บทที่73 สตรีในอาภรณ์แดงโลหิต
ฮุ่ยจวินมองรอยยิ้มอันเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายที่แสยะบนใบหน้าของบุรุษเจ้าสำอางด้วยความกระชั้นชิดของฝ่ามือแน่นอนว่าชายหนุ่มมิอาจรับมือได้ทัน เคล็ดมหาวิถีที่มันบัญญัติขึ้นก็ยังไม่สมบูรณ์พร้อมมันจึงได้แต่กัดฟันมองหน้าที่ไร้ยางอายแลชั่วช้านี้!
“เก็บความแค้นใจของเจ้าไปรอที่ปรโลกเถอะเจ้าไม่ต้องห่วง อีกเดี๋ยวข้าก็จะส่งพวกมันตามไปเป็นเพื่อน ฮ่าฮ่าฮ่า"
วาจาที่เปล่งออกมาอย่างได้ใจเกิดขึ้นเพียงชั่วประกายไฟแลบคำกล่าวว่ารวดเร็วแล้ว แต่ท่าร่างแลฝ่ามือของมันกลับรวดเร็วกว่า พลังฝ่ามือที่ปลดปล่อยครานี้ก็มิได้อ่อนด้อยกว่าคราแรกมิหนำซ้ำดูเหมือนมันจะรุนแรงกว่าคราแรกอักโข!
เหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายได้แต่คับแค้นใจและเบือนหน้าหลบมิอาจทนเห็นความเจ็บปวดและความทรมานแสนสาหัสที่จะเกิดกับบุรุษหนุ่มที่มีจิตใจเมตตาแผ่ไพศาลผู้นั้นทุกผู้แม้มิอยากจะคิด แต่ความจริงก็ล้วนมิอาจทำให้พวกมันปฏิเสธความคิดที่ว่า
โลกได้กลืนกินคนดีอีกผู้แล้ว!
บุรุษชราชิงหวงพร้อมกับบุตรของมันต่างกัดฟันกรอดนี่นับเป็นอีกครั้งที่พวกมันได้ทนเห็นภาพของผู้ที่ไม่สมควรจะตกตาย แต่ต้องตกตายอย่างอนาถต่อหน้าพวกมันสองบิดาบุตรได้แต่โกรธแค้นตัวเองที่อ่อนแอจนมิอาจปกป้องในสิ่งที่อยากปกป้องได้
ชั่วขณะที่เหล่าผู้ฝึกญาณทุกผู้ต่างเศร้าเสียใจแลคิดเสียดายที่โลกกำลังจะสูญเสียคนดีชั่วขณะที่สองบิดาบุตรตระกูลชิงกำลังโกรธแค้นในความอ่อนแอมิได้เรื่องของพวกตน และชั่วขณะที่ฝ่ามืออันแผ่พุ่งไปด้วยไอพลังญาณสีม่วงจางกำลังจะประทับลงแผ่นอกปลิดชีพของฮุ่ยจวินสายลมแผ่วเบาหอบหนึ่งก็พลันพัดหวนมา สายลมหอบนี้ไม่ได้คลุ้มคลั่งโหดร้าย มิได้นำพาความกรีดเฉือนตัดทำลายแต่เพียงแค่สายลมหอบนี้ปรากฏ ฝ่ามือที่แกร่งกร้าวของบุรุษเจ้าสำอางก็มิอาจจะบรรลุถึงแผ่นอกของฮุ่ยจวินที่ห่างแม้เพียงเสี้ยวได้!
บุรุษเจ้าสำอางที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายก่อนหน้าพลันขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแตกตื่นละคนแปลกใจมันกัดฟันออกแรงผลักฝ่ามือถึงเพียงไหนก็ยังมิอาจขยับฝ่ามือนี้เข้าไปแม้เพียงชุ่น
ทุกผู้ที่เห็นเช่นนั้นก็ล้วนแล้วแต่งุนงงไปตามๆกัน มองภาพที่ชวนแปลกใจตรงหน้าด้วยความสงสัย จะมีก็เพียงฮุ่ยจวินที่สัมผัสได้ถึงพลังธรรมชาติอันเบาบางสายหนึ่งบริเวณหน้าอกตนชายหนุ่มคล้ายกำลังเห็นภาพมหัศจรรย์ไท่จี๋ไร้ลักษณ์ก่อตัวรับฝ่ามือของบุรุษเจ้าสำอางไว้พลังนี้แทบมิอาจมองเห็นด้วยตา แต่มันกำลังใช้ความรู้สึกสัมผัส สัมผัสไปจนถึงทิศทางของสายลมนี้ที่แผ่พุ่งมา
ฮุ่ยจวินมองไปทางทิศใต้ชั่วครู่หนึ่งแล้วก่อนที่สายลมแผ่วเบาหอบนั้นจะเริ่มพัดแรงขึ้นจนทุกผู้เริ่มสัมผัสได้เช่นเดียวกัน สายตาทุกสายตาจึงเบนไปยังทิศทางที่ฮุ่ยจวินกำลังจับจ้องซึ่งกลางอากาศทางทิศใต้เหนือสายลมที่พัดพริ้ว ร่างอรชรในอาภรณ์สีแดงโลหิตกำลังเหยียบย่างบนสายลมอย่างแช่มช้อยดูราวกับธิดาเซียนที่กำลังเหาะเหินอยู่กลางอากาศก็ปาน
ร่างอรชรในชุดคลุมแดงโลหิตนี้สวมผ้าผืนบางสีแดงปิดครึ่งใบหน้า เผยให้เห็นคิ้วเรียวงาม แลดวงตาคมโตเป็นประกายสุขใสในมือกางร่มกระดาษสีชาเหนือศีรษะ ผมสีดำขลับของนางปลิวสยายพัดพริ้วไปตามสายลมสะกดทุกสายตาให้มิอาจละออก
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตนี้เหินร่างกลางอากาศเหยียบย่างลงบนผืนปฐพีแผ่วเบาพอนางเหยียบย่างลงบนผืนดิน ค่อยได้เห็นรูปร่างอย่างชัดตา ส่วนสัดที่สมบูรณ์แบบ มาพร้อมกับทรวดทรงที่คอดกริ่วราวกับดรุณีวัยแรกแย้มเหล่านี้ยิ่งทำให้ทุกผู้จินตนาการได้ถึงความงดงามหลังผ้าผืนบางที่ปิดครึ่งใบหน้านั้นได้
สตรีที่ราวกับธิดาเซียนจุติผู้นี้เป็นใคร?
นัยน์ตาที่จับจ้องสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตเต็มไปด้วยความสงสัยในตัวตนของนางมีเพียงฮุ่ยจวินที่ได้เห็นคิ้วเรียวงามและดวงตาอันคุ้นเคยคู่นั้นมันจึงกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา
“แม่นางไป๋”
แวบแรกที่ชายหนุ่มได้เห็นดวงตาคู่นั้นมันก็นึกถึงไป๋เหิ่นซินขึ้นมาทันใดและทุกครั้งที่นึกถึงไป๋เหิ่นซินภาพของฮุ่ยไป๋ก็มักสอดแทรกขึ้นมาในหัวทุกครั้ง ทว่าพอมันได้จับจ้องมองแววตาของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตอีกหนกลับรู้สึกว่านี่มิใช่แววตาของไป๋เหิ่นซิน เพราะแววตาของไป๋เหิ่นซินเต็มไปด้วยความเย็นชาที่หยั่งรากฝังลึกไปถึงจิตใจทว่าแววตาของสตรีในชุดคลุมแดงกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความสดใสสมวัย แฝงความลึกล้ำที่ชวนให้คนได้ลุ่มหลงความแตกต่างของแววตาระหว่างคนทั้งสองนั้นชัดเจน แต่มิว่าฮุ่ยจวินจะมองดวงตาของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตอีกกี่ครั้งมันก็ยังพบว่าเป็นดวงตาเดียวกับไป๋เหิ่นซินอย่างไม่ผิดเพี้ยน!
ด้านบุรุษเจ้าสำอางจนถึงตอนนี้มันค่อยรู้ตัวว่าเหตุใดฝ่ามือของมันจึงมิอาจบรรลุถึงตัวของมดปลวกบัดซบตรงหน้าได้มันจึงรั้งฝ่ามือและถอยฉากออกไปสามก้าว
“แม่นางมิทราบว่าท่านเป็นใคร เหตุใดจึงขัดขวางมิให้ข้าลงมือต่อศัตรูที่คิดร้ายเหล่านี้"
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตแย้มยิ้มน้อยๆพร้อมกวาดสายตามองเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตาย ก่อนนางจะกล่าวคำออกมา ซึ่งน้ำเสียงที่เปล่งมานี้กลับไพเราะน่าฟังยิ่งกว่าเสียงขับกล่อมของธรรมชาติเสียอีก
“ศัตรูที่คิดร้ายหรือ…ท่านแน่ใจในคำที่กล่าวออกมาแล้ว?”
ได้ฟังวาจาอันไพเราะถามกลับบุรุษเจ้าสำอางถึงกับหมดพิษสงในเรื่องเล่ห์เหลี่ยมกลับกลอกทันใด ราวกับว่ามันได้ถูกพลังบางอย่างที่กำจายออกมาจากตัวของสตรีนางนั้นสะกดไว้
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตจึงกล่าวต่อ
“หากท่านยังเป็นลูกผู้ชายพอก็จงส่งยาถอนพิษให้พวกมันเถิด”
บุรุษเจ้าสำอางวันนี้มันนับว่าขายหน้ามามากพอแล้วตอนนี้กลับยังคล้ายถูกข่มขู่จากสตรีไร้นามนางหนึ่งอีก หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของผู้ใดมันก็คงเสื่อมเสียหน้าจนอยากเอาศีรษะมุดลงในปฐพี มันจึงแสดงท่าทางไม่ยินยอมพร้อมใจ
“นี่คือความแค้นระหว่างข้ากับพวกมันท่านเป็นเพียงคนนอกมิสมควรมาเกี่ยวข้อง"
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตทอดถอนใจ
“พวกมันนอกจากจะไร้พรรคไร้สังกัดคุ้มครอง ไร้ที่ปลอดภัยหลบลี้ หมดสิ้นหนทางไป ทั้งยังต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานมามากพอแล้วท่านก็ยังจะใจดำทำกับพวกมันได้ลงคอหรือ อย่างไรพวกมันก็ล้วนดำรงอยู่ในมหาวิถีเดียวกันกับท่านถูกปฐพีปฏิเสธเหมือนกัน เหตุใดผู้ที่โชคดีอย่างท่านจึงจำต้องปฏิเสธพวกมันด้วย"
ได้ยินวาจาของสตรีตรงหน้าฮุ่ยจวินก็มองนางด้วยความชื่นชม อย่างน้อยโลกใบนี้ก็มิได้ไร้ซึ่งแสงแห่งความเมตตาทั้งหมดอย่างน้อยก็ยังมีปลาใหญ่ที่ไม่กินปลาเล็กดำรงอยู่บ้าง
บุรุษเจ้าสำอางมองสตรีตรงหน้าเขม็งท่าทางยังคงแข็งขืนมิยอมง่ายๆ สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตจึงพริ้มนัยน์ตาแล้วกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า
“ถือเสียว่านี่คือคำขอจากหุบเขาเร้นลับ"
ได้ยินคำว่าหุบเขาเร้นลับเหล่าผู้ฝึกญาณทุกผู้ก็ต่างเบิกตา สถานที่อันเป็นปริศนาทั่วปฐพีมีอยู่สามแห่ง ประกอบด้วยแม่น้ำร้อยลี้ หุบเขาเร้นลับ และวิหารสุดท้ายแห่งเทวะวจนะ
แม่น้ำร้อยลี้เต็มไปด้วยอันตรายและปริศนาความลี้ลับจนไม่มีผู้ใดย่างกรายแต่สถานที่ก็ดำรงอยู่ตายตัวมีโอกาสที่ผู้คนจะไปถึง แต่หุบเขาเร้นลับเป็นสถานที่ปริศนาที่เลื่องชื่อตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขาเถาหมิงซาน มีชื่อเสียงเลื่องลือถึงที่ซ่อนของเหล่าผู้ฝึกญาณที่แข็งแกร่งที่สุดจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนก็คาดว่าจะอยู่ที่นั่น ทว่าสถานที่ที่เลื่องชื่อเพียงนั้น นิกายเทวะวจนะที่พยายามตามหามาโดยตลอดกลับมิอาจพบเจอแม้แต่ร่องรอยจนสถานที่ที่ถูกเรียกว่าหุบเขาเร้นลับเริ่มกลับกลายเป็นแค่เรื่องเล่าไปแล้ว ทว่าวันนี้กลับมีสตรีนางหนึ่งเอ่ยว่าตนมาจากหุบเขาเร้นลับ!
บุรุษเจ้าสำอางทำใจดีสู้เสือ
“ผู้ใดก็กล่าวอ้างได้แล้วข้าจำเป็นต้องเกรงใจหุบเขาเร้นลับด้วยหรือ เพราะอีกไม่นานข้าก็จะได้ครอบครองอำนาจในลุ่มแม่น้ำร้อยลี้แห่งนี้แล้ว.."
เฮือก!!
คำกล่าวของบุรุษเจ้าสำอางพลันติดขัดในทันใดเพราะทันทีที่นัยน์ตาอันเป็นประกายของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตลืมตื่นขึ้นมา พลังธรรมชาติในที่แห่งนี้ก็คล้ายถูกผนึกไว้แล้ว
ฮุ่ยจวินมองเห็นสรรพสิ่งทั่วทุกอณูซึ่งอยู่ในขอบเขตรัศมีของนางพลังตามธรรมชาติบนสิ่งเหล่านั้นเสมือนถูกทำให้นิ่งค้าง กอหญ้าที่สมควรจะเอนลู่ไปตามลมก็ราวกับภาพวาดที่ไม่มีชีวิตเหล่าภมรหนอนแมลงที่อยู่โดยรอบเองก็เช่นกัน ทุกสิ่งล้วนหยุดนิ่ง ทุกสิ่งล้วนถูกสยบสยบโดยพลังมหัศจรรย์ไท่จี๋ที่ไร้ลักษณ์จนยากที่ตาเปล่าจะมองเห็น!
ทุกผู้รู้ซึ้งถึงความไม่ธรรมดาของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตขึ้นมาทันใดคำกล่าวถึงหุบเขาเร้นลับมิใช่เรื่องโกหกแม้แต่น้อย เพราะผู้ที่จะหยุดพลังธรรมชาติในชั่วขณะได้มีเพียงคนที่อยู่ในหุบเขาเร้นลับเท่านั้น
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตหมุนร่มกระดาษสีชาในมืออย่างแผ่วเบาลมหอบหนึ่งก็พัดหวนรอบกายที่นิ่งค้างของบุรุษเจ้าสำอาง นำพาเอาขวดหยกดำขนาดเท่ากำมือออกมาจากร่างของบุรุษเจ้าสำอางโดยที่มันมิอาจต่อต้านในชั่วขณะแล้วขวดหยกนั่นก็ลอยละลิ่วไปอยู่ตรงหน้าของฮุ่ยจวิน ฮุ่ยจวินที่เคลื่อนไหวอย่างยากลำบากก็ค่อยๆเอื้อมมือออกไปคว้าเอาขวดหยกที่ลอยค้างตรงหน้า
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตเห็นเช่นนั้นก็พลันทอประกายตาเจิดจ้าขึ้นทันใดนางมองฮุ่ยจวินที่มิได้มีพลังปาฏิหาริย์ใดด้วยแววความครุ่นคิดและมิอยากเชื่อ เหตุการณ์ทั้งหมดที่ชายหนุ่มได้กระทำก่อนหน้านางเห็นมาหมดแล้วนางเลื่อมใสในจิตใจที่สูงส่งของมัน ทั้งยังแปลกใจมิน้อยที่เห็นมันใช้กายเปล่าทานทนต่อพลังญาณระดับที่ไม่ธรรมดาได้แต่พอได้มองดูมันมากยิ่งขึ้น นางยิ่งเห็นถึงความเหนือคาดหลายอย่างในตัวมัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเมื่อครู่นางได้ผนึกพลังมหัศจรรย์ไท่จี๋ไร้ลักษณ์ไว้ ผู้ใดที่อยู่ในอาณาเขตของนางหากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งพอหรือไม่เข้าใจพลังธรรมชาติอย่างถ่องแท้จะมิอาจขยับหรือกระทำสิ่งใดได้ทว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับกระทำได้ ดูไปแล้วมันก็มิได้มีพลังความแข็งแกร่งแสดงออกมาแม้เพียงนิดหรือจะบอกว่ามัน….
ชั่วขณะที่สมาธิของสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตถูกดึงออกไปพลังของนางก็ถูกบุรุษเจ้าสำอางฝืนทำลายลง บุรุษเจ้าสำอางรู้ว่าสตรีตรงหน้ามีพลังฝีมือแข็งแกร่งยากประเมินหากมิใช่ระดับผู้อาวุโสในพรรคมันหรือแม้แต่บิดาของมันมาเองก็คงจะเอาชัยนางได้ยาก และหากรั้งตัวอยู่ต่อสถานการณ์ฝั่งมันก็คงจะกลับกลายเป็นเสียเปรียบแน่เพราะตอนนี้ยาถอนพิษฝั่งตรงข้ามก็ชิงไปแล้ว
“แม่นางบึงลี้ลับกับหุบเขาเร้นลับเปรียบดั่งน้ำคนละบ่อ ทว่าวันนี้เป็นท่านที่กำลังทำลายความสัมพันธ์นั้นลง"
กล่าวจบมันก็หันไปมองชิงหวง
“วันนี้นับว่าเจ้ายังโชคดีแต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ หากยังคงคิดหวนกลับ ข้าจะรอสังหารเจ้ามิให้ตายดี!”
แล้วมันก็หันไปสั่งการคนของตนด้วยอารมณ์มิสู้ดี
“พวกเรากลับ”
บุรุษเจ้าสำอางผู้นั้นล่าถอยจากไปแล้วฮุ่ยจวินก็ไม่ชักช้ารีบส่งยาถอนพิษมอบให้ทุกผู้ไปแบ่งกัน ทั้งนี้มันก็รีบไปตรวจดูอาการของเหล่าผู้กล้าและคนจากเจ็ดพรรคใหญ่พบว่าพวกมันล้วนเสียชีวิตเพราะพิษอันร้ายกาจไปหมดแล้ว
ฮุ่ยจวินรู้สึกเสียดายที่มันช่วยเหลือคนทุกผู้มิได้แต่มันก็ไม่ลืมที่จะรีบเข้าไปคารวะขอบคุณสตรีในอาภรณ์แดงโลหิตที่ได้ช่วยชีวิตไว้มันและผู้คนอีกมากมายไว้
สตรีนางนั้นมองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มก่อนนางจะผงกศีรษะแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตรว่า
“หวังว่าท่านจะรักษาความดีเช่นนี้ให้คงอยู่สืบไป"
กล่าวจบนางก็พริ้วกายจากไปพร้อมร่มกระดาษที่หมุนวนอย่างแผ่วเบาส่วนฮุ่ยจวินที่ฝืนอาการบาดเจ็บมาอย่างเนิ่นนานก็เซถลาล้มลงในทันที เป็นบุรุษชราชิงหวงที่เข้ามารับร่างของมันไว้
ด้านบุรุษกลางคนบุตรชายของชิงหวงได้เดินเข้ามาถามบิดา
“เอาอย่างไรต่อดี"
ชิงหวงแหงนหน้ามองแผ่นฟ้า
“พรรคบุปผาพิษม่วงเหิมเกริมถึงเพียงนี้เห็นทีจะมิกลับมิได้แล้ว"
สีหน้าของบุรุษกลางคนบุตรชายมันหมองลงชิงหวงจึงกล่าวว่า
“แม้นพวกเราจะรู้สึกผิดจนมิกล้าเผชิญหน้าแต่พวกเราจะเห็นแก่ตัวแลปล่อยให้ท่านหญิงต้องทานรับแรงกดดันและอันตรายอยู่ฝ่ายเดียวมิได้อีกต่อไป"
บุตรชายของมันผงกศีรษะก่อนมองไปทางเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายรวมถึงร่างของฮุ่ยจวินที่สลบอยู่ ชิงหวงจึงกล่าวตอบโดยมิรอให้บุตรเอ่ยถาม
“ที่นี่ก็มีเรือใหญ่หรือจะนำพวกมันกลับไปด้วยมิได้"
.
.
.
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตพริ้วกายลงตรงหน้าของนักพรตยากไร้ที่คล้ายอยู่ในช่วงวัยกลางคนผู้หนึ่งนักพรตผู้นั้นกำลังบรรเลงเพลงขลุ่ยท่วงทำนองที่โศกศัลย์ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีแสงสว่างที่ส่องถึงเงามืดอันปกคลุมในจิตใจมันได้อีกแล้วแต่เมื่อมันได้เห็นสตรีในอาภรณ์แดงมา มันก็ลดขลุ่ยไม้ไผ่ในมือลงแล้วเอ่ยขึ้น
“ศิษย์ข้าเจ้าเถลไถลอีกแล้ว”
สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตกลับมีสีหน้าที่ครุ่นคิดไม่กล่าวในหัวข้อสนทนาเดียวกับอาจารย์นางได้กล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาแทน
“อาจารย์ข้ากลับพบผู้ที่เข้าถึงพลังธรรมชาติได้มากกว่าข้า"
ซึ่งประโยคนี้ได้ทำให้หัวคิ้วของนักพรตผู้เป็นอาจารย์ต้องขมวดแน่น
“เจ้าล้ออาจารย์เล่นแล้วบนโลกแห่งนี้ยังจะมีผู้ใดที่เข้าถึงพลังธรรมชาติได้เทียบเท่าสายเลือดแห่ง…."
เป็นอีกครั้งที่สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตกล่าวไม่ตรงกับหัวข้อสนทนา
“มันยังเป็นคนที่ดีมากด้วย"
นักพรตผู้นั้นจ้องมองศิษย์ก่อนกล่าวยิ้มๆ
“อาจารย์พาเจ้าออกมาท่องปฐพีได้ไม่นานกลับถูกผู้คนทำให้ใจลอยแล้วหรือ"
เป็นครั้งแรกนับแต่ปรากฏกายที่สตรีในอาภรณ์แดงโลหิตนางนี้กล่าวคำในหัวข้อสนทนาเดียวกับอาจารย์
“หากท่านได้พบพานมันท่านก็จะต้องคิดเช่นเดียวกันกับข้า"
นักพรตผู้นั้นลุกยืนขึ้น
“ผู้ที่ทำให้ศิษย์ข้าบอกว่าดีได้ข้าเองก็รู้สึกอยากพบพานมันแล้วสิ”