ในเวลาเดียวกันนั้น
ในดันเจี้ยนลับ‘สนามทดสอบ’
หวังเฉินยืนตระหง่านณ ทางเข้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในเขตตะวันออก ช่วงเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเขาได้สกัดกั้นและกำจัดผู้เข้าแข่งขันทีละคนอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะมีพลังระดับผู้เปลี่ยนอาชีพขั้นสองเลเวล 68หรือ 70 ก็มิอาจต้านทานคมกระบี่ของเขาได้ต่างถูกขับออกจากดันเจี้ยนลับราวกับผักปลาที่ถูกสับเป็นชิ้นๆ
เพียงหนึ่งชั่วยามแต้มของหวังเฉินก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทะลุสามพันแต้มอย่างน่าตกใจทิ้งห่างผู้เข้าแข่งขันคนอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น!
ไม่เพียงเท่านั้น…
[หวังเฉิน มีแต้มสะสม 3,000 แต้ม]
[จั่วชิงเหวิน มีแต้มสะสม 2,200 แต้ม]
[เซียวเทียนเช่อ มีแต้มสะสม 1,900 แต้ม]
[จ้าวหมิงคง มีแต้มสะสม 1,200 แต้ม]
...
จนถึงตอนนี้สามอันดับแรกของตารางอันดับได้แยกขาดจากอันดับถัดมาอย่างชัดเจน
ทว่ายิ่งแต้มเพิ่มขึ้นเร็วเท่าไรจำนวนผู้เข้าแข่งขันในดันเจี้ยนลับก็ยิ่งลดลงฮวบฮาบเหลือเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบคนเท่านั้น
หากเป็นไปตามแนวโน้มนี้ละก็การแข่งรอบคัดเลือกคงจบลงก่อนที่จะครบชั่วโมงสุดท้ายเสียอีก
แม้จะต่อสู้อย่างต่อเนื่องมาหนึ่งชั่วโมงแต่หวังเฉินก็ยังคงเปี่ยมด้วยพลังเขายังคงมีสีหน้าสดใสเปล่งประกายเยี่ยงเทพผู้รักษาประตูและคุ้มกันทางเข้าสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ในขณะนี้
เบื้องหน้าเขามีผู้เข้าแข่งขันสามคนยืนอยู่กลางที่โล่งห่างกันเล็กน้อย ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ทั้งสามคนนี้เป็นนักรบนักเวท และนักฆ่าตามลำดับ และล้วนอยู่ในระดับผู้เปลี่ยนอาชีพขั้นสองเลเวล 70
แต่ณ เวลานี้ ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นแบ่ง ท้าทายหวังเฉินก่อนเลย
“หวังเฉิน!”
“แต้มของนายพุ่งไปถึงสามพันแล้ว อันดับหนึ่งคงเป็นของนายแน่ๆแล้วจะมาขวางทางเข้าอีกทำไม ปล่อยพวกเราเข้าไปไม่ได้หรือ?”
นักรบรูปร่างกำยำในกลุ่มสามคนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อได้ยินคำพูดของเขาหวังเฉินเพียงส่ายหน้าช้าๆ
ตอนนี้เขากับจั่วชิงเหวินมีแต้มห่างกันเพียงแปดร้อยแต้มและยังมีผู้เข้าแข่งขันอีกหนึ่งร้อยยี่สิบคน
นั่นหมายความว่ายังมีแต้มอีกกว่าหนึ่งพันแปดร้อยแต้มที่ยังคงล่องลอยอยู่รอบตัว
หากเขาอุตส่าห์มาขวางทางเข้าจนถึงตอนนี้แล้วปล่อยให้คนอื่นเข้าไปและถูกจั่วชิงเหวินแซงหน้าไป คงเป็นเรื่องตลกสิ้นดี
“นาย…”
“จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
นักฆ่าที่อยู่ตรงข้ามเมื่อเห็นหวังเฉินส่ายหน้าก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยใบหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
หลังจากที่ได้เห็นหวังเฉินกำจัดผู้เข้าแข่งขันสิบคนติดต่อกันอย่างดุดันเขาก็ไม่อยากจะต่อสู้กับหวังเฉินเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้พวกเขาอยู่กันสามคน…
ใครออกโรงก่อนผู้นั้นก็จะเปิดโอกาสให้คนอีกสองคนได้เปรียบ
“ฉันก็ไม่อยากทำถึงขนาดนี้หรอก แต่คนข้างหลังดันตามมาติดๆ เลยนี่นา”
หวังเฉินกล่าวพร้อมกับแบมือออกใบหน้าแสดงออกถึงความจนใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้นบุคคลทั้งสามก็กัดฟันด้วยความจนใจ
“ทำยังไงดี?”
“เราจะร่วมมือกันไหม?”
ตอนนี้ทั้งสามมองหน้ากันด้วยสีหน้าย่ำแย่ในดวงตาของแต่ละคนสะท้อนความคิดเดียวกัน
แต่…
แม้จะรู้ว่าการร่วมมือกันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทว่าพวกเขาก็ยังคงลังเล
ต่างฝ่ายต่างเป็นคู่แข่งกันไม่มีพื้นฐานความเชื่อใจแม้แต่น้อย แต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง
“ร่วมมือกันจัดการมันเถอะ!”
นักรบที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวส่งเสียงฮึดฮัด“ถ้าเข้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ เราก็ไม่ได้แต้มพิเศษถึงตอนนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการถูกคัดออก”
“ใช่แล้ว!”
เมื่อนักรบพูดจบจอมเวทที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น… ใครจะเข้าไปรับการโจมตีจากหวังเฉินโดยตรง?”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนมีเจตนาจะร่วมมือกันนักฆ่าก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ทันทีที่พูดจบสายตาของเขากับจอมเวทก็จับจ้องไปที่นักรบพร้อมกัน
ทั้งสองคนต่างเป็นอาชีพโจมตีระยะไกลและอาชีพโจมตีรุนแรงแต่ป้องกันอ่อนแอซึ่งไม่สามารถรับการโจมตีจากหวังเฉินได้โดยตรง
ดังนั้นแม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ทั้งสองก็ยอมรับว่านักรบจะต้องรับหน้าที่อันหนักอึ้งนี้ไป
“เฮือก!”
เมื่อรับรู้ถึงสายตาของทั้งสองนักรบก็กัดฟันด้วยสีหน้าย่ำแย่
ด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่หวังเฉินแสดงออกมาเมื่อครู่หากเขาบุกเข้าไปจริงๆ ไม่แน่ว่าจะรับการโจมตีได้กี่กระบวนท่า
แต่ในตอนนี้…
นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครเหมาะสมกับหน้าที่นี้อีกแล้ว
“ก็ได้!”
“ฉันจะเข้าไปรับการโจมตีจากหวังเฉินโดยตรง แต่ว่า…”
นักรบหยุดพูดชั่วครู่ดวงตากวาดมองนักฆ่าและจอมเวทด้วยสายตาเย็นชา
“แต่ฉันขอพูดไว้ก่อนว่า ถ้าพวกนายคิดจะใช้ฉันเป็นเบี้ยแล้วแอบลอบเข้าไปในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่ฉันกำลังต่อสู้กับหวังเฉินละก็ต่อให้ต้องตามไปถึงมหาวิทยาลัยของพวกนาย ฉันก็จะไม่ปล่อยพวกนายไว้แน่!”
“วางใจได้เลย”
“ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่นอน”
สายตาของนักฆ่าและจอมเวทดูเลิ่กลั่กเล็กน้อยก่อนจะตบหน้าอกรับประกันอย่างจริงจัง
“ดี! ฉันจะเชื่อพวกนายสักครั้ง!”
เมื่อเห็นเช่นนั้นนักรบผู้นั้นก็กำขวานศึกในมือแน่น แล้วก้าวเท้าออกไป
แต่ในเวลานั้นเอง
ฟุบ!
ทันใดนั้นก็มีใครบางคนมาถึงอีกแล้ว
พลังของเขาแผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบังให้ความรู้สึกแข็งกร้าวและไม่ยอมใคร
เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมเพรียวใบหน้าหล่อเหลา
เมื่อเห็นคนผู้นี้ปรากฏตัวนักรบที่กำลังจะพุ่งออกไปโจมตีก็หยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปที่อีกฝ่าย
เมื่อมองเห็นชัดเจนใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มยินดี
“จ้าวหมิงคง!”
“ฮ่าฮ่า เขามาร่วมด้วยแบบนี้โอกาสที่เราจะเข้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งมีมากขึ้น!”
จ้าวหมิงคงเป็นจอมเวทเพลิงผลาญระดับผู้เปลี่ยนอาชีพขั้นสองเลเวล 70จากมหาวิทยาลัยเยี่ยนหัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่มหาวิทยาลัยชั้นนำ
ในสายตาของนักรบทั้งสามแม้จ้าวหมิงคงจะสู้หวังเฉินไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าจะถูกกำจัดได้ง่ายๆ
ตราบใดที่ทั้งสองคนต่อสู้กันโอกาสที่พวกเขาจะเข้าไปในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาถึง
เมื่อคิดในใจเช่นนั้นทั้งสามก็มองหน้ากัน แล้วค่อยๆ ถอยหลังไปเงียบๆ
ในเวลาเดียวกัน
ร่างของจ้าวหมิงคงเปล่งประกายความโอหังชำเลืองมองทั้งสามคนเพียงแวบเดียวก็ไม่สนใจอีกต่อไป หลังจากเดินออกจากป่าสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่หวังเฉินอย่างแน่วแน่
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“ในที่สุดก็ได้เจอนายเสียที!”
จ้าวหมิงคงมองหวังเฉินใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเล็กน้อย
ตั้งแต่เริ่มรอบคัดเลือกอันดับของเขาในตารางแต้มถูกหวังเฉินกดดันมาโดยตลอดทำให้ความโกรธแค้นในใจของเขาเพิ่มพูนถึงขีดสุด
และในขณะที่ดันเจี้ยนลับกำลังจะปิดลงแต้มของหวังเฉินก็พุ่งทะลุสามพันแต้มอย่างน่าตกใจ
สิ่งนี้ทำให้เขาไม่มีทางที่จะไล่ตามทันได้ก่อนที่ดันเจี้ยนลับจะปิดลง
ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรผลลัพธ์ที่หวังเฉินซึ่งมีเพียงเลเวล 65 จะขึ้นนำเขานั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
เดิมทีจ้าวหมิงคงคิดว่าเขาจะต้องรอจนถึงการประลองบนเวทีในรอบจริง เพื่อชำระล้างความอัปยศนี้
แต่ตอนนี้…
เขาได้พบกับหวังเฉินก่อนที่รอบคัดเลือกจะจบลง
“เจ้าหนู วันนี้ฉันจะเผานายให้เป็นเถ้าถ่าน!”
จ้าวหมิงคงแสยะยิ้มก้าวเท้าออกไป พลังเวทอันรุนแรงพุ่งทะลักออกไปราวกับคลื่นทะเลซัดเข้าใส่เบื้องหน้า
เบื้องหน้า
หวังเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองจ้าวหมิงคงด้วยแววตาฉงนงงงวย
คนผู้นี้เขาก็รู้จักแต่ทำไมถึงได้มีโทสะรุนแรงขนาดนี้?
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกันแล้วทำไมถึงรู้สึกเหมือนว่าฉันเป็นคนทรยศเขาเสียอย่างนั้นเล่า?