ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 36 สัญลักษณ์ศิษย์-อาจารย์


    เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในยามเช้าของอีกวัน ข้าก็พบว่าตัวของข้าอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นตา ภายในห้องนี้มีสิ่งของอำนวยความสะดวกทุกอย่างสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะ ข้าก้าวเท้าลงจากเตียงไม้ก่อนจะใช้มือของตนวักน้ำขึ้นมาล้างหน้า เดินไปไม่ไกลจากเตียงมากนักก็มีฉากไม้สีทึบกั้นเอาไว้ ข้ารีบเดินสำรวจด้วยความว่องไว ที่แท้หลังฉากกั้นนั้นก็เป็นอ่างไม้ที่กว้างขวาง ข้าเดินสำรวจไปเรื่อยๆก็ไปสะดุดกับหีบไม้ขนาดใหญ่ มันวางเอาไว้ไม่ไกลจากฉากกั้นข้าลองเปิดหีบขึ้นดูก็พบเจอกับชุดกระโปรงลวดลายสวยงามมากมาย อีกทั้งยังมีสีสันทั้งโทนสว่างและโทนมืดให้ข้าได้เลือกใส่อีกนับไม่ถ้วนเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดความตื่นเต้นในใจของข้าก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องเรียกของชายหนุ่ม“รีบๆแต่งตัวเสีย อีกหนึ่งเค่อเจ้าต้องไปพบกับท่านอวี่เหวินหนิงฉินที่ห้องเขียนอักษร” ฟางเจียวเฟยพูดจบก็วางสำรับอาหารเช้าทิ้งไว้ก่อนจะเดินจากไปอย่างเงียบสงบ ข้ารีบกินอาหารเหล่านั้นก่อนจะรีบไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย
    ผมสีน้ำหมึกถูกปล่อยยาวเอาไว้โดยไม่รวบ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางเลือกใส่ล้วนแล้วแต่เป็นสีแดงเพลิง สีแดงเหล่านี้ช่วยขับผิวที่ขาวดุจหิมะให้ยิ่งขาวผ่องมากขึ้นกว่าเดิม ดวงตาสีทับทิมกวาดมองไปทั่วบริเวณอย่างสนอกสนใจ ขุนเขาอวี่เหวินแห่งนี้ถูกสร้างมาด้วยความวิจิตรงดงามไร้ซึ่งที่ติโดยแท้ มองดูแล้วช่างเพลินตายิ่ง แม้จะไร้ซึ่งมวลผกาประดับขุนเขา แต่สีเขียวจากต้นหลิวก็ทำให้สบายตาได้เช่นกันเท้าเล็กก้าวเดินตามร่างของฟางเจียวเฟยอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานร่างสูงโปร่งก็พลันหยุดลงก่อนจะเปิดประตูเข้าไปยังห้องห้องหนึ่ง ข้าเงยหน้ามองป้ายไม้ที่ติดไว้เหนือบานประตู ที่แท้ห้องนี้ก็คือห้องเขียนอักษรร่างของชายหนุ่มที่งดงามราวกับเทพบุตรกำลังบรรจงจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ ทุกท่วงท่ายามที่เขาเขียนก็มีเสน่ห์ชวนให้ผู้คนจับจ้องไปยังร่างของเขา“มานั่งตรงนี้สิ” อวี่เหวินหนิงฉินกล่าวโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองร่างเล็ก
    ข้าเดินไปนั่งตรงข้ามระหว่างเขาอย่างว่าง่าย ถึงแม้จะมีโต๊ะหยกเขียนอักษรกั้นตัวข้าและเขาเอาไว้ แต่ทว่าก็มิอาจกั้นรัศมีแห่งความกดดันที่เขาส่งออกมาได้เลย ข้ากำชายกระโปรงเอาไว้แน่น สายตาหลุบต่ำลงมิกล้าสบสายตากับเขา เหงื่อเย็นเริ่มผุดพรายออกมาจากหลังของตน ข้าเกร็งยิ่งนัก!ฟางเจียวเฟยยกกล่องไม้ขนาดเล็กที่มีหมึกสีชาดบรรจุอยู่ในนั้น เขายื่นมันให้กับอวี่เหวินหนิงฉินพร้อมๆกับพู่กันสะอาดด้ามใหม่อีกหนึ่งด้าม พู่กันด้ามนี้ไม่เหมือนพู่กันทั่วๆไป เพราะรอบตัวของพู่กันถูกโอบล้อมไปด้วยแสงสีขาวนวลราวกับว่าเป็นพู่กันวิเศษก็ไม่ปาน“เงยหน้าขึ้น” เสียงนุ่มทุ้มกล่าวก่อนจะใช้มือเรียวยาวของเขาเชยคางของข้าขึ้น
    อวี่เหวินหนิงฉินนำพู่กันวิเศษไปจุ่มกับหมึกสีชาด ก่อนจะค่อยๆบรรจงวาดสัญลักษณ์บางอย่างบนหน้าผากของข้า ทันทีที่เขาวาดเสร็จ ข้าก็รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ภายใน ข้าตกใจจนหน้าถอดสีก่อนจะเอ่ยปากถามกับชายหนุ่มรูปงาม“มีสิ่งใดกำลังวิ่งอยู่ในตัวข้า!?”“อย่าตกใจไป” อวี่เหวินหนิงฉินกล่าว “มันคือพันธะผูกพันระหว่างศิษย์และอาจารย์ สัญลักษณ์บนหน้าผากของเจ้าจะไม่มีวันลบล้างได้จนกว่าเจ้าหรือข้าจะตายจากไป และแม้ว่าเจ้าจะสูญหายตราบใดที่เจ้ายังมีลมหายใจอยู่ ข้าก็สามารถรับรู้ตำแหน่งที่ตั้งของเจ้าได้”แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าจีพีเอสก็ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้วใช่หรือไม่?...
    ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ทว่าน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามก็เอ่ยเตือนข้า“คำนับข้า” “อะไรนะเจ้าคะ?” อวี่เหวินหนิงฉินถอนใจหนึ่งหนก่อนออกคำสั่งขึ้นมาอีกคราหนึ่ง“คำ-นับ-ข้า” เขาไม่พูดเปล่า แต่กลับลุกขึ้นมาพร้อมกับจัดแจงข้าให้อยู่ในท่าเตรียมการคารวะ ยังไม่ทันที่จะได้ตั้งตัวร่างกายของข้าก็ค่อยๆก้มหัวคารวะเขาครบสามหนเมื่อหันกลับไปมองให้ดีแล้ว เป็นกระเรียนเฒ่าที่บังคับข้าคารวะเขาเป็นอาจารย์...เจ้าอย่าได้เผลอตัวเชียว มิเช่นนั้นข้าจะถอนขนของเจ้ามาทำเป็นที่ปัดฝุ่นให้ดู!
    วันนี้เป็นวันแรกที่ข้าคารวะยอมรับเขาเป็นอาจารย์ ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่ไม่มีการเรียนการสอนใดๆ ข้าจึงใช้โอกาสนี้ในการเดินสำรวจบริเวณภายในขุนเขาอวี่เหวินบรรยากาศหาได้แจ่มใสไม่ หมอกบางๆปกคลุมไปทั่ว บ่งบอกว่าอุณหภูมิภายในขุนเขาเย็นสบายอย่างยิ่งมองออกไปข้างนอกเป็นขุนเขาที่ซ้อนทับกันหลายลูก เป็นหลักฐานที่ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าข้าอาศัยอยู่ในโลกยุทธภพจริงๆ
    เรื่องราวทุกอย่างไหลผ่านกระแสเวลาไปอย่างเชื่องช้า ในตอนนี้อายุของข้าคงจะอยู่ประมาณสิบถึงสิบเอ็ดขวบปีแล้วกระมัง? ร่างที่เล็กกะทัดรัดร่างนี้ไม่มีสัญญาณบ่งบอกถึงการเจริญเติบโตเลยแม้แต่น้อยข้าเริ่มหมดหวังว่าส่วนสูงของข้าจะเพิ่มขึ้น ข้าเริ่มหมดหวังว่าร่างกายจะมีทรวดทรงองเอวดั่งเช่นสตรีเพศทั่วไป ดวงตากลมโตจ้องมองหน้าอกที่แบนราบของตนด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ข้าถอนใจออกมาหลายหนก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้าที่นุ่มนิ่ม
    ทางด้านทิศอุดรนั้นกำลังวิ่งวุ่นเรื่องการสืบเสาะหาเบาะแสร่องรอยของมารผนึกจนหัวหมุน ทุกขุนเขา ทุกสำนักต่างพากันร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยมีสำนักโอสถเยว่ชื่อเป็นจุดศูนย์กลางของการรวบรวมกำลังพล ถึงแม้ว่าจางมี่อิงผู้เป็นพี่ใหญ่แห่งสกุลจางจะคะยั้นคะยอขอส่งกำลังพลทหารทั้งเก้าหมื่นนายที่อยู่ในการดูแลของเขามาช่วยตามหา แต่ทว่าก็ถูกจางมี่จิงปฏิเสธไปทันควัน โดยให้เหตุผลที่ว่าเป็นเรื่องที่มนุษย์มิสมควรที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งฟังมิผิด ในตอนนี้บรรดาห้าพี่น้องของสกุลจางมีเพียงจางมี่อิงเท่านั้นที่มิได้บำเพ็ญตบะเป็นเซียน หากแต่เป็นแม่ทัพของแดนมนุษย์ ท่านพ่อและท่านแม่ของเขาเองก็มิได้บำเพ็ญตบะด้วยเช่นกัน อายุขัยของมนุษย์ไม่เกินร้อยปีก็ตายจาก มิหนำซ้ำอาจจะตายเร็วกว่านั้นก็เป็นได้ มี่จิงไม่อยากให้คนในตระกูลเข้ามาพัวพันในเรื่องนี้กันมากจนเกินไป เพียงแค่น้องเล็กของเขาถูกมารผนึกทำร้ายเสียจนบาดเจ็บปางตายเช่นนั้นก็นับว่าเป็นกังวลมากแล้ว หากปล่อยให้พี่ใหญ่เข้ามาพัวพันด้วยอีกคน มีหวังคงมิอาจรักษาชีวิตของคนในครอบครัวได้แน่สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างเป็นกังวล เพราะมิรู้แน่ชัดว่ามารผนึกไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใด อีกทั้งมารตนนี้ยังเคยเป็นหนึ่งในสิบเทพเซียนบรรพกาลบนสรวงสวรรค์อีกด้วย ดังนั้นอิทธิฤทธิ์ของมันจึงมีมากเป็นพิเศษแต่เหตุใดเทพเซียนบรรพกาลผู้นั้นจึงได้ละทิ้งเส้นทางแห่งแสงสว่างและเข้าสู่เส้นทางสายมารเสียแทน...?

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ) ที่คุณอ่าน