นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 105 สมาคมนักผจญภัย

            ตอนที่ 105 สมาคมนักผจญภัย

             

             

            นิทานไม่ได้คิดชื่อนี้ส่ง ๆ สำหรับเขาแล้วเงินตรา ทรัพย์สิน หรือเพชรพลอยและความสงบสุขคือสมการแห่งความสุขอีกแบบหนึ่งจริง ๆ ที่สำคัญอีกอย่างคือเขาต้องการล้อชื่อของไพลินเขาจึงตั้งชื่อตัวเองว่าแซฟไฟร์ ส่วนเพซมาจากสารานุกรมรวบรวมคำทั่วมหาทวีป เขาจำได้ว่ามันแปลว่าความสงบสุขในภาษาโบราณภาษาหนึ่ง

             

            “คุณแซฟไฟร์กับเพซสินะคะ อายุเท่าไหร่คะ” พนักงานหญิงถามขึ้น เธอไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ กับชื่อที่นิทานตั้งขึ้นแม้แต่น้อย นักผจญภัยไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริงแต่อย่างใด ชื่อที่แปลกพิสดารกว่านี้เธอก็เจอมาเยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงชื่อทั่ว ๆ ไปอย่างแซฟไฟร์

             

            นิทานครุ่นคิดเล็กน้อย หากบอกอายุจริงไปย่อมกระตุ้นความสนใจได้ในระดับหนึ่ง ผู้เรียนรู้ระดับ 3 คำสมควรอยู่ในช่วง 30ปลายถึง 40กว่า ๆ

             

            “35 ค่ะ” นิทานตอบ เขาต้องการให้อายุของตัวตนนี้ไม่สูงจนเกินไป เขาเป็นกังวลเรื่องที่อายุจริงของเขายังน้อย อาจทำอะไรผิดพลาดไปได้เมื่อเป็นเรื่องของช่วงวัย

             

            พนักงานหญิงจดบันทึกอย่างคล่องมือ เธอเหลือบมองสตรีร่างกำยำตรงหน้าเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูอ่อนวัยของเธอดูเหมาะสมกับอายุ 35

             

            เมื่อเธอจดบันทึกทุกอย่างเสร็จสิ้น บันทึกในมือของเธอก็ฉายแสงออกมา เธอหันบันทึกมาทางนิทาน เขาวางฝ่ามือนาบลงไป อัดพลังจิตวิญญาณใส่ลงไปเล็กน้อย แสงที่บันทึกก็ดับลง

             

            หน้ากระดาษแผ่นนั้นลอยขึ้นสู่ฟ้าภายใต้การชักนำของพนักงานหญิง มันค่อย ๆ หดตัวลงกลายเป็นนามบัตรสีเขียวมรกตใบหนึ่ง แล้วจึงลอยตกลงบนโต๊ะอีกครั้ง

             

            นิทานสังเกตนามบัตรแผ่นนั้น แล้วจึงเห็นชื่อแซฟไฟร์ ระดับขั้น อายุ รวมถึงความถนัดอย่างผู้ฝึกสัตว์ ทางด้านหลังคือรอยตราประทับแห่งจิตวิญญาณ เมื่อเขาส่งพลังเข้าไปเขาจึงเห็นรูปหน้าตาของตนในร่างแซฟไฟร์โผล่ขึ้นมาในห้วงจิต

             

            “บัตรประจำตัวของคุณแซฟไฟร์ค่ะ กรุณาอย่าทำหายนะคะ บัตรนี้ใช้ทั้งการบันทึกภารกิจ ยืนยันตัวตน ยามรับหรือส่งภารกิจจำต้องพกติดตัวเสมอค่ะ” พนักงานหญิงอธิบายรวบสั้น

             

            นิทานยังไม่ทันจะถามถึงสิ่งที่เขาสงสัยอีกเล็กน้อยเธอก็มองข้ามตัวของเขาไป ส่งเสียงเรียกคนต่อไปแล้ว

             

            นิทานยักไหล่เดินออกมาจากโต๊ะ เขามองกวาดไปทางกระดานขนาดใหญ่ที่ปักไว้ด้วยกระดาษมากมาย กระดาษเหล่านั้นมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่จะเป็นสีเขียวมรกต สีแดง หรือสีฟ้าอ่อน

             

            ทั้งหมดสีตรงกันกับระดับขั้นของนักผจญภัยส่วนใหญ่ ระดับเพชรที่ต่ำที่สุด ระดับมณีแดง และจึงเป็นระดับมรกตที่มักเป็นผู้เรียน 3คำ

             

            กระดาษจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะมีสีแตกต่างไปจากนี้ กระดาษเหล่านั้นถูกปักไว้สูงเหนือกว่ากระดาษอื่น ๆ พร้อมทั้งแผ่พลังขับไล่ผู้ที่ไม่ถึงขั้น แผ่นกระดาษทั้งหมดนั้นถูกเชื่อมไว้ด้วยสายใยเบาบางที่ห้อยลงมาจากเพดานสูงสีดำสนิท แม้นิทานจะพยายามเงยหน้ามองอย่างไรก็ไม่อาจเห็นเพดานได้

             

            ก่อนเข้ามานิทานค่อนข้างมั่นใจว่าตึกขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ติดสัญลักษณ์รูปแผนที่สมบัติและกล้องส่องทางไกลตึกนี้แม้จะใหญ่โตแต่ก็สามารถเห็นหลังคาได้อย่างชัดเจน มีแม้แต่ปล่องไฟขนาดใหญ่ที่มีเสียงคำรามแว่วออกมา

             

            หากยามนี้ที่นิทานอยู่ภายในตึก เขากลับไม่สามารถเห็นเพดานของตึกแห่งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมืดมิดราวกับอันธการและสายใยมากมายที่ห้อยระโยงระยางลงมาเชื่อมกับกระดาษภารกิจจำนวนมาก

             

            เขารู้สึกเหมือนตนอยู่ในรังของแมงมุมยักษ์ที่พร้อมกลายเป็นเหยื่อทุกเมื่อ แม้เขาจะพยายามมองสูงขึ้นไปด้วยคำแห่งพลัง อาณาเขต แต่สิ่งที่เขาเห็นก็มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น

             

            เขาไม่มั่นใจว่าเป็นเพราะพลังปกปิดของสิ่งนี้สูงส่งกว่าเขา หรือเพราะว่าความมืดมิดนี้กินพื้นที่หลายกิโลเมตรตามระยะของพลังอาณาเขตนี้จริง

             

            แม้เขาจะค่อนข้างสนใจเรื่องความลึกลับของที่นี่ แต่เพราะไม่มีใครดูจะสนใจเรื่องนี้หรือไม่ก็ชินชากันหมดแล้วเขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรนัก จะอย่างไรตัวตนนี้ของเขาก็ตั้งบทบาทให้ดูเป็นคนมีประสบการณ์โชกโชน

             

            เขาสำรวจกระดาษที่เป็นสีเขียวมรกตเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้เขาจะสามารถทำภารกิจระดับนักสลักได้แต่การรับข้ามระดับดูจะเสี่ยงและเตะตาเกินไปสักหน่อย

             

            'ตรวจสอบพื้นทะเลในตำแหน่ง xxxx (เปิดเผยเมื่อยืนยันรับภารกิจ)'

             

            ‘ส่งมอบชิ้นส่วนสมองอสูรสามตา เร่งด่วน’

             

            ‘กำจัดสัตว์อสูรปลาหมึกกลายพันธุ์ที่แถบหนองน้ำ’

             

            ‘กำจัดโจรสลัดกลุ่มทองคำขาว ข้อหาปล้นสะดมพื้นที่คุ้มครอง เร่งด่วน’

             

            ภารกิจมากมายหลากหลายต่างแผ่กระจายอย่างไร้สัดส่วน จำต้องหยิบมาดูเองอย่างช่วยไม่ได้ ด้านล่างของแผ่นภารกิจคือตราประทับสี่เหลี่ยมช่องหนึ่ง นิทานลอบมองคนด้านข้างจึงได้ทราบว่าหากต้องการรับภารกิจ เพียงทาบนามบัตรลงไปก็เพียงพอ และภารกิจนั้นจะถูกดึงกลับขึ้นสู่ความมืดมิด เป็นอันว่าเสร็จสิ้น

             

            นิทานเดินสำรวจกระดาษนับหลายร้อยแผ่น อ่านภารกิจมากมายที่ชวนลายตาเหล่านั้น ผ่านไปหลายนาทีกว่าเขาจะเจอสิ่งที่เขาต้องการ

             

            ‘ส่งมอบกุ้งสะท้อนแสง 3ตัว (จุดหมายจะระบุหลังรับภารกิจ)’

             

            หากสิ่งเดียวที่ติดขัดคือกระดาษภารกิจแผ่นนี้กลับเป็นสีเหลืองอ่อน สีเหลืองอ่อนเชื่อมกับระดับบุษราคัมอันเป็นระดับสำหรับนักผจญภัยในระดับนักสลักขั้นต้น

             

            นิทานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาสำรวจจนเกือบหมดแล้ว มีเพียงภารกิจนี้เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับกุ้งสะท้อนแสง ไม่มีภารกิจใดอีก คาดว่าเป็นเพราะข่าวสารอาจยังไม่แพร่ออกไปไกลมาก หรือไม่ก็ภารกิจที่ง่ายกว่านี้อย่างสังเกตการณ์กุ้งสะท้อนแสงหรือสำรวจถิ่นที่อยู่ถูกคนรับไปทำหมดแล้ว

             

            เขาต้องการรับภารกิจเพียงเพื่อสืบหาที่อยู่ของกุ้งสะท้อนแสงเหล่านี้เท่านั้น ไม่ได้มีความต้องการจะทำภารกิจจริงจังแต่อย่างใด

             

            หรือต้องไปตามหาโจรสลัดพวกนั้นแล้วเค้นคอถามจริง ๆ? นิทานบ่นอุบอิบ หากไม่มีความจำเป็นเขาก็ไม่ต้องการทำตัวเป็นจุดเด่นมากจนเกินเลย

             

            นักผจญภัยระดับมรกตเช่นเขาสามารถรับภารกิจระดับบุษราคัมนี้มาทำได้ การที่เขาสามารถจับกระดาษภารกิจแผ่นนี้ได้ก็เป็นหลักฐานมากเกินพอ นักผจญภัยระดับมรกตที่ทำภารกิจระดับบุษราคัมสำเร็จแม้จะไม่ได้ถึงกับหนึ่งในล้านแต่ก็สมควรเรียกความสนใจได้พอสมควร

             

            นิทานถือกระดาษภารกิจแผ่นนี้ไว้ในมือ คิดคำนวณถึงผลได้ผลเสียอย่างจริงจัง ผ่านไปชั่วครู่เขาจึงยิ้มออกมา นัยน์ตาทอแสงแห่งความสนุกสนานและซุกซน

             

            ถ้าทำอะไรแบบเดิม ๆ ตลอดก็ไม่ได้ค้นพบตัวเองกันพอดี ชาตินี้ก็คงเรียนรู้ไม่ได้สักคำแน่ นิทานยิ้มน้อย ๆ เขาหยิบบัตรประจำตัวนักผจญภัยของตนมาทาบกับกระดาษภารกิจแผ่นนั้น

             

            กระดาษภารกิจเรืองแสงเล็กน้อย ข้อมูลจำนวนมากไหลบ่าเข้าสู่บัตรประจำตัวของเขา ผ่านไปชั่วครู่ กระดาษภารกิจนั้นก็ถูกดึงกลับขึ้นไปสู่ความมืดมิด ไม่เหลือร่องรอยใด ๆ อีกต่อไป

             

            นิทานตรวจสอบข้อมูลในบัตรประจำตัวของเขาอย่างละเอียด แล้วจึงได้เห็นรายละเอียดที่ถูกผนึกไว้

             

            เป้าหมาย : ส่งมอบกุ้งสะท้อนแสง 3ตัว เป็นหรือตาย

             

            เงื่อนไข : ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากนำมาส่งแบบเป็น ๆ จะมีรางวัลพิเศษเพิ่มทบ หากกุ้งสะท้อนแสงมีอาการบาดเจ็บหรือสูญเสียร่างกายส่วนใดไปกุ้งสะท้อนแสงตัวนั้นจะไม่ถูกนับ สามารถนำส่งได้มากกว่า 3ตัว รางวัลจะเพิ่มตามจำนวนกุ้งสะท้อนแสงที่ส่งมอบ ไม่มีขีดจำกัดบน

             

            สถานที่ : ป่าชายเลนติดชายหาดแก้วเหล็ก ในส่วนลึกของป่าชายเลนคือพื้นที่วางไข่ของกุ้งสะท้อนแสง กุ้งสะท้อนแสงตัวเต็มวัยจะอยู่ในส่วนลึกของป่าชายเลน เมื่อวางไข่แล้วไข่จึงจะถูกพัดออกมาอยู่รอบนอก กุ้งสะท้อนแสงตัวเต็มวัยในส่วนลึกจะถูกแยกออกได้โดยดูจากขนาดที่มากเกินกว่า 1เมตร

             

            หมายเหตุ : ไข่ของกุ้งสะท้อนแสงถือเป็นสัตว์คุ้มครองระดับ 3 มีโทษถึงชีวิตหากลักลอบจับหรือทำลาย

             

            รางวัล : 5หมื่นไกอา ขั้นต่ำสำหรับการส่งมอบครบถ้วนสมบูรณ์ 3ตัวแบบจับตาย

             

            นิทานอ่านรายละเอียดแล้วจึงกลั้นหายใจเล็กน้อย เขาอ่านย้ำ ๆ อีกหลายรอบถึงจะทำใจเชื่อได้

             

            5 หมื่นไกอา! มากกว่าเงินเดือนของเขาทั้งเดือนเสียอีก!

             

            เขานึกถึงนักผจญภัยชื่อดังอย่างลิเลียนที่เขาพบในงานประมูล ตอนนั้นเธอสู้ราคาด้วยจำนวนเงินถึง 4พันล้านไกอา ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเธอถึงมีเงินมากมายถึงเพียงนั้น

             

            อาชีพนักผจญภัยนั้นมีรายได้ที่สูงจนน่ากลัว!

             

            รู้งี้เชื่ออินจันทร์เป็นนักผจญภัยแต่แรกดีกว่ามั้งเนี่ย นิทานบ่นในใจ กว่าเขาจะเก็บเงินหลักล้านไกอาได้นั้นเขาต้องทำภารกิจยากลำบากตั้งมากมาย แถมเงินนั้นคือผลพลอยได้จากการที่เขาช่วยไพลินไว้อีกต่างหาก เป็นรางวัลที่อริยะแปลงเพลิงมอบให้เขา

             

            เทียบกันแล้วหากเขาเป็นนักผจญภัยตั้งแต่แรก เขาสมควรมีเงินมากกว่านี้อีกหลายเท่า

             

            แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูงละนะ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ นิทานคิด

             

            ถึงเช่นนั้นเขาก็ยังมองว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่าอยู่ดี ยิ่งนักผจญภัยหลาย ๆ คนมักมีมาตรฐานความแข็งแกร่งสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับการต่อสู้และเอาชีวิตรอดจึงไม่แปลกหากพวกเขาจะแข็งแกร่ง สังเกตจากพวกไพรที่เป็นผู้เรียนรู้ระดับ 3คำกันทั้งกลุ่ม ในขณะที่มหาตระกูลอย่างตระกูลคชสารกลับมีผู้เรียนรู้ระดับ 3คำเพียงคนเดียวเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด

             

            ก็นะ ไม่เสี่ยงหน่อยก็คงไม่รวยง่าย ๆ หรอก นิทานคิดอย่างสนุกสนาน เขามุ่งหน้าออกจากสมาคมนักผจญภัย มุ่งหน้าไปตามถนน จุดมุ่งหมายต่อไปของเขาคือร้านสมบัติวิเศษ เขาย่อมไม่ออกล่าโดยไม่เตรียมตัวใด ๆ


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน