“ชื่อไม่เป็นมงคล? ทำไหมล่ะ ผมคิดว่าชื่อนี้ดีแล้วนะ” ดิวนั่งลงบนเก้าอี้คอมพิวเตอร์ราคาหลายพันบาท เขาหมุนเก้าอี้ไปมาขณะมองมอส
เห็นว่าดิวพูดสุภาพ มอสรู้ดีว่าจะใช้ภาษาอย่างในวงเหล้าไม่ได้ อย่างน้อยอีกฝ่ายก็เป็นเจ้านาย ส่วนเขาเป็นลูกน้องจะมาขึ้นกูมึงได้ยังไง จึงกระแอมครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า
“ก็ชื่อฝันร้าย มันฟังดูดีตรงไหน มันดูไม่เป็นมงคลเลย ผมคิดว่าชื่ออื่นน่าจะดีกว่า...”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ดิวพยักหน้า เขาเข้าใจความคิดของมอส “ที่ผมตั้งชื่อบริษัทว่าฝันร้าย ก็เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
“หา..? ยังไง ผมไม่เข้าใจ” มอสเกาหัวแกรกๆ ดิวจึงพูดต่อไปว่า
“ในความหมายของผม ฝันร้ายคือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว และการที่บริษัทตั้งชื่อนี้ก็แปลตรงตัวของมันนั่นแหละ มันจะเป็นเหมือนกับฝันร้าย ทุกบริษัทจะรู้สึกหวาดผวากับบริษัทของผม ที่เป็นเหมือนกับฝันร้าย ใช่! ทุกคนจะต้องรู้สึกหวาดกลัว กับสิ่งที่บริษัทนี้ได้ทำว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหนยังไงล่ะ!”
ดิววาดฝันถึงอนาคตบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ด้วยคู่มือเสริมจากระบบ เขาคิดว่าตราบใดที่มีเงินก็เป็นไปได้ทั้งนั้น บริษัทจะไร้ซึ่งขีดจำกัด เมื่อถูกสนับสนุนโดยระบบคู่มือเสริม องค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทของเขาจะก้าวทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็ไม่เกินจริงเลย
แต่หากว่ากันบางระดับแล้ว ตอนนี้ดิวยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำ ที่เขาทำตอนนี้คือซื้อคู่มือเสริมสำหรับเกมมือถือระดับสูงมา
ด้วยราคาที่สูงถึง 10 ล้านบาท!
มันเป็นจำนวนเงินที่มาก ก็แน่ละนี่คือคู่มือเสริมระดับสูงเชียวนะ
แต่ถึงแม้จะมีคู่มือเสริมแล้วก็ยังไม่สามารถสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเกมมือถือหรือเกมคอมพิวเตอร์ ต่างต้องมีบทที่ดีทั้งนั้น ไม่งั้นแล้วมันคงเป็นเกมที่ไม่มีอะไรเลย เพราะงั้นจึงต้องซื้อคู่มือเกี่ยวกับบท! ในบทมีหมวดหมู่ยิบย่อย เช่น บทละคร ซีรีย์ ภาพยนต์ นิยาย รวมถึงเกม
ดิวได้ซื้อคู่มือเสริมเกี่ยวกับเกมมือถือในเรื่องของบทระดับต่ำ และแน่นอนว่าเขาซื้อในหมวดหมู่ของเด็กๆ ไม่ใช่เกมแนวยิงบ้าเลือดสาด 18+ เกมประเภทนั้นจำเพาะเจาะจงเกินไป
18+ สามารถทำเงินให้ได้ แต่หากว่ากันบางระดับแล้ว ทำเกมน่ารักๆ เล่นง่ายเหมาะกับทุกวัยตลาดจะกว้างกว่า รวมถึงการเติบโตของเกมเองก็เช่นกัน และด้วยการผลาญเงินกับระบบทั้งสองรวมถึงรถยนต์และคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
ดิวจึงเหลือเงินเพียง 10 ล้านเท่านั้น มันเป็นเงินที่เขาได้มาจากการชนะคดีรวมถึงการเล่นคอนเสิร์ตในหลายเดือนที่ผ่านมา ถือว่ามากทีเดียว
มอสถึงกับอ้าปากกว้าง เขาไม่คิดเลยว่าดิวจะคิดอะไรบ้าๆ แบบนี้ บริษัทตัวเองเปรียบเสมือนกับฝันร้ายในสายตาคู่แข่ง กลืนกินทุกบริษัทจนขวัญผวา นี่คือแก่นแท้ของบริษัทไนต์แมร์เลยก็ว่าได้!
“อ้อ แล้วนี่โปรแกรมเมอร์ของบริษัทเรา” ดิวแนะนำหนุ่มแว่นที่เอาแต่หมกมุ่นกับการสร้างโมเดลให้มอสรู้จัก “ข้าวปั้น ทักทายกันซะสิ”
ข้าวปั้นคือคนที่ดิวเจอในโลกออนไลน์ในระหว่างที่รู้สึกดาวน์กับเรื่องของฝ้ายในตอนนั้น เห็นว่าเป็นนักศึกษาจบใหม่ หนุ่มไฟแรง ไม่อยากทำงานกับบริษัทใหญ่เพราะไม่มีอนาคต ถูกดิวชักชวนมาทำงานที่นี่ คราวแรกไม่ยอมแต่ไม่รู้ไงถึงตกลง
ข้าวปั้นหันมามองมอส เขาเป็นหนุ่มแว่นชาวเหนือที่หน้าตาดีเลยทีเดียว มุมปากมีลักยิ้ม ผมหยักศก เป็นที่หมายตาของสาวๆ แต่น่าเศร้า ไอ้หมอนี่มักจะหมกตัวอยู่ในห้องมากกว่าเจอผู้คน
“สวัสดี ยินดีที่รู้จัก” เผยรอยยิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปสร้างโมเดลตัวละครต่อ ส่วนมอสเหรอ หมอนี่ถึงกลับไปไม่เป็น
“ข้าวปั้นก็เป็นอย่างนี้แหละ”
“แล้วนี่กำลังสร้างเกมอะไรอยู่? ดูน่าสนุกดีนี่นา” มอสไม่ได้เรียนสาขานี้มาโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่คลุกคลี จึงพอรู้เกี่ยวกับโปรแกรมต่างๆ คร่าวๆ พอสมควร
“เกมวิ่งเก็บผักน่ะ” ดิวตอบ “โดยเกมนี้มีชื่อว่า Devil Run”
“Devil run? เก็บผักประเภทไหนกัน มันฟังดูประหลาด”
“ผักในที่นี้คือแต้มคะแนน โดยผักแต่ละสีจะมีแต้มที่ต่างกันออกไป โดยตัว Devil จะต้องวิ่งหลบสิ่งของ อุปสรรคที่อยู่ในด่าน เก็บผักให้ได้มากที่สุด”
“เก็บแล้วจะได้อะไร?” มอสค่อนข้างงุนงง เขาพอเข้าใจระบบเกมคร่าวๆ แล้ว แต่มันสนุกยังไง? คิดยังไงก็ไม่เข้าใจเลย
“ได้อันดับ โอ้จริงสิ ผมลืมบอกคุณไปในก่อนหน้านี้สินะ Devil Run คือเกมมือถือออนไลน์ เราสามารถเล่นแข่งกับเพื่อนได้ โดยแต่ละอันดับก็จะมีรางวัลที่ต่างกันออกไป โดยอันดับแรก อาจจะได้คริสตัลยี่สิบชิ้น และคริสตัลที่ว่าก็สามารถนำไปอัพเกรดตัวของ Devil ได้”
“อย่างนี้นี่เอง น่าสนุกไม่เบานี่” มอสรู้สึกสนใจ ทีแรกคิดว่าตัวเองคิดผิดที่มาที่นี่ แต่ตอนนี้เขากลับไม่คิดอย่างนั้นแล้ว
“ใช่ แต่มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ ตัวของ Devil ไม่ได้มีเพียงตัวเดียว รวมถึงตัวสัตว์เลี้ยงด้วย นั่นจะทำให้รายได้ของบริษัทเราเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้ใช้งานเติมเงินเข้าเกมเพื่อซื้อคริสตัลมาอัพ ถือว่าเป็นเกมสูบเงินเลยละ”
ดิวดัดแปลงเกม Devil Run มาจากเกมๆ หนึ่งที่เขารู้จัก มันเป็นเกมที่ดังมาก ถึงขนาดที่ว่ามีคนเติมเงินหมดไปเป็นล้านเพื่อตัว Devil และสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ในเกม
“แล้วสัตว์เลี้ยงที่ว่า มันจะช่วยอะไรเราในเกม?” มอสถาม
“สัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีสกิลที่ต่างกัน มันขึ้นอยู่กับการใช้ว่าจะทำให้ Devil ของเราเก็บผักได้มากแค่ไหน แต่! ยังไม่หมดแค่นั้น”
คำว่า แต่ ของดิวทำให้มอสรู้สึกตกใจ สิ่งที่เขาได้ฟังมันบ้ามาก มันฟังดูเจ๋งและสนุก แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่ทั้งหมดของ Devil Run
“จะมีอุปกรณ์ของ Devil แต่ละตัวเมื่อเราอัพมันถึงเลเวล 10! และอุปกรณ์ที่ว่าก็หนุนเสริมกับตัวของ Devil และสัตว์เลี้ยงอีกทีหนึ่ง หรือก็คือเกมนี้ไม่ใช่ว่าเติมแล้วจะเทพจนอยู่อันดับสูง แต่ต้องอาศัยทักษะทางด้านอื่นๆ ด้วย!”
นี่คืออีกความสนุกของตัวเกมที่ดิวคิดเอาไว้ เราสามารถนำอุปกรณ์หลังจากที่ตัว Devil อัพไปถึงเลเวล 10 ไปใส่ตัวอื่นๆ ได้ คิดดูสิว่ามันจะสนุกแค่ไหน หากสามารถปรับแต่ง Devil ของเรายังไงก็ได้ให้เจ๋ง!
“สุดยอดไปเลยครับ ตั้งแต่เล่นเกมมา ผมยังไม่เคยเห็นเกมมือถือที่เจ๋งแบบนี้มาก่อน!” มอสไม่ได้โม้ เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เกมของดิวเจ๋งมาก อาจจะยังทำไม่เสร็จแต่เเค่ฟังจากปากของดิว ก็ทำเอามอสตื่นเต้นจนแทบรอเล่นไม่ไหวแล้ว
“เริ่มงานกันเถอะ” ดิวชี้ไปที่คอมเครื่องหนึ่งที่ยังว่างอยู่ “ส่วนใหญ่ผมทำไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือก็แค่ปรับปรุงอีกเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรยาก”
การทำเกมต้องใช้เวลาและงบประมาณ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เกมมือถือ แต่อย่าได้ดูถูกเชียว เห็นว่าเป็นเกมมือถือก็เถอะ แต่มูลค่าของมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ
“เข้าใจแล้วครับ ท่านประธาน!” มอสเป็นคนที่เข้าใจอะไรง่าย แค่สอนให้นิดหน่อยก็เป็นแล้ว แต่นั่นเพราะเรียนมาทางนี้ด้วย ไม่งั้นคงทำไม่ได้
ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะระบบส่วนใหญ่ในเกมถูกเขียนไว้โดยดิวแล้ว เพียงแต่ว่ามันยังไม่เสร็จดี รวมถึงการออกแบบดีไซน์ตัว Devil รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเกมก็ต้องสวยงามไม่แพ้กัน
ดิวไม่มีหัวในเชิงศิลปะ แต่หากเขาซื้อคู่มือเสริมมาติดตั้งล่ะก็ การวาดโครงสร้างต่างๆ เหล่านั้นคงไม่ยากนัก มันจะง่ายเหมือนปลอกกล้วย แต่หากเขาทำอย่างนั้นแล้วล่ะก็ การมีทีมมันจะไปมีความหมายอะไร
การสร้างบริษัทเกี่ยวกับเกมหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ต้องมีห้องแล็บในการวิจัย รวมถึงทีมที่ไว้ใจได้และเจ๋งจริง ทุกอย่างเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ทีมคือปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่งั้นแล้วดิวจะเหนื่อยเปล่า เขาจะต้องทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว แบบนั้นแล้วจะมีบริษัทและลูกน้องไปทำไม
ทุกคนต้องเรียนรู้ และเขาเองก็เช่นกัน ต้องขัดเกลาประสบการณ์ ที่ต้องเรียนรู้ในวันต่อๆ ไป
“พักกินข้าวก่อนเถอะ”
เป็นเวลาเที่ยงของวัน ตั้งแต่เช้าไม่ได้หยุดขยับนิ้วเลย มอสรู้สึกเหนื่อยล้า อยากจะหลับสักงีบหนึ่ง แต่พอมองข้าวปั้นที่นั่งชิลอยู่ เขาพลันรู้สึกขายหน้า
“เขาไม่เหนื่อยเลยเหรอ?”
บางคนอาจคิดว่าทำงานนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เหนื่อยหรอก แต่ใครว่า นั่งแบบนี้มันโคตรปวดหลังเลยนะ แถมยังปวดตา ต้องใช้สมองในการทำงาน ไม่ได้ใช้กล้ามในการทำงาน เพราะงั้นจะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้
มันจึงทำให้มอสรู้สึกประหลาด ว่าคนอย่างข้าวปั้นเป็นหุ่นเหล็กปลอมตัวมาหรือเปล่า เห็นว่ามอสเอาแต่มองข้าวปั้น ดิวจึงเข้ามาบอกว่า
“เป็นไง ตกใจเลยล่ะสิ”
“ตกใจสิ คนบ้าอะไร ทำงานขนาดนั้นดูยังไงก็ไม่เหนื่อย จนผมอดคิดไม่ได้ว่าเป็นหุ่นปลอมตัวมา”
“ฮ่าฮ่า ก็นะ ข้าวปั้นเป็นอย่างนี้แหละ ตั้งแต่ที่เข้ามาวันแรกแล้ว เขาดูหลงไหลไปกับคอมพิวเตอร์ โปรแกรม การสร้างสิ่งต่างๆ ที่น่าอัศจรรย์ มันคงทำให้เขามีความสุข”
ดิวไม่ได้บอกมอสไปว่าข้าวปั้นนอนอยู่ที่นี่ หมอนี่ไม่ใช่ว่าไม่มีที่อยู่ แต่คอมในออฟฟิศเร็วเกินไปจะตัดใจได้ยังไง จึงขอนอนที่นี่ ตื่นเช้ามาก็ลุยงานทันที ซึ่งแน่นอนว่าเวลาโดยส่วนใหญ่ตอนกลางคืน ข้าวปั้นมักจะเล่นเกมอย่างบ้าคลั่ง!