“แอ๊ด”
เสียงประตูดังขึ้นหลังจากที่เซี่ยฮุยผลักเปิดเข้าไปด้านใน
วินาทีนั้นเซี่ยฮุยก็เห็นรูปแบบของห้องที่อยู่ด้านในนี้
ขนาดห้องกว้างขวาง แต่ไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์มากมายอะไร มีเพียงโต๊ะขนาดใหญ่หนึ่งตัวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีตู้เสื้อผ้าที่วางติดฝาผนังอยู่ข้าง ๆ กำแพงหลายตู้ นอกจากนี้ก็ไม่มีของชิ้นอื่นแล้ว ดังนั้นห้องจึงมีความกว้างขวางและใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอย่างมาก
“นายคือเซี่ยฮุยสินะ?”
เสียงที่เงียบสงบและสุขุมดังขึ้นข้างหูเขา
เซี่ยฮุยไม่ได้รีบตอบอีกฝ่ายกลับไป แต่ยังคงยืนมองหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่อย่างเงียบ ๆ ในหัวของเขามีคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในนั้น
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนคือเด็กผู้หญิงเหรอ?!
เซี่ยฮุยเกิดอาการตกตะลึงอยู่ภายในใจ เขาแอบทำใจยอมรับไม่ได้ที่เห็นว่าเด็กผู้หญิงเข้ามารับตำแหน่งที่สูงขนาดนี้
และข้อมูลที่เขาได้รับก็ทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นเรื่องจริง
ชื่อ : อูหม่าหยาเหม่ย
เลเวล :???
สกิล :???
ข้อมูลสั้น ๆ ที่เขาได้รับ นอกจากชื่อของเธอ ข้อมูลอื่น ๆ ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องหมายคำถามทั้งหมด
หลังจากที่ระบบได้อัปเดตทักษะการตรวจจับแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ความแข็งแกร่งสูงกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 งั้นเหรอ
ครั้งก่อนตอนที่เขาตรวจสอบผู้เฒ่าของสำนักทะเลทราย คนคนนั้นก็ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 เช่นกัน
แต่เลเวลของอูหม่าหยาเหม่ยที่อยู่ตรงหน้าเขากลับมีเครื่องหมายคำถามเป็นส่วนใหญ่ เซี่ยฮุยจึงมั่นใจได้ว่าความแข็งแกร่งของเธอจะต้องสูงกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 แน่นอน
ช่างไม่เข้ากับรูปร่างหน้าตาของเธอเอาเสียเลย
“ใช่ ไม่ทราบว่าหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?”
แม้ว่าความแข็งแกร่งของเธอจะสูงกว่าเขา แต่เขาก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงที่ปกติและไม่ได้รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย
“น่าสนใจดีนะ”
เมื่อได้ยินเซี่ยฮุยตอบแบบนั้น อูหม่าหยาเหม่ยก็กระโดดลงมาจากเก้าอี้ ซึ่งระดับความสูงของเธอแทบจะเท่ากับโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าเขาเลย
ตอนนี้เองที่ทำให้เซี่ยฮุยเห็นการแต่งตัวของเธอได้อย่างชัดเจน ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดในรอบปี แต่เธอกลับสวมใส่ด้วยชุดโกธิคโลลิต้า
นอกจากนี้ยังเข้าคู่กับถุงน่องสีดำตัดขาว เสื้อผ้าที่จัดเต็มอยู่บนตัวของเธอทำให้เขารู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังอึ้งและมองมาที่เธอ สายตาของอูหม่าหยาเหม่ยก็แอบแสดงความไม่พอใจออกมา
เธอเงยหน้ามองเขา “มีอะไร รูปร่างหน้าตาของฉันมันแปลกมากนักเหรอ?”
“เอ่อ...เปล่า!”
เซี่ยฮุยตอบปฏิเสธด้วยความเฉลียวฉลาด
ดูเหมือนว่าอูหม่าหยาเหม่ยคนนี้จะมีความก้าวร้าวอยู่ไม่น้อย เพราะสายตาที่เธอกำลังมองมามีแรงสังหารอยู่ภายในนั้น
เธอมองเซี่ยฮุยไม่วางตาราวกับเห็นดอกไม้บานอยู่บนหน้าของเขา ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น
หลังจากเธอประเมินเขาด้วยสายตาเป็นเวลานาน เธอก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ไม่เลว...ไม่เลวเลย...เยี่ยมมาก!”
เมื่อเห็นความสงสัยผ่านสายตาของเซี่ยฮุย อูหม่าหยาเหม่ยก็พูดต่อไปว่า “นายผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแล้วสินะ”
เธอสืบประวัติของเซี่ยฮุยตั้งแต่เด็กจนโตก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรอให้เซี่ยฮุยตอบคำถามเหล่านี้ หลังจากพูดประโยคนั้นเธอก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ...เติบโตอยู่ในเมืองขนาดเล็กติดชายแดนของอาณาจักรแถมยังมีทรัพยากรอันน้อยนิด แต่นายกลับพัฒนามาได้ไกลถึงขั้นนี้ ถือว่าไม่เลวเลยจริง ๆ ไม่ทราบว่านายสนใจอยากเข้าร่วมทีมเดียวกับฉันหรือเปล่า?”
“เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวน?”
“ไม่ใช่”
เธอส่ายหน้าเบา ๆ และพูดย้ำอีกครั้ง “ทีมของฉัน”
เธอเน้นย้ำคำว่า “ทีม” แต่เมื่อเห็นสีหน้างงงวยของเซี่ยฮุย เธอก็พูดอธิบายต่อไปว่า “ถึงแม้ว่าเมืองหลวงจะมีตระกูลมากมาย แต่ถ้าหากพูดโดยรวมแล้วตระกูลตงฟาง ซือคง อูหม่าและซ่างกวน คือตระกูลผู้นำใหญ่ที่สุดของที่นี่ ตระกูลทั้งสี่ถูกกำเนิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาณาจักรเซี่ยเฟิง ถือว่าเป็นผู้ควบคุมเมืองหลวงแห่งนี้เลยก็ว่าได้”
“ในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของทั้งสี่ตระกูลจะมีการแข่งขันครั้งใหญ่ทุก ๆ สามปี แต่ละคนจะต้องสร้างทีมขึ้นมาและรวบรวมสมาชิกให้ครบสิบคน โดยคนเหล่านั้นจะต้องเป็นทรัพยากรที่หามาเองและฝึกฝนด้วยตัวเองทั้งหมด...ผู้ที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขันจะได้รับโอกาสให้เข้าสู่ขอบเขตลึกลับ”
“ว่าไงเซี่ยฮุย ถ้าหากนายเข้าร่วมทีมของฉัน ฉันสามารถมอบทรัพยากรที่นายต้องการและทำให้ความแข็งแกร่งของนายสูงขึ้นได้แน่นอน”
เมื่อเห็นท่าทางเรียบง่ายของเซี่ยฮุยตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เธอก็แอบรู้สึกชื่นชมเขาอยู่ภายในใจ
อูหม่าหยาเหม่ยลองแหย่ด้วยการยื่นข้อเสนอดี ๆ ให้เขาเป็นการเปิดประเด็น แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยฮุยจะไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งเหล่านั้นอย่างที่คิด
เธอจะพูดเสริมว่า “นายจะพาทีมของนายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งมาร่วมด้วยก็ได้นะ แต่ความแข็งแกร่งขั้น 9 ของนาย หากวัดจากอาณาจักรเซี่ยเฟิงแล้วก็ยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดหรอกนะ บางคนที่มีพรสวรรค์น้อยกว่านายแต่กลับมีความแข็งแกร่งมากกว่านายก็มีเช่นกัน...”
“นายรู้ไหมเพราะอะไร? เพราะทรัพยากรไง...พวกเขาก็เหมือนกับฉันนั่นแหละที่มีทรัพยากรมากเพียงพอ ดังนั้นจึงแข็งแกร่งเร็วกว่าคนอื่น ๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน”
“นายคิดว่ายังไงล่ะเซี่ยฮุย?”
พูดจบ เธอก็ย้อนถามเซี่ยฮุยเพื่อให้เขาตัดสินใจด้วยท่าทางนิ่งสงบ
เซี่ยฮุยยังอยู่ในโหมดครุ่นคิด สิ่งที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดเป็นสิ่งที่เขาคิดไว้ทั้งหมด
เส้นทางที่ทำให้เขาแข็งแกร่งในตอนนี้ไม่สามารถพึ่งพาแต่ระบบได้ หลังจากที่ระบบกลายพันธุ์มันก็บีบบังคับให้เขาต้องตามหาทรัพยากรบนโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เงินทอง แต่ขอบเขตลึกลับที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดถึงสามารถทำให้เขาได้รับแต้มเสริมความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
ตอนที่เขากำลังพินิจพิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นและดึงดูดความสนใจของเขา ซึ่งเป็นข้อมูลภารกิจที่ให้เซี่ยฮุยตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับอูหม่าหยาเหม่ยหรือไม่
ภารกิจ : เข้าร่วมทีมอูหม่าหยาเหม่ยและได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน
รางวัล : แต้มเสริมความแข็งแกร่ง +10,000 แต้ม
บทลงโทษ : สายฟ้าฟาดหนึ่งชุด
หลังจากที่ระบบอัปเดตใหม่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับภารกิจจากมัน
แม้แต่โหมดภารกิจก็เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงรางวัลและบทลงโทษด้วย
แต่...สายฟ้าฟาดหนึ่งชุดนี่มันอะไรกันวะเนี่ย?
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดก็คือรางวัลแต้มเสริมความแข็งแกร่ง 10,000 แต้ม
แต่เนื้อหาบทลงโทษที่ตามหลังมาติด ๆ ทำให้เขาแอบชะงักไปชั่วขณะ
เขารู้ดีว่าเขาไม่คิดอยากมีประสบการณ์ถูกสายฟ้าฟาดแน่ ๆ
เป็นเพราะเห็นเนื้อหาบทลงโทษนี้จึงทำให้เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบรับอูหม่าหยาเหม่ยในทันที
“ฉันขอกลับไปคิดก่อนได้ไหม?”
เซี่ยฮุยเงยหน้าขึ้นและมองไปที่อีกฝ่าย สายตาของเขาทำให้เธอมองเห็นถึงความหวาดระแวงที่อยู่ภายในนั้น
และเธอก็มองเห็นมันแล้ว
เธอหมุนตัวเพื่อเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้และพูดไปพลาง ๆ ว่า “โอเค ท้ายที่สุดมันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของนาย ความรอบคอบคือสิ่งที่ถูกต้อง”
ระหว่างที่พูดเธอก็กลับขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกครั้ง
เก้าอี้ตัวนี้ถูกสร้างพิเศษเพื่อให้เธอสามารถนั่งอยู่บนนั้นในระดับความสูงที่พอดีกับโต๊ะ
ระดับความสูงนี้ทำให้เธอมองเห็นเซี่ยฮุยได้อย่างชัดเจน เธอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ ขณะหยุดคิดอะไรบางอย่าง
หลังจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ฉันให้เวลานายสามวัน”
เธอยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วและพูดต่อไปว่า “ช่วงสามวันนี้อาจจะมีคนตามไปหานายถึงที่ ถ้านายปฏิเสธฉันและเข้าร่วมกับตระกูลอื่น หลังจากนี้ฉันกับนายคือศัตรูกัน”
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งและพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “คนที่เป็นศัตรูกับฉัน จุดจบไม่สวยแน่นอน”
ท่าทางของสาวน้อยน่ารักแบบนี้ ถ้าหากพูดข่มขู่คนอื่นก็จะทำให้ดูน่ารักมากยิ่งขึ้น
แต่เมื่อเซี่ยฮุยเห็นความเย็นชาที่ถูกส่งออกมาจากเธอ เขากลับไม่ได้รู้สึกถึงความน่ารักเหล่านั้น สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีแต่แรงอาฆาต
เขาพยักหน้าตอบกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น การเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถูกส่งออกมาจากเธอที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า เขาย่อมไม่ทำตัวไร้เหตุผลอยู่แล้ว แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกโกรธก็ตาม
“โอเค ถ้างั้นก็ไปได้แล้วล่ะ”
“ถ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ก็ติดต่อจั่วมู่นะ เธอจะมาบอกฉันเอง”
เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบตกลงในทันที อูหม่าหยาเหม่ยจึงแสดงท่าทางที่เย็นชามากยิ่งขึ้น
คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์มากสินะถึงได้หยิ่งผยองขนาดนี้!
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเปิดประตูเดินออกจากห้องไป มุมปากของเธอก็กระตุกยิ้มเป็นเส้นโค้ง
เธอรู้ดีว่าเขาต้องตอบตกลงเธอแน่นอน
สักวันหนึ่งปัญหาที่อยู่บนตัวของเขาต้องปะทุออกมา และเธอก็เชื่อมั่นว่าเธอสามารถปกป้องเขาจากปัญหานั้นได้
หลังจากนั้นจั่วมู่ก็พาเซี่ยฮุยไปรับเงินรางวัลนำจับ หลังจากบอกลาเซี่ยฮุยก็เดินออกมาจากหน่วยลาดตระเวนทันที
ตอนที่ออกมาถึงประตูทางเข้า เซี่ยฮุยก็มองตัวเลขที่อยู่บนสายรัดข้อมือของเขา และหันกลับไปมองสำนักงานที่อยู่ด้านหลังด้วยความรู้สึกที่สับสน
เขาหยุดคิดอยู่นานจากนั้นก็ค่อย ๆ กำหมัดจนแน่น
การเผชิญหน้ากับอูหม่าหยาเหม่ยทำให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังไม่มากพอ
ยังแตกต่างกันอีกมาก
เดิมทีเขาคิดว่าจะรอให้เปิดเทอมก่อนแล้วค่อยไล่ล่าเหยื่อเพื่อเก็บแต้มเสริมความแข็งแกร่ง
เซี่ยฮุยตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเดิมของเขาเพราะการที่จะแข็งแกร่งขึ้นต้องมีความอดทนและห้ามหย่อน
บนโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่มีพรสวรรค์ในการทำความชั่ว
เขาจะปล่อยตามสบายเพียงเพราะระบบกลายพันธุ์นี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
แม้ว่าผู้เฒ่าจากสำนักทะเลทรายคนนั้นจะแอบเพ่งเล็งเข้าอยู่ แต่เส้นทางแห่งการไล่ล่าก็ไม่สามารถหยุดลงเพียงเพราะเหตุผลนี้ได้
เขาแหงนหน้ามองฟ้า แสงแดดในตอนนี้กำลังร้อนระอุเต็มที่
หลังจากเซี่ยฮุยคิดได้เช่นนี้ เขาก็รู้สึกราวกับว่าห่วงบางอย่างในใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ และพังทลายลง เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาผ่อนคลายลง
เขาเหลือบมองดูภารกิจทั้งหมดภายในระบบอีกครั้งและตัดสินใจในทันที
อย่างที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดไว้ ตอนนี้เขากำลังมีปัญหา
แม้ว่าตอนนี้ปัญหานั้นยังไม่ปะทุออกมาให้เห็น สาเหตุก็เป็นเพราะเขายังไม่ได้เปิดเผยตัวตนให้ศัตรูเห็นต่างหากล่ะ
แต่ถ้าหากความลับรั่วไหลออกไป ความแข็งแกร่งที่เขามีในตอนนี้ยากเกินกว่าที่จะต้านศัตรูที่แท้จริงได้
อีกอย่างสิ่งแปลกประหลาดบนโลกใบนี้ก็เริ่มร้ายแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขายังไม่มีที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัย หากยังระหกระเหินต่อไปเรื่อย ๆ เขาคงต้องเจอกับความตายที่อนาถมากแน่ ๆ
ดังนั้นเซี่ยฮุยจึงตัดสินใจเข้าร่วมทีมของอูหม่าหยาเหม่ย วิธีนี้จะช่วยให้เขาได้รับการคุ้มกันจากเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง และเขาก็มีสภาพแวดล้อมสำหรับพัฒนาความสามารถได้อย่างเงียบสงบ
หากความแข็งแกร่งของเขาสูงขึ้นจนถึงขั้นที่สามารถเอาชนะแรงกดดันรอบตัวได้ และสามารถควบคุมสิทธิ์ในการพูดได้ หลังจากนี้เขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระตามที่เขาต้องการ
ในเมื่ออูหม่าหยาเหม่ยพูดมาแบบนี้และรับปากว่าจะช่วยจัดการปัญหาเหล่านั้นให้เขา มีเหตุผลอะไรที่เขาจะปฏิเสธเธอล่ะ?
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยฮุยก็ไม่ได้ติดต่อจั่วมู่ในทันที เพราะถ้าหากทำแบบนั้นไม่เพียงแต่อูหม่าหยาเหม่ยจะดูถูกเขา แม้แต่ตัวเขาเองก็คงคิดไม่ต่างกัน
บางครั้งต่อให้ตัดสินใจได้แล้วแต่ก็ยังต้องรอเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้คู่เจรจาเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนใจโลเล
ตอนที่เขามาที่นี่มีรถขับมาส่งถึงที่ แต่ตอนขากลับกลับไม่มีรถคันไหนเสนอตัวที่จะขับไปส่งเขา แต่โชคดีที่สำนักงานหน่วยลาดตระเวนไม่ได้อยู่ห่างไกลความเจริญ
โบกมืออยู่ครู่หนึ่งก็มีรถแท็กซี่มาจอดรับ เขาจึงขึ้นไปนั่งด้านบนรถ
ตอนที่ระบบอัจฉริยะขับขี่อัตโนมัติขอที่อยู่ เซี่ยฮุยก็เพิ่งนึกได้ว่าโรงแรมล่าสุดที่เขาเข้าพักเพิ่งถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และตอนนี้เขาก็ไม่มีที่พักอาศัยแล้ว
คิดเช่นนี้เซี่ยฮุยก็แอบส่ายหน้าด้วยความขมขื่น ภายในใจก็แอบรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายมากจริง ๆ
ดูเหมือนว่าคงต้องเข้าไปรายงานตัวก่อนเวลาแล้วสิ
เนื่องจากเขาได้รับอนุมัติให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแล้ว เขาจึงสามารถเข้าไปที่นั่นได้
“ครั้งนี้คงไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยเข้าไปสร้างความเสียหายถึงในมหาลัยหรอกนะ”
หลังจากเจอเรื่องไม่คาดฝันขึ้นติดต่อกันถึงสองครั้ง เซี่ยฮุยก็แอบรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา หลังจากตัดสินใจได้แล้วเขาก็ระบุพิกัดเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยทันที