จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 153 ด่านภูตวิญญาณระดับปลาย

                 ไป๋หยุนเฟยกำลังมุ่งมั่นอัพเกรดเพื่อข้ามผ่านเข้าสู่ด่านภูตวิญญาณระดับปลายเย่ถิงก็กำลังมุ่งมั่นปรับพื้นฐานพลังของด่านบรรพวิญญาณให้มั่นคง ส่วนหลิวคุนผู้นำตระกูลหลิวเองกลับต้องให้การต้อนรับบุคคลที่คาดไม่ถึงว่ามาเยือน

                จ้าวซีลั่ว

            คนผู้นี้ได้รับความสนใจจากผู้คนในเมืองเกายี่ตั้งแต่เล็กแต่ทว่าเมื่อสิบปีที่แล้วด้วยความที่เป็นผู้เยาว์เลือดร้อนจึงออกจากบ้านไปแล้วบุตรชายคนโตของตระกูลจ้าวผู้นี้ก็ไร้ข่าวคราวมาตลอดสิบปีเต็ม กระทั่งวันนี้จึงกลับมาโดยไม่มีผู้ใดทราบ มิหนำซ้ำในคืนที่กลับก็ถึงกับมาเยี่ยมเยียนตระกูลหลิวในทันที

             แต่ที่สร้างความแตกตื่นต่อหลิวคุนที่สุดก็คือพลังการฝึกปรือของมัน--- ด่านบรรพวิญญาณระดับกลาง!

            ด้วยระยะเวลาอันสั้นเพียงสิบปี จากด่านวีรชนวิญญาณกลับสามารถบรรลุถึงด่านบรรพวิญญาณระดับกลางได้แม้ครั้งกระโน้นได้รับการยกย่องว่าผู้โดดเด่นของเมืองเกายี่ แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่ามันจะประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้--- เว้นแต่ว่ามันจะได้พบพานวาสนาอันใดมาเท่านั้น

            “ดูท่าแล้วจากนี้ไปเมืองเกายี่คงต้องอยู่ใต้อาณัติของตระกูลจ้าวอย่างแน่นอน!ตระกูลหลิวอย่างมากก็เพียงอาศัยบารมีจากสำนักธาตุไม้ให้การคุ้มครองเท่านั้นส่วนตระกูลเย่…”

                เมื่อมองไปยังเก้าอี้ในตำแหน่งอาคันตุกะที่จ้าวซีลั่วนั่งดื่มชาอย่างเยือกเย็นหลิวคุนก็หยุดความคิดลงก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ไม่พบกันสิบปีหลานแซ่จ้าวกลับประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ เรียกได้ว่าวีรบุรุษกำเนิดจากคนหนุ่มจริงๆดูท่าคนชราอย่างพวกเราสมควรต้องหลีกทางกันได้แล้ว…”

            “ไฉนท่านอาหลิวจึงกล่าวเช่นนี้ ต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสเช่นพวกท่าน พวกเราก็เป็นเพียงเด็กน้อยอยู่เช่นเดิมเสมอ” จ้าวซีลั่ววางถ้วยชาลงพร้อมกับกล่าวอย่างถ่อมตน “และข้าเองก็เอาแต่มุ่งมั่นฝึกปรือจนละเลยไม่ได้ช่วยเหลืองานของตระกูลครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์ให้เดินทางออกจากสำนักจึงได้ถือโอกาสมาเยี่ยมบิดามารดา อีกไม่นานก็จะกลับไปที่สำนักแล้ว”

            “อ้อ? ที่แท้ช่วงที่ผ่านมาหลานแซ่จ้าวก็ฝึกปรือฝีมืออยู่ในสำนักมาตลอด?ไม่ทราบว่าเป็นสำนัก…”

            “เมื่อสิบปีก่อนข้าหุนหันพลันแล่นหนีออกจากบ้านไปมีอยู่หลายต่อหลายครั้งที่แทบจะเอาขีวิตไม่รอด จนกระทั่งได้ท่านอาจารย์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพร้อมทั้งยังรับข้าไว้เป็นศิษย์และพาเข้าสำนักธาตุน้ำ ทั้งหมดล้วนเป็นท่านอาจารย์ปลูกฝังสั่งสอนจึงทำให้ข้าเป็นเช่นทุกวันนี้ได้ข้าได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งมวลให้บิดาข้ารับทราบแล้วยามนี้ตระกูลจ้าวถือว่าขึ้นตรงต่อสำนักธาตุน้ำแล้ว”ใบหน้าจ้าวซีลั่วยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ในขณะที่มันตอบคำถามของหลิวคุนก็บอกข่าวสารสำคัญออกไปด้วย

            “ที่แท้ก็เป็นสำนักเบญจธาตุนั่นเอง!” ทีแรกหลิวคุนประหลาดใจอยู่บ้างแต่ต้องตื่นตะลึงกับคำพูดท้ายประโยค “ว่ากระไร?ตระกูลจ้าวขึ้นตรงต่อสำนักธาตุน้ำ? แล้วสำนักเจ้าอสูร…”

            “คนของสำนักเจ้าอสูรจากไปแล้ว และจะไม่หวนกลับมาอีก สำหรับความแค้นกับตระกูลเย่ข้าจะจัดการเอง”

                “อ้อที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…” หลิวคุนขมวดคิ้วสงสัยพลางเอ่ยถามต่อ“แล้วหลานแซ่จ้าวมาที่ตระกูลหลิวเพื่อ…”

                “ฮ่า ฮ่าหรือท่านอาหลิวลืมไปแล้ว เมื่อครู่ข้าบอกว่าเป็นศิษย์สำนักธาตุน้ำไม่ใช่หรือ? ภายในสำนักเบญจธาตุเองสำนักธาตุน้ำและธาตุไม้ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน...”

                หลิวคุนสับสนงุนงง“นี่เกี่ยวข้องกับ... สำนักธาตุไม้? หลานแซ่จ้าว หรือเจ้าหมายถึง...”

                จ้าวซีลั่วพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม“ถูกแล้ว ที่จริงข้าได้รับไหว้วานจากพี่หลิวผิงให้นำจดหมายมามอบต่อท่าน ก่อนมาที่นี่ข้าได้ไปที่สำนักธาตุไม้และได้พบพี่หลิวผิงซึ่งขณะนี้กำลังฝึกปรือฝีมืออย่างหนักจึงไหว้วานให้นำจดหมายมาส่งให้แก่ท่าน”

                ขณะกล่าววาจาก็หยิบจดหมายจากแหวนช่องมิติมาส่งให้แก่หลิวคุน

                หลิวคุนรับจดหมายมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากซุกเก็บอย่างระมัดระวังแล้วจึงหันไปมองจ้าวซีลั่วอีกครั้งสายตามันแปรเปลี่ยนเป็นเมตตาการุณย์ยิ่งกว่าเดิม“นึกไม่ถึงว่าหลานแซ่จ้าวกับผิงเอ๋อร์จะไปมาหาสู่กัน นับว่าหาได้ยากจริงๆ”

                “ถูกแล้วแผ่นดินเทียนหุนกว้างใหญ่ไพศาล แต่บางคราก็คล้ายกับว่าแผ่นดินนี้ช่างคับแคบนัก จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้พบพี่หลิวผิงที่สำนักธาตุน้ำข้าเองก็ตื่นตะลึงเช่นกัน”

                เมื่อได้ทราบว่าจ้าวซีลั่วเป็นศิษย์สำนักธาตุน้ำหลิวคุนก็คลายใจลงเนื่องเพราะต่อจากนี้ไปตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวแทบจะไม่มีโอกาสเป็นศัตรูกันได้อีกแล้วมันแสดงออกด้วยท่าทีสนิทสนมและเมตตาการุณย์ราวกับจงใจจะผูกมิตรกับตระกูลจ้าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

                “จริงสิ ท่านอาหลิว ข้าอยากถามเรื่องคนผู้หนึ่งจากท่าน”หลังจากสนทนากันพักหนึ่ง จู่ๆจ้าวซีลั่วก็เอ่ยแทรกขึ้น

                หลิวคุนถามด้วยความสงสัย “อ้อ?ผู้ใดหรือ?”

                “ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อไป๋หยุนเฟยมาที่นี่ใช่หรือไม่?”

                หลิวคุนตกตะลึง “เจ้าทราบได้อย่างไร?”

                “โอ? ดูท่าน่าจะเคยมาที่นี่แล้วกระมัง?ไม่ทราบว่ายามนี้คนผู้นี้ยังอยู่เป็นแขกของบ้านตระกูลหลิวหรือไม่หรือว่าจะพักอยู่ในเมืองเกายี่?” จ้าวซีลั่วสอบถามด้วยแววตาเป็นประกาย

                “หลานแซ่จ้าวรู้จักไป๋หยุนเฟยผู้นี้ด้วยหรือ?มิหนำซ้ำยังทราบว่ามาที่ตระกูลหลิวอีก...”หลิวคุนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

                “ฮ่า ฮ่า ท่านอาหลิวไม่ต้องกังวลที่ผู้เยาว์เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นก็เพราะระหว่างทางมาที่นี่บังเอิญได้พบผู้อาวุโสหยิวชิงเฟิงแห่งสำนักธาตุไม้ ท่านเคยเอ่ยถึงคนผู้นี้ดังนั้นผู้เยาว์จึงได้ถามขึ้นมา”

                ใบหน้าหลิวคุนค่อยผ่อนคลายลง“ที่แท้เป็นเช่นนี้ บังเอิญจริงๆ คุณชายไป๋มาที่นี่เมื่อเช้านี้และยามนี้สมควรจะอยู่ในเมือง”

                “จริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเขาพักอยู่กับตระกูลหลิวกระมัง?”

                หลิวคุนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า“เอ่อ.. ไม่ใช่เช่นนั้นเมื่อยามเช้าเขามาที่นี่พร้อมกับเย่เทียนหมิงบุตรชายคนที่สองของตระกูลเย่และระหว่างนี้ก็พักอยู่ที่บ้านตระกูลเย่” พร้อมกับในใจรู้สึกว่าสถานการณ์ยามนี้ช่างซับซ้อนวุ่นวายนัก

                “ตระกูลเย่?”

                จ้าวซีลั่วตกตะลึงขณะเดียวกันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทว่าเพียงไม่นานสีหน้าก็กลับเป็นปกติ มันลุกขึ้นพลางกล่าวกับหลิวคุนว่า“นี่ก็ค่ำแล้ว ข้าคงต้องขออำลา วันหน้าค่อยมาคารวะท่านอาใหม่”

                “อืม ตกลงฝากความระลึกไปถึงบิดาเจ้าด้วย ฝากบอกว่าวันพรุ่งนี้ข้าจะไปเยือนเพื่อดื่มชากับเขานานแล้วที่พวกเราสองพี่น้องไม่ได้พบปะสนทนากัน”

                …………

                แสงแห่งอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องขับไล่ความมืดจากห้องออกไป ไป๋หยุนเฟยที่นอนอยู่บนเตียงก็ขยับดวงตาก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า

                หลังจากลุกขึ้นนั่งและบิดขี้เกียจก็ได้ยินเสียงข้อกระดูกลั่นไปทั้งตัวจากนั้นก็ปรากฏแสงสีแดงขึ้นห่อหุ้มรอบกายหลังจากไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจยาวเหยียดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ

                “ภูตวิญญาณระดับปลาย...นับได้ว่าโชคดีนักที่บรรลุถึงก่อนที่คาดคิดเอาไว้ ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ข้าเพิ่มพลังวิญญาณไม่กี่สิบแต้มเท่านั้น!” ไป๋หยุนเฟยกำหมัดขวาขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่าทั้งร่างมีพลังอันเปี่ยมล้นพลุ่งพล่านอยู่พลังวิญญาณภายในร่างสมควรจะเกินกว่าสี่พันแต้มก้ามข้ามเข้าสู่ขอบเขตของภูตวิญญาณระดับปลายได้แล้ว แต่กระนั้นกลับให้ความรู้สึกราวกับมีพลังเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านักไม่ทราบว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องจริงหรือมันรู้สึกไปเอง

                จากนั้นจึงยื่นลงไปหยิบมีดสั้นที่หล่นลงไปจากเตียงมีดสั้นเล่มนี้คืออาวุธชิ้นสุดท้ายที่มันอัพเกรดก่อนหมดสติไป ในเมื่อไม่สลายไปก็แสดงว่าอัพเกรดสำเร็จ

                “ระดับไอเทม: ชั้นเลิศ”

                “ระดับการอัพเกรด: +10”

                “พลังโจมตี: 147”

                “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 97”

                “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : เมื่อซัดจู่โจมพลังและความเร็วเพิ่มขึ้นอีก30%”

                “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 64 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยเดาะน้ำหนักมีดสั้นในมือพลางเอ่ยขึ้น“นี่คล้ายกับเป็นหนามธารน้ำแข็งที่พลังด้อยลง เพิ่มขึ้นสามส่วนก็หมายถึงมีพลังโจมตีสามร้อยหนึ่งแต้มเทียบเท่ากับชั้นหายากระดับกลาง(ชั้นมนุษย์ระดับกลาง)ได้แล้ว...”

                หลังจากเก็บมีดสั้นเอาไว้เรียบร้อย ไป๋หยุนเฟยจึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างที่ค่อยๆสว่างขึ้น“คลื่นลมสงบไปอีกหนึ่งคืน แสดงว่าเมื่อคืนวานตระกูลจ้าวไม่ได้มารังควานหาเรื่อง พวกมันคิดจะพักรบชั่วคราวหรือคิดจะมาทวงถามความรับผิดชอบในวันนี้กัน?”

                เมื่อไป๋หยุนเฟยเปิดประตูห้องอกมาที่นอกประตูก็มีผู้คนรออยู่ก่อนเพื่อเตรียมยกน้ำสะอาดพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าและอาหารให้ไป๋หยุนเฟยก็ไม่เกรงใจรับสิ่งของมาเพื่อล้างหน้าและรับประทานอาหารเช้าจนเรียบร้อยจากนั้นสาวใช้ผู้หนึ่งจึงเข้ามาแจ้งอย่างนอบน้อม “คุณชายไป๋นายผู้เฒ่าขอเชิญท่านไปพบที่ห้องโถงใหญ่บอกว่ามีเรื่องต้องการจะปรึกษา” 

                “อืมข้าทราบแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ...”