ข้าลงทุนกับโชคชะตา และโลกก็ต้องตอบแทนแก่ข้า

    ดวงวิญญาณสุดท้าย

    ภายในที่พักของจางหลิน แสงตะเกียงวิญญาณส่องสลัว เงาเปลวไฟสะท้อนผนังหินเป็นจังหวะช้า ๆ อากาศรอบตัวเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของเขา

    แหวนสีดำบนนิ้วกลางสั่นไหวเล็กน้อย เศษพลังวิญญาณค่อย ๆ รวมตัวขึ้นเบื้องหน้า ก่อนจะก่อตัวเป็นเงาร่างของชายวัยกลางคน ใบหน้าซีดเซียว เสื้อผ้าขาดวิ่น รัศมีชีวิตบางเบาราวจะดับสูญได้ทุกเมื่อ

    จางหลินมองร่างนั้นอย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ

    “ท่านผู้อาวุโส…ข้าขอทราบได้หรือไม่ ว่าท่านชื่ออะไร”

    ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นจากภายในแหวน คล้ายเสียงของผู้ผ่านกาลเวลามานานนับไม่ถ้วน

    “ข้าชื่อ…เฉินเทียน”

    น้ำเสียงแผ่วต่ำ ไม่มีความภาคภูมิ ไม่มีความหวัง หลงเหลือเพียงความเหนื่อยล้า

    “แล้วต่อจากนี้ ท่านจะทำอย่างไร” เฉินเทียนถามกลับ “ท่านมีแผนอะไรหรือเปล่า??”

    แต่ทันใดนั้นเอง ความมืดก็แผ่ขยายออกจากทางเข้าห้อง กลืนกินพื้นที่ทั้งหมดในพริบตา แสงตะเกียงดับวูบ อากาศเย็นเฉียบ เสียงก้าวเท้าดังขึ้นจากห้วงเงา

    ร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏจากความว่างเปล่า

    ชายสวมชุดดำสนิท หน้ากากโลหะปิดครึ่งใบหน้า คุกเข่าลงทันทีเมื่อเห็นเฉินเทียน

    “คารวะท่านเฉินเทียน”

    น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง

    “นายน้อยหวังเถิง แห่งตระกูลหวัง ได้ส่งข้ามาแจ้งข้อเสนอแก่ท่าน”

    “เขาสามารถมอบทุกสิ่งให้ท่านได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร อำนาจ หรือแม้แต่…”

    ชายชุดดำหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่น

    “ราชวงศ์ดอกท้ออมตะ”

    เฉินเทียนหรี่ตาลง

    “นายน้อยของข้ายังยินดีส่งกำลังทั้งหมดไปช่วยเหลือท่านในการแก้แค้น ขอเพียงท่าน…ยอมรับเงื่อนไขบางอย่างของเขาเท่านั้น”

    เฉินเทียนเงียบงันไปครู่หนึ่ง สายตาที่เคยว่างเปล่าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความสั่นไหว

    “คนจากตระกูลหวัง…งั้นหรือ”

    แต่ยังไม่ทันที่ใครจะได้ตอบอะไร ชายชุดดำก็ยกมือขึ้นช้า ๆ พลังสีแดงเข้มรวมตัวกลางฝ่ามือ ก่อนจะปรากฏเป็นดอกไม้สีแดงบริสุทธิ์ กลีบทั้งเก้าซ้อนกันราวเกล็ดเลือด กลิ่นอายโบราณแผ่ซ่านจนห้องทั้งห้องร้อนวาบ

    ดวงตาของเฉินเทียนเบิกกว้างในทันที

    “ดอก…ราชันโลหิตนิรันดร์?”

    เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย

    “เจ้าพูดจริงงั้นหรือ?”

    ชายชุดดำพยักหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นอีกครั้ง สัญญาแผ่นหนึ่งลอยออกมาจากความว่างเปล่า อักษรสีดำคล้ายโลหิตเคลื่อนไหวได้เอง เขายื่นมันออกไปด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

    เฉินเทียนรับสัญญามาโดยไม่ลังเล แล้วทำการเปิดอ่านต่อหน้าจางหลิน ขณะที่จางหลินเพียงนั่งมองอย่างเงียบงัน ไม่มีความคิดจะห้ามปรามแม้แต่น้อย

    ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น

    “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

    เฉินเทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงสั่นสะเทือนจนพลังวิญญาณโดยรอบปั่นป่วน

    “นี่มันสัญญาจากปีศาจชัดๆ”

    เขากำกระดาษแน่น

    “แต่… หากมันช่วยให้ข้าแก้แค้นได้ ต่อให้ต้องแลกทุกอย่าง…ก็เอาไปซะ!”

    สิ้นสุดคำพูดของเขา ร่างของเฉินเทียนพุ่งเข้าหาดอกไม้สีแดงในมือชายชุดดำโดยไม่กล่าวคำลาต่อจางหลินแม้แต่คำเดียว กลิ่นอายโลหิตปะทะกับพลังวิญญาณจนเกิดเสียงปะทุแผ่วเบา

    ชายชุดดำโค้งคำนับอย่างสุภาพ

    “ท่านจะไม่เสียใจที่เลือกนายน้อยของข้า”

    จากนั้นเขาก็หันมามองจางหลิน สายตาเต็มไปด้วยความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง จางหลินเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกมือโบกลาอย่างสบายอารมณ์ การจากไปของวิญญาณทั้ง 3 นั้นมันทำให้เขาโล่งใจอย่างแปลกๆ

    แต่ทว่าการกระทำนั้นทำให้ชายชุดดำหงุดหงิดรุนแรง รู้สึกราวกับถูกเด็กน้อยคนนี้เยาะเย้ยใส่หน้า

    “คนที่ไร้ความสามารถจนไม่แม้แต่จะขึ้นไปอยู่ในตระกูลจางสายหลักอย่างเจ้า” เขาพ่นเสียงออกมาด้วยความหงุดหงิด

    “สุดท้ายก็เป็นได้แค่อัจฉริยะทั่วไป ไม่อาจต่อกรกับผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้”

    จางหลินปรบมือเบา ๆ

    แปะ แปะ แปะ

    “ว้าว เท่จังเลย” เขายิ้มกว้าง “สักวันหนึ่งข้าอยากปัญญาอ่อนให้ได้สักครึ่งของท่านก็คงดีไม่น้อย”

    เส้นเลือดบนหน้าผากชายชุดดำปูดขึ้นทันที เขาหันกลับมาด้วยความโกรธ เตรียมจะลงมือสั่งสอนเด็กปากดีตรงหน้า

    แต่ในวินาทีถัดมา สีหน้าของเขากลับเปลี่ยนทันที

    “ไม่ดีแล้ว!”

    ร่างของเขาพุ่งถอยหนีหายเข้าไปในความว่างเปล่าแทบจะในเวลาเดียวกัน

    ตูมมม!

    คลื่นดาบอันน่าสะพรึงฟาดผ่านตำแหน่งเดิม พื้นหินถูกผ่าขาดราวกระดาษบาง หากช้ากว่านั้นเพียงลมหายใจเดียว เขาคงกลายเป็นเศษซากไปแล้ว

    เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง

    “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม เมื่อครู่ข้าโดนผู้อาวุโสคนที่สามเรียกไปพบกะทันหัน ในเรื่องของหวังเถิง”

    จางหลินยิ้มก่อนจะหันไปคำนับเล็กน้อย

    “ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ ขอบคุณท่านผู้อาวุโสสูงสุด”

    ขณะเดียวกันภายในจิตใจของจางหลินเสียงของจางเหวินก็ดังขึ้น

    “นี้เจ้าเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์จริงงั้นเหรอ ทำไมห้องส่วนตัวของเจ้าถึงมีคนเข้าออกเป็นห้องน้ำสาธารณะเลยละ”

    จางหลินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดในใจ

    “ข้าเองก็เริ่มสงสัยแล้วเหมือนกัน”

    ……

    …...

    ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องพักส่วนตัวของหวังเถิง ชายหนุ่มนอนกอดสตรีหลายคนอย่างสำราญใจ ทันใดนั้นความว่างเปล่าก็แตกออก ชายชุดดำผู้บาดเจ็บสาหัสล้มคุกเข่าลงกับพื้นทันที

    “นายน้อย…ข้าไม่ทำให้ท่านผิดหวัง… ข้าได้นำวิญญาณของท่านเฉินเทียนมาแล้ว…”

    คำพูดยังไม่ทันจบ เลือดสีแดงสดก็ทะลักออกจากปากและหน้าอกของเขา

    หวังเถิงลุกขึ้นนั่ง รับดอกไม้สีแดงมาไว้ในมือ ดวงตาเป็นประกายเย็นยะเยือก

    “ไปพักรักษาตัวซะ”

    ชายชุดดำรีบคำนับก่อนจะหายไป ในขณะนั้นเอง เสียงเย็นชาดังก้องขึ้นในห้วงจิตของหวังเถิง

    [แย่งชิงดวงจิตวิญญาณระดับอมตะจากจางหลิน ทำการปล้นโชคของบุตรแห่งโชคชะตา ได้รับแต้มวายร้าย 500,000 แต้ม]

    หวังเถิงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเริ่มเล่นกับสตรีของเขาบนเตียง

    ขณะเดียวกัน บนยอดเขาที่เป็นที่พำนักของกู่หลานเยว่ บรรยากาศเงียบงันราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน

    นางนั่งอยู่ริมระเบียงหิน ดวงตาจ้องมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย ราวกับพยายามมองทะลุม่านเมฆเพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างที่แม้แต่นางเองก็ไม่เข้าใจ ลมภูเขาเย็นเฉียบพัดผ่านเรือนผมยาวของนาง แต่กลับไม่อาจดับความร้อนรุ่มในอกได้เลย

    ในขณะนี้ หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากจมูกอย่างช้าๆ

    ไม่ใช่เพราะบาดเจ็บจากการต่อสู้ หากแต่เป็นผลจากการใช้สมองอย่างหนักหน่วงเกินขีดจำกัด ดวงตาของนางพร่าเลือนเล็กน้อย ขมับเต้นแรงราวกับจะแตกออกได้ทุกเมื่อ

    [จางหลินได้รับค่าโชคเพิ่ม xx,xxx,xxx,xxx แต้ม]

    ร่างของกู่หลานเยว่เย็นวาบไปทั่วทั้งร่าง

    เกิดอะไรขึ้นอีก… นางไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้แม้แต่น้อย นางจ้องมองไปที่แผงข้อมูลสีฟ้าอย่างไร้ความรู้สึก นางไม่รู้ว่าตัวเลขจริงๆ ของมันคือเท่าไหร่แต่นางมั่นใจว่ามันต้องมหาศาลมาก

    “ระบบ…”

    เสียงของนางแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

    “ระบบ…”

    นางเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลมหายใจเริ่มติดขัด ริมฝีปากซีดขาว

    เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงตอบกลับจึงดังขึ้น

    [ข้าอยู่นี้แล้ว โฮสต์]

    “เกิดอะไรขึ้นกัน…” กู่หลานเยว่เอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “เหตุใดค่าโชคของเขาถึงเพิ่มขึ้นได้ถึงขนาดนี้”

    ระบบเงียบไปนานผิดปกติ ราวกับกำลังประมวลผลสิ่งที่เกินขอบเขตความเข้าใจของมันเอง

    ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

    [ข้า… ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน โฮสต์]

    [ตั้งแต่วันที่ข้าถือกำเนิดมา ข้าไม่เคยพบปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน]

    [ไม่ว่าการคำนวณ การย้อนเหตุปัจจัย หรือการตรวจสอบเส้นชะตา ล้วนล้มเหลวทั้งหมดแล้วในตอนนี้]

    [ข้า… ข้าไม่เข้าใจเหมือนกัน]

    คำตอบนั้นทำให้หัวใจของกู่หลานเยว่จมดิ่ง

    ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง

    นางกำมือแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดไหลซึม แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย

    “ถ้าอย่างนั้น…”

    เสียงของนางสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้

    “ถ้า… ถ้าข้าเรียกคนจากโลกใบใหญ่มาจับเขาเสียตอนนี้ ยังทันอยู่หรือไม่…”

    ระบบนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับลังเลอย่างยิ่ง ก่อนจะตอบกลับช้าๆ

    [ข้าแนะนำ… อย่าทำเช่นนั้นเลย…]

    กู่หลานเยว่เงยหน้าขึ้นทันที

    [ในตอนนี้ จางหลินได้กลายเป็นตัวตนที่แม้แต่ข้าเองก็ไม่สามารถตรวจสอบหรือระบุโชคชะตาได้อีกต่อไป]

    [ดังนั้นภารกิจตามล่าจางหลินถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ]

    [ต่อจากไปนี้ ข้าจะไม่สามารถแจ้งเตือนข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขาได้อีก]

    หัวใจของนางกระตุกแรง

    [ข้าแนะนำให้โฮสต์อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาในช่วงเวลานี้ และแนะนำให้ไปตามล่าบุตรแห่งโชคชะตาคนอื่นแทนดีกว่าเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลนี่มีบุตรโชคชะตาอยู่หลายคนเลย]

    [แต่ท่านก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก ถึงโชคเขามันจะเกินการรับรู้ไปแล้วแต่ความแข็งแกร่งของเขานั้นมันอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเร็วขนาดนั้นก็ได้ เต็มที่ท่านก็แค่หนีกลับไปที่ตระกูลกู่สายหลักเท่านั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันข้าคิดว่าตระกูลกู่น่าจะเอาอยู่]

    [ในความคิดของข้าต่อให้ท่านเรียกบรรพบุรุษระดับจักรพรรดิอมตะมาระเบิดโลกใบเล็กทั้งใบในตอนนี้]

    [ข้าเชื่อว่า… มันจะยังมีเหตุผลนับหมื่นข้อ ที่ทำให้เขามีชีวิตรอดไปได้]

    ถ้อยคำนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางจิตใจ

    กู่หลานเยว่ทรุดตัวลงบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาเหม่อมองท้องฟ้าที่ไกลเกินเอื้อม

    คล้ายกับเรื่องข้าลงทุนกับโชคชะตา และโลกก็ต้องตอบแทนแก่ข้า ที่คุณอ่าน