ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่152 ความร่วมมือของคนทรยศ

            ดาบใหญ่ร้อนระอุถูกกวัดแกว่ง ชายชุดคลุมสีดำหลายสิบคนพากันหลบหลีกหนิงเฟยหลงรีบถอยหนีออกไป แววตาที่ล้ำลึกนั่นมองไปยังชายหนุ่มจากนั้นก็ทอดถอนหายใจ ก่อนที่จะคว้าตัวเคนตัน และไทเลอร์ที่สิ้นชีพไปกระบี่ใหญ่นั่นก็ลอยตาม

             

            “แข็งแกร่งมาก !” หนิงเฟยหลงมองตามไม่วางสายตา เขาไม่อาจประมาทชายคนนี้ได้คนเมื่อครู่พลังสูงล้ำกว่าไทเลอร์เสียอีก คงเป็นแม่ทัพหน้าคนเถื่อนอย่างไม่ต้องสงสัยในตอนนี้เขาสามารถต่อสู้กับขั้นแรกเข้าสู่พิภพได้อย่างไม่ต้องสงสัยขั้นที่สองก็พอสูสีจนเต็มกลืน แต่หากให้สู้กับขั้นสามนั่นเป็นไปไม่ได้

             

            หากไม่ใช่เพราะว่าไทเลอร์มีปราณธาตุไฟเหมือนกับเขาก็ไม่แน่ว่าเขาจะชนะได้เช่นนี้ ต้องขอบคุณเพลิงสีชาดของปักษาชาดนี่จริง ๆ

             

            ...

             

            ดัลตั้นรู้ดีว่าเขาตัดสินใจผิดพลาดการแยกโจมตีนั้นเป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรง“ไม่คิดเลยว่าชาวเยว่จะเก่งกาจถึงเพียงนี้”ชายหนุ่มนั่นสามารถต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพได้ ทั้ง ๆที่อยู่เพียงแก่นแท้พลัง เขาส่ายหัวไปมาอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจได้

             

            “สละเมือง !” คำพูดนี้ออกไปใบหน้าเวสลีย์ก็ดูน่าเกลียด

             

            “ท่านแน่ใจรึ ? นี่เป็นเมืองของท่านนะ”ใช่แล้วเมืองเอิร์ลนี่เป็นอาณาเขตของเขา ไม่มีใครหรอกที่อยากจะทิ้งพื้นที่ของตนเอง

             

            “แน่นอน พวกเราไม่อาจพ่ายแพ้ได้จนกว่าท่านราชาจะกลับมา” ดัลตั้นกล่าวอย่างหนักแน่นแววตาเขาส่องประกายแน่วแน่

             

            “ถ้าเช่นนั้นเราจะมุ่งไปที่ใด ?” เคนตันถามขึ้น

             

            “ไบรอน” ทันทีที่กล่าวจบสีหน้าของเคนตันและเวสลีย์ก็ต่อต้านอย่างรุนแรง

             

            “ทำไมกัน ? ทำไมเราไม่มุ่งขึ้นเหนืออย่างไรเสียกองทัพของท่านราชาก็อยู่ที่นั่น หากท่านทราบข่าวต้องยกกำลังกลับมาช่วย”เวสลีย์ถามหาเหตุผล

             

            “ไม่ !เราจะไม่ขอความช่วยเหลือในตอนนี้ หน้าที่ของเราคือตรึงกองทัพนี่ไว้ให้นานที่สุดเราจึงต้องมุ่งลงใต้ ข่าวสารทางเหนือของพวกมันจะได้มาไม่ถึง”

             

            ยอดฝีมือนอกเหนือจากดัลตั้นก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นมา แน่นอนว่าพวกมันไม่อาจต้านทานกองทัพเยว่ได้คงต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ ถูกยึดอีกหลายเมือง จนกว่าทัพใหญ่จะกลับมา

             

            “ได้” พวกมันตอบตกลงแล้ว

             

            “เช่นนั้นก็เตรียมตัวเถอะอีกครึ่งชั่วยามระดมพลบุกลงใต้”เมื่อได้ข้อสรุปดัลตั้นก็ออกคำสั่งทันที

             

            “อืม” พวกมันถือว่ามีศักดิ์ฐานะเดียวกันจึงไม่ได้ให้ความเคารพแก่กันมากนักเพียงแค่รู้ว่ารับคำสั่งก็เพียงพอ ชาร์แห่งเอิร์ลตัดสินใจสละเอิร์ลแล้ว

             

            ...

             

            ครึ่งชั่วยามต่อมาประตูทิศใต้ก็เกิดความโกลาหลขึ้นทหารคนเถื่อนมากมายบุกกรูออกมา ทหารเยว่ใบหน้าเปลี่ยนสีฉับพลันไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะบุกออกมาเช่นนี้หน้าไม้ทลายแก่นแท้ระดมยิงออกไป ทหารคนเถื่อนหลายสิบหลายร้อยนายตายในบัดดลสีหน้าของดัลตั้นเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาต้องหยุดยั้งการโจมตีนี้ไว้ไม่เช่นนั้นคนเถื่อนพวกนี้ตายหมด

             

            ดัลตั้นตัดสินใจอยู่ต้านทานหน้าไม้นี่เพื่อที่จะให้ทหารคนเถื่อนรีบเคลื่อนย้ายออกไปสำหรับมันแล้วหน้าไม้นี่ไม่ได้รุนแรงอะไรนัก แต่สำหรับทหารนั้นต่างกันพวกมันไม่อาจต้านทานได้

             

            หนิงเฟยหลงสั่งหยุดยิงหน้าไม้ เขาไม่ต้องการเสียลูกศรนั่นไปฟรี ๆมันมีประโยชน์มากกว่านี้ในการรบแบบอื่น เขาปล่อยให้คนเถื่อนหนีไปแต่โดยดี

             

            ทหารเยว่บุกเข้าไปในเมือง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการหาเสบียงให้มากขึ้นการเคลื่อนย้ายของคนเถื่อนนำเสบียงติดตัวไปเพียงน้อยนิดทั้งทหารที่เหลือของพวกมันมีไม่กี่พันคนเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้เสบียงมากแล้วก็ไม่อาจตัดใจทำลายเสบียงของพวกมันเองได้ อย่างน้อย ๆ ชาวบ้านในเมืองก็จะได้มีเสบียงประทังชีวิตในช่วงสงคราม

            แน่นอนว่าดัลตั้นได้เขียนจดหมายถึงแม่ทัพแห่งเยว่ด้วยหวังว่าพวกเขาจะมีความเมตตา

             

            หนิงเฟยหลงได้อ่านจดหมายนั่นแล้ว เขาก็นำไปปรึกษาบิดาในตอนแรกขุนศึกทั้งหลายไม่เห็นด้วย ทว่าหนิงเฟยหลงกลับยืนยันแนวคิดเป็นมิตรกับคนเถื่อน

             

            หนิงเฉิงและหนิงเฟยหลงนั่งปรึกษากันต่อแม่ทัพนายกองที่เหลือพากันออกไปทำหน้าที่ของตน หลังจากการยึดเมืองสำเร็จ

             

            “เจ้ามีแผนการอะไร ?” หนิงเฉิงมองบุตรชายอย่างลึกซึ้ง เขาอยากรู้เจตนา

             

            “ท่านพ่อ ท่านเคยคิดหรือไม่หากเรากับราชวงศ์มิอาจอยู่ร่วมกันจะเกิดสิ่งใดขึ้น?” ดวงตาของหนิงเฉิงเบิกกว้าง ความคิดพุ่งพล่านอยู่ในหัวเขาทันที

             

            “ที่แท้เจ้าก็มีแผนการ อย่างไรลองว่ามา ?”

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มขึ้น เขาพร้อมจะอธิบาย “แบ่งแยก”คำเดียวกลับสะท้านสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ หนิงเฉิงตกใจไม่น้อยบุตรชายของตนขวัญกล้าถึงเพียงนี้ แบ่งแยกนั่นก็ตรงตัวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

             

            “คนเถื่อนย่อมเป็นมิตรที่ดีที่สุดสำหรับเรา ขอเพียงเรามอบความเมตตาให้กับพวกมันและหาหนึ่งในพวกมันที่เป็นมิตรได้คอยควบคุมดินแดนนี้ ปัญหาการรุกรานจะหมดไปและยังได้เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในอนาคต”

             

            “ที่ว่ามาก็ดีอยู่ เพียงแต่นั่นเป็นไปได้ยาก”

             

            “แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้กองทัพคนเถื่อนน่ากลัวนักเพียงคนเดียวกลับรับมือทหารได้สามถึงสี่คนหากไม่ใช่เพราะทหารโลหิตทมิฬไม่เหมือนใครคงพ่ายแพ้ไปนานแล้วและหน้าไม้ทลายแก่นแท้ก็เป็นสิ่งสำคัญในการตีชิงในครั้งนี้เพราะงั้นอย่างไรเราก็ต้องผูกมิตรในที่นี้ให้ได้ !” คำกล่าวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

             

            เขากล่าวต่อ “จงฉีได้กล่าวไว้กับข้า ขอเพียงชนะศึกคนเถื่อนพวกนั้นก็จะมาหาเราเอง ที่ว่ามาคงต้องมา ที่พวกมันหวาดกลัวคือราชาคนเถื่อนขอเพียงสิ้นราชาไปที่เหลือก็ไร้กังวล ชาร์อีกสิบสองตายไปแล้วสอง เหลืออีกสิบก็ใช่ว่าจะเป็นหนึ่งเดียวกันหากใช้โอกาสนี้ปลุกปั่น ความสำเร็จที่น่าทึ่งก็จะตามมา”

             

            “อืม...แต่ที่น่ากังวลคงเป็นนครหลวง พวกมันรั้งตัวอันอันไว้เจ้าจะทำอย่างไร?” ตั้งแต่สิ้นสงครามกลางเมืองหนิงอันอันก็ถูกกักไว้ที่สำนักยุทธ์หลวงมาโดยตลอดทำราวกับว่าหญิงสาวเป็นตัวประกัน โดยอ้างการฝึกฝนตามที่สำนักมอบหมายแต่มีหรือที่ตระกูลหนิงจะไม่ทราบ

             

            “บิดาท่านอย่าได้กังวล สิ่งที่ควรเตรียมก็จัดเตรียมไว้หมดแล้วเหลือเพียงรอโอกาส เมื่อนั้นตระกูลเราจะพ้นอันตราย”

             

            “ได้ ! ข้าเชื่อเจ้า!” หนิงเฉิงมองมาที่บุตรชายด้วยความหวังเขาเห็นความสำเร็จมากมายบนตัวบุตรชาย

             

            ระหว่างที่หนิงเฟยหลงกำลังจะพูดต่อทหารก็เข้ามารายงาน

             

            “ทัพหนุนคนเถื่อนกว่าสองหมื่นนายมุ่งหน้าเข้ามาจากทางตะวันตกแล้วขอรับ”

             

            “จากลีนงั้นรึ ?” หนิงเฉิงถามขึ้น

             

            “ใช่ขอรับกองทัพนี้มาจากตะวันตกทั้งสิ้น” ทหารนั้นไม่กล้ารีรอตอบโดยเร็ว

             

            “เข้าใจแล้ว เจ้าไปได้” ทหารรีบถอยออกไป

             

            หนิงเฟยหลงยิ้มบาง เขามองดูแผนที่สหพันธรัฐอัลเดน “ท่านพ่อมันมาแล้ว”

             

            ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ากองทัพนี้ใกล้มาถึงตั้งนานแล้วแต่ไม่ยอมเคลื่อนทัพเล่า ?หน่วยเฟิงของเขาหาได้กระจอกจะไม่รู้เรื่องที่ทัพหนุนคนเถื่อนยกมาได้อย่างไร ?

             

            ...

             

            หนึ่งชั่วยามถัดมากองทัพคนเถื่อนก็มาเยือน

             

            ผู้ที่นำทัพมาเป็นหญิงสาวตัวสูงบางผอมเพรียว แต่ดูแข็งแกร่ง ‘เอเทล’ชาร์แห่งลีน ระดับพลังไม่เป็นรองดัลตั้นแม้แต่น้อยและอีกผู้หนึ่งเป็นคนที่หนิงเฟยหลงรู้จักอยู่แล้ว มันคือคนที่ประมือกับเขาในศึกแรก‘ออสวิน’

             

            ทั้งสองคนรับหน้าที่รักษาสหพันธรัฐในยามที่เกิดสงคราม หลังจากที่อัลเดนบุกขึ้นเหนือ

             

            พอมาถึงเอเทลก็ส่งสารเข้าไปในเมืองทันทีการกระทำนี้สร้างความงุนงงให้กับทหารเยว่ไม่น้อย

             

            หนิงเฉิงอ่านสารแล้วก็พยักหน้า “เป็นอย่างที่เจ้าคาดไว้”หนิงเฟยหลงคลี่ยิ้มเล็กน้อย แน่นอนว่าเอเทลไม่ได้มารบนางมาเพื่อเจรจา

             

            หนิงเฉิงและหนิงเฟยหลงทะยานร่างออกไปยืนบนเชิงเทินเอเทลเลิกคิ้วขึ้นแม่ทัพใหญ่ทั้งสองของเยว่มาถึงแล้ว

             

            “ท่านไม่จัดหาที่รองรับหน่อยรึ ?”นางกล่าวขึ้นพลางหว่านเสน่ห์ด้วยสายตาท่าทางที่ชวนหลงใหล

             

            ถึงแม้ว่านางจะตัวสูงล้ำกว่าชาวเยว่แต่ก็มีเสน่ห์ยากจะพบเห็นบุรุษต่างมองไปกลืนน้ำลายไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

             

            หนิงเฉิงกดหัวคิ้วลง “ได้ โปรดรอสักครู่”

             

            ไม่นานนักประตูเมืองก็เปิดออกทหารหลายพันนายเดินทัพออกมารักษาการณ์เก้าสี่ตัวถูกนำมาวางไว้กึ่งกลางระหว่างทัพทั้งสอง

             

            “เชิญ” หนิงเฉิงกล่าวแล้วก็ทะยานร่างไปที่เก้าอี้พร้อมกับหนิงเฟยหลงเอเทลและออสวินก็ตามไป ทั้งสี่คนนั่งเก้าอี้เรียบร้อยเอเทลก็เปิดการสนทนา

             

            “พวกท่านช่างเยี่ยมยอดนักกล้าดีอย่างไรถึงนำทัพบุกแดนสหพันธรัฐอัลเดนแห่งนี้ ?”

             

            “มิกล้า ๆ เพียงแต่นึกสนุกเลยเดินทัพเข้ามา” หนิงเฟยหลงตอบแทนบิดา

             

            “หึ !”ออสวินแค่นเสียงอย่างเย็นชา

             

            “แม่ทัพน้อยท่านนี้ปากช่างซุกซนนัก” เอเทลกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่โปรยเสน่ห์หนิงเฟยหลงก็ยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง

             

            หนิงเฉิงกระแอมไอตัดบท พร้อมกับเอ่ยถาม“ข้าว่าเข้าเรื่องกันเถอะพวกท่านต้องการสิ่งใด ?”

             

            เอเทลมีสีหน้าที่จริงจังขึ้น “พันธมิตร !”

             

            หนิงเฟยหลงแกล้งย่นคิ้ว “เหตุใดถึงเป็นพวกเราเกรงว่าพวกท่านจะมีแผนร้ายในใจจับมือเป็นพันธมิตรแกล้งตลบหลังเรา”ออสวินจ้องเขม็งมาที่ชายหนุ่มทันที เขารู้สึกโกรธหน่อย ๆ

             

            เอเทลไม่ได้ตอบทันทีนางหัวเราะคิกคักก่อนจะเอ่ยตอบ “ท่านแม่ทัพน้อยข้าว่าท่านไม่ได้คิดอย่างที่กล่าวใช่หรือไม่ ?”

             

            “ฮ่าฮ่าฮ่า” หนิงเฟยหลงระเบิดเสียงหัวเราะ“ท่านเดาถูกแล้วเราหาได้คิดเช่นนั้น ในเมื่ออยากเป็นพันธมิตรที่สำคัญคือความจริงใจท่านมีความจริงใจอย่างไร ?และท่านต้องการให้พวกเราทำสิ่งใดเพื่อการเป็นมิตรที่ดีต่อกันในอนาคต ?”หนิงเฟยหลงเปลี่ยนแปลงการพูดมาเป็นการแสดงความจริงใจแทน

             

            คำพูดของเขาก็คือความจริงใจของชาวเยว่ เขารอดูความจริงใจของคนเถื่อนอยู่

             

            “ท่านนี่น่าสนใจจริง ๆ” นางหันไปมองที่หนิงเฉิงก่อนกล่าวขึ้น“สำหรับความจริงใจของพวกเรานั้นคือ การช่วยพวกท่านจัดการกับแดนนี้เป็นอย่างไร ?”

             

            “นั่นยังไม่เพียงพอ” หนิงเฟยหลงกล่าว

             

            เอเทลแย้มยิ้มขึ้นมากกว่าเดิม แล้วเอ่ยต่อ“ถ้าเช่นนั้นเอาเป็นชีวิตของราชาคนเถื่อนเป็นอย่างไร ?”

             

            “นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการหรอกรึ ?” เขาบอกปัด

             

            นางนิ่งเงียบไปครู่ประเมินชายหนุ่มใหม่ “ได้ ถ้างั้นฝั่งท่านเชิญเสนอมา”

             

            “ได้” หนิงเฉิงพยักหน้าให้หนิงเฟยหลงเป็นผู้กล่าว

             

            “สิ่งที่พวกเราต้องการคือ หนึ่งแดนคนเถื่อนทั้งหมดต้องตกอยู่ในอิทธิพลของตระกูลหนิงไม่ทรยศเด็ดขาด ! สองการเชื่อมไมตรีสองดินแดนจะเกิดขึ้น โดยเชื้อสายของชาร์แห่งลีนและคนจากตระกูลหนิง ทั้งสองต้องสมรสกัน”

             

            หนิงเฟยหลงลอบดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็เห็นได้ชัดถึงความเงียบขรึมของเอเทลและความเดือดดาลบนใบหน้าของออสวิน เขายิ้มเล็กน้อยและกล่าวต่อ

             

            “สามการค้าขายจะเกิดขึ้นระหว่างดินแดนทั้งสองนี่จะเป็นการเชื่อมสัมพันธ์อันดีอีกทางสี่ยามใดตระกูลหนิงออกศึกคนเถื่อนต้องส่งทหารเข้าร่วมรบ ห้าผู้เป็นราชาคนเถื่อนจะต้องได้ทั้งการยอมรับจากคนเถื่อนและตระกูลหนิงข้อเรียกร้องมีเท่านี้”

             

            เท่านี้ ? นี่รึเท่านี้ ? ห้าข้อหาใช่เท่านี้ไม่ !

             

            เอเทลเงียบขรึมอยู่นานจากนั้นก็ขอตัวออกไปปรึกษากับออสวินชั่วครู่แล้วกลับมา “ข้อเรียกร้องเรารับได้เพียงสองข้อ ข้อหนึ่ง ข้อสี่และข้อห้าพวกเราไม่อาจรับได้”

             

            “เช่นนั้นรึ ?” นัยน์ตาของชายหนุ่มสาดประกายไอเย็นเยือกม่านตาชาร์ทั้งสองหดเล็กลง “ท่านก็กลับไปเตรียมทัพเถอะ เราจะรณรงค์สงคราม !”สิ้นเสียงประกาศกร้าวใบหน้าของชาร์ทั้งสองก็พลันแดงก่ำพวกมันกำลังกดโทสะเอาไว้

             

            พ่อลูกตระกูลหนิงลุกขึ้นเตรียมจากไป ทันใดนั้นเอเอลก็เอ่ยปาก“ยะ..ย่อมได้...เพียงแต่.....”

             

            หนิงเฟยหลงสงวนท่าทีค่อย ๆ หันกลับมา “เพียงแต่อะไร ?”

             

            “เพียงแต่ว่า ต่อให้พวกข้ายอมรับก็ใช่ว่าคนอื่น ๆจะยอมรับได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัลตั้น และโกรเวอร์ก็คงไม่ยอมรับ”

             

            “โกรเวอร์ ?” พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้

             

            “โกรเวอร์คือหนึ่งในสามขุนพลที่เก่งกาจที่สุดภายใต้ธงราชาคนเถื่อนนอกจากข้า ดัลตั้นแล้ว ก็มีโกรเวอร์นี่แหละที่แข็งแกร่งที่สุด” เอเทลกล่าวตอบ

             

            “ข้าว่าที่ท่านกังวลไม่ใช่เรื่องนี้หากแต่เป็น...ใครจะได้รับตำแหน่งราชาต่อจากนี้มากเสียกว่า !”

             

            คำพูดของชายหนุ่มราวกับฟ้าผ่าลงมาใบหน้าของเอเทลด้านชาไปชั่วขณะมองไปที่ชายหนุ่มด้วยความตกใจอันที่จริงที่นางมาที่นี่สาเหตุก็มาจากความต้องการที่จะเป็นราชาคนเถื่อน !

             

            ที่นางต้องการคือความร่วมมือของทหารเยว่กำจัดอัลเดนออกไปปณิธานของนางคือการรวมชนเผ่าทั้งหลายเข้าด้วยกันนางเคยออกไปภายนอกแดนทะเลทรายมาก่อน คนเถื่อนไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นักในสังคมภายนอกนั่นเพราะความป่าเถื่อนของพวกมัน ไม่ยอมรับวัฒนธรรมเข้ามา และการแก่งแย่งให้มีเห็นทั่วทุกที่

             

            นางต้องการพัฒนากลุ่มคนของนาง นั่นจึงส่งผลมาถึงการตัดสินใจในครั้งนี้ที่จะร่วมชนเผ่าให้สมบูรณ์ท่ามกลางการสนับสนุนของเยว่

             

            “ถูกต้อง ข้าต้องการเป็นราชาเพียงพวกท่านให้การยอมรับในเรื่องนี้ข้อตกลงทั้งห้าใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ !”

             

            หนิงเฟยหลงหัวเราะร่า “เยี่ยม ! หากเป็นเช่นนั้น ความจริงใจของพวกท่านทำให้เราซาบซึ้งใจมากบอกความต้องการของพวกท่านมาเถอะ”

             

            “อืม”

             

            ออสวินมองไปยังเอเทลด้วยสายตาที่ล้ำลึกมันเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้กล่าวออกมา

             

            เอเทลทำสีหน้าจริงจัง “เราต้องการให้พวกท่านช่วยรวมดินแดน”

             

            “ไม่มีปัญหา” หนิงเฉิงตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ

             

            “สังหารราชาคนเถื่อน” กล่าวถึงตรงนี้นางก็หรี่ตาแคบลงทว่านั่นก็ไม่ทำให้ท่าทางของสองพ่อลูกเปลี่ยนไป

             

            “นั่นไม่ใช่ปัญหาของเรา” หนิงเฟยหลงตอบกลับด้วยความเร็ว

             

            เอเทลได้ยินก็เกิดโทสะ “ท่าน ! พวกเจ้าจะปั่นหัวพวกเรารึ ?”

             

            หนิงเฉิงตอบกลับอย่างใจเย็น “เจ้าเชื่อข้าเถอะมีคนลงมือแทนเจ้าแน่และอีกอย่างพวกเจ้าก็ไม่สามารถปกปิดข้าได้” หนิงเฉิงแสยะยิ้มขึ้น “มันอยู่ทางเหนือติดกับชายแดน”

             

            พรึ่บ !

             

            เอเทล และออสวินลุกขึ้นยืนโดยพลันอย่างลืมตัว ชัดแล้วว่าพวกมันตกใจกับข่าวสารของเยว่ที่รวดเร็วมากถึงว่ากองทัพนี้จึงกล้าบุกเข้ามาในดินแดนทะเลทราย

             

            เอเทลขบริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบรับ “ได้ !” การเจรจานี้นางพ่ายแพ้ให้กับแม่ทัพเยว่ทั้งสองอย่างสิ้นเชิงโดยไม่อาจปกปิดแม้แต่เจตนา อันที่จริงนางเพียงอ่อนประสบการณ์ไปก็เท่านั้น

             

            หนิงเฟยหลงหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถามขึ้น“ข้อตกลงมีเท่านี้ ?”

             

            “เท่านี้” เอเทลตอบด้วยความเลื่อนลอย

             

            “งั้นก็เข้าเมืองไปฉลองกันเถอะ” หนิงเฟยหลงกล่าวพร้อมจูงมือเอเทลเข้าเมืองทั้งๆ ที่ยังเลื่อนลอยอยู่ ออสวินก็ตามหนิงเฉิงไป กองทัพคนเถื่อนตั้งกระโจมหน้าเมือง

             

            ..........

             

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน