากแต่เต็มไปด้วยความเคารพต่อกันอย่างลึกซึ้ง
ท้ายที่สุด อวี้เหวินประสานมือคารวะอีกครั้ง น้ำเสียงสงบเฉกเช่นเคย “หากคืนนี้พี่ซูมิมีภารกิจอื่นใด รบกวนท่านโปรดสละเวลามาเป็นพยานแห่งชัยชนะของข้า ข้าสัญญาว่าจะมิทำให้ท่านต้องผิดหวัง”
ซูเทียนหลงยิ้มรับ “เช่นนั้น ข้าย่อมต้องไปเเน่นอน”
กล่าวจบ อวี้เหวินก็หมุนกายเดินจากไป ทิ้งเพียงเงาร่างสีหมึกที่ค่อย ๆ เลือนหายไปกับแสงแดดยามเช้า และกลิ่นอายของคัมภีร์นับร้อยที่ยังคงเงียบงันดั่งจักรกลนิรันดร์
...ในวันนี้ หอคัมภีร์มิใช่เพียงที่พักของตำรา แต่ยังเป็นสถานที่ที่สรรพวิชาถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ผ่านสายตาของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่กำลังจะก้าวสู่สนามแห่งโชคชะตาอีกครา
...
ภายใต้แสงสุรีย์ที่ส่องสว่างเหนือผืนฟ้า รัศมีสีทองทอประกายลงมาดั่งสายไหมบริสุทธิ์ เงาร่างหนึ่งย่างเท้าอย่างเงียบงันบนทางเดินหินเรียบในเขตของตำหนัก เขาไม่เร่งรีบ มิใช่เพราะอ่อนล้า หากแต่เป็นจังหวะย่างก้าวที่บ่งบอกถึงสภาวะจิตสงบเสงี่ยม ราวกับน้ำในบ่อพฤกษา ลึกแต่ไม่ไหลเชี่ยว
อวี้เหวินในชุดผ้าดำสนิท ร่างสูงผึ่งผาย ดวงหน้าเยือกเย็นกลับทอดสายตามองเพียงพื้นหินเบื้องหน้า ลมหายใจเขาสม่ำเสมอ เรียบสงบดุจผู้พินิจสิ่งใดในห้วงลึก ไม่ใช่เรื่องตำรา ไม่ใช่ศึกต่อสู้ ทว่าเป็นบางสิ่งที่ยากจะเอื้อนเอ่ย
ความรู้สึกที่กำลังก่อตัวในห้วงใจ เขาเพิ่งคืนคัมภีร์ค่ายกลไป หากแต่มิใช่เพียงคำสอนบนแผ่นกระดาษเท่านั้นที่เขาแบกกลับมา แต่คือบางอย่างที่เปลี่ยนความหนักแน่นในจิตวิญญาณ
ณ เวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในเรือนโอ่อ่าทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเขตที่พักชั้นสาม กลิ่นหอมอวลคละคลุ้งไปทั่วห้องรับรองขนาดใหญ่ เพดานสูงและเสาไม้แก่นท่อนเขื่องตัดกับพื้นหินหยกเรียบเย็น บรรยากาศสงบ เยียบเย็นราวกับบัลลังก์เจ้าวังมาร
เสียงรายงานอย่างนอบน้อมดังขึ้นในความเงียบ
“ข้าน้อยเห็นกับตาแล้วขอรับ นายน้อย... เขานำคัมภีร์ค่ายกลไปคืนที่หอคัมภีร์จริง ๆ คืนนี้... ย่อมไม่พลาดร่วมประลองแน่นอน”
ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘นายน้อย’ ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ สลักลวดลายอันวิจิตร มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาไว้หลวม ๆ ขณะริมฝีปากยกยิ้มบาง ดวงตาคมกริบภายใต้แพขนตาเข้มพาดมองต่ำ ทว่าแววลึกในนั้นกลับไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่เศษเสี้ยวของข่าวสาร
“เจ้าแน่ใจ... ว่าคือตำราค่ายกล?”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆ ดั่งลมที่พัดผ่านป่าหิมะ ฟังดูไม่เร่งเร้า ทว่าแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้หัวใจผู้ฟังเต้นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
ชายผู้รายงานรีบประสานมือแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอรับ! ข้าดูอย่างถี่ถ้วน ไม่มีผิดเพี้ยนแน่นอน!”
“ดี... เช่นนั้นเจ้าออกไปได้ ส่วนรางวัลข้าจักให้หลังเสร็จงาน” เสียงคำพูดเรียบง่าย ทว่าสิ้นคำ กลับทำให้คนผู้นั้นเบิกตากว้าง ก่อนจะก้มหน้าคำนับ แล้วหมุนกายออกจากห้องไปอย่างเบาเสียง ทิ้งเพียงแผ่นหลังที่แฝงแววปีติไว้
แสงแดดยามสายกลับขับเน้นบรรยากาศภายในห้องให้คล้ายอุโมงค์ทองที่อบอุ่น ไม่มีแม้เสียงกระซิบดังเกินพ้นกรอบ เฉกเช่นร่างนายน้อยที่ยังคงนั่งสงบนิ่ง
ดวงตาลึกดำขลับคู่นั้นมองไปยังหน้าต่างที่เปิดเพียงครึ่ง คล้ายกำลังเพ่งมองภาพของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังเดินบนทางหิน... แม้ว่าเขาจะไม่อยู่ตรงนั้นจริง ๆ ก็ตาม
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้ม แต่เย็นชาเสียยิ่งกว่าหิมะตกปลายปี
“เจ้าหนูจอมโอหัง...” เขากระซิบเสียงแผ่ว “แม้เจ้าจะหมกมุ่นอยู่กับคัมภีร์ค่ายกลเพียงใด... แต่หากเจ้ายังอ่อนหัดในกลอุบายคนแล้วไซร้ สุดท้ายเจ้าก็ยังมิพ้นเป็นเบี้ยตัวหนึ่งในมือข้าอยู่ดี”
ขณะสิ้นถ้อย แววตานั้นก็เปล่งประกายคล้ายคมมีดบาง ๆ ที่แฝงไว้ในปลอกกำมะหยี่ เงียบงัน ทว่าอำมหิต
ตะวันยามสายวันนี้จักเป็นประจักษ์... ว่าภายในเเสงเรืองรองของตำหนักนี้ มิใช่มีเพียงกระบี่กับกระบวนท่า แต่ยังเต็มไปด้วยเพลิงแค้น ปัญญา และแรงกล้าอันมิอาจประมาท
...
แสงแดดยามสายทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่ของเรือนพัก กลั่นกรองเป็นลำแสงอ่อนพลิ้วละไล้บนพื้นเสื่อฟางอย่างเงียบงัน
อวี้เหวินนั่งนิ่งอยู่บนฟูกบางเบาในเรือนพักเดิมของเขา ท่วงท่าขัดสมาธิเหยียดตรง แผ่นหลังตั้งมั่นราวขุนเขา ใบหน้าอันเรียบนิ่งสะท้อนแววครุ่นคิดลึกซึ้ง มิใช่ด้วยภาระในใจ แต่เป็นด้วยกลไกของค่ายกลซับซ้อนที่เขาศึกษาในช่วงสามวันมานี้ เค้าเงาแห่งความเข้าใจเริ่มปรากฏคล้ายเงาพระจันทร์ที่โผล่พ้นม่านเมฆ เพียงแต่ยังมิแจ่มชัดนัก
แม้จะมิได้ขีดเขียนลงแผ่นหยกหรือร่างตำราด้วยลายมือ หากแต่ภายในจิตนั้นกลับหมุนเวียนด้วยรูปแบบค่ายกลทั้งเก่าใหม่ที่สลับซ้อน เส้นสายแห่งพลังสวรรค์และการเชื่อมโยงของธาตุธรรมชาติถูกเรียบเรียงในห้วงนึก ดุจจิตรกรกำลังร่างภาพจากความว่างเปล่าด้วยแสงจันทราเป็นพู่กัน
เวลาล่วงผ่านไปช้าๆ ดังสายน้ำใต้ภูผาไม่มีสิ่งใดเร่งเร้า เพียงความเงียบสงบของห้วงเวลาเป็นเพื่อนร่วม
จนกระทั่งเมื่อฟ้าสีครามเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นม่วงหม่น แสงแดดสุดท้ายคล้ายริ้วผ้าทองถูกม้วนเก็บ ความเงียบงันในเรือนก็ถูกแทนที่ด้วยลมหายใจหนึ่งเบาๆ
อวี้เหวินลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ แววตาของเขามีประกายบางอย่างที่ต่างจากก่อนหน้า ความมั่นใจ ความพร้อม และพลังแห่งการตัดสินใจ
เขาลุกขึ้นอย่างสง่างาม ปัดฝุ่นบางๆ บนชุดคลุมสีเข้มที่แนบกาย ลวดลายเมฆครามบนชายผ้าพลิ้วสะบัดตามจังหวะย่างก้าวของเขา แม้ไม่รีบร้อน ทว่าทุกก้าวกลับเต็มเปี่ยมด้วยความหนักแน่น
พลันเขาแหงนมองเรือนหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก เรือนนั้นปลูกด้วยไม้หอม บรรยากาศเงียบสงบ ราวสถานที่หนึ่งซึ่งธรรมชาติและมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน
"ชิงหลัว..." เขาเอ่ยเรียกเบาๆ ดั่งกระซิบในสายลม "...ข้ากำลังจะไปยังงานค่ายกล เจ้า...จักติดตามไปด้วยหรือไม่?"
เสียงนั้นแม้มิได้ดังนัก แต่แฝงความอบอุ่นอย่างยากจะอธิบาย ราวเสียงที่สามารถสั่นคลอนคลื่นในทะเลใจผู้ฟัง
ความเงียบตอบกลับมาแทนคำพูด ดวงตาของเขาไหววูบเพียงครู่ แต่ยังคงนิ่งรอ
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาดังขึ้นจากเรือนตรงข้าม ก่อนที่ม่านบางตรงประตูจะถูกผลักเบาๆ ออก
ร่างหนึ่งปรากฏภายใต้แสงพลบค่ำ ราวภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยหมึกจากพู่กันเซียน
หญิงสาวในชุดขาวบริสุทธิ์ดั่งม่านหมอก ย่างเท้าออกมาทีละก้าว ผ้าคลุมหน้าสีจันทร์จางปิดบังเพียงครึ่งใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววลึกซึ้งและแน่วแน่ แววตาที่อวี้เหวินไม่จำเป็นต้องได้ยินคำใดก็เข้าใจได้ในทันที
นางเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขาโดยมิเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ทว่าเพียงหนึ่งท่วงท่าก็ราวตอบรับคำเชื้อเชิญอย่างชัดเจน
อวี้เหวินมองนางครู่หนึ่ง แววตาสะท้อนประกายอ่อนโยนเจือรอยยิ้มบาง ดวงใจในอกเต้นอย่างสงบ หากแต่ลึกซึ้งดั่งสายน้ำใต้ผืนนิ่ง
“ไปกันเถิด...” เสียงเขาเอื้อนเอ่ยเบา ราวบทกวีที่ปล่อยลอยในลม
และเมื่อเท้าทั้งสองก้าวออกจากเขตเรือนพักของศิษย์ใหม่ เงาสองเงาก็เคลื่อนไปในยามโพล้เพล้โดยมีเพียงแสงสนธยาเป็นพยาน...
ความเงียบงันระหว่างเขาและนางอาจมิมีคำใด ทว่ากลับแน่นหนาดุจสายใยของผู้ที่ต่างเข้าใจในความตั้งใจลึกซึ้งของกันและกันแล้วโดยไม่ต้องอธิบาย...