“คิดซะว่ามันเป็นเคล็ดลับวิชาการต่อสู้ก็แล้วกัน...”
ลู่เซิ่งตอบไปส่งๆ
“ต่อจากนี้ พี่สอนยังไง เธอก็ทำตามนั้น”
“ค่ะ พี่”
ลู่ชิงเหอยืนตัวตรง หน้าตาจริงจังและเชื่อฟังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ถ้าจะถามว่าใครกันแน่ที่สงสัยและใคร่รู้เกี่ยวกับการผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของลู่เซิ่งมากที่สุด
คนคนนั้นก็คงหนีไม่พ้นลู่ชิงเหออย่างแน่นอน
อยู่ร่วมกันมาสิบกว่าปี ลู่ชิงเหอควรจะเป็นคนหนึ่งที่รู้จักลู่เซิ่งดีที่สุดในโลก
ตลอดหลายเดือนมานี้ นอกจากลู่เซิ่งจะไม่อยู่บ้านเป็นครั้งคราวแล้ว
ลู่ชิงเหอแทบจะเห็นกับตาว่าลู่เซิ่งเติบโตจากนักเรียนมัธยมปลายธรรมดาๆ กลายเป็นคนที่เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างในวันนี้ได้อย่างไร
ความรู้สึกนั้น เหมือนกับการได้เห็นเมล็ดพันธุ์เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ในชั่วข้ามคืน
ลู่ชิงเหอไม่รู้ว่าตัวเองนอนกลิ้งไปมาบนเตียงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มาแล้วกี่คืน
ทุกคนบอกว่าลู่เซิ่งได้ “เปิดโลก” แล้ว
คำอธิบายที่น่าเชื่อถือจากทางสมาคมนักสู้คือ พรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้ได้ตื่นรู้
แต่ลู่ชิงเหอรู้สึกเสมอว่าลู่เซิ่งพี่ชายของเธอยังซ่อนความลับบางอย่างไว้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ ดูเหมือนว่าลู่เซิ่งกำลังจะเปิดเผยความลับส่วนนั้นที่ซ่อนอยู่ให้เธอได้รู้แล้ว
“พรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้ของฉันดีกว่าลู่เซิ่งอยู่แล้ว ถ้าได้เรียนรู้สิ่งนี้ ด้วยสติปัญญาของลู่ชิงเหอคนนี้แล้ว วันหน้าแซงหน้าลู่เซิ่งได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรไม่ใช่เหรอ?
ถึงตอนนั้น คอยดูเถอะว่าเขาจะกล้ามาวางมาดต่อหน้าฉันได้ยังไง?! ฮึๆๆ...”
ลู่ชิงเหอเริ่มจินตนาการถึงภาพที่ตัวเองแซงหน้าลู่เซิ่ง และลู่เซิ่งนอนอยู่บนพื้นร้องขอความเมตตาแล้ว
บนใบหน้าถึงกับมีรอยยิ้มโง่ๆ ผุดขึ้นมา
ในตอนนั้นเอง เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหูเธอ
“เวลาเรียนปกติ ก็เหม่อแบบนี้เหรอ?”
ในวินาทีต่อมา มือใหญ่คู่หนึ่งก็วางลงบนบ่าของลู่ชิงเหอ แล้วบิดร่างกายของเธอด้วยมุมที่แปลกประหลาด
“กรอบแกรบ”
ลู่ชิงเหอร้อง “โอ๊ย” ออกมาด้วยความเจ็บปวด น้ำตาที่อุตส่าห์กลั้นไว้จากการถูกตำหนิก่อนหน้านี้ก็ไหลออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“จะฆ่าน้องสาวตัวเองหรือไง!”
“เงียบไปเลย! ถ้าไม่อยากเจ็บมากก็ผ่อนคลายร่างกาย ตั้งใจฟัง และจำท่าทางที่พี่กำลังจะสอนให้ดี”
ลู่ชิงเหอรีบปิดปากอย่างเชื่อฟัง ใบหน้าเล็กๆ ของเธอกลับมาจริงจังอีกครั้ง
ลู่เซิ่งยังคงแนะนำให้ลู่ชิงเหอทำท่าทางต่างๆ นานา
ลู่ชิงเหอก็รู้สึกได้เช่นกัน
สิ่งที่ลู่เซิ่งกำลังสอนเธออยู่นั้น ดูเหมือนจะเป็นการฝึกฝนร่างกาย
แต่การฝึกฝนร่างกายนี้ แตกต่างจากการฝึกร่างกายยี่สิบสี่กระบวนท่า ที่แพร่หลายซึ่งเธอได้เรียนรู้จากโรงเรียนและสหพันธ์ศิลปะการต่อสู้
โอ้ ไม่สิ ต้องบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ส่วนผลลัพธ์น่ะเหรอ...
ความรู้สึกซ่าๆ เหมือนถูกไฟฟ้าช็อตที่แผ่ออกมาจากส่วนต่างๆ ของร่างกายได้พิสูจน์ทุกสิ่งแล้ว
ลู่ชิงเหอตั้งใจมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองลู่ชิงเหอที่จมดิ่งอยู่กับการฝึกฝนร่างกายอย่างสมบูรณ์แล้ว ลู่เซิ่งก็หยุดการแนะนำ มองเธออย่างเงียบๆ ดวงตาของเขาเป็นประกายเล็กน้อย
ลู่เซิ่งก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นี้เหมาะสมไหม
สิ่งที่เขาสอนให้กับลู่ชิงเหอคือวิชาฝึกร่างกายของมนุษยชาติในอีกหนึ่งหมื่นปีข้างหน้า ซึ่งผ่านการปรับปรุงแก้ไขมาแล้วนับพันครั้ง
และไม่ใช่ทั้งชุด แต่เป็นการเลือกมาเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นยี่สิบสี่ท่าที่มีความคล้ายคลึงกับการฝึกฝนร่างกายที่ส่งเสริมโดยสหพันธ์ศิลปะการต่อสู้ในปัจจุบันมากที่สุด
เรียกได้ว่าเป็น “ฉบับง่าย”
แต่ถึงจะเป็นฉบับง่าย แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหนือกว่า “การฝึกร่างกายยี่สิบสี่กระบวนท่า” ที่เป็นทางการอย่างมาก
หลังจากฝึกฝนแล้ว ลู่ชิงเหอเองก็น่าจะรู้ดีกว่าเขา
สิบกว่านาทีต่อมา ลู่ชิงเหอที่ทำท่าฝึกร่างกายครั้งแรกเสร็จก็ “ตื่น” จากการฝึก
“พี่!”
ลู่ชิงเหอยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผลลัพธ์ของการฝึกร่างกายครั้งแรกดีเกินไป ทำให้ร่างกายชาไปหมด ถ้าไม่ได้ลู่เซิ่งช่วยพยุงไว้ทัน เธอคงล้มไปแล้ว
“สิ่งที่พี่สอนฉันคือท่าอะไรกัน ทำไมมันถึงได้ผลดีขนาดนี้ ฉันรู้สึกว่าฝึกแค่ครั้งเดียวก็เทียบเท่ากับการฝึกเมื่อก่อนหลายสิบครั้งเลยนะ!”
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ก็เหมือนกับที่เธอฝึกเป็นประจำนั่นแหละ แค่เป็นเวอร์ชันล่าสุดก็เท่านั้น”
“เวอร์ชันล่าสุด? หมายความว่ายังไง?”
ลู่ชิงเหอรู้สึกงงงวยเล็กน้อย
“เหมือนกับโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ที่เธอใช้ในตอนนี้ ดูเหมือนจะเป็น 2.0 หรือ 3.0 แต่จริงๆ แล้วบริษัทต่างๆ ได้พัฒนาเวอร์ชัน 9.0 หรือ 10.0 ในห้องแล็บไปนานแล้ว
เพียงแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ ยังห่างไกลจากการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
วิชาฝึกร่างกายที่พี่สอนให้เธอ ก็เหมือนกันนั่นแหละ”
“อย่างนั้นตอนนี้ฉันก็เหมือนหนูทดลองในห้องแล็บน่ะสิ?”
ลู่ชิงเหอตกใจ
ลู่เซิ่งกล่าวว่า “การเป็นหนูทดลองก็มีข้อดีของการเป็นหนูทดลองนะ คนทั่วไปอยากเป็นหนูทดลองยังไม่มีสิทธิ์เลยนะ อีกอย่าง วิชาฝึกร่างกายชุดนี้ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่สามารถส่งเสริมให้กับกลุ่มนักสู้ได้ทั้งหมดเท่านั้น
สำหรับนักสู้บางส่วน ถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว”
“แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่นะ ถ้าเกิดฉันซ้อมไปแล้วพิการขึ้นมาจะทำยังไง?”
ลู่ชิงเหอทำหน้าขมขื่น
ลู่เซิ่งดุด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “พี่เป็นพี่ชายเธอนะ เราเกิดจากแม่คนเดียวกัน ร่างกายก็คล้ายๆ กัน พี่ฝึกมาเยอะกว่าเธอ ถ้าจะพิการก็ต้องเป็นพี่ที่พิการก่อน”
“อย่างนั้นบ้านเราก็จะมีคนพิการสองคน แล้วใครจะเลี้ยงดูพ่อแม่อะ...”
ลู่ชิงเหอถอนหายใจเบาๆ
ลู่เซิ่งยกมือขึ้นทำท่าจะตี ลู่ชิงเหอรีบหดคอหลบอย่างว่องไว
“ล้อเล่นน่า อย่าคิดมากนักเลยพี่ชาย”
ลู่ชิงเหอเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางทะเล้น ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “แล้วพี่ไปเอาวิชาฝึกร่างกายชุดนี้มาจากไหนเหรอ?”
สีหน้าของลู่เซิ่งดู “จริงจัง” ขึ้นมา เขากล่าวกับลู่ชิงเหอด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างมากว่า “เรื่องนี้เธอไม่ต้องไปสนใจหรอก ยังไงก็ตาม...คนที่สอนวิชาฝึกร่างกายชุดนี้ให้พี่ เขาห้ามไม่ให้พี่ถ่ายทอดวิชาฝึกร่างกายชุดนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด ห้ามไม่ให้ใครรู้
ไม่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่พี่ แต่ครอบครัวของเราจะต้องเดือดร้อนแน่”
ลู่ชิงเหอรู้สึกตื่นตระหนกในทันที ในหัวของเธอฉายภาพยนตร์มากมายหลายเวอร์ชัน เธอรีบเอามือปิดปากของตัวเอง แล้วถามอย่างตื่นตระหนกว่า “อย่างนั้นที่พี่ถ่ายทอดวิชาฝึกร่างกายชุดนี้ให้ฉันแล้ว ก็เท่ากับว่า...”
ลู่เซิ่งพยักหน้าด้วย “สีหน้าเคร่งขรึม” จากนั้นเขาก็มองลู่ชิงเหอผู้เป็นน้องสาวด้วยสายตาที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แล้วกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้เธอเป็นน้องสาวพี่ล่ะ...เฮ้อ...”
ดวงตาของลู่ชิงเหอแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า “พี่...”
“ไม่เป็นไร”
ลู่เซิ่งโบกมืออย่างขอไปที กล่าวว่า “ตราบใดที่เธอเก็บความลับนี้ไว้ให้ดี ไม่ให้ใครรู้ พี่ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร
จำไว้ว่า อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด ทั้งครูของเธอ เพื่อนสนิทของเธอ ห้ามบอกใครทั้งนั้น
เพราะวิชาฝึกร่างกายชุดนี้ เกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอกับพี่ หรือแม้แต่ชีวิตของครอบครัวเราทั้งหมด”
ลู่ชิงเหอพยักหน้าอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ “พี่วางใจได้เลย ฉันจะไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด”
ลู่เซิ่งพยักหน้า เขารู้สึกพอใจกับท่าทีของลู่ชิงเหอเป็นอย่างมาก
“เอาละ เดี๋ยวพี่จะสอนให้เธอฝึกอีกสองสามรอบ พอคล่องแล้วค่อยกลับไปฝึกที่ห้อง”
“อื้ม”
ลู่ชิงเหอทิ้งท่าทีเฮฮาก่อนหน้านี้ออกไป แล้วกลับมาตั้งใจเป็นพิเศษ เหมือนกับว่าเธอโตขึ้นมากในชั่วพริบตา
แม้กระทั่งท่าทีที่มีต่อลู่เซิ่งก็ยังดูสนิทสนมมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว พี่ชายแท้ๆ ของเธอคนนี้ กำลัง “เสี่ยงชีวิต” เพื่อถ่ายทอด “เคล็ดลับวิชาการต่อสู้” ให้กับเธอนี่นา
หลังจากที่ลู่ชิงเหอกลับเข้าห้องไปแล้ว ลู่เซิ่งก็กลับไปที่ห้องของตัวเองเช่นกัน จากนั้นเขาก็เข้าไปตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอนาคตในพื้นที่แห่งความฝันทันที
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้ลู่เซิ่งโล่งอก
อนาคตไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก มีเพียงความสำเร็จของลู่ชิงเหอที่สูงขึ้นเล็กน้อย การประเมินค่าทางประวัติศาสตร์เปลี่ยนจากหนึ่งดาวเป็นหนึ่งดาวครึ่ง
“ดูเหมือนว่าลู่ชิงเหอจะเชื่อฟังมากจริงๆ จนกระทั่งตายก็ยังไม่ได้เปิดเผยความลับนี้ออกไป”
ลู่เซิ่งอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ บางสิ่งบางอย่างก็ต้องสอนในช่วงที่ยังเด็ก ยังไร้เดียงสา และยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร
ด้วยเหตุนั้น คำพูดบางคำที่ใครบางคนเคยพูดไว้ ก็จะเหมือนกับรอยสักที่สลักลึกลงไปในกระดูก ซึ่งจะยิ่งลึกซึ้งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ตอนเที่ยง ลู่ต้าไห่โทรศัพท์กลับมา บอกว่าตอนเที่ยงจะไม่กลับมากินข้าว
จากน้ำเสียงในโทรศัพท์สัมผัสได้ว่าทั้งคู่กำลังอารมณ์ดีมาก คาดว่ากำลังสนุกกับการดูบ้าน
ลู่เซิ่งสั่งอาหารเดลิเวอรี่ เมื่อได้รับแล้วก็เรียกให้ลู่ชิงเหอออกมาทานด้วยกัน
ลู่ชิงเหอที่ฝึกวิชาฝึกร่างกายมาตลอดทั้งเช้า ดูเหมือนว่าทั้งตัวจะเปลี่ยนไปราวกับคนใหม่ มีความมั่นใจฉายออกมาจากหว่างคิ้วของเธออย่างที่ซ่อนไว้ไม่อยู่
และก็ไม่เถียงหรือไม่เห็นด้วยกับลู่เซิ่งอีกต่อไป แต่กลับมองว่าเขาเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด
เห็นได้ชัดว่าลู่ชิงเหอกำลังหิวมาก เธอแปลงร่างเป็นเครื่องจักรผลิตข้าวที่ทำงานเต็มกำลัง
ในขณะที่กำลังโกยข้าวใส่ปากอย่างบ้าคลั่ง เธอก็พูดกับลู่เซิ่งว่า “พี่ ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าทำไมพี่ถึงกินเก่งขนาดนี้ วิชาฝึกร่างกายที่พี่สอนให้ฉันมันได้ผลดีจริงๆ!”
“ต่อไปนี้ถ้าไม่ได้มีแค่เราสองคน อย่าพูดเรื่องนี้”
ลู่เซิ่งใช้ตะเกียบเคาะหัวของลู่ชิงเหอเบาๆ
“อ๋อๆ ฉันรู้แล้ว”
ลู่ชิงเหอได้สติ รีบพยักหน้า เชื่อฟังเป็นอย่างมาก
ลู่เซิ่งคีบเนื้อใส่ชามของลู่ชิงเหออย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าวว่า
“ในช่วงสองสามเดือนนี้ พี่จะฝึกเธอให้ดี ถ้าเธอไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ก็ถามพี่ได้เลย รอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านไปแล้ว พี่คงไม่มีเวลามาแนะนำเธอแล้ว...”
ความเร็วในการโกยข้าวของลู่ชิงเหอค่อยๆ ช้าลง สีหน้าของเธอค่อนข้างซับซ้อน
เมื่อก่อนทุกครั้งที่เห็นลู่เซิ่งก็จะรู้สึกรังเกียจ แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าเขาจะจากบ้านไปนานในไม่ช้า กลับรู้สึกใจหายขึ้นมา
“พี่ พี่เตรียมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนเหรอ?
มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ตงหนิงเหรอ? ด้วยความสามารถของพี่ สอบเข้าม.ตงน่าจะง่ายๆ เลยไม่ใช่เหรอ?”
ลู่ชิงเหอถาม
“ไม่ไปม.ตง”
“แล้วจะไปไหน?”
ลู่เซิ่งวางตะเกียบลง ดวงตาของเขาดูเหมือนจะมองทะลุหน้าต่างไปยังสถานที่ที่อยู่ห่างไกลออกไปอย่างสุดลูกหูลูกตา เขากล่าวด้วยสีหน้าที่สงบว่า “ฉันจะไปมหานครจิงตู”
“อ๋อ~”
ลู่ชิงเหอลากเสียงยาวออกมา แล้วกล่าวอย่างเข้าใจว่า “อยากสอบเข้าม.เซิ่งสินะ...”
ลู่ชิงเหอไม่พูดอะไรอีก เธอกลอกตาไปมา เหมือนกำลังคำนวณความเป็นไปได้ที่ลู่เซิ่งจะสอบเข้าม.เซิ่งได้
“กินข้าว”
ลู่เซิ่งกลับมาสงบลง เขาเตือนลู่ชิงเหอว่า “ตอนบ่ายพี่จะออกไปข้างนอก เธอฝึกซ้อมอยู่ที่บ้านให้ดีๆ กลับมาแล้วเดี๋ยวจะสอนวิชาการต่อสู้สนามจริงให้”
“โอเค”