ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 62 คำเชื้อเชิญของอูหม่า

     

    “แอ๊ด”

     

    เสียงประตูดังขึ้นหลังจากที่เซี่ยฮุยผลักเปิดเข้าไปด้านใน

     

    วินาทีนั้นเซี่ยฮุยก็เห็นรูปแบบของห้องที่อยู่ด้านในนี้

     

    ขนาดห้องกว้างขวาง แต่ไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์มากมายอะไร มีเพียงโต๊ะขนาดใหญ่หนึ่งตัวเท่านั้น

     

    นอกจากนี้ยังมีตู้เสื้อผ้าที่วางติดฝาผนังอยู่ข้าง ๆ กำแพงหลายตู้ นอกจากนี้ก็ไม่มีของชิ้นอื่นแล้ว ดังนั้นห้องจึงมีความกว้างขวางและใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอย่างมาก

     

    “นายคือเซี่ยฮุยสินะ?”

     

    เสียงที่เงียบสงบและสุขุมดังขึ้นข้างหูเขา

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้รีบตอบอีกฝ่ายกลับไป แต่ยังคงยืนมองหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่อย่างเงียบ ๆ ในหัวของเขามีคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในนั้น

     

    หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนคือเด็กผู้หญิงเหรอ?!

     

    เซี่ยฮุยเกิดอาการตกตะลึงอยู่ภายในใจ เขาแอบทำใจยอมรับไม่ได้ที่เห็นว่าเด็กผู้หญิงเข้ามารับตำแหน่งที่สูงขนาดนี้

     

    และข้อมูลที่เขาได้รับก็ทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่จะเป็นเรื่องจริง

     

    ชื่อ : อูหม่าหยาเหม่ย

     

    เลเวล :???

     

    สกิล :???

     

    ข้อมูลสั้น ๆ ที่เขาได้รับ นอกจากชื่อของเธอ ข้อมูลอื่น ๆ ก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องหมายคำถามทั้งหมด

     

    หลังจากที่ระบบได้อัปเดตทักษะการตรวจจับแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

     

    ความแข็งแกร่งสูงกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 งั้นเหรอ

     

    ครั้งก่อนตอนที่เขาตรวจสอบผู้เฒ่าของสำนักทะเลทราย คนคนนั้นก็ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 เช่นกัน

     

    แต่เลเวลของอูหม่าหยาเหม่ยที่อยู่ตรงหน้าเขากลับมีเครื่องหมายคำถามเป็นส่วนใหญ่ เซี่ยฮุยจึงมั่นใจได้ว่าความแข็งแกร่งของเธอจะต้องสูงกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้น 2 แน่นอน

     

    ช่างไม่เข้ากับรูปร่างหน้าตาของเธอเอาเสียเลย

     

    “ใช่ ไม่ทราบว่าหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?”

     

    แม้ว่าความแข็งแกร่งของเธอจะสูงกว่าเขา แต่เขาก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงที่ปกติและไม่ได้รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย

     

    “น่าสนใจดีนะ”

     

    เมื่อได้ยินเซี่ยฮุยตอบแบบนั้น อูหม่าหยาเหม่ยก็กระโดดลงมาจากเก้าอี้ ซึ่งระดับความสูงของเธอแทบจะเท่ากับโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าเขาเลย

     

    ตอนนี้เองที่ทำให้เซี่ยฮุยเห็นการแต่งตัวของเธอได้อย่างชัดเจน ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดในรอบปี แต่เธอกลับสวมใส่ด้วยชุดโกธิคโลลิต้า

     

    นอกจากนี้ยังเข้าคู่กับถุงน่องสีดำตัดขาว เสื้อผ้าที่จัดเต็มอยู่บนตัวของเธอทำให้เขารู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังอึ้งและมองมาที่เธอ สายตาของอูหม่าหยาเหม่ยก็แอบแสดงความไม่พอใจออกมา

     

    เธอเงยหน้ามองเขา “มีอะไร รูปร่างหน้าตาของฉันมันแปลกมากนักเหรอ?”

     

    “เอ่อ...เปล่า!”

     

    เซี่ยฮุยตอบปฏิเสธด้วยความเฉลียวฉลาด

     

    ดูเหมือนว่าอูหม่าหยาเหม่ยคนนี้จะมีความก้าวร้าวอยู่ไม่น้อย เพราะสายตาที่เธอกำลังมองมามีแรงสังหารอยู่ภายในนั้น

     

    เธอมองเซี่ยฮุยไม่วางตาราวกับเห็นดอกไม้บานอยู่บนหน้าของเขา ท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น

     

    หลังจากเธอประเมินเขาด้วยสายตาเป็นเวลานาน เธอก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

     

    “ไม่เลว...ไม่เลวเลย...เยี่ยมมาก!”

     

    เมื่อเห็นความสงสัยผ่านสายตาของเซี่ยฮุย อูหม่าหยาเหม่ยก็พูดต่อไปว่า “นายผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแล้วสินะ”

     

    เธอสืบประวัติของเซี่ยฮุยตั้งแต่เด็กจนโตก่อนที่เขาจะมาถึงที่นี่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรอให้เซี่ยฮุยตอบคำถามเหล่านี้ หลังจากพูดประโยคนั้นเธอก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย

     

    จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ...เติบโตอยู่ในเมืองขนาดเล็กติดชายแดนของอาณาจักรแถมยังมีทรัพยากรอันน้อยนิด แต่นายกลับพัฒนามาได้ไกลถึงขั้นนี้ ถือว่าไม่เลวเลยจริง ๆ ไม่ทราบว่านายสนใจอยากเข้าร่วมทีมเดียวกับฉันหรือเปล่า?”

     

    “เจ้าหน้าที่หน่วยลาดตระเวน?”

     

    “ไม่ใช่”

     

    เธอส่ายหน้าเบา ๆ และพูดย้ำอีกครั้ง “ทีมของฉัน”

     

    เธอเน้นย้ำคำว่า “ทีม” แต่เมื่อเห็นสีหน้างงงวยของเซี่ยฮุย เธอก็พูดอธิบายต่อไปว่า “ถึงแม้ว่าเมืองหลวงจะมีตระกูลมากมาย แต่ถ้าหากพูดโดยรวมแล้วตระกูลตงฟาง ซือคง อูหม่าและซ่างกวน คือตระกูลผู้นำใหญ่ที่สุดของที่นี่ ตระกูลทั้งสี่ถูกกำเนิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาณาจักรเซี่ยเฟิง ถือว่าเป็นผู้ควบคุมเมืองหลวงแห่งนี้เลยก็ว่าได้”

     

    “ในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของทั้งสี่ตระกูลจะมีการแข่งขันครั้งใหญ่ทุก ๆ สามปี แต่ละคนจะต้องสร้างทีมขึ้นมาและรวบรวมสมาชิกให้ครบสิบคน โดยคนเหล่านั้นจะต้องเป็นทรัพยากรที่หามาเองและฝึกฝนด้วยตัวเองทั้งหมด...ผู้ที่ได้รับชัยชนะในการแข่งขันจะได้รับโอกาสให้เข้าสู่ขอบเขตลึกลับ”

     

    “ว่าไงเซี่ยฮุย ถ้าหากนายเข้าร่วมทีมของฉัน ฉันสามารถมอบทรัพยากรที่นายต้องการและทำให้ความแข็งแกร่งของนายสูงขึ้นได้แน่นอน”

     

    เมื่อเห็นท่าทางเรียบง่ายของเซี่ยฮุยตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เธอก็แอบรู้สึกชื่นชมเขาอยู่ภายในใจ

     

    อูหม่าหยาเหม่ยลองแหย่ด้วยการยื่นข้อเสนอดี ๆ ให้เขาเป็นการเปิดประเด็น แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยฮุยจะไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งเหล่านั้นอย่างที่คิด

     

    เธอจะพูดเสริมว่า “นายจะพาทีมของนายที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งมาร่วมด้วยก็ได้นะ แต่ความแข็งแกร่งขั้น 9 ของนาย หากวัดจากอาณาจักรเซี่ยเฟิงแล้วก็ยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดหรอกนะ บางคนที่มีพรสวรรค์น้อยกว่านายแต่กลับมีความแข็งแกร่งมากกว่านายก็มีเช่นกัน...”

     

    “นายรู้ไหมเพราะอะไร? เพราะทรัพยากรไง...พวกเขาก็เหมือนกับฉันนั่นแหละที่มีทรัพยากรมากเพียงพอ ดังนั้นจึงแข็งแกร่งเร็วกว่าคนอื่น ๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน”

     

    “นายคิดว่ายังไงล่ะเซี่ยฮุย?”

     

    พูดจบ เธอก็ย้อนถามเซี่ยฮุยเพื่อให้เขาตัดสินใจด้วยท่าทางนิ่งสงบ

     

    เซี่ยฮุยยังอยู่ในโหมดครุ่นคิด สิ่งที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดเป็นสิ่งที่เขาคิดไว้ทั้งหมด

     

    เส้นทางที่ทำให้เขาแข็งแกร่งในตอนนี้ไม่สามารถพึ่งพาแต่ระบบได้ หลังจากที่ระบบกลายพันธุ์มันก็บีบบังคับให้เขาต้องตามหาทรัพยากรบนโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น

     

    สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เงินทอง แต่ขอบเขตลึกลับที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดถึงสามารถทำให้เขาได้รับแต้มเสริมความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

     

    ตอนที่เขากำลังพินิจพิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นและดึงดูดความสนใจของเขา ซึ่งเป็นข้อมูลภารกิจที่ให้เซี่ยฮุยตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับอูหม่าหยาเหม่ยหรือไม่

     

    ภารกิจ : เข้าร่วมทีมอูหม่าหยาเหม่ยและได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน

     

    รางวัล : แต้มเสริมความแข็งแกร่ง +10,000 แต้ม

     

    บทลงโทษ : สายฟ้าฟาดหนึ่งชุด

     

    หลังจากที่ระบบอัปเดตใหม่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับภารกิจจากมัน

     

    แม้แต่โหมดภารกิจก็เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงรางวัลและบทลงโทษด้วย

     

    แต่...สายฟ้าฟาดหนึ่งชุดนี่มันอะไรกันวะเนี่ย?

     

    สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดก็คือรางวัลแต้มเสริมความแข็งแกร่ง 10,000 แต้ม

     

    แต่เนื้อหาบทลงโทษที่ตามหลังมาติด ๆ ทำให้เขาแอบชะงักไปชั่วขณะ

     

    เขารู้ดีว่าเขาไม่คิดอยากมีประสบการณ์ถูกสายฟ้าฟาดแน่ ๆ

     

    เป็นเพราะเห็นเนื้อหาบทลงโทษนี้จึงทำให้เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบรับอูหม่าหยาเหม่ยในทันที

     

    “ฉันขอกลับไปคิดก่อนได้ไหม?”

     

    เซี่ยฮุยเงยหน้าขึ้นและมองไปที่อีกฝ่าย สายตาของเขาทำให้เธอมองเห็นถึงความหวาดระแวงที่อยู่ภายในนั้น

     

    และเธอก็มองเห็นมันแล้ว

     

    เธอหมุนตัวเพื่อเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้และพูดไปพลาง ๆ ว่า “โอเค ท้ายที่สุดมันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของนาย ความรอบคอบคือสิ่งที่ถูกต้อง”

     

    ระหว่างที่พูดเธอก็กลับขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกครั้ง

     

    เก้าอี้ตัวนี้ถูกสร้างพิเศษเพื่อให้เธอสามารถนั่งอยู่บนนั้นในระดับความสูงที่พอดีกับโต๊ะ

     

    ระดับความสูงนี้ทำให้เธอมองเห็นเซี่ยฮุยได้อย่างชัดเจน เธอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ ขณะหยุดคิดอะไรบางอย่าง

     

    หลังจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ฉันให้เวลานายสามวัน”

     

    เธอยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วและพูดต่อไปว่า “ช่วงสามวันนี้อาจจะมีคนตามไปหานายถึงที่ ถ้านายปฏิเสธฉันและเข้าร่วมกับตระกูลอื่น หลังจากนี้ฉันกับนายคือศัตรูกัน”

     

    เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งและพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “คนที่เป็นศัตรูกับฉัน จุดจบไม่สวยแน่นอน”

     

    ท่าทางของสาวน้อยน่ารักแบบนี้ ถ้าหากพูดข่มขู่คนอื่นก็จะทำให้ดูน่ารักมากยิ่งขึ้น

     

    แต่เมื่อเซี่ยฮุยเห็นความเย็นชาที่ถูกส่งออกมาจากเธอ เขากลับไม่ได้รู้สึกถึงความน่ารักเหล่านั้น สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีแต่แรงอาฆาต

     

    เขาพยักหน้าตอบกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น การเผชิญหน้ากับแรงกดดันที่ถูกส่งออกมาจากเธอที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า เขาย่อมไม่ทำตัวไร้เหตุผลอยู่แล้ว แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกโกรธก็ตาม

     

    “โอเค ถ้างั้นก็ไปได้แล้วล่ะ”

     

    “ถ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ก็ติดต่อจั่วมู่นะ เธอจะมาบอกฉันเอง”

     

    เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบตกลงในทันที อูหม่าหยาเหม่ยจึงแสดงท่าทางที่เย็นชามากยิ่งขึ้น

     

    คิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์มากสินะถึงได้หยิ่งผยองขนาดนี้!

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเปิดประตูเดินออกจากห้องไป มุมปากของเธอก็กระตุกยิ้มเป็นเส้นโค้ง

     

    เธอรู้ดีว่าเขาต้องตอบตกลงเธอแน่นอน

     

    สักวันหนึ่งปัญหาที่อยู่บนตัวของเขาต้องปะทุออกมา และเธอก็เชื่อมั่นว่าเธอสามารถปกป้องเขาจากปัญหานั้นได้

     

    หลังจากนั้นจั่วมู่ก็พาเซี่ยฮุยไปรับเงินรางวัลนำจับ หลังจากบอกลาเซี่ยฮุยก็เดินออกมาจากหน่วยลาดตระเวนทันที

     

    ตอนที่ออกมาถึงประตูทางเข้า เซี่ยฮุยก็มองตัวเลขที่อยู่บนสายรัดข้อมือของเขา และหันกลับไปมองสำนักงานที่อยู่ด้านหลังด้วยความรู้สึกที่สับสน

     

    เขาหยุดคิดอยู่นานจากนั้นก็ค่อย ๆ กำหมัดจนแน่น

     

    การเผชิญหน้ากับอูหม่าหยาเหม่ยทำให้เขามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ยังไม่มากพอ

     

    ยังแตกต่างกันอีกมาก

     

    เดิมทีเขาคิดว่าจะรอให้เปิดเทอมก่อนแล้วค่อยไล่ล่าเหยื่อเพื่อเก็บแต้มเสริมความแข็งแกร่ง

     

    เซี่ยฮุยตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเดิมของเขาเพราะการที่จะแข็งแกร่งขึ้นต้องมีความอดทนและห้ามหย่อน

     

    บนโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่มีพรสวรรค์ในการทำความชั่ว

     

    เขาจะปล่อยตามสบายเพียงเพราะระบบกลายพันธุ์นี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

     

    แม้ว่าผู้เฒ่าจากสำนักทะเลทรายคนนั้นจะแอบเพ่งเล็งเข้าอยู่ แต่เส้นทางแห่งการไล่ล่าก็ไม่สามารถหยุดลงเพียงเพราะเหตุผลนี้ได้

     

    เขาแหงนหน้ามองฟ้า แสงแดดในตอนนี้กำลังร้อนระอุเต็มที่

     

    หลังจากเซี่ยฮุยคิดได้เช่นนี้ เขาก็รู้สึกราวกับว่าห่วงบางอย่างในใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ และพังทลายลง เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของเขาผ่อนคลายลง

     

    เขาเหลือบมองดูภารกิจทั้งหมดภายในระบบอีกครั้งและตัดสินใจในทันที

     

    อย่างที่อูหม่าหยาเหม่ยพูดไว้ ตอนนี้เขากำลังมีปัญหา

     

    แม้ว่าตอนนี้ปัญหานั้นยังไม่ปะทุออกมาให้เห็น สาเหตุก็เป็นเพราะเขายังไม่ได้เปิดเผยตัวตนให้ศัตรูเห็นต่างหากล่ะ

     

    แต่ถ้าหากความลับรั่วไหลออกไป ความแข็งแกร่งที่เขามีในตอนนี้ยากเกินกว่าที่จะต้านศัตรูที่แท้จริงได้

     

    อีกอย่างสิ่งแปลกประหลาดบนโลกใบนี้ก็เริ่มร้ายแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เขายังไม่มีที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัย หากยังระหกระเหินต่อไปเรื่อย ๆ เขาคงต้องเจอกับความตายที่อนาถมากแน่ ๆ

     

    ดังนั้นเซี่ยฮุยจึงตัดสินใจเข้าร่วมทีมของอูหม่าหยาเหม่ย วิธีนี้จะช่วยให้เขาได้รับการคุ้มกันจากเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง และเขาก็มีสภาพแวดล้อมสำหรับพัฒนาความสามารถได้อย่างเงียบสงบ

     

    หากความแข็งแกร่งของเขาสูงขึ้นจนถึงขั้นที่สามารถเอาชนะแรงกดดันรอบตัวได้ และสามารถควบคุมสิทธิ์ในการพูดได้ หลังจากนี้เขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระตามที่เขาต้องการ

     

    ในเมื่ออูหม่าหยาเหม่ยพูดมาแบบนี้และรับปากว่าจะช่วยจัดการปัญหาเหล่านั้นให้เขา มีเหตุผลอะไรที่เขาจะปฏิเสธเธอล่ะ?

     

    หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยฮุยก็ไม่ได้ติดต่อจั่วมู่ในทันที เพราะถ้าหากทำแบบนั้นไม่เพียงแต่อูหม่าหยาเหม่ยจะดูถูกเขา แม้แต่ตัวเขาเองก็คงคิดไม่ต่างกัน

     

    บางครั้งต่อให้ตัดสินใจได้แล้วแต่ก็ยังต้องรอเวลาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้คู่เจรจาเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนใจโลเล

     

    ตอนที่เขามาที่นี่มีรถขับมาส่งถึงที่ แต่ตอนขากลับกลับไม่มีรถคันไหนเสนอตัวที่จะขับไปส่งเขา แต่โชคดีที่สำนักงานหน่วยลาดตระเวนไม่ได้อยู่ห่างไกลความเจริญ

     

    โบกมืออยู่ครู่หนึ่งก็มีรถแท็กซี่มาจอดรับ เขาจึงขึ้นไปนั่งด้านบนรถ

     

    ตอนที่ระบบอัจฉริยะขับขี่อัตโนมัติขอที่อยู่ เซี่ยฮุยก็เพิ่งนึกได้ว่าโรงแรมล่าสุดที่เขาเข้าพักเพิ่งถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และตอนนี้เขาก็ไม่มีที่พักอาศัยแล้ว

     

    คิดเช่นนี้เซี่ยฮุยก็แอบส่ายหน้าด้วยความขมขื่น ภายในใจก็แอบรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายมากจริง ๆ

     

    ดูเหมือนว่าคงต้องเข้าไปรายงานตัวก่อนเวลาแล้วสิ

     

    เนื่องจากเขาได้รับอนุมัติให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งแล้ว เขาจึงสามารถเข้าไปที่นั่นได้

     

    “ครั้งนี้คงไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยเข้าไปสร้างความเสียหายถึงในมหาลัยหรอกนะ”

     

    หลังจากเจอเรื่องไม่คาดฝันขึ้นติดต่อกันถึงสองครั้ง เซี่ยฮุยก็แอบรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา หลังจากตัดสินใจได้แล้วเขาก็ระบุพิกัดเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยทันที