จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 82 ถ่ายละครครั้งแรก 1 Re

            วันเสาร์  ไป่ฉีตื่นแต่เช้ามาทำกิจวัตรของเขา  ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปรอเมิ่งชิงชิงมารับไปกองถ่ายละครของเฉินเฟิง  


            ไป่ฉียืนรอได้สักพักเขาก็มองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง  ก่อนที่จะมีเสียงบีบแตรรถดังขึ้น  เขาจึงหันไปมองก่อนจะยกยิ้มขึ้น


            “สวัสดีครับพี่ชิงชิง วันนี้สวยขึ้นอีกแล้วนะครับ” ไป่ฉีขึ้นมาก็ชมหญิงสาวที่นั่งตรงที่นั่งคนขับทันที


            “ขอบใจที่ชมนะ  ฉันรู้ตัวเองหรอกว่าสวย คิกคิก” เมิ่งชิงชิงหัวเราะ  ก่อนจะขับรถเพื่อไปยังสถานที่ถ่ายละคร


            “ไม่คิดว่าแฟนผมจะหลงตัวเองแบบนี้  ถึงขนาดชมตัวเองก็ได้ด้วย” ไป่ฉีแซว


            “ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มองว่าตัวเองสวยทั้งนั้นแหละ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ผมเห็นด้วยนะ  ดูอย่างหัวหน้าห้องที่โรงเรียนผมสิ  เป็นสาวแว่นใส่แว่นหนาเตอะ  ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสาวสวยตัวเล็กน่ารักไปซะแล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “นายกล้าชมผู้หญิงคนอื่นว่าน่ารักต่อหน้าแฟนตัวเองด้วยเหรอ  ช่างกล้าเนอะ” เมิ่งชิงชิงกดเสียงลงต่ำ


            “ทำไมจะชมไม่ได้  ก็รายนั้นได้แฟนเป็นเด็กเกเรอันดับ 1 ของห้องนี่นา  แต่ตอนนี้ก็กลับตัวได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            “ถ้ามีแฟนก็แล้วไป  อย่าให้ฉันรู้นะว่านายชมผู้หญิงคนอื่นนอกจากฉันน่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “พี่จะจับกดผมรึไงครับ  อ้อ ห้ามทำร้ายร่างกายผมด้วย  ผมต้องใช้ร่างกายนี้หาเลี้ยงพี่กับลูกนะ” ไป่ฉียิ้ม


            “ใครจะมีลูกกับนายมิทราบ  นายนี่ชอบยั่วโมโหฉันได้ตลอดเลยนะ” เมิ่งชิงชิงจิ๊ปาก


            “ให้ผมยั่วอย่างอื่นก็ได้นะ  อย่างเช่น.....” ไป่ฉีขยับตัวเข้าไปใกล้กับเมิ่งชิงชิง


            “นายจะทำอะไรน่ะ  ฉันขับรถอยู่นะ” เมิ่งชิงชิงเสียงสั่น  ก่อนจะพบว่าข้างหน้าเธอมีกุ้งทอดตัวใหญ่จ่ออยู่


            “คิดว่าผมจะทำอะไรล่ะ  ผมแค่ยั่วพี่ด้วยของกินเอง  อ้ำ” พูดเสร็จไป่ฉีก็เอากุ้งกลับมาเข้าปากตัวเอง  ส่วนเมิ่งชิงชิงได้แต่กลืนน้ำลายเท่านั้น


            “นี่เอาของกินมายั่วกันงั้นเหรอ  ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลย  ป้อนฉันหน่อยสิ  เดี๋ยวฉันไม่มีแรงขับรถน้า” เมิ่งชิงชิงส่งเสียงเอื้อยเจื้อย  ทำให้ไป่ฉียกยิ้มขึ้น  ก่อนจะเอากล่องข้าวที่เขาเตรียมไว้ออกมา  ข้างในเป็นสลัดกับกุ้งทอด  ถึงจะบอกว่าเป็นกุ้งทอดแต่ไป่ฉีใช้วิธีปรุงพิเศษ  เขาทอดตามปกติ  แต่ใช้พลังปราณกำจัดน้ำมันออกจนหมด  ดังนั้นมันจึงมีแค่แป้ง กับเนื้อกุ้งเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่  ไป่ฉีค่อย ๆ คีบกุ้งให้เธอ


            ระหว่างเดินทาง  ไป่ฉีทำหน้าที่ป้อนกุ้งกับสลัดให้เมิ่งชิงชิงไปตลอดทาง  ตามด้วยผลไม้ที่เขาเตรียมมา  เขาหั่นมันเป็นชิ้นพอดีคำ  ป้อนเข้าปากแฟนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง


            “ฉันอิ่มแล้ว” เมิ่งชิงชิงบอก  พร้อมกับดูดน้ำชาจากขวดที่ไป่ฉีเปิดฝาแล้วยื่นมาให้


            “ผมลองทำดูน่ะ  อร่อยไหม” ไป่ฉีถาม


            “อร่อยดี  กุ้งนายทำยังไงน่ะ มันไม่อมน้ำมันเลย” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ความลับน่ะ” ไป่ฉีตอบ  เขาเอานิ้วชี้ทาบที่ปาก  พร้อมกับขยิบตาให้เมิ่งชิงชิง


            ใช้เวลาสักพักเมิ่งชิงชิงก็เห็นสถานที่ถ่ายละครแล้ว  พร้อมกับชี้ให้ไป่ฉีดู  ซึ่งด้านหน้าของไป่ฉีเป็นคอนโดหรูในย่านคนรวยของเมืองหลวง  วันนี้ไป่ฉีต้องถ่ายกับปิงเยว่เป็นส่วนที่ต้องถ่ายทำกันในห้อง ๆ หนึ่งในคอนโดนี้  ห้องนี้จะถูกใช้เป็นบ้านของพระเอกที่ไป่ฉีรับบทแสดงนั่นเอง


            “สวัสดีครับทุกคน  ผมซื้อของกินมาฝาก  ใครหิวก็มาทานได้นะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ยังใส่ใจคนอื่นไม่เปลี่ยนเลยนะ” เฉินเฟิงเดินมาหาไป่ฉี


            “ทุกคนทำงานเหนื่อยกันนี่ครับ” ไป่ฉีหันมายิ้มให้กับเฉินเฟิง


            “วันนี้นายเองก็ต้องเหนื่อยเหมือนกันรู้รึเปล่า” เฉินเฟิงกล่าว


            “พี่ปิงเยว่ยังไม่มาเหรอครับ” ไป่ฉีหันซ้ายหันขวาก่อนจะหันมาถามเฉินเฟิง


            “เดี๋ยวก็มาถึงแล้วล่ะ  นายทานอะไรก่อนไหม” เฉินเฟิงถาม


            “ทานมาแล้วครับ  ขอไปแต่งตัวเลยดีกว่า” ไป่ฉีตอบ


            “งั้นดีเลย  ห้องตรงนั้นใช้แต่งตัว  เข้าไปใช้ได้เลย” เฉินเฟิงชี้ไปยังห้อง ๆ หนึ่ง  หากมองว่าที่นี่เป็นบ้าน ตรงนั้นน่าจะเรียกว่าห้องเก็บของละมั้ง


            ไป่ฉีเดินเข้ามาภายในห้อง  เขาพบว่าข้างในกว้างกว่าที่เห็นพอสมควร  มีเสื้อผ้าจำนวนมากแขวนเอาไว้  คิดว่าคงเป็นชุดสำหรับนักแสดง  แต่แค่เฉพาะฉากนี้  เสื้อผ้ามันจะเยอะเกินไปรึเปล่า


            “น้องฉี  นี่เป็นชุดเข้าฉากแรก  เนื่องจากว่าน้องปิงเยว่น่าจะมาช้าหน่อย  ผู้กำกับเลยให้ถ่ายฉากที่เธอต้องแสดงคนเดียวก่อน” ทีมงานฝ่ายเสื้อผ้าที่อยู่ในห้องยื่นเสื้อผ้าแบบใส่สบาย ๆ มาให้  ไป่ฉีมองดูเสื้อผ้าที่แขวนไว้  เขาก็พอจะรู้แล้วว่าต้องถ่ายฉากอะไรบ้าง


            “ได้ครับ” ไป่ฉีรับชุดมา แล้วเดินไปยังโซนแต่งตัว  โดยโซนแต่งตัวนี้เป็นเพียงแค่ฉากกั้นเท่านั้น  ตัวฉากกั้นนั้นสูงประมาณ 2 เมตร  สามารถพับเก็บได้  ดูเหมาะสำหรับจะใช้ในกองถ่ายที่ต้องย้ายสถานที่บ่อย ๆ


            เมื่อไป่ฉีเดินออกมาหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว  ช่างแต่งหน้ากับทำผมก็เรียกเขาทันที  ไป่ฉีนั่งลงอย่างว่าง่าย  ให้ช่างทำผมจัดการเรื่องทรงผมให้เขาก่อน  แต่พอทำผมเสร็จแล้ว  ช่างแต่งหน้ากำลังจะมาแต่งหน้าให้กับเขา


            “ไม่ต้องแต่งก็ได้ครับ  หน้าสดนี่แหละเหมาะกับคนอยู่บ้านที่สุด” ไป่ฉีกล่าว


            “เอ๊ะ นี่น้องไม่ได้แต่งหน้ามาเหรอ” ช่างแต่งหน้าถามด้วยความตกใจ


            “ไม่ไดิแต่งมาครับ” ไป่ฉีกล่าว  จากนั้นเขาก็เห็นท่าทางหดหู่ของช่างแต่งหน้าทันที  ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นจนชินตาไปแล้ว


            “ถ้างั้นผมขอตัวไปเข้าฉากก่อนนะครับ” ไป่ฉีลุกแล้วเดินออกจากห้องแต่งตัวไปทันที


            “ไป่ฉี เธอพร้อมรึยัง” เฉินเฟิงถาม  เมื่อเห็นไป่ฉีเดินออกมาจากห้องแต่งตัว


            “พร้อมแล้วครับ  ฉากนี้ใช่รึเปล่า” ไป่ฉียก บทที่อยู่ในมือแล้วชี้ให้เฉินเฟิงดู


            “ใช่ ฉากนี้แหละ” เฉินเฟิงกล่าว  ขณะนั้นผู้กำกับดูไม่พอใจไป่ฉีเท่าไหร่  เขาไม่ชอบพวกใช้เส้นสายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  การทำงานกับคนพวกนี้หากอยากได้งานมีคุณภาพ  เขาต้องเคี่ยวให้หนัก ๆ


            ไป่ฉีเดินไปยังโซฟากลางห้อง  ซึ่งเป็นทั้งโซนห้องนั่งเล่นและโซนรับแขก จากนั้นเขาก็นั่งและพิงตัวลงกับโซฟา  เพื่อรอสัญญาณจากผู้กำกับ


            “เฉินเฟิง  ฉันขอเตือนไว้ก่อนว่า  ฉันไม่ให้ผ่านง่าย ๆ หรอกนะ  หากนายเอ็นดูเด็กนั่นจริง  นายก็ต้องยอมให้ฉันเคี่ยวกรำโดยห้ามยื่นมือเข้ามายุ่ง  ได้ไหม” ผู้กำกับถามเฉินเฟิง  โดยพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่ 2 คน


            “เอาสิ ตามสบายเลย” เฉินเฟิงไม่ได้แสดงท่าทีลำบากใจอะไรออกมา


            หลังจากนั้นกล้องกับไฟก็ถูกเซ็ต  แต่ไป่ฉีเห็นว่ามีไฟอยู่ 2-3 ตำแหน่งยังไม่ดี  เขาจึงยกมือขึ้นทันที  สร้างความประหลาดใจให้ทีมงานและผู้กำกับ


            “ไฟตรงนั้น ปรับลงนิดหนึ่ง  ตรงนั้นองศาไม่ได้ ......” ไป่ฉีชี้ไปยังจุดไฟต่าง ๆ และพูดถึงการปรับอย่างละเอียดก่อนจะรู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ไม่ควรไปซะแล้ว


            “ขอโทษครับผู้กำกับ” ไป่ฉียืนขึ้น  เขาก้มตัวลงขอโทษ  เพราะสิ่งที่เขาทำไปมันเหมือนกับการก้าวก่ายหน้าที่ของผู้กำกับ


            ส่วนผู้กำกับที่ตอนแรกที่เห็นไป่ฉีบอกทีมงานเรื่องไฟ  เขาคิดว่าไป่ฉีเรื่องมาก  แต่หลังจากที่ทีมงานขยับตามที่ไป่ฉีบอก  ภาพในมุมกล้องต่าง ๆ ดูดีขึ้น  แสงก็พอเหมาะทุกมุม  ดังนั้นเมื่อไป่ฉีก้มหัวขอโทษเขา  นอกจากเขาจะไม่โกรธ  เขายังยกโทษให้ไป่ฉีอย่างง่ายดายอีกด้วย


            “ขอดูฝีมือการแสดงของเธอหน่อย  ว่าจะดีเหมือนการจัดแสงรึเปล่า” ผู้กำกับกล่าว  ก่อนจะสั่งให้ไป่ฉีเริ่มการแสดง


            ทันทีที่เริ่ม  ไป่ฉีทิ้งตัวลงบนโซฟา  ดวงตาของเขาลืมขึ้น  มองไปยังเพดาน  ไม่ว่าใครก็สามารถรู้ได้ว่าชายหนุ่มบนโซฟากำลังคิดอะไรอยู่  ฉากนี้เป็นฉากที่พระเอกคิดสงสัยเรื่องนางเอกว่าจะเป็นสายของบริษัทคู่แข่งรึเปล่า


            จากนั้นใบหน้าของไป่ฉีที่กำลังแสดงถึงการครุ่นคิด  ก็ปรากฎรอยยิ้มขึ้น  เขาเหมือนนึกถึงเรื่องขบขันอะไรบางอย่างขึ้นมาได้  แล้วสีหน้าก็กลายเป็นสงบนิ่งไปอีกครั้ง  ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง


            หลังจากผู้กำกับสั่งคัท  บนใบหน้าของผู้กำกับก็ปรากฎรอยยิ้มที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อย ๆ ขึ้นมา  ซึ่งฉากที่เพิ่งถ่ายจบไปนี้เป็นฉากที่พระเอกคิดว่านางเอกอาจเป็นสายให้บริษัทคู่แข่ง  ส่วนตอนที่เขาเหมือนจะขบขันอะไรบางอย่างนั้น  เป็นช่วงที่พระเอกคิดถึงตอนที่เขาเข้าห้องทำงานแล้วเห็นนางเอกชะงักอยู่ในลักษณะที่เหมือนกำลังรื้อเอกสารที่โต๊ะเขา  แล้วทำเนียนเป็นจัดเอกสารบนโต๊ะให้  จากนั้นในช่วงที่เขาทำหน้านิ่งอีกครั้ง  คือช่วงที่เขากำลังคิดหาวิธีสักอย่างเพื่อแกล้งสายลับที่น่ารักคนนี้ และเมื่อเขาคิดได้  เขาก็ยกยิ้มขึ้น


            “ทำได้ดี  ไปเปลี่ยนชุดก่อน  เดี๋ยวมาถ่ายฉากอีกฉากหนึ่งตรงนี้” ผู้กำกับบอก  ไป่ฉีก้มตัวลงทำความเคารพ  ก่อนจะเดินไปที่ห้องแต่งตัวอีกครั้ง


            หลังจากนั้นไป่ฉีถ่ายฉากของเขาเสร็จอย่างรวดเร็วแบบเทคเดียวผ่านก่อนที่ปิงเยว่จะมาถึงซะอีก  ทำให้เขามีเวลามานั่งว่าง ๆ  เขียนนิยายของเขาต่อ  นักแสดงบางคนที่ต้องเข้าฉากกับไป่ฉีตอนนี้พวกเขาก็ใช้เวลานี้พักผ่อน  ส่วนทีมงานต่างก็เริ่มพักกันบ้างแล้ว  เพราะงานในส่วนของไป่ฉีถ่ายเสร็จแล้ว  แต่ปิงเยว่ก็ยังไม่มา


            “ไป่ฉี  ทำได้ดีมาก  ดีกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก” เฉินเฟิงเดินเข้ามาตบบ่าไป่ฉีเบา ๆ


            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ  ว่าแต่ต้องถ่ายซ่อมฉากไหนไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            “อย่าล้อฉันเล่นสิ  นายลองมองหน้าผู้กำกับที่กำลังเช็ดฉากที่ถ่ายไปก่อนไหม” เฉินเฟิงชี้ไปทางผู้กำกับที่กำลังเช็กฉากที่ถ่ายไปอยู่  สีหน้าเขาดูมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด


            “สรุปคือไม่ต้องถ่ายใหม่สินะครับ” ไป่ฉีถอนหายใจออกมา


            “ใช่  แต่พอฉันเห็นฝีมือนายแบบนี้แล้ว  ฉันก็หนักใจเรื่องนึง” เฉินเฟิงกล่าว


            “เรื่องอะไรครับ” ไป่ฉีเอียงคอสงสัย


            “มาตรฐานการแสดงของนายสูงขนาดนี้  คนที่มีปัญหาคือคนที่ถ่ายต่อจากนาย หรือไม่ก็ต้องร่วมฉากกับนายนั่นแหละที่จะมีปัญหา  ก่อนหน้านี้คนที่แสดงกับนายส่วนใหญ่โดนนายจูงจมูกซะอยู่หมัด  แต่คุณภาพก็ยังแค่พอให้ผ่านได้เท่านั้น” เฉินเฟิงกล่าว  ไป่ฉีเข้าใจสิ่งที่เฉินเฟิงบอกในทันที


            “จะให้ผมลดระดับลงมาเหรอครับ” ไป่ฉีถาม


            “ไม่ต้อง  นายต้องทำให้ดีที่สุด  เพื่อให้คนอื่นได้พัฒนาตัวเองไปด้วย  การโดนเทคหลายครั้งจะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ความผิดพลาด และพยายามแก้ไขจุดบกพร่องนั้น” เฉินเฟิงตอบ


            “เข้าใจแล้วครับ” หลังไป่ฉีรับคำ  ปิงเยว่ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพอดี


            “สวัสดีค่ะทุกคน  ขอโทษที่มาช้านะคะ” ปิงเย่วเดินเข้ามาพร้อมกับผู้จัดการของเธอ  พูดขอโทษทีมงานที่เธอมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น  สำหรับวงการนี้การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งสำคัญ  หากมาสายหรือมาช้าก็ควรขอโทษ  มากกว่าจะอ้างเหตุผลที่ตนเองมาสาย


            “ปิงเยว่ ไปแต่งตัวที่ห้องนั้นได้เลย  ข้างในฝ่ายเสื้อผ้าเตรียมชุดให้เธอเรียบร้อยแล้ว  เราจะถ่ายฉากของเธอกับไป่ฉีเลย” เฉินเฟิงกล่าว  เขากลับมาเป็น PD ที่แสนเข้มงวดอีกครั้ง


            “ได้ค่ะบอส จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ปิงเยว่ทำท่าวันทยาหัตถ์  ก่อนจะวิ่งไปยังห้องแต่งตัว  ซึ่งทีมงานชายหลายคนมองเธอด้วยสายตาหลงไหล  เพราะที่เธอทำเมื่อกี้มันน่ารักในสายตาพวกเขา


            “สวัสดีไป่ฉี  เราเจอกันครั้งที่ 2 แล้ว  ถ่ายไปกี่ฉากแล้วล่ะ” ผู้จัดการของปิงเยว่ถาม


            “ฉากที่ผมต้องแสดงถ่ายครบหมดแล้วครับ  เหลือแต่ฉากที่ต้องแสดงกับพี่ปิงเท่านั้น” หลังได้ยินที่ไป่ฉีพูด  ผู้จัดการของปิงเยว่ตัวแข็งค้างทันที  ก่อนจะส่งเสียงดังออกมา


            “ว่าไงน๊า” เขาตะโกนลากเสียงยาวออกมาราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยินมาเมื่อครู่

    ______________________________

    V=0w0=V

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน