จิตของไป่ฉีมาถึงห้องของเฟิงเทียนแล้ว สิ่งที่เขาเห็นคือ แม่ของเฟิงเทียน ตัวเฟิงเทียน และจี๋หลินเวิ่นเทียน อยู่ในเรือนพักของเฟิงเทียนและแม่
“ลูกทำได้ดีมาก ก่อนพ่อจะมา ผู้อาวุโสต่างก็เข้ามาแสดงความยินดีและบอกว่าจะสนับสนุนลูกขึ้นเป็นประมุขคนต่อไป ลูกพัฒนาตัวเองได้เร็วมาก ด้วยความสำเร็จนี้ ตอนที่ลูกอายุเท่าพ่อ ลูกอาจจะทะลวงปราณสู่ชั้นราชันย์ทรราชก็เป็นได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” จี๋หลินเวิ่นเทียนหัวเราะอย่างมีความสุข วันนี้เป็นวันที่เขามีความสุขที่สุด ถ้าถามว่าเขาเสียใจกับการตายของเส้าเทียนไหม ก็คงตอบได้ว่าเสียใจ แต่เพราะอวี้กงจะช่วยให้เส้าเทียนได้กลับมาเกินใหม่ก็ทำให้เขาคลายความเสียใจไปได้
“พ่อชมผมเกินไปแล้วครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“เกินที่ไหน ลูกมีพลังปราณเทียบเท่าหลงเทียนหมิงจากตำหนักเทพมังกรคราม แถมยังปรับปรุงวิชาของตำหนักเทพกิเลนจนพัฒนาขึ้น ที่พ่อชมยังน้อยไปด้วยซ้ำ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“ผมแค่ฝึกบ่อยจนเห็นจุดบอดบางอย่างของกระบวนท่าจึงได้ลองปรับแก้ให้เป็นแบบของตัวเองน่ะครับ” เฟิงเทียนกล่าว (แถเหมือนอาจารย์ไม่มีผิด สมกับเป็นศิษย์อาจารย์กันจริง ๆ)
“น่าเสียดายที่ลูกยังต้องเรียนต่อมัธยมปลายอีก ไม่อย่างนั้นพ่อจะตั้งให้ลูกเป็นครูฝึกกระบวนท่าให้กับคนในตระกูลซะเลย” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“รอผมว่างก่อนนะครับ เพราะหลังจากนี้ต้องอ่านหนังสือสอบกับฝึกพลังปราณอีก การประลองของประจำปีที่สมาคมการค้าตะวันจันทราก็ใกล้เข้ามาแล้วด้วย คงไม่มีเวลาพอจะสอนหรอกครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ไม่เป็นไร ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งก่อน จากนั้นค่อยฝึกคนในปกครองก็ได้ ไม่เสียหายอะไร” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว แต่ยังไม่ทันได้คุยต่อก็มีบ่าวชายวิ่งมาบอกคนของจี๋หลินเวิ่นเทียนที่เฝ้าประตูเข้าเรือนของเฟิงเทียนว่า แผนนารีพิฆาตล้มเหลว ทางคนที่เฝ้าประตูจึงได้ส่งปราณสื่อสารเข้าไปรายงานจี๋หลินเวิ่นเทียนทันที
“เฟิงเทียน พ่อต้องไปก่อนนะ พอดีมีเรื่องยุ่ง ๆ นิดหน่อย” จี๋หลินเวิ่นเทียนลุกขึ้นแล้วเดินออกไป โดยตรงกลับไปยังเรือนของตนเอง มีบ่าวชายที่มารายงานเรื่องแผนการที่ล้มเหลวตามไปด้วย เมื่อจี๋หลินเวิ่นเทียนไปไกลแล้ว ไป่ฉีจึงเลือกให้ร่างจิตปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเฟิงเทียน
“เหวอ ท่านอาจารย์” เฟิงเทียนตกใจที่อยู่ ๆ อาจารย์ก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา
“รู้รึเปล่าว่าพ่อเจ้ารีบออกไปเพราะเรื่องอะไร” ไป่ฉีถาม
“คงจะมีผู้อาวุโสบางคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แล้วบ่าวชายคนนั้นคงได้ยินเข้า จึงมารายงานท่านพ่อมั้งครับ” เฟิงเทียนลองเดาดู
“ผิด ที่จริงแล้วพ่อของเจ้าวางแผนนารีพิฆาตกับเรา ส่งหญิงสาวพรหมจรรย์ 3 คนที่คาดว่าน่าจะฝึกมาในเรื่องการทำกิจกรรมบนเตียง มาปรนนิบัติเรา ซ้ำในกาน้ำชาที่ตั้งไว้ในห้อง ยังมีกลิ่นของยาปลุกกำหนัดลอยออกมาอีก ส่วนหญิงสาวทั้ง 3 คนเป็นคนในตระกูลจี๋หลิน เจ้าคงพอเดาออกนะว่าพ่อของเจ้าหวังอะไรไว้” ไป่ฉีกล่าว
“หวังให้ท่านอาจารย์เสียซิงสินะครับ” เฟิงเทียนตอบ ก่อนจะโดนกำปั้นทุบเข้าที่หัวอย่างแรง
“โอ๊ย ท่านอาจารย์ ทำไมท่านชอบทำร้ายร่างกายผมจัง” เฟิงเทียนเอามือกุมหัวส่วนที่โดนอวี้กงทุบไป แต่ท่าทางเจ้าตัวจะชอบโดนทุบตีซะมากกว่า
“เจ้าศิษย์โรคจิต เล่นให้รู้เวลาเสียบ้าง” ไป่ฉีดุศิษย์ของตน
“ขอโทษครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนก้มหัวขอโทษ
“นอกจากนี้ยังใช้แผนบุรุษพิฆาตยายทวด อ้อ ไม่สิ บุรุษพิชิตมนุษย์ป้า กับประมุขจางหนี่หวังด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ประมุขจางก็โดนเหรอครับ ตอนนี้ประมุขจางเป็นยังไงบ้าง” เฟิงเทียนถามด้วยความเป็นห่วง แต่จินตนาการนั้นคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
“ไม่ต้องห่วงรายนั้นหรอก จับชายหนุ่ม 3 คนมัดแล้วกรอกชาที่มียาปลุกกำหนัดใส่ปากทั้ง 3 คน จากนั้นก็ใช้เทียน โซ่ แส้ กุญแจมือทรมานจนเสียงคราง อ้อ ไม่สิ เสียงดังเหมือนควายถูกเชือดดังออกมาจากภายในห้อง” ไป่ฉีอธิบายจนเฟิงเทียนเห็นภาพ
“นี่ท่านไปถ้ำมองมาเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม ก่อนจะโดนเขกหัวไปอีก 1 ครั้ง
“เราแค่ตรวจสอบดูว่าจางหนี่หวังจะพลาดท่าหรือเปล่า จะได้เข้าไปช่วยเหลือ” ไป่ฉีกล่าว
'น่าเป็นห่วงมาก ป้าจางนอกจากเป็นสายมโน เรื่องลามกแล้ว ยังเป็นพวกไม่ระวังตัวด้วย' ไป่ฉีคิด
“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์เล่ามา ท่านต้องอยู่อีก 2 วันจะไม่เป็นไรใช่ไหมครับ” เฟิงเทียนถาม
“ไม่ต้องห่วงหรอก รีบฝึกพลังปราณให้ถึงชั้นจักรพรรดิขั้น 10 เถอะ อย่างน้อยควรมีคนระดับราชันย์ทรราชสัก 1-3 คนในการต่อกรกับพวกพรรคตะวันดับ” ไป่ฉีกล่าว
“ทราบแล้วครับ” เฟิงเทียนรับคำ
“ดีมาก โอสถที่จำเป็น เราได้เตรียมไว้ให้ที่ถ้ำฝึกฝนแล้ว เจ้าสามารถใช้ได้เลย เรื่องที่จะบอกก็มีเพียงเท่านี้แหละ” ไป่ฉีกล่าวจบก็หายตัวไปจากห้องของเฟิงเทียนทันที
ไป่ฉีดึงจิตของตนกลับมาเข้าร่างอีกครั้ง จากเมื่อครู่ที่ลองอ่านความทรงจำและความคิดของจี๋หลินเวิ่นเทียนมา เขาได้ข้อมูลเกี่ยวกับตำหนักเทพกิเลนมาพอสมควรทีเดียว แต่ตอนนี้สิ่งที่จำเป็นกับเขามากกว่าคือการเตรียมตัวสำหรับทะลวงขั้นลมปราณสู่ปราณชั้นราชันย์ทรราช
ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ สมาร์ทโฟนของเขาก็ดังขึ้น แต่เพื่อความปลอดภัยในตัวตนของเขา เขาลงอักขระลมปราณเพื่อป้องกันไม่ให้คนภายนอกได้ยินเสียงคนที่อยู่ภายในห้อง เมื่อเช็กว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงค่อยกดรับสาย
“ครับ พี่ชิงชิง คิดถึงผมเหรอ” ไป่ฉีแซวเมิ่งชิงชิงทันที
[อือ นายจะกลับมาวันไหน] เมิ่งชิงชิงถาม
“อีก 2 วันครับ พ่อกับแม่เป็นยังไงบ้าง” ไป่ฉีถาม
[พวกท่านสบายดี ตอนนี้ออกไปซื้อของนอกบ้านกันน่ะ ฉันอิจฉานายเหมือนกันนะ พ่อกับแม่ฉันไม่เห็นหวานกันแบบนี้เลย กลับมาบ้านทีนึงก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่กันตลอด พอฉันจะพูดอะไรก็ถูกดุถูกว่า พอคุณปู่มาฉันก็เลยขอมาอยู่กับคุณปู่น่ะ] เมิ่งชิงชิงกล่าว ไป่ฉีเดาได้จากน้ำเสียงเลยว่าเธอคงทำหน้าเศร้าแน่ ๆ
“พ่อแม่ผมก็เหมือนพ่อแม่ของพี่เหมือนกันนะ อีกหน่อยถ้าพี่แต่งเข้าบ้าน พี่ก็ต้องเรียกพวกท่านว่าพ่อกับแม่เหมือนกัน” ไป่ฉีเริ่มแหย่เมิ่งชิงชิงอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของเธอ
[ชิ ให้มันถึงวันนั้นก่อนเถอะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะ กลับมาค่อยคุยงานละครที่ทางบริษัทซื้อลิขสิทธิ์นิยายของนายไป ตอนคุณตงไห่ติดต่อมาฉันก็ตอบอะไรมากไม่ได้ เลยบอกเขาว่ารอนายกลับมาก่อน] เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ขอบคุณที่เป็นธุระให้นะครับ อ้อ ผมเสื้อที่ผมใส่แล้วอยู่ในตะกร้ายังไม่ได้ซัก ถ้าว่างฝากซักด้วยนะครับ” ไป่ฉียิ้ม เขารู้ว่าถ้าเขาไม่อยู่คนที่เสพติดกลิ่นของเขาต้องนอนไม่หลับแน่
[ได้ ๆ วางละนะ] เมิ่งชิงชิงรีบวายสายไปทันที ไม่ต้องเดาเลยว่าเสื้อของไป่ฉีในตะกร้าคงยังไม่ได้ซักในเร็ว ๆ นี้
หลังจากคุยกับเมิ่งชิงชิงแล้ว ไป่ฉีในรูปลักษณ์ของอวี้กงโทรติดต่อไปหาไป่ชิกับไป่เชอะ และไป่โม่ลี่ เพื่อถามว่ามีอะไรขาดเหลือรึเปล่า ดูเหมือนทั้ง 3 คนจะอยู่สุขสบายดี การฝึกยุทธ์ดูจะไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ เป็นไปตามที่ไป่ฉีคาดเอาไว้ ทั้ง 3 คนไม่มีพรสวรรค์ ส่วนพรแสวงนั้นเห็นจะมีแต่ไป่โม่ลี่เท่านั้นที่มี ส่วนเจ้า 2 ตัวป่วนนั่นเขาขี้เกียจจะสั่งสอนแล้วจริง ๆ
เมื่อรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไป่ฉีเปิดประตูมิติไปยังถ้ำฝึกฝนของเขา เก็บเกี่ยวสมุนไพรที่จำเป็นต้องใช้ จากนั้นไปนำศิลาสวรรค์มาและเข้าไปในเขตแดนสำหรับบ่มเพาะพลัง ซึ่งเป็นเขตแดนที่เวลาภายในนั้นเดินเร็วกว่าภายนอก
'หึ หึ ไม่ได้ทำมาเสียนาน เตาหลอมโอสถใบใหม่ที่เหนือกว่าใบเดิม หากข้าทำได้สำเร็จล่ะก็ การสร้างเตาหลอมอาวุธก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร' ไป่ฉีคิด
เขาเริ่มจากการใช้เพลิงปราณสีขาวหลอมศิลาสวรรค์ จากนั้นเริ่มขึ้นรูป ด้วยความรู้จากโลกนี้ ไป่ฉีลงรายละเอียดทั้งความหนา ความบางของส่วนต่าง ๆ ถูกปรับแต่งด้วยมือ บางส่วนที่ยังไม่ได้รูป เขาก็แก้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อขึ้นรูปเตาเสร็จแล้ว ก็ขึ้นลายอักขระลมปราณซึ่งจะช่วยในการปรุงโอสถ
“ข้าจะทำให้มันกลายเป็นเตาหลอมโอสถสารพัดประโยชน์ที่สามารถหลอมโอสถได้ทุกชนิด หากเป็นที่ต้าเซียน โอสถหยินกับโอสถหยางจะต้องใช้เตาหลอมเฉพาะ โอสถพิษก็ต้องใช้เตาแบบเฉพาะเช่นกัน แต่ด้วยเตาหลอมจากศิลาสวรรค์นี้ ข้าจะปรุงโอสถทั้ง 3 ชนิดด้วยกันได้ในเตาเดียวยังได้เลย” ไป่ฉีตื่นเต้นกับเตาใหม่ของเขาที่กำลังลงอักขระลมปราณจำนวนมากลงไป
เรือนพักของประมุขจี๋หลินเวิ่นเทียน
“บัดซบ แผนการครั้งนี้ล้มเหลวหมด จางหนี่หวังยังพอเข้าใจได้ แต่อวี้กงที่ยังหนุ่มแน่นกลับไม่อ่อนไหวไปกับการยั่วยวนของหญิงสาวแม้แต่น้อย นับว่าผิดคาดจริง ๆ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“เราจำทำยังไงกันต่อดีครับท่านประมุข หากส่งพวกเธอไปอีก อวี้กงอาจลงมือฆ่าพวกเธอทันทีก็ได้ และอาจจะถล่มตำหนักเทพกิเลนจนราบเป็นหน้ากลอง” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
“หรือว่าอวี้กงจะเป็น*ต้วนซิ่ว” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวขึ้น (*ชอบเพศเดียวกัน)
“อาจเป็นไปได้ เพราะเราไม่เคยเห็นอวี้กงสนใจสตรีใดมาก่อน หากเป็นบุรุษก็เห็นเพียงแค่ให้การชี้แนะหรือสั่งสอนเพียงเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรสามารถยืนยันได้ว่าอวี้กงเป็นต้วนซิ่ว หรือว่าเรื่องนี้จะลองติดต่อไปหาเหลาเหล่าดี” ผู้อาวุโสคุมกฎเสนอ
“อย่าได้เชิญมาเด็ดขาด ชื่อเสียงเหลาเหล่าอื้อฉาวขนาดไหน ทุกคนในยุทธภพนั้นรู้ดี ช่างน่าแปลกที่เจ้าแก่วิปลาสนั่นยังอยู่ฝ่ายธรรมะ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“แล้วจะให้ทำยังไงดีครับ” ผู้อาวุโสคุมกฎถาม
“ให้เต๋อเทียนกับไท่หยางไปช่วยดูแลอวี้กงแทน โดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อตอบแทนที่ช่วยชีวิตกับชี้แนะวิชาให้ ครั้งนี้ไม่ต้องผสมยาปลุกกำหนักลงไปในน้ำชา ดูเหมือนอวี้กงจะจมูกดีมากทีเดียว ให้ไท่หยางกับเต๋อเทียนพักอยู่กับอวี้กง เพื่อคอยสังเกตพฤติกรรมว่าเขาเป็นต้วนซิ่วรึเปล่า” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“ทราบแล้วครับ ผมจะรีบจัดการตามที่ท่านประมุขต้องการโดยเร็ว” ผู้อาวุโสคุมกฎรับคำสั่ง ก่อนจะคำนับจี๋หลินเวิ่นเทียน และออกไปจากเรือนพักแห่งนี้ไป
ที่ถ้ำฝึกฝนของไป่ฉี
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดเตาหลอมโอสถกับเตาหลอมศาสตราเทพที่สร้างจากศิลาสวรรค์ชั้นยอดก็เสร็จจนได้ คราวนี้รับรองว่าไม่มีทางระเบิดเหมือนตอนอยู่ที่ต้าเซียนแน่ เพราะข้าได้ใส่อักขระลมปราณที่จะรักษาและคงสภาพเตาไม่ให้ระเบิด โดยดูดซับแรงระเบิดมาฟื้นฟูเตาที่ถูกแรงระเบิดทำลาย กลายเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพลังจากแรงระเบิดจะหมดไป การเตรียมการสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว” ไป่ฉีดีใจมากที่ทำมันสำเสร็จจนได้
เขานำเตาทั้ง 2 ออกมาจากเขตแดน จากนั้นก็เดินตรงไปยังห้องที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ภายในนั้นมีสิ่งที่หน้าตาเหมือนกับสมาร์ทโฟนวางอยู่
[สวัสดีครับนายท่านไป่] เสียงสังเคราะห์ดังออกมาจากอุปกรณ์ที่ดูเหมือนสมาร์ทโฟน ก่อนที่จะมีเส้นแสงปรากฏเป็นร่างของเด็กคนหนึ่ง ใช่แล้ว เป็นรูปลักษณ์ของไป่ฉีตอนเด็กที่อยู่ต้าเซียนนั่นเอง
“ผลการวิเคราะห์ตัวยาที่ได้จากเจียงซือ ไปถึงไหนแล้ว” ไป่ฉีถาม
[PROCESS 50 % ครับ] ปัญญาประดิษฐ์ตอบ
มันถูกสร้างขึ้นโดยไป่ฮี ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ไป่ฉีเรียนรู้มาจนแตกฉานบวกกับอักขระลมปราณ ใช่แล้ว เจ้าสิ่งที่เหมือนกับสมาร์ทโฟนนี้คือซูเปอร์คอมพิวเตอร์นั่นเอง
สาเหตุที่มันมีขนาดเล็กก็เพราะอักขระลมปราณที่ไป่ฉีสร้างขึ้น ทำให้มันมีขนาดเล็กอย่างที่เห็น หากแต่ไม่สะดวกจะพกพาไปไหนมาไหนด้วยเท่านั้น ส่วนพลังงานไฟฟ้านั้นก็ได้จากศิลาสวรรค์ที่ไป่ฉีทำการสร้างอุปกรณ์แปลงพลังปราณจากศิลาสวรรค์มาเป็นกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับมัน
“ดีมาก วิเคราะห์ต่อไป” ไป่ฉีกล่าว
[รับทราบครับ] เอไอในรูปร่างเด็กรับคำสั่ง
“แล้วเรื่องอาวุธลมปราณแบบใหม่ที่ข้าให้เจ้าลองทำแบบจำลองออกมาล่ะ เสร็จไปถึงไหนแล้ว” ไป่ฉีถาม
[ตอนนี้แบบแปลนจำนวนมากถูกสร้างและได้ลองทำการทดลองด้วยระบบเสมือนจริงดูแล้ว แม้จะใช้งานได้แต่พลังไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็นครับ] เอไอตอบคำถามไป่ฉีทันที
“ดีมาก ทำต่อไป หากสำเร็จ ให้ส่งข้อความไปบอกด้วย” ไป่ฉีกล่าวจบก็หันหลังแล้วเปิดประตูมิติกลับไปที่ห้องรับรองในตำหนักเทพกิเลนทันที
เรือนรับรองของไป่ฉี ในตำหนักเทพกิเลน
“เฮ้อ นี่ใกล้ได้เวลาอาหารเย็นแล้วสิ” ไป่ฉีถอนหายใจ งานวิจัยยาของเจียงซือที่อยู่ในมือของพรรคตะวันดับเป็นปัญหาอย่างมากต่อความปลอดภัยของคนทั่วไป สิ่งที่อยู่ในมือของพรรคตะวันดับคือวิธีสร้างสัตว์อสูรจากร่างของผู้ฝึกยุทธ์ ซ้ำยังสามารถควบคุมพวกมันได้ ยิ่งถ้าสัตว์อสูรพวกนั้นได้รับยาของเจียงซือ ก็จะเป็นอย่างที่หลงเทียนหมิงเจอ ไม่ว่าจะใช้คนรุมมันมากเท่าไหร่ มันก็ราวกับจะไม่เป็นอะไรเลย
ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูเรือนรับรองดังขึ้น
“ใคร” ไป่ฉีถาม เขาชักเริ่มรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว
“ผู้น้อยเต๋อเทียนกับไท่หยางครับ” เต๋อเทียนตอบ เขารู้สึกดีใจมากที่จะได้ดูแลเทพกระบี่ ไม่แน่ว่าระหว่างที่ดูแลเทพกระบี่ เขาอาจได้รับการสั่งสอนจากเทพกระบี่บ้างไม่มากก็น้อย ส่วนเรื่องที่ประมุขขอมาคือแค่สังเกตกับคอยรับรองอวี้กงเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น ใครบ้างล่ะจะไม่ตอบตกลง
“มีธุระอะไร” ไป่ฉีถาม โดยเขายังไม่ได้เปิดประตูให้
“ท่านประมุขให้ผมกับเต๋อเทียนมาคอยรับรองท่านครับ ตอนนี้ได้เวลามื้อเย็นแล้ว ผมจึงได้มาเชิญท่านไปร่วมมื้อเย็นครับ” ไท่หยางกล่าว
เพียงไม่นานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างของเทพกระบี่ในชุดจอมยุทธ์โบราณ สีขาวขลิปริมสีทอง ลวดลายบนผ้านั้นเป็นสีทองสวยงามแบบที่ไท่หยางและเต๋อเทียนไม่เคยเห็นมาก่อน
“นำทางไปได้แล้ว ให้ประมุขจี๋หลินรอนานจะไม่ดี” ไป่ฉีที่เห็นทั้ง 2 หนุ่มที่จี๋หลินเวิ่นเทียนส่งมาให้รับรองเขายังคงนิ่งค้างไปกับความอลังการของเสื้อผ้า จึงได้กล่าวขึ้นเพื่อให้พวกเขาได้สติ
“เชิญท่านอวี้กงทางนี้ครับ” เต๋อเทียนและไท่หยางกล่าว ก่อนจะนำทางไป่ฉีไปยังห้องรับประทานอาหาร
___________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
