บัดนี้ พระอาจารย์ได้เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าบอสได้คำภีร์สรรพคาถามาได้อย่างไร แล้วใครที่เป็นผู้ช่วยเหลือเขาอยู่ตลอดในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหมดเป็นฝีมือของพระนางมรกตอนันวดีนาคินีนั้นเอง
หลังจากหญิงอาภรณ์เขียวได้เดินลงน้ำจนมิดหัวไป พระอาจารย์จึงหันหลังและเดินกลับไปยังวัด ซึ่งไม่ได้เดินกลับไปทางกุฏิของตน แต่เลือกจะเดินมาหยุดอยู่หน้าเพิงพักของบอส มองเห็นบอสกำลังจัดแจงที่หลับที่นอนอยู่ แถมจุดไต้ไว้ถึง 3 จุด แทบจะสว่างพอๆ กับในนครหลวงเลยทีเดียว หลังจากบอสเห็นพระอาจารย์เดินมา จึงรีบออกมานั่งคุกเข่าและพนมมือขึ้น
“พระอาจารย์มาหาข้า มีเรื่องอันใดหรือขอรับ…?”
“เจ้าทำกิจของเจ้าให้เรียบร้อยเถิด แล้วไปหาข้าที่กุฏิทีหนา ข้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับเจ้าสักสองสามคำถาม”
“ได้ขอรับพระอาจารย์…”
เมื่อแจ้งความประสงค์เสร็จ พระอาจารย์ก็เดินฝ่าความมืดกลับไปทางกุฏิทันที โดยไม่จุดไต้ไปด้วยซักคบ บอสมองตามพระอาจารย์อย่างประหลาดใจ แล้วก็รีบจัดเตรียมที่หลับที่นอนให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นจึงถือไต้ 1 คบ เดินไปหาพระอาจารย์ที่กุฏิ เมื่อมาถึงก็พบว่าพระอาจารย์กำลังนั่งอ่านคำภีร์ผูกหนึ่งอยู่ เมื่อเห็นบอสมาพระอาจารย์จึงวางคำภีร์ลง
“พระอาจารย์ขอรับ ข้ามาแล้วขอรับ ท่านมีเรื่องอันใดจักถามข้าหรือขอรับ…?”
“เมื่อมาแล้ว เช่นนั้นเจ้าจงเล่าเกี่ยวกับคำภีร์สรรพอาคม แลอาคมที่เจ้าใช้ได้ทั้ง 2 นั้น มาให้ข้าฟังสักหน่อยเถิด เผื่อข้าจักคลายความสงสัยอันใดให้เจ้าได้บ้าง”
“เช่นนี้ก็ดีเลยขอรับพระอาจารย์ ข้าก็ยังมิเข้าใจในหลายสิ่งที่เกิดขึ้นทีเดียว เช่นนั้นข้าจักขอเริ่มเลยนะขอรับ…”
บอสกำลังคิดจะเอาเรื่องเกี่ยวกับคำภีร์สรรพอาคมนี้มาปรึกษาพระอาจารย์อยู่พอดี พอท่านถามมาก่อนแบบนี้ก็เข้าทางเลย บอสจึงเริ่มเล่าตั้งแต่วันแรกที่ตนได้เจอกับคำภีร์ผูกนี้ จนกระทั้งใช้งานได้ เล่าต่อจนถึงคำภีร์ได้หายไป รวมถึงเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้ประสบพบเจอมาตลอดช่วงที่ผ่านมา พระอาจารย์นั่งฟังและค่อยๆ พินิจอย่างตั้งใจ
“เรื่องราวทั้งหมด ก็เป็นเช่นนี้แลขอรับ พระอาจารย์…”
“แลเจ้าเข้าใจอาคมกำราบแลอาคมอันเชิญสัตว์ร้ายมามากน้อย ไหนลองว่ามาซี…?”
“ข้าเข้าใจอาคมกำราบสัตว์ร้ายอย่างถ่องแท้แล้วขอรับ แต่อาคมอัญเชิญสัตว์ร้าย ข้าก็ยังคงสงสัยอยู่ว่าเหตุใดข้าจึงเรียกมาได้เพียงแต่เสือตัวนั้น แค่ตัวเดียว”
“มันคงจักเป็นสิ่งที่เกิดต่อเนื่องจากอาคมกำราบสัตว์ร้ายกระมัง สิ่งที่เจ้ากำราบได้ ข้าคาดว่าเจ้าก็จักเรียกมันออกมาได้ ข้าคิดเช่นนี้”
“อาจจักเป็นจริงเยี่ยงท่านว่าก็ได้ขอรับพระอาจารย์ เพราะข้าเพิ่งเคยกำราบเพียงเสือตัวนั้นแค่ตัวเดียว มันจักต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ เลยขอรับ”
“อื่ม… บัดนี้ ข้าพอจักเข้าใจในหลายๆ สิ่งบ้างแล้ว ข้าคิดว่าจากนี้ไปภายหน้า เจ้าน่าจักค่อยๆ ใช้คาถาบทอื่นๆ ในคำภีร์สรรพอาคมได้อีก คงขึ้นอยู่กับเหตุการณ์แลสถานการณ์ที่จักเกิดขึ้นกับเจ้า”
“ข้าจักสามารถใช้ได้ทั้งหมด จริงๆ หรือขอรับ อาคมตั้งเป็นสิบบทเลยหนา…”
“คงมิถึงขั้นนั้นดอก ข้าเพียงคิดว่าเจ้าน่าจักใช้ได้เฉพาะอาคมที่มีความเกี่ยวข้องกับเจตวิญญาณของเจ้า”
“เจตวิญญาณหรือ… มันคือสิ่งใดหรือขอรับพระอาจารย์…?”
บอสถึงขั้นงงและสับสนกับศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก พระอาจารย์จึงยิ้มแล้วค่อยๆ อธิบายให้บอสฟังทีละข้อๆ อย่างช้าๆ เพื่อให้บอสเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ไม่ขาดตกตรงไหน เมื่อบอสได้ฟังแล้วก็เข้าใจได้ทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า
มนุษย์ทุกคนเกิดมาจะมีเจตวิญญาณเป็นของตนเอง โดยจะแบ่งเจตวิญญาณออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1) เจตดิน ผู้ที่มีเจตวิญญาณประเภทนี้ จะเป็นคนที่มีความอดทนสูง ยืนหยัด มั่นคง กระทำการสิ่งใดก็จะมีความมุมานะและบากบั่นมาก คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นขุนนาง ผู้คุ้มภัย หรือทหารสายป้องกัน โดยจะมีทักษะการใช้ดาบใหญ่และโล่ที่ดีมากเหนือกว่าคนเจตอื่น
2) เจตน้ำ ผู้ที่มีเจตวิญญาณประเภทนี้ จะเป็นคนที่มีความสุขม นุ่มลึก ฉลาดหลักแหลม กระทำการสิ่งใดก็จะอ่อนโอนไปตามสถานการณ์ คิดและวิเคราะห์อยู่ตลอด มีความลื่นไหลสูง คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นพระ หมอผี หรือโหรทายทัก โดยจะมีทักษะการใช้วิชชาอาคมได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือกว่าคนเจตอื่น
3) เจตลม ผู้ที่มีเจตวิญญาณประเภทนี้ จะเป็นคนที่มีความพลิ้วไหว หัวเร็ว อ่านทางยาก กระทำการสิ่งใดก็จะรวดเร็ว ฉับไว มีความคล่องตัวสูงมาก คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นพ่อค้า นักธนูหรือเกาทัณฑ์ โดยจะมีทักษะการใช้อาวุธระยะไกลได้ดีเยี่ยมเหนือกว่าคนเจตอื่น
4) เจตไฟ ผู้ที่มีเจตวิญญาณประเภทนี้ จะเป็นคนที่มีความแข็งแกร่ง อารมณ์รุนแรง กระทำการสิ่งใดก็จะมั่นคง ตรงไปตรงมา คิดน้อย กล้าที่จะท้าทาย คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงมักเป็นขุนนางสายบู้ ทหารหน่วยรบ หรือกองโจร โดยจะมีทักษะการใช้ดาบ หอกหรืออาวุธขนาดเล็กในการต่อสู้ระยะประชิดได้อย่างช่ำชองเหนือกว่าคนเจตอื่น
โดยปกติเจตวิญญาณแต่ละคนจะแบ่งประเภทอย่างชัดเจนซึ่งแต่ละคนจะมีเพียงเจตเดียวเท่านั้น แต่จะมีเพียงคนกลุ่มน้อยมาก ที่มีเจตวิญญาณมากกว่า 1 ประเภท ที่เรียกว่า เจตผสม ซึ่งความสามารถในแต่ละประเภทจะแบ่งเท่ากันหมด หากมีสองเจตก็หารสอง มีสามก็หารสาม ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถของคนนั้นไม่โดดเด่นเลยซักทาง จึงไม่ค่อยมีใครอยากเป็นคนที่มีเจตวิญญาณประเภทนี้นัก
“ไซ ข้าคาดว่าเจ้าน่าจักเป็นเจตน้ำ เพราะเจ้าใช้อาคมได้อย่างยอดเยี่ยม คล้ายเจ้าจักเกิดมาเพื่อใช้อาคมโดยแท้…”
“จากที่ได้ฟังท่านมา ข้าก็มีความคิดคล้ายท่านขอรับพระอาจารย์ รือท่านก็เป็นเจตน้ำเช่นเดียวกับข้า ใช่หรือไม่ขอรับ ?”
“ใช่แล้ว ข้าก็เป็นเจตน้ำเช่นเจ้า ข้าจึงเป็นพระเยี่ยงไรเล่า เอาเถอะ เช่นนั้นวันนี้ก็เพียงเท่านี้เถิด เจ้าจงกลับไปทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาให้ดี มันจักทำให้เจ้าเข้าใจอะไรได้ยิ่งขึ้น เจ้าจงกลับไปเถิด…”
“ขอรับพระอาจารย์”
บอสก้มลงกราบลาพระอาจารย์แล้วถือคบไต้เดินกลับไปยังเพิงพักของตนเอง วันนี้บอสได้กระจ่างใจในหลายเรื่องที่สงสัย แม้กระทั้งเรื่องเจตวิญญาณที่เป็นสิ่งที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกก็ยังสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน เมื่อเดินกลับมาถึง บอสจึงได้ลองนั่งสมาธิทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นตามคำสั่งของพระอาจารย์
บอสเริ่มไล่เลียงเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่ตนเหยียบย่างเข้ามายังดินแดนแห่งนี้จนถึงวันนี้ ทำให้เขาเริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การเรียนรู้ วิชชาอาคม และสิ่งอื่นๆ ที่ได้ประสบและสั่งสมมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
บอสจึงตัดสินใจจะลองใช้ชีวิตของตนให้มีความสุข ณ ดินแดนแห่งนี้ดูซักตั้ง โดยจะไม่เร่งรีบหาคำตอบหรือหาหนทางที่จะทำให้ตนได้กลับไปยังกาลเวลาที่ตนจากมาแล้ว ทำให้คืนนี้เขานอนหลับได้อย่างสบายใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตั้งแต่ย้อนอดีตมา
รุ่งเช้าหลังกลับจากตามพระอาจารย์ไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านอีกครั้งในรอบหลายวันมา เมื่อกินข้าวเช้าที่กุฏิพระอาจารย์เสร็จ บอสก็ขอตัวกับพระอาจารย์เพื่อกลับเพิงพักของตนทันที ซึ่งจะไม่ได้อยู่ร่ำเรียนตำรากับท่านแล้ว เพราะเขาได้เรียนรู้ไปจนครบหมดทุกผูกในหีบคำภีร์ของพระอาจารย์แล้ว
พอกลับถึงเพิงพัก บอสจึงเริ่มนึกถึงบทเรียนต่างๆ ที่ตนได้เคยร่ำเรียนมาตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาลจนถึงชั้น ม.2 ตลอดจนการใช้ชีวิตในช่วง 14 ปี ในกาลเวลาที่จากมา เนื่องจากตอนนี้บอสมีความคิดอยากจะประยุกต์ใช้ความรู้สมัยใหม่มาปรับใช้ในยุคสมัยนี้ดู จึงเริ่มคิดวางแผนจะทำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ไว้สำหรับใช้สอย เพื่อทุ่นแรงให้ตนเองได้สบายขึ้น
โดยเริ่มจากการขีดเขียนภาพร่างต่างๆ ลงบนพื้น มีความคิดที่จะทำนั่นทำนี่จนเต็มหัว แต่สุดท้ายก็ยังนึกไม่ออกว่าควรจะเริ่มจากสิ่งไหน
‘แล้วเราจะลองทำอะไรออกมาก่อนดีหล่ะ ตอนนี้อะไรที่จำเป็นที่สุดน้า ใช่แล้ว สิ่งนั้น…ไง’
---------------------------------------
