สำนักยุทธ์หลวง
“ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางแล้วพวกเจ้าทั้งสามล้วนเป็นศิษย์ที่มีฝีมือล้ำเลิศและเป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติของสำนักเรา จำไว้อย่าได้ทำให้สำนักต้องเสียชื่องานนทีทีปสวรรค์จัดในสถานที่อันห่างไกลหากแต่นั่นเป็นศูนย์กลางของทวีปชิงเฉวียนก็ว่าได้ เป็นแหล่งรวมอัจฉริยะไว้มากมายจงศึกษาให้มาก ครั้งนี้หัวหน้าผู้อาวุโสฝ่ายในจะพาพวกเจ้าไปยังที่นั่นเขารอพวกเจ้าที่หน้าสำนัก ไปกันได้แล้ว...”
จวี่เซิงสะบัดมือออกคราหนึ่งก็มีแหวนมิติสามวงปรากฏนั่นของทรัพยากรที่ทางสำนักเตรียมไว้ให้ตัวแทนทั้งสาม
“ขอบคุณขอรับ !”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ !”
ตัวแทนทั้งสามหรือก็คือ ถูเหวินเจี้ยน หนิงเฟยหลง และหลี่ฮุ่ยหลันถูกเรียกตัวมาแต่เช้าเพื่อออกเดินทาง สถานที่ที่จะไปเห็นว่าจะเป็นอาณาจักรซ่งทั้งสามไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เหตุใดต้องไปอาณาจักรซ่ง
ซ่งเนี่ยหรือมีอัจฉริยะมากมาย ?
หน้าสำนักยุทธ์หลวง
“คารวะท่านผู้อาวุโสผู้นำฝ่ายใน” ทั้งสามมาถึงก็ทำความเคารพทันทีแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็รู้ทันทีว่าเขาคือใคร ?
“ท่านจ้าวหอโอสถ !!” ถึงว่าทำไมถึงไม่เคยได้ยิน ที่แท้ก็เป็นจ้าวหอผู้ชรา
“ใช่แล้วข้าเอง พวกเจ้าขึ้นรถม้าเถอะ”
“ขอรับ” “เจ้าค่ะ”
ทางสำนักจัดขบวนตัวแทนเป็นอย่างดี มีผู้อาวุโสเข้าร่วมด้วยสิบคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์แก่นแท้พลังทั้งสิ้นทางราชสำนักยังส่งทหารจากค่ายมังกรอีกหนึ่งพันนาย
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นระหว่างทางจ้าวหอโอสถก็อธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับงานนทีทีปสวรรค์แล้วที่ว่าทำไมต้องมาที่อาณาจักรซ่งนะหรือ? ก็เพราะว่ามีเพียงอาณาจักรซ่งเท่านั้นที่มีประตูเคลื่อนย้าย ส่วนที่อื่นในอนุทวีปหนานโจวแห่งนี้หามีไม่
...
เมื่อถึงชายแดนก็จะมองเห็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่คั่นอยู่กลางเทือกเขาสูงเป็นแนวยาวลากจากตะวันออกไปตะวันตกครอบคลุมไปถึงอู๋และฉู่ เป็นปราการทางธรรมชาติที่สำคัญนั่นเป็นอีกเหตุปัจจัยที่อาณาจักรซ่งยังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
มองดูดี ๆ แล้วความสูงของกำแพงนี่ก็เกือบเท่านครหลวงเหอผิงเลยนั่นบ่งบอกได้ว่าอาณาจักรซ่งให้ความสำคัญกับหน้าด่านนี่ยังไง
พอมาถึงด่านชายแดนก็จะได้พบกับป้ายขนาดใหญ่ที่ตอกเข้ากับกำแพงสลักไว้ว่า ‘หนันเฉิง’มันเป็นชื่อของด่านแห่งนี้ที่ปกป้องเขตแดนทางใต้ของอาณาจักรซ่ง ทหารกว่าห้าพันนายออกมาต้อนรับแสดงถึงความห้าวหาญของอีกฝ่าย แม้ว่าจะเป็นอาณาจักรเล็กแต่ก็ยังมีศักดิ์ศรีเป็นของตน
ขบวนผ่านด่านไปได้อย่างง่ายดาย มุ่งเข้าสู่นครหลวงเพ่ย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรซ่งอาณาจักรซ่งนั้นไม่ใหญ่มากเพียงห้าวันจากชายแดนก็มาถึงเมืองหลวงได้นครหลวงเพ่ยค่อนข้างดูคึกคัก มันเป็นศูนย์กลางการค้าขายของแต่ละอาณาจักรมารวมกันที่อาณาจักรซ่งยังยืนยงคงอยู่ได้เช่นนี้อีกอย่างก็เพราะการค้า
นอกจากการค้าแล้วยังมีศิลปะ วรรณกรรมที่โดดเด่นโดยเฉพาะที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน
อาณาจักรซ่งถูกก่อตั้งมานับพันปีก่อนที่อาณาจักรอื่น ๆ จะพากันล่มสลายแล้วก่อตั้งใหม่เสียอีกจึงไม่แปลกที่จะมีวรรณกรรมที่ล้ำค่า อาณาจักรนี้ถือเป็นอาณาจักรโบราณก็ว่าได้
แต่ที่ทำให้หนิงเฟยหลงแปลกใจที่สุดก็คงจะเป็น...
“อาณาจักรที่เล็กที่สุด แต่กลับมีผู้ฝึกยุทธ์มากมายถึงเพียงนี้เป็นไปได้อย่างไรกัน ?” ชายหนุ่มฉงนใจยิ่งแต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่ที่สุดของความประหลาดใจที่ประหลาดใจมากกว่าคือที่นี่กลับสามารถพบผู้บ่มเพาะพลังจิตได้ !
แม้จะเป็นเพียงไม่กี่คน แต่นี่ก็บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาแล้วผู้บ่มเพาะพลังจิตหาได้ง่ายกระนั้นหรือ ? ไม่มีทาง ! ตั้งแต่เมื่อใดที่ผู้บ่มเพาะพลังจิตมีให้เห็นได้เช่นนี้หากเป็นที่อาณาจักรเยว่ก็เห็นจะไม่มีสักคน นอกจากตัวมันเองก็เท่านั้น
หนิงเฟยหลงถึงกับตั้งคำถามที่โง่เง่าขึ้นมาว่านี่ใช่อาณาจักรซ่งที่เล็กที่สุดจริงหรือ ?
ความเจริญของที่นี่ไม่อ่อนด้อยไปกว่านครหลวงเหอผิงเลยแม้แต่น้อยทั้งยังดูเหมือนว่าจะดูงดงามและเจริญกว่าเสียอีก ไม่ว่าผู้อาวุโสหรือศิษย์ต่างต้องแปลกใจกับสิ่งที่ตนค้นพบ
สถานที่ถูกนัดไว้คือทิศเหนือของเมือง จากถนนทิศใต้มุ่งสู่ถนนทิศเหนือต้องอ้อมผ่านวังหลวงขนาดใหญ่ของซ่งแต่ดูคล้ายจะเล็กกว่าวังหลวงของเยว่หน่อย แต่สีสันกลับดูดีกว่า สวยงดงามสะดุดตาวังหลวงของเยว่กลับดูจืดจางไปทันตา
ทางทิศเหนือเมื่อมองไปแล้วจะเห็นหอหนึ่งสูงเด่นไม่ต่างจากหอสมบัติของอาณาจักรเยว่เท่าใดนัก ที่ต้องไปคงเป็นที่นั่นไม่ผิด
ขบวนรถม้ามาถึงถนนทิศเหนือก็หยุดลงหน้าหอสูง ศิษย์แลผู้อาวุโสต่างลงจากรถมุ่งเข้าสู่หอนั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า ‘หอสมบัติ’เฉกเช่นเดียวกับที่นครหลวงเหอผิง
เมื่อเข้าประตูมาก็มีคนมารอรับ บุรุษสอง สตรีหนึ่ง บุรุษผู้ชราหนึ่งก่อนกลางคนหนึ่งเห็นทีจะสามสิบสี่สิบปีได้ ส่วนสตรีนั้นเป็นหญิงวัยกลางคนดูจากการยืนอยู่ด้านหน้าชายทั้งสองแล้วคงจะเป็นคนใหญ่โตไม่ผิด
“ข้าคิดว่าคนที่มาคือสำนักยุทธ์หลวงแห่งอาณาจักรเยว่เป็นแน่”สตรีวัยกลางคนกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
“ถูกแล้วพวกเรามาจากสำนักยุทธ์หลวง” จ้าวหอโอสถกล่าว
“ถ้าเช่นนั้น เชิญเข้าสู่หอสมบัติได้เราจัดเตรียมห้องรับรองให้พวกท่านไว้หมดแล้ว” หญิงวัยกลางคนผายมือเข้าไปด้านในจากนั้นชายคล้ายวัยสามสิบเศษก็ก้าวเดินออกมาพร้อมกับแนะนำตัว
“ข้ามีนามว่า ‘เฉินต๋า’ จะเป็นผู้นำทางพวกท่านเอง”กล่าวจบเฉินต๋าก็เดินนำไปเลย จ้าวหอโอสถก็เดินตามเข้าไปพร้อมกับคณะ
การเดินทางผ่านประตูเคลื่อนย้าย ถูกกำหนดไว้ในวัยพรุ่งนี้วันนี้จึงต้องพักผ่อนกันก่อน
หนิงเฟยหลงรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมากตลอดการเดินทางนั่งอยู่กับศิษย์หลักอีกสองคนแต่พวกเขากลับไม่ยอมพูดสิ่งใดเลยเอาแต่หลับตา โดยเฉพาะเจ้าถูเหวินเจี้ยนนั่นทำท่าทางหยิ่งผยองเหลือหลาย มันช่างน่าหมั่นไส้นัก !
แต่ที่เจ็บใจที่สุดคงเป็นศิษย์พี่หญิงที่เย็นชาตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นจนถึงวันนี้มันคร้านจะเข้าใจในตัวของสตรีจริง ๆ หรือว่านี่เป็นอุปนิสัยของนางอยู่แล้วกัน ?
แม้กระทั่งในยามนี้ก็ตามที“ศิษย์พี่หญิงพวกเราไปเดินเล่นด้านนอกกันดีหรือไม่ ?”
“.......” ไร้การตอบกลับ
“ศิษย์พี่หญิงท่านจะเอ่ยสักคำได้ไหม ?”
“ไม่ !” หลี่ฮุ่ยหลันกล่าวแล้วก็หลับตาลง
“นี่ท่านเป็นก้อนน้ำแข็งใช่ไหมเนี่ย ?” ชายหนุ่มเริ่มจะฉุนหน่อยแล้ว แอบออกไปเดินเล่นเสียดีกว่าคิดดังนั้นก็ลอบออกจากกลุ่มเดินทางผู้เดียวออกนอกหอสมบัติไป
ตั้งแต่เข้านครหลวงเพ่ยมาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเกราะว่างเปล่ามันส่องแสงประกายเป็นระยะ ๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังร้องเรียก อย่างไรเสียก็ต้องค้นพบให้ได้ว่าอะไรกำลังเรียกหาทว่า.....
“หยุดนะ ! ศิษย์น้องเจ้าจะไปไหน ?” เสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้น อยู่ ๆชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตัวเองขนลุกซู่
“ศิษย์พี่หญิงช่างเก่งกาจจริง ๆ แม้กระทั่งความคิดข้าท่านยังเดาถูก”หนิงเฟยหลงยิ้มเจื่อน ๆ โดนจับได้เสียแล้ว เอาอย่างไรต่อดี ?
“ในเมื่อเจ้าจะไปก็ให้ข้าไปด้วยเถอะ” หนิงเฟยหลงแทบไม่เชื่อในคำพูดนั้นนี่หูข้าเพี้ยนไปหรือ ? ข้าต้องได้ยินผิดไปแน่ ๆศิษย์พี่หญิงผู้เย็นชาไม่เพียงจะปล่อยข้าไป แต่ยังจะไปกับข้า
ทั้งสองพากันลอบออกไป ปล่อยให้ทุกคนนึกว่าสองคนนั้นอยู่แต่ภายในห้องจะไม่มีใครรับรู้จนกว่าจะมีคนเข้าไปในห้องเท่านั้น
แต่ทั้งสองหารู้ไม่ว่านั่นถือเป็นการดูหมิ่นยอดฝีมืออย่างจ้าวหอโอสถอย่างยิ่ง
“เจ้าเด็กพวกนี้คิดว่าข้าไม่รู้หรืออย่างไร ? จะมาขอข้าออกสักหน่อยก็ไม่ได้เสียเวลาข้าต้องออกไปตามดู” ว่าแล้วชายชราก็ทะยานร่างออกไป
...