กริฟฟินและนาข้าวเดินทางมาจนถึงป่าสายหมอก บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบและความเย็นะเื นาข้าวรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งเย็นวูบผ่านตัวเธอไป เธอหันไปมองกริฟฟินอย่างสงสัย
“พวกเรากำลังจะออกจากป่าแห่งนี้ และต้องผ่านจุดสำคัญนั่นคือม่านเวทมนตร์ที่ครอบคลุมอาณาจักรของเ้าชายฟินิกซ์” กริฟฟินอธิบาย “ถ้าเ้ารู้สึกว่ามีบางสิ่งมาััร่างกาย นั่นหมายความว่าเรากำลังจะออกจากอาณาจักรแล้ว ต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
นาข้าวพยักหน้าเข้าใจ “เราต้องเดินทางอีกนานเท่าไหร่เหรอ” เธอถาม
“ประมาณหนึ่งเดือน” กริฟฟินตอบอย่างมั่นใจ
“โห! ทำไมมันนานขนาดนั้นล่ะ อาณาจักรของท่านฟินิกซ์กับของนายห่างกันมากเลยเหรอ” นาข้าวถอนหายใจ
กริฟฟินหัวเราะเบาๆ “เอาน่า คิดซะว่ามาเที่ยวก็แล้วกันนะ”
ทั้งสองเดินทางต่อไป จนมาถึงบริเวณสุดเขตแดน ขณะที่ม้าของนาข้าวก้าวข้ามผ่านจุดนั้น เธอรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดให้ถอยหลังกลับ เธอใและกลัวมาก แต่เ้าบอนนี่ะโมาอยู่ข้างหน้าเธอ มันจ้องตาเธอ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยขึ้น
เมื่อออกจากจุดนั้นแล้ว นาข้าวรู้สึกโล่งขึ้น เธอคิดว่ามันเหมือนกับการเดินทางทะลุมิติ “เป็ยังไงบ้าง” กริฟฟินถามด้วยความห่วงใย
“ฉันโอเคแล้ว พร้อมเดินทางต่อ” นาข้าวตอบ
เมื่อพวกเขากำลังจะควบม้าเดินต่อ กริฟฟินสังเกตเห็นป่าข้างหน้ามีความมืดทึบและน่ากลัว “เราจะเดินทางอ้อมป่าแห่งนี้ไป เ้าตกลงมั้ย” กริฟฟินถามด้วยความเป็ห่วง
นาข้าวมองเข้าไปในป่าด้วยความหวาดกลัว “ฉันตกลงจะเดินอ้อมไปก็ได้ แต่คงไม่ไกลเท่าไหร่ใช่มั้ย”
“ไม่ไกลหรอก ประมาณสี่เท่าของป่านี้เอง” กริฟฟินตอบ
นาข้าวใ “สี่เท่าของป่านี้ แล้วปกติป่านี้ใช้เวลาเดินกี่วัน”
“ประมาณสี่ถึงห้าวัน” กริฟฟินตอบ “เ้ายังอยากเดินอ้อมไหม หรือเราจะเดินเข้าป่า”
นาข้าวหายใจลึกแล้วตอบ “ได้ ฉันจะเดินเข้าป่า เราจะได้ถึงจุดหมายเร็วๆ”
ทั้งสองควบม้าเข้าไปในป่า บรรยากาศในป่ามืดทึบแปลกๆ ทั้งที่เป็เวลากลางวันแต่กลับเหมือนกับตอนกลางคืน นาข้าวควบม้าเดินไปข้างหน้าแต่ก็มองรอบๆ ด้วยความระวัง เธอคิดว่าป่าแห่งนี้เหมือนบ้านผีสิงมากกว่าป่าปกติ มันเงียบสงัด ไม่มีเสียงสัตว์ป่าใดๆ เ้าบอนนี่ะโขึ้นมาเกาะไหล่ของเธอ มันคอยระวังหน้าและหลังให้นาข้าว ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมานิดหน่อย
กริฟฟินรู้สึกว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน และบรรยากาศจะมืดลงมากกว่าเดิม เขามองหาที่พัก “เราคงต้องหาที่พักกันแล้ว นาข้าว เ้าคงหิวแล้วใช่ไหม เราพักใต้ต้นไม้นี่กันเถอะ” เขากล่าว
“ได้สิ ฉันหิวมากแล้วตอนนี้ เ้าบอนนี่ก็คงหิวเหมือนกัน” นาข้าวตอบและลงจากหลังม้า
ทั้งสองจัดเตรียมเสบียงที่เตรียมมาและนั่งกินกันจนรู้สึกอิ่ม กริฟฟินเริ่มก่อกองไฟ เพราะอากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ หมอกหนาปกคลุมทั่วทุกที่ ทำให้มองเห็นได้แค่ระยะใกล้ๆ ไม่เกินสองเมตร
“หนาวจังเลยกริฟฟิน ฉันจะอยู่ได้ไหมคืนนี้” นาข้าวพูดเสียงสั่น
กริฟฟินมองเห็นเธอสั่นเพราะหนาว เขาถอดเสื้อชั้นนอกออกมาคลุมให้เธอ “เ้าเอาไปเถอะ ข้านั่งข้างๆ กองไฟนี้ก็ไม่หนาวแล้ว” เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งปรากฏออกมาไม่ไกลจากพวกเขา กริฟฟินรีบคว้าดาบและลุกขึ้นยืน เ้าบอนนี่ะโมาอยู่ข้างนาข้าวและส่งเสียงขู่ เงาดำค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ กริฟฟินยกดาบขึ้นและหยิบคบเพลิงมาส่องไปที่เงาดำ เขาต้องใเมื่อพบว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือมอร์เดร็ด พ่อมดจอมร้ายกาจ
“นาข้าว! เ้าหลบอยู่หลังข้านะ” กริฟฟินกล่าวด้วยความร้อนรน
นาข้าวรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของความชั่วร้าย เธอมั่นใจว่าต้องเกิดเื่ไม่ดีขึ้นแน่ๆ
“เจอกันอีกแล้วนะท่านกริฟฟิน เ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าแค่แวะมาเยี่ยมเท่านั้นเอง” มอร์เดร็ดกล่าวด้วยเสียงเย้ยหยัน
“แล้วเ้า้าอะไร! สิ่งที่เ้าทำกับข้าไว้มันยังไม่พออีกหรือไง” กริฟฟินกล่าวเสียงหนักแน่น
มอร์เดร็ดหัวเราะเบาๆ “จุ๊ ๆ ๆ ๆ ใจเย็นๆ ข้าจะยังไม่ทำอะไรพวกเ้าหรอก แต่ครั้งหน้าข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เขาพูดพลางมองไปที่นาข้าว
กริฟฟินได้ยินดังนั้น เขากัดฟันแน่นแล้วพูดว่า “อย่ามายุ่งกับนางนะ!”
**เ้าบอนนี่คำรามเสียงดังสนั่นไปทั่วป่า มอร์เดร็ดเกิดความหงุดหงิดกับการกระทำของมัน** เขาเริ่มสนใจในพลังที่แสดงออกมาของเ้าสัตว์แปลกประหลาดตัวนี้และตัดสินใจที่จะมันให้ได้
“เ้าสัตว์แปลกประหลาดตัวนี้ดูมีอะไรบางอย่าง ข้าว่ามันควรมาอยู่กับข้าเสียมากกว่า” มอร์เดร็ดกล่าวออกมาอย่างสนใจ
เ้าบอนนี่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งคำรามดังมากขึ้น มันยกเท้าหน้าขึ้นและกระแทกพื้น ทำให้เกิดแรงสั่นะเืจนมอร์เดร็ดต้องะโถอยหนี นาข้าวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ตะลึงกับสิ่งที่เห็น
“พลังของเ้าสัตว์ตัวนี้แข็งแกร่งมาก ไว้คราวหน้าข้าจะกลับมาใหม่ เ้าจงเตรียมตัวรับมือให้ดีเถอะ กริฟฟิน...” มอร์เดร็ดกล่าวก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆจางหายไปในหมอกหนาทึบ กริฟฟินและนาข้าวมองตามจนเขาหายลับไป
“พวกเราต้องระวังตัวให้ดี มอร์เดร็ดกลับมาแล้ว แต่ครั้งนี้มาแค่พลังจิต เราจึงยังปลอดภัยอยู่” กริฟฟินกล่าวพร้อมกับหันไปมองนาข้าว
“แล้วนายพอจะรู้ไหมว่าเขาจะมาทำอะไรพวกเรา?” นาข้าวเอ่ยถาม
“ข้าพอจะเดาออก ว่ามอร์เดร็ด้าตัวเ้า” กริฟฟินตอบด้วยความมั่นใจ
“ไม่นะ! ฉันไม่ไปเด็ดขาด ฉันยังไม่อยากตาย” นาข้าวกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
“เ้าทำใจให้สบายเถอะ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรเ้าได้แน่นอน” กริฟฟินกล่าวด้วยความมุ่งมั่น
นาข้าวรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอจึงพักผ่อนโดยมีเ้าบอนนี่นอนอยู่ข้างๆ ส่วนกริฟฟินยังคงนั่งข้างกองไฟ คิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เขายังไม่เคยเอาชนะมอร์เดร็ดได้เลยสักครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาและความพยายามของเ้าชายฟีนิกส์ยังคงตราตรึงในใจเขา
กริฟฟินหันไปมองนาข้าวที่หลับอยู่ แล้วพูดเบาๆ กับตัวเอง “ข้าจะปกป้องเ้าให้ดีที่สุด นาข้าว”
เช้าวันรุ่งขึ้น นาข้าวตื่นขึ้นมาเห็นกริฟฟินนั่งพิงต้นไม้หลับอยู่ในท่ากอดดาบ เธอไม่อยากปลุกเขา จึงปล่อยให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่ เ้าบอนนี่มองหน้านาข้าวและกระดิกหางอยู่ข้างๆ เธอก้มลงมองเ้าบอนนี่อย่างภูมิใจ
“ไง! เ้าบอนนี่ เมื่อคืนนี้แกเท่มากเลยนะ ฉันโชคดีจริงๆ ที่มีแกอยู่ข้างๆ” นาข้าวพูดด้วยรอยยิ้ม
แต่แล้วก็เกิดสิ่งแปลกประหลาดขึ้นในหัวของเธอ ภาพการต่อสู้แวบขึ้นมาในความคิด เธอรู้สึกใจคอไม่ดี “ไม่ได้การ ฉันต้องหาวิธีรับมือกับพ่อมดนี้ให้ได้” นาข้าวกล่าวออกมาเบาๆ
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด กริฟฟินก็ตื่นขึ้นพอดี “เ้า...ตื่นแล้วเหรอ ข้าหลับไปั้แ่เมื่อไหร่เนี่ย” กริฟฟินพูดด้วยความงัวเงีย
“ฉันตื่นมาก็เห็นนายนั่งหลับอยู่ เลยไม่อยากปลุก” นาข้าวตอบด้วยความเอ็นดู
หลังจากที่ทั้งสองล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ ตอนนี้เป็เวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น แต่ในป่ายังคงมืดอยู่ มีแสงส่องลงมาเพียงบางจุดตามช่องว่างของกิ่งไม้
เมื่อพวกเขาเดินไปได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้น มันเคลื่อนที่เร็วมาก เ้าบอนนี่ััได้ถึงความไม่ปลอดภัย มันจึงบินขึ้นไปเพื่อดูที่มาของเสียง และในทันใดนั้น หมาป่าเขี้ยวโค้งยาวเหมือนวอลรัสก็ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา
เ้าบอนนี่รีบะโลงมายืนขวางอยู่ด้านหน้าของม้าทั้งสองตัว มันจ้องมองหมาป่าด้วยความแข็งกร้าว หมาป่าตัวนั้นมีขนาดใหญ่โตเทียบเท่าเสือหนึ่งตัว และมันจ้องมองพวกเขาอย่างไม่ละสายตา
กริฟฟินรีบคว้าดาบออกมา เตรียมพร้อมต่อสู้ ส่วนนาข้าวนั้น นั่งตัวสั่นอยู่บนหลังม้า หมาป่าเริ่มก้าวเดินเข้ามาใกล้อย่างช้า ๆด้วยความหิวกระหาย เ้าบอนนี่มันส่งเสียงขู่เป็การเตือนว่าอย่ามายุ่ง