หลังจากเดินมาได้พักใหญ่ในที่สุดภาพหมู่บ้านก็ปรากฏในครรลองสายตาของหิน
“ถึงซะที” หินเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี หลังจากเดินขึ้นเขา ลงห้วย อยู่ในป่ามาหลายชั่วโมงในที่สุดก็ถึงจุดหมาย
“ยินดีด้วยครับดอกเตอร์ เรามาถึงจุดหมายแล้ว การเดินในครั้งนี้ดอกเตอร์ใช้พลังงานไปมากถึง 1200 Kcal ถือว่าเป็นการเผาผลาญที่ดีในรอบหลายวันมานี้เลยครับ”
‘ดีบ้านแกสิ ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว’ หินนึกขึ้นในใจ
โดยปกติแล้วการเดินเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จะเผาผลาญพลังงานไปประมาณ 700-800 Kcal และใช้เวลาโดยเฉลี่ยในการเดินประมาณ 2 ชั่วโมง ใช่แล้วนั่นหมายถึงระยะทางปกติ แต่หินต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยฝ่าป่ารกกว่าจะมาถึงก็กินเวลาไป 3 ชั่วโมงครึ่งดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะเผาผลาญพลังงานไปมากถึง 1200 Kcal
จากนั้นหินจึงหยิบโดรนจิ๋วออกมาสองตัวจากกระเป๋าเป้ของตัวเองก่อนที่จะปล่อยมันออกไป
“วิเคราะห์ภาษาและสำรวจหมู่บ้าน” หินเอ่ยขึ้น
โดรนจิ๋วสองตัวนี้มีขนาดพอๆ กับแมลง แต่ความสามารถของมันไม่ได้เล็กเหมือนขนาดที่เห็น นอกจากจะมีกล้องที่สามารถหมุนได้ 360 องศาแล้วหินยังสามารถเชื่อมต่อกับโดรนได้โดยตรงเพื่อชมเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านกล้องแบบเรียลไทม์ ในเวลาปกติที่หินไม่ได้เชื่อมต่อจะเป็นเดวิดที่คอยควบคุมโดยตรง
“รับทราบครับดอกเตอร์”
ข้อมูลที่ได้จากโดรนทุกอย่างจะถูกส่งถึงเดวิดโดยตรงและเดวิดจะเป็นคนคอยจัดการข้อมูลพวกนี้ให้หิน ที่หินต้องให้เดวิดช่วยวิเคราะห์ภาษาให้เนื่องจากภาษาพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยงนั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในอินเทอร์เน็ต
“โจ เจมส์ พวกคุณไม่ต้องตามผมเข้าไป ช่วยสำรวจหมู่บ้านอยู่รอบนอก”
“ครับคุณหิน” เสียงของทั้งคู่ดังขึ้นถึงแม้จะมองไม่เห็นตัวตนก็ตาม
หินมองไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่งหินก็ได้สังเกตเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกัน พวกเขาสวมเสื้อผ้าคล้ายๆ กันเป็นสีขาวสลับแดง หลายๆ คนในนั้นสวมผ้าโพกหัวสีขาวอยู่ด้วยและดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็สังเกตเห็นหินด้วยเช่นกัน
พวกเขาคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะมีชายคนหนึ่งในกลุ่มเดินเข้ามาหาหิน
“!@#$%&*!@#$%”
“....” หินฟังไม่รู้เรื่องว่าชายคนนี้เอ่ยอะไร แต่ดูจากท่าทางที่เขาพูดอย่างเป็นมิตร หินคิดว่าชายคนนี้น่าจะกำลังทักทายเขาอยู่
“สวัสดีครับ คุณพอจะพูดภาษาพม่าได้รึเปล่า? ” หินถามขึ้น
“!@#$%!@#$%” ชายคนนี้เอ่ยพึมพำขึ้นเบาๆ ก่อนที่จะหันไปตะโกนหาเพื่อนในกลุ่ม
ครู่หนึ่งก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหิน หินคิดว่าเมื่อครู่ชายคนนี้น่าจะตะโกนเรียกเพื่อนคนนี้ของเขา
“สวัสดีครับ คุณพูดภาษาพม่าได้รึเปล่า? ”
“สวัสดีครับ ผมพูดได้ครับ คุณมีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่า? ” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“คือผมอยากพบกับหัวหน้าหมู่บ้านของพวกคุณ คุณพอจะพาผมไปพบเขาได้ไหมครับ?” หินถามขึ้น
“คุณอยากพบพ่อของผมเหรอ? ”
“ใช่ครับ หัวหน้าหมู่บ้านนี้คือพ่อของคุณเหรอ? ” หินถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้
“ใช่แล้ว พ่อผมคือหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเรา ผมชื่อ ตือโพ เป็นลูกชายของเขา” ตือโพเอ่ยขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“ผมชื่อหินครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“คุณหินตามผมมาได้เลยครับ” ตือโพเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินนำหินไป เขาเดินไปหากลุ่มเพื่อนเมื่อสักครู่ก่อนจะพูดอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นจึงพาหินเดินเข้าหมู่บ้านไป
ขณะที่หินเดินตามตือโพนั้น ตือโพก็คอยบอกแนะนำและให้ความรู้กับหินเกี่ยวกับหมู่บ้านของพวกเขาตลอดทาง ซึ่งหินรู้สึกว่าตือโพนั้นเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีไม่น้อย
ระหว่างทางนั้นก็มีคนเดินเข้ามาพูดคุยกับตือโพอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหินเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องที่พวกเขาพูดกันคงไม่พ้นเกี่ยวกับเขาอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้พวกเขาจะพูดอยู่กับตือโพแต่สายตาของพวกเขามักจะมองมาที่หินตลอดเวลา
“ขอโทษแทนพวกเขาด้วยนะครับ พวกเขาจะตื่นเต้นแบบนี้แหละครับ เวลามีคนนอกมาเยือนหมู่บ้านของพวกเรา”
“ไม่ค่อยมีคนมาเยือนเลยเหรอครับ? ” หินถามขึ้น
“หมู่บ้านของพวกเราค่อนข้างยากในการเข้าถึงน่ะครับ จะมีใครสักกี่คนที่จะยอมลำบากเดินขึ้นเขาหลายกิโลเพื่อที่จะมาที่ทุรกันดารแบบนี้ อ้อ จะว่าไปก็มีคุณคนหนึ่งนี่แหละครับ ฮ่าๆๆ” ตือโพเอ่ยติดตลก
ขณะนั้นนั่นเองได้มีเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาหาตือโพ
“ตือโพ!@#$%” เด็กกลุ่มนั้นพูดขึ้น ซึ่งหินก็ฟังออกแค่เพียงคำเดียวก็คือคำว่า ‘ตือโพ’
“ทักทายคุณหินสิ” ตือโพเอ่ยขึ้นกับเด็กๆ
“สวัสดีคุณครับ/ค่ะ พี่หิน” เด็กๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างร่าเริง
“สวัสดีครับ พวกเราจะไปไหนกัน?” หินถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
‘เด็กๆ พวกนี้น่าเอ็นดูจริงๆ ’ หินนึกขึ้นในใจ
“พวกเราจะไปเก็บหมากไม้” เด็กๆ เอ่ยตอบขึ้น
ตือโพเห็นหินมีท่าทางสงสัยจึงยิ้มขึ้นพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“หมากไม้ก็คือผลไม้นั่นแหละครับคุณหิน”
“อ้อ” หินเอยรับคำเบาๆ จากนั้นเด็กๆ จึงวิ่งจากไป
“เด็กๆ พูดพม่าได้ด้วยรึครับ?” หินถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะเมื่อสักครู่ขนาดผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เดินผ่านมา หินไม่เห็นจะมีใครพูดพม่าสักคน มีแต่พูดภาษาพื้นเมืองของตนเอง
“คุณคงจะประหลาดใจใช่ไหมครับ ว่าทำไมเด็กพูดได้แต่ผู้ใหญ่พูดไม่ค่อยได้กัน” ตือโพพูดขึ้น
ซึ่งหินก็ไม่ได้ปฏิเสธแม้แต่น้อยว่าเขาอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
“จริงๆ เด็กๆ พวกนี้ผมเป็นคนสอนเองแหละครับ” ตือโพเอ่ยขึ้นพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ผมค่อนข้างโชคดี ที่พ่อเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเลยมีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเล็กๆ ในตำบล เพียงแต่ก็แค่เรียนให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น….”
หินรับรู้ได้ถึงความเศร้าที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียงของตือโพได้
“ทุนการศึกษาทุกอย่างก็มาจากพ่อของผมและทุกคนในหมู่บ้านที่ช่วยกันออก ผมรู้ดีว่าถ้าผมยังดึงดันเรียนต่อไปอีกก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกคน ผมถึงได้ออกจากโรงเรียน”
ถึงตอนนี้ใบหน้าของตือโพก็ดูหม่นหมองลง
“ดังนั้นความรู้ทุกอย่างที่ผมได้รับมา ผมก็เอามาสอนเด็กๆ ในหมู่บ้าน เด็กๆ ก็เลยพอจะพูดพม่าได้อยู่บ้าง” ตือโพยิ้มขึ้นอีกครั้ง
ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่บ้านไม้หลังใหญ่ที่มุงหลังคาด้วยฟาง จากที่หินสังเกตดูพบว่าบ้านไม้หลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นๆ อยู่มาก
“เรามาถึงแล้วครับ คุณหินรออยู่ตรงนี้แป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวผมขอเข้าไปบอกพ่อก่อน” ตือโพเอ่ยขึ้น
หินพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นตือโพจึงได้เดินเข้าไปในบ้านไม้หลังใหญ่ตรงหน้า
“ดอกเตอร์ครับ การวิเคราะห์ภาษาเสร็จสิ้นแล้ว จะให้ผมอัปโหลดให้เลยไหมครับ” เสียงเดวิดดังขึ้นมา
“อัปโหลดเลย”
เพียงครู่เดียวการอัปโหลดก็เสร็จสิ้น ในตอนนี้หินสามารถเข้าใจภาษาพื้นเมืองของพวกเขาได้แล้ว
“พอ พอ มีค่นมาหา” เสียงตือโพดังขึ้นภายในบ้าน
[พ่อ พ่อ มีคนมาหา]
“ผู้ใด๋?” เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้น
[ใคร?]
“เพินบอกวาเพินซือหิน” ตือโพตอบกลับไป
[เขาบอกว่าเขาชื่อหิน]
“หินใด๋? ” ชายคนนั้นถามขึ้นอีกครั้ง
[หินไหน?]
“บ่ฮู้”
[ไม่รู้]
“เอ๊า บักนี่ ไป๋ๆ ไปพาเพินเข้ามา”
[เอ้า ไอ้นี่ ไปๆ ไปพาเขาเข้ามา]
หินยืนรออยู่ครู่หนึ่งตือโพก็มาชวนเขาเข้าไปในบ้าน เมื่อหินได้เข้ามาข้างในหินพบว่า ภายในบ้านนั้นเย็นสบายอยู่ไม่น้อย ก่อนจะพบกับชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างใน หน้าตาของเขามีความละม้ายคล้ายตือโพอยู่หลายส่วน นี่ต้องเป็นพ่อของตือโพอย่างแน่นอน
“สวัสดีครับ” หินเอ่ยทักทายขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“เขาเว่าทักทายพอ” ตือโพ เอ่ยขึ้น
[เขาเอ่ยทักทายพ่อ]
“อื้อ” ชายคนนั้นพยักหน้ารับเบาๆ
“คุณหินนี่พ่อของผมเอง เขาชื่อ มังหน่า เป็นหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเราในตอนนี้” ตือโพกลายมาเป็นล่ามชั่วคราวเพื่อเป็นตัวกลางพูดคุยระหว่างพ่อของเขากับหิน
จริงๆ หินสามารถฟังออกและพูดภาษาพื้นเมืองของพวกเขาได้แล้วในตอนนี้ แต่ถ้าพูดออกมาเลยรังแต่จะสร้างปัญหาซะมากกว่า ดังนั้นหินจึงไม่ได้ปฏิเสธที่จะให้ตือโพคอยเป็นล่ามแปลงภาษาให้
“เจ้าเป็นไผ มาหาข่อยเฮ็ดหยัง? ” มังหน่าถามขึ้น หินต้องรอให้ตือโพแปลออกมาก่อนจึงเอ่ยตอบกลับไป
[คุณเป็นใคร มาหาผมทำไม?]
“ผมเป็นคนที่จะมาให้ความช่วยเหลือหมู่บ้านคุณ” หินพูดขึ้น
ตือโพที่เป็นล่ามแปลภาษาให้ พอได้ยินสิ่งที่หินพูดขึ้นก็แปลกใจไม่น้อย
“ซอยอีหยัง” มังหน่าถามขึ้นด้วยความสงสัย
[ช่วยอะไร?]
“ผมสามารถช่วยให้เด็กๆ ในหมู่บ้านของพวกคุณได้รับการศึกษาที่ดีได้”
สิ้นเสียงของหิน ตือโพก็มองมาหินด้วยท่าทางตกใจจนลืมแปลคำพูดของหินให้พ่อตัวเองฟัง
‘เมื่อกี๊เขาบอกว่า ช่วยให้เด็กๆ ในหมู่บ้านได้รับการศึกษาอย่างงั้นเหรอ!!’
---------------------------------------------------------------------------
มีซับไตเติ้ลด้วย เผื่อ R คนไหนงงนะครับ ฮ่าๆๆ
W ใส่ภาษาอีสานลงไปเพื่อที่จะให้ R มองว่ามันเป็นภาษาพื้นเมืองนะครับ เพื่ออรรถรสในการอ่าน จะให้ใส่เป็นภาษากะเหรี่ยงเลยก็เกินความสามารถ W แล่ว ฮ่าๆๆ