นี่มันน่าอายที่สุด!
เคนจิได้แต่ยกมือขึ้นปิดหน้า ตลอดทางที่คาร์ลแบกเขาวิ่งหนีจากกลุ่มนักเลง
แม้จะรู้ดีว่าที่คาร์ลทำแบบนั้น ก็เพื่อช่วยเคนจิออกจากสถานการณ์อันตราย แต่การที่คาร์ลแบกเคนจิวิ่งฝ่าผู้คนนับสิบ มันทำให้เคนจิรู้สึกอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนดี
คาร์ลข้ามสะพานลอยเข้าไปในบริเวณที่เต็มไปด้วยผู้คนเพื่ออำพรางกาย
ตลอดทางแม้เคนจิจะเอามือปิดตาไว้ แต่หูก็ยังได้ยินเสียงซุบซิบนินทา รวมไปถึงเสียงหัวเราะของคนที่เห็นเหตุการณ์
คนพวกนั้นคงคิดว่านี่เป็การละเล่นแผลง ๆ ของเด็กผู้ชายวัยรุ่น
แม้แต่ลุงคนขายทาโกะยากิก็ยังพูดเสียงดังว่า
"เอ้า! นั่นมันไอหนุ่มที่มาซื้อทาโกะของฉันก่อนหน้านี้หนิ"
...ไม่ต้องพูดออกมาก็ได้ครับลุง!...
...แบบนี้ยิ่งทำให้เคนจิรู้สึกอยากถูกชกให้รู้แล้วรู้รอด...
ขาทั้งสองข้างของคาร์ลพาทั้งสองมาหยุดลงตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ โชคดีที่แถวนั้นจำนวนผู้คนเบาบาง ทำให้เคนจิยังพอรักษาหน้าของตัวเองเอาไว้ได้
คาร์ลวางเคนจิลงบนม้านั่งอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเริ่มสำรวจไปทั่วทั้งร่างกายของรุ่นน้อง
"เคนจังเป็อะไรมั้ย พวกนั้นทำอะไรนาย แผลล่ะ ได้รับาเ็ตรงไหนหรือเปล่า?"
รุ่นพี่ตัวโตระดมยิงคำถามใส่เคนจิ ทำเอาร่างเล็กต้องยกมือขึ้น เพื่อเบรกให้คาร์ลใจเย็นลงหน่อย
"ผมไม่เป็ไรครับ" เคนจิตอบตามความจริง
ร่างกายของเคนจิปกติดี ถึงจะโดนกระแทกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เจ็บเท่ากับเศษใบหน้าที่แตกเป็เสี่ยง ๆ ตอนถูกหอบวิ่งหนีผ่านฝูงชน
คาร์ลยังคงไม่เชื่อ เขาเอาแต่จับ ๆ ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างเล็ก
...ซึ่งนั่นไม่เป็ผลดีต่อหัวใจของเคนจิเอาเสียเลย...
"พอแล้วครับ พอแล้ว"
เคนจิรีบจับมือทั้งสองข้างของคาร์ลเอาไว้
"ผมไม่เป็ไรจริง ๆ ครับ"
คาร์ลเบะปาก เหมือนเด็กที่กำลังจะน้ำตาแตก
เคนจิกระแอมเพื่อหยุดน้ำตาสายใหญ่ของรุ่นพี่เอาไว้ก่อน
"เอ่อ...ว่าแต่ว่า รุ่นพี่ไปมีเื่อะไรกับคนพวกนั้นหรือครับ พวกนั้นเหมือนจะรู้จักกับรุ่นพี่นะ"
"ฉัน? กับฉันน่ะเหรอ?"
สีหน้ามึนงงปนแปลกใจของคาร์ลทำเอาเคนจิไม่รู้จะถามอย่างไรต่อดี
"คนพวกนั้นเข้าหาผม เพราะว่าผมรู้จักกับรุ่นพี่น่ะครับ" เคนจิพูดเสริม
หวังว่ามันจะพอเป็ข้อมูลที่ช่วยให้คาร์ลนึกอะไรเกี่ยวกับคนนิสัยเสียพวกนั้นออกบ้าง
"อืม..."
คาร์ลทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบเอาโทรศัพท์ฝาพับของตัวเองขึ้นมา กดไล่ดูอะไรบางอย่างก่อนจะสบถเสียงดัง
"บ้าจริง...ไอหมอนั่น" คำพูดของคาร์ลทำให้คิ้วของเคนจิขมวดเข้าหากัน
"ใครครับ?"
"อ้อ ไม่มีอะไรหรอก"
คาร์ลกลับไปปั้นหน้ายิ้มอีกครั้ง ราวกับพยายามแอบซ่อนบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ไม่ให้เคนจิรู้
คาร์ลเอื้อมมือออกมาลูบเผ้าผมยุ่งเหยิงของเคนจิ และพูดว่า
"วันนี้เคนจังกลับบ้านก่อนเถอะนะ"
"ทำไม..."
ถึงจะสงสัยมากแค่ไหน แต่นี่อาจเป็เื่ส่วนตัวของคาร์ล และการที่เขาให้เคนจิกลับไป คงเพราะไม่อยากดึงรุ่นน้องที่เป็คนนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของเขา
ดังนั้นเคนจิไม่ควรดื้อดึงหรือทำให้คาร์ลลำบากใจ
คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างว่าง่าย และตอบว่า
"ก็ได้ครับ"
เย็นวันนั้นเคนจิกลับคอนโดของตัวเอง โดยที่ในใจมีแต่ความว้าวุ่น
เขาเชื่อมั่นในตัวของคาร์ล ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมา ต่อให้ชายคนนั้นจะมีนิสัยแปลกประหลาดไปบ้าง แต่เคนจิต้องยอมรับว่าคาร์ลเป็คนที่จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็อย่างดี
บอกตามตรง เวลาที่ชายคนนั้นสลัดลุคเบียวของตัวเองออกไป เขาก็นับได้ว่าเป็คนที่พึ่งพาได้อยู่ไม่น้อยเลย
"เคนจิ เคนจิ ฟังที่พี่พูดอยู่มั้ย?"
พี่ชายคนโตของเคนจิดีดนิ้วเพื่อเรียกสติน้องชายที่กำลังเหม่อลอย
"หืม ฮะ อะไรนะ อ้อ ฟังอยู่ ๆ "
พี่ชายคนโตทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาเอื้อมมือมาหยิกแก้มของน้องชายดึงยืดเป็หนังยาง
"อย่ามาโกหกนะ ไอ้น้องตัวดี มัวเหม่อนึกถึงใครอยู่"
"เปล่าสักหน่อย พี่นั่นแหละ กลับห้องตัวเองไปสิ จะมาขลุกอยู่ห้องผมทำไม"
เคนจิหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อตรวจเช็กข้อความ แต่ดูเหมือนคาร์ลจะไม่ได้ติดต่อมาเลย
เคนจิถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ซึ่งพฤติกรรมเ่าั้ก็อยู่ในการจับตามองของพี่ชาย
พี่ชายคนโตส่งเสียงจิปากกับท่าทางร้อนรนของเคนจิ
"ดูนายสิ บอกไม่มีอะไร แต่ตัวแทบจะนั่งไม่ติดที่"
"..." ครั้งนี้เคนจิเถียงไม่ออก
มันเป็ความจริง ถึงจะทำเป็ไม่สนใจ แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็อดเป็ห่วงคาร์ลไม่ได้ ยิ่งชายคนนั้นมีนิสัยแปลกประหลาดไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง เขาก็ยิ่งเป็ห่วงเข้าไปใหญ่
คิ้วของพี่ชายขมวดเข้าหากัน ขณะที่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้น้องชายตัวดี เพื่อสังเกตกล้ามเนื้อที่กำลังกระตุกเพราะความเครียดของเคนจิ
"อย่าบอกนะว่าเป็เื่ความรัก?"
"ก็...ไม่เชิงแบบนั้น"
พี่ชายยักไหล่
"ทำไมล่ะ นายก็อายุตั้งเท่านี้แล้ว จะมีเื่แบบนั้นบ้างก็ไม่เห็นเป็ไรไม่ใช่เหรอ?"
คนเป็พี่ยืดอกขึ้น พูดด้วยความภาคภูมิใจ
"ดูอย่างฉันเป็ตัวอย่างสิ...ฉันมีแฟนคนแรกั้แ่อายุสิบสี่เลยนะ ส่วนคนปัจจุบันก็เป็คนที่ยี่สิบ ถ้าไม่นับรวมคนที่แอบคุยน่ะนะ"
"หวา พูดเื่เลวได้หน้าตาเฉยอีกแล้ว"
เคนจิลุกจากโซฟา ฉวยเอาหมอนหนุนเขวี้ยงใส่หน้าพี่ชายไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
"จะไปไหนน่ะ?"
"ขึ้นนอน" เคนจิตอบเสียงแข็ง "พี่เองก็ควรกลับห้องของตัวเองได้แล้ว"
"ก็ที่นี่ไง"
พี่ชายผายมือ ไม่สะทกสะท้านกับคำไล่ของเคนจิ
คนตัวเล็กพ่นลมหายใจแรง
"แค่พี่อาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าพี่จะเข้ามาอยู่ในห้องของฉันได้ตามใจชอบนะ"
"ไม่รู้ไม่สน"
ใบหน้ายียวนของพี่ชาย ราวกับน้ำมันถังใหญ่ที่สาดลงบนกองไฟร้อนระอุ
ถ้าไม่ติดว่าโทรศัพท์มือถือยังจำเป็ต้องใช้ในการติดต่อกับคาร์ล เคนจิคงเขวี้ยงมันใส่หน้าพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเองไปแล้ว
ร่างของพี่ชายคนโตที่กำลังกินขนมไปพลางดูโทรทัศน์ไปพลางอย่างสบายอารมณ์ ทำให้เคนจิเริ่มจะหมดความอดทน
คนตัวเล็กเดินขึ้นไปบนบันไดก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้พี่ชายของตน แล้วพูดเสียงเย็นว่า
"ถ้าพี่ไม่ไสก้นเหม็นเน่านั่นกลับไปห้องของตัวเอง ฉันจะฟ้องรูมเมทคนดีของพี่ให้มาลากตัวกลับไป..."
...ดูเหมือนคำขู่นั้นได้ผล...
พี่ชายตัวดีที่ก่อนหน้านี้วางตัวเป็เ้าของห้องถึงกับหยุดชะงัก เสียงละครจากโทรทัศน์ยิ่งทำให้บรรยากาศระหว่างสองพี่น้องตึงเครียดกว่าเก่า
"นายจะไม่ทำแบบนั้นกับพี่จริง ๆ หรอกใช่มั้ย" คนเป็พี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"โทษที แต่ทำไปแล้ว"
เคนจิหันโทรศัพท์ของตัวเองให้ดู บนนั้นเป็หน้าจอแสดงข้อความระหว่างเขากับรูมเมทของพี่ชาย
ใบหน้าของพี่ชายซีดเผือด
ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู
ก็อก ก็อก ก็อก
ราวกับเสียงเคาะประตูในภาพยนตร์สยองขวัญ
สายตาของพี่ชายที่ส่งมา เหมือนพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่น้องชายที่แสนน่ารักกลับเพียงแค่ส่งยิ้มหวานให้หนึ่งที ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีขึ้นไปยังชั้นสอง ทิ้งให้พี่ชายเผชิญหน้ากับรูมเมทหาประลัย
"มะ ไม่เป็ไร หมอนั่นไม่รู้รหัสห้องเสียหน่อย" คนเป็พี่พยายามให้กำลังใจตัวเอง
แต่แล้วน้องชายก็ช็อตฟีลเขาด้วยการชะเง้อมองลงมาจากชั้นบน พร้อมพูดว่า
"ผมบอกรหัสผ่านเขาไปแล้ว" เคนจิยิ้มและโบกมืออำลา "โชคดีครับพี่ชาย"
"แก ไอ้น้องทรยศ!"
เสียงกดรหัสดังขึ้นที่หน้าประตู เคนจิหยิบหูฟังมาใส่ขณะที่ะโขึ้นบนที่นอน เขารู้ดีว่าหลังจากนี้ พี่ชายคนโตจะต้องโดนถลกหนังหัวอย่างแน่นอน
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการสวดภาวนา หวังว่าพี่ชายของเขาจะสามารถรอดชีวิตจากภัยพิบัติตรงหน้าไปได้
เคนจิได้ยินเสียงบานประตูห้องคอนโดเปิดออก ตามด้วยเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของพี่ชาย
ขณะเดียวกันนั้นเสียงโทรศัพท์ของเคนจิก็ดังขึ้น บนหน้าจอปรากฏชื่อของคาร์ล
ดวงตาของเคนจิเบิกโพลง เขารีบกดรับสายในทันที แทบไม่สนใจเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานของพี่ชายเลยแม้แต่น้อย
"ระ รุ่นพี่!!" เคนจิะโใส่โทรศัพท์ "รุ่นพี่เป็ยังไงบ้างครับ?"
...ทำไมเพิ่งโทรมาเอาป่านนี้...
...หายไปไหนมาตั้งนาน...
...รู้ไหมว่าผมเป็ห่วงมากแค่ไหน...
คำถามมากมายอัดแน่นอยู่ภายในหัว เคนจิต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่โพล่งคำถามทั้งหมดนั้นออกไปในคราวเดียว
"รุ่นพี่ครับ?"
"เคนจัง..."
เสียงของคาร์ลดูเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย ราวกับคนที่ไม่ได้พักผ่อนมาเป็เวลานาน
"ครับ?"
"พวกเรา หนีตามกันไปเถอะ"