บทที่ 21
แม่เฒ่าร้านสุรา
สุดท้ายแล้วซิ่งหลิงก็นั่งร่วมโต๊ะกับลูกค้าก่อนหน้าอย่างเสียไม่ได้ โล่งใจไม่น้อยที่อี้ฉุนนั่งคั่นกลางระหว่างนางและคุณชายอีกคนเพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่เหมาะสม ลอบพิจารณาชายสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
คนหนึ่งเป็นบัณฑิตวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย สวมอาภรณ์เนื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ใบหน้ามีรอยยิ้มประดับดูเป็นมิตร ส่วนชายอีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี ใบหน้าคมเข้ม ท่วงท่าเคร่งขรึม สีหน้านี้ทำให้ผู้ที่พบเจอไม่กล้าเข้าใกล้
ส่วนชายอีกคนซิ่งหลิงไม่กล้าหันมองใบหน้าของเขา ไม่กล้าแม้กระทั่งหันมองอี้ฉุน เพียงแค่สบตาก็พยายามจดจำนัยน์ตาดำขลับฉาบประกายสูงส่ง ไร้รอยตำหนิเอาไว้ให้ขึ้นใจ
ไม่ใช่เพราะดวงตาของเขางดงาม
ไม่ใช่เพราะนางรักใคร่ชอบพอเพียงสบตา
แต่นางจะจำเอาไว้ว่าหากพบบุรุษที่มีดวงตาเช่นนี้อีกครั้งจะรีบหลบหน้าหลีกทางเสีย! เอ่ยวาจาน่าขบขันออกไปต่อหน้าเขาก็ขายหน้าจนแทบมุดดินหนีแล้ว!
ไม่นานอาหารตามใจเสี่ยวเอ้อร์ก็ถูกยกขึ้นโต๊ะมาพร้อมกับสุรา ซิ่งหลิงขยับตะเกียบดวงตาหันมองไปรอบๆ ที่ยังคงวุ่นวายจอแจไม่หยุด กินอาหารไปพลางเงี่ยหูฟังบัณฑิตวัยกลางคนที่กำลังพูดคุยเรื่องราวของชินอ๋องอย่างออกรส
“ชิงอ๋องกลับเมืองหลวงมาครานี้ชาวบ้านพากันยินดีเบิกบานยิ่งนัก เห็นทีเสนาบดีกู้คงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ นั่งไม่ติดแล้วกระมัง”
ซิ่งหลิงที่ไม่เคยสัมผัสกับเรื่องราวของขุนนางใหญ่โตย่อมตั้งใจฟัง ลอบแปลกใจกับความตรงไปตรงมา สีหน้าของนางนี้ชัดเจนจนทำให้บัณฑิตวัยกลางคนสังเกตเห็น ยิ้มแย้มแล้วถามไถ่ด้วยไมตรี
“แม่นางท่านมิใช่คนแถวนี้กระมัง”
“ถูกแล้ว ข้าเป็นคนเมืองว่าน คิดไม่ถึงเลยว่าคนในเมืองหลวงจะพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผย” สีหน้าซิ่งหลิงอิหลักอิเหลื่อ ไม่ใคร่อยากข้องแวะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบนินทาที่อาจนำภัยมาสู่ตนเอง
“แม่นางไม่ต้องกังวล เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเล่าในโรงน้ำชา ชาวบ้านตั้งแต่ท้ายตรอกยันหน้าตรอกล้วนพูดกันทั้งสิ้น เรื่องซุบซิบเล็กๆ พรรค์นี้ก็เป็นหนึ่งในความบันเทิงรื่นเริง หากออกมาวิ่งเต้นห้ามปรามก็มีแต่ให้คนพูดถึงความใจแคบ” บัณฑิตวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ สำทับขึ้นอีกหน “อย่าว่าแต่ชินอ๋องหรือเสนาบดีเลย ฮ่องเต้หรือกุ้ยเฟยก็กล้าพูดกัน”
ซิ่งหลิงทำเพียงยิ้มแหยๆ อย่างแห้งแล้ง บัณฑิตวัยกลางคนที่เห็นสีหน้าของนางไม่สู้ดีก็ไม่พูดถึงเรื่องความขัดแย้งของชินอ๋องและเสนาบดีอีก หันมากล่าวสรรเสริญเสียแทน
“ยุคสมัยนี่ช่างดีนักมีฮ่องเต้ที่ปรีชา สายพระเนตรกว้างไกล ปกครองบ้านเมืองได้อย่างสงบสุขร่มเย็นทำให้ชาวบ้านมีกินมีใช้สุขสบาย ถือเป็นโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง”
จะว่าไปเรื่องนี้ซิ่งหลิงก็ลอบผงกหัวเห็นด้วย เข้าใจดีว่ายิ่งเจิดจ้าเงาก็ยิ่งมืดดำ ทุกหนทุกแห่งล้วนมีคนยากจนข้นแค้นแฝงอยู่ทุกที่ แม้แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่เว้น ทว่าเท่าที่นางเห็นผ่านตาต่อให้เป็นคนยากคนจนก็ไม่ได้ดูน่าอดสูน่าเวทนามากนัก ตั้งแต่นางจำความได้ก็ไม่เคยได้ยินชาวบ้านก่นด่าหรือตำหนิโอรสสวรรค์เลยสักหน
ซิ่งหลิงในใจเดียดฉันท์ชิงชังขุนนางกังฉินยิ่งนัก ร้านค้าของนางในเมืองว่านกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างได้ก็เสียเวลาไปมาก เสียเงินไปหลายพวงหลายถุง เฝ้าตบตีอยู่กับขุนนางไร้ระดับน่าชิงชัง!
สายตาคมลอบมองสตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวตัวเดียวกัน สีหน้าไม่ยินดีนี้ทำให้เขาคิ้วกระตุกนัยน์ตาดำมืด
“เจ้าไม่เห็นด้วยงั้นหรือ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำนี้ไม่ได้ดังขึ้นจากชายสองคนในฝั่งตรงข้ามแต่กลับดังขึ้นข้างกาย ซิ่งหลิงใช้หางตาเหลือบมองบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งเดียวกันกับนาง ลอบมองใบหน้าของเขาผ่านอี้ฉุนแวบหนึ่งแล้วรีบดึงสายตากลับ แววตาของเขาดูไม่พอใจอยู่บ้างจึงรีบปรับสีหน้าไม่ให้เขาขุ่นเคืองเข้าใจผิด
“ความสูงของหอคอยวัดได้ด้วยเงา ส่วนผู้ยิ่งใหญ่วัดได้จากเสียงคนติฉิน พระปรีชาของโอรสสวรรค์กระจ่างชัด ตัวข้าถือเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้บารมีของโอรสสวรรค์ ไหนเลยจะไม่ยินดี!”
...ช่างประจบประแจง
หัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นเบาๆ ซิ่งหลิงไม่กล้าหันมองอีก ก้มหน้าขยับตะเกียบกินอาหารบนโต๊ะจนรู้สึกอิ่มพอดีจึงให้อี้ฉุนเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาเก็บเงิน แม้ว่าหอสุราแห่งนี้จะเปิดโอกาสให้กินดื่มได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่นางก็มอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นน้ำใจ
“ต้องขอตัวก่อนแล้ว” ซิ่งหลิงลุกขึ้นยืนแล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย จับแขนอี้ฉุนแล้วเดินจากหอสุราออกไป รับรู้ได้ถึงสายตาของคนในโต๊ะที่คงมองตามหลังมา
ถ้อยคำการพูดจาของบัณฑิตวัยกลางคนดูไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ทั้งชายที่นั่งอยู่ฝั่งเดียวกับเขาก็มีท่วงท่าองอาจไม่สามัญ บุรุษที่นั่งเก้าอี้ยาวตัวเดียวกับนางแม้ว่าจะไม่เห็นหน้าค่าตาชัดเจน แต่ก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาที่แผ่ซ่านออกมา
บัณฑิตคุยเรื่องตำรา คนฆ่าสัตว์คุยเรื่องหมู...
ซิ่งหลิงเม้มปากใจล่องลอย เรื่องนี้เป็นเรื่องซุบซิบนินทาเสียมากกว่ากระมัง คำขู่ของจิ้งเส้าหวงทำให้นางขวัญแทบบินหาย เห็นเพียงใบไม้ไหวก็สะดุ้งแล้ว!
ดวงตาคมทรงพลังมองแผ่นหลังแบบบางที่หายลับไปเอ่ยสั่งเสียงขรึม “ไปสืบมาว่านางเป็นใคร”
“ขอรับ”
ซิ่งหลิงออกจากหอสุราเวลาก็ล่วงเลยจนถึงบ่ายคล้อย กลับถึงเรือนนางก็สะบัดรองเท้าออกแล้วจุ่มเท้าลงในน้ำร้อนคลายความปวดเมื่อย
“ไม่ต้องมารับใช้ข้า ไปพักเถอะ” ซิ่งหลิงชักเท้าหนีเมื่ออี้ฉุนคุกเข่าลงคิดบีบนวด ยิ่งเห็นเหวินหวาเดินมาใกล้แทนที่อี้ฉุนจึงรีบกล่าวให้ชัดเจน
“พวกเจ้า...พวกเจ้าทั้งสองคนไปพักเถิด ข้าเพียงแค่อยากแช่เท้าเท่านั้น”
อี้ฉุนคล้ายคุ้นชินกับการรับใช้ผู้เป็นนายแล้ว แต่เหวินหวากลับยังไม่คุ้นนัก แม้จะได้รับอนุญาตให้พักแต่นางยังคงซื่อตรงต่อหน้าที่ คอยยืนรอรับใช้อยู่ตรงมุมห้องเงียบๆ ทำตัวประดุจธาตุอากาศไร้ตัวตนซึ่งซิ่งหลิงคร้านจะห้ามปราม เอนกายไปด้านหลังแล้วปิดตาลง
วันนี้นางเดินเกือบทั้งวันทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าปวดเมื่อยอยู่บ้าง...
สัมผัสเบาๆ เกิดขึ้นที่ฝ่าเท้าทำให้ซิ่งหลิงรู้สึกตัวตื่น เผลอผล็อยหลับไป เห็นเหวินหวานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น กำลังใช้ผ้าซับหยดน้ำออกจากเท้าอย่างนุ่มนวลระมัดระวัง
“อภัยด้วยเจ้าค่ะ แต่หากแม่นางแช่เท้านานเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ”
“ขอบใจมาก” ซิ่งหลิงมองเหวินหวาที่ตั้งอกตั้งใจซับน้ำบนเท้าจนแห้ง ไม่ทันได้สวมถุงเท้าและรองเท้าให้ดี เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้น ทำให้ซิ่งหลิงรีบหดเท้าอยู่ใต้กระโปรงด้วยความตระหนก เงยหน้าขึ้นจึงเห็นจิ้งเส้าหวงเดินเข้ามา เหลือบมองสีท้องฟ้านอกเรือน นภาสีส้มแดงยามสนธยา เวลาพลบค่ำโพล้เพล้ยังไม่ถึงยามราตรี เขามาพบนางทำไมกัน
“ออกไป”
จิ้งเส้าหวงมองสาวใช้ในเรือนที่ถอยเท้าออกจากเรือนทั้งยังงับปิดประตูแน่นสนิทก็ก้าวเท้าเดินเข้าใกล้ หลุบมองปลายนิ้วเท้ากลมกลึงประดุจไข่มุกน่ารักและเล็บสีชมพูอ่อนระเรือที่โผล่พ้นออกจากชายกระโปรงรำไร ชวนให้เหลือบมองอยู่หลายหนไม่ได้
“ซิ่งหลิงคารวะคุณชาย” ซิ่งหลิงลุกยืนขึ้น ยอบกายลงเล็กน้อยแล้วยืดตัวตรง เดินเข้าหาจิ้งเส้าหวงโดยที่ยังไม่ได้สวมรองเท้า นางหยุดลงตรงหน้าเขาใบหน้าเคลือบประดับด้วยรอยยิ้ม เงยหน้าพิจารณามองชายตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน กล่าวอย่างซื่อสัตย์จริงใจ
“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะซิ่งหลิงไม่ได้พบคุณชายนานเกินไปหรือเป็นเพราะคุณชายรูปงามเกินไป ถึงได้รู้สึกว่าวันนี้คุณชายหล่อเหลามากเป็นพิเศษ”
วาจาหวานหูเอาใจนี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่ชมชอบ จิ้งเส้าหวงหรี่ตาลงมองจับผิดสตรีเบื้องหน้าที่กำลังยิ้มแย้ม พยายามตีหน้าเคร่งขรึมไม่ให้หลงใหลไปกับวาจาของนาง ขยับปลายนิ้วดันใบหน้าซิ่งหลิงออกห่าง เดินผ่านตัวนางนั่งลงบนตั่งยาว “มาเมืองหลวงได้ไม่ทันไรก็คิดการใหญ่แล้วหรือ”
จิ้งเส้าหวงเอกเขนกเอนกายพลิกตัวตะแคงข้างพินิจพิเคราะห์ซิ่งหลิงด้วยแววตาคมปลาบ
“ร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่โตจะเรียกว่าการใหญ่ได้อย่างไรเจ้าคะ” ซิ่งหลิงยิ้มตอบ
วันนี้ทั้งวันไม่ว่านางจะไปที่ไหนหรือทำอะไร รวมถึงการพูดคุยต่างๆ เซี่ยจี้ก็คงนำความถ่ายทอดต่อจิ้งเส้าหวงจนหมดสิ้นแล้วกระมัง
“จะว่าไปข้าก็มีความคิดจะเปิดร้านค้าเพิ่มอยู่เช่นกัน”
“ร้านอาหารหรือเจ้าคะ”
“อืม” จิ้งเส้าหวงตอบนิ่งๆ จ้องมองเรือนร่างแบบบางที่ยังคงยืนทิ้งระยะห่างออกไป อาภรณ์สีเขียวผลแพรไม่ทำให้นางดูโดดเด่นน่าสนใจแต่มองแล้วให้ความสบายใจ มองได้โดยไม่รู้เบื่อ เป็นความงามเรียบง่ายเห็นแล้วชวนให้ผ่อนคลาย สีหน้าของจิ้งเส้าหวงไม่เคร่งขรึมเช่นเดิม