“เวรเอ๊ย!”
“เดินวนไปวนมา สุดท้ายก็กลับมาที่เดิมจนได้!”
“ผ่านมาสามวัน ตายไปหกคน แต่ผลที่ได้คือไม่ได้เห็นแม้แต่ขน!”
“นอกจากไอ้เมล็ดพันธุ์เน่าๆ พวกนี้ ก็มีแต่พวกหุ่นเชิดขยะนั่นแหละ”
“ตอนนี้กระทั่งทางออกยังหาไม่เจอเลยรู้อย่างนี้ฉันน่าจะเก็บสมุนไพรวิญญาณแล้วกลับไปเงียบๆ ดีกว่า!”
เสียงฝีเท้าดังถี่กระชั้นเมื่อมองลอดช่องว่างของหีบไม้ ก็เห็นคนสี่คนเดินออกมาจากอุโมงค์พลางสบถด่าไม่หยุด
ไม่รู้ทำไมไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนสักแห่ง
“พอได้แล้ว เลิกโวยวายสักที”
“เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง”
ถ้าเสียงก่อนหน้านี้แค่คุ้นๆแต่พอได้ยินเสียงนี้ ไป๋ฉางเซิงก็จำได้ทันที
นี่มันเสียงของพวกตัวแสบจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนี่นา!
พวกเขาเคยปะทะกันที่โรงเหล้ามาก่อนเพียงแต่ตอนนั้นถูกหวังเหมิ่งจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจขัดจังหวะไว้
คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่อีกครั้งช่างเป็นคู่ปรับทางแคบจริงๆ
แต่สำหรับเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงการเจอพวกจากนครปีศาจทั้งสี่คนนี้กลับทำให้พวกเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นน่ากลัวที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร การที่มี ‘คนรู้จัก’โผล่มา ต่อให้เป็นศัตรูก็ยังทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดแม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าก็ตาม
และจากที่ฟังพวกนั้นคุยกันดูเหมือนว่าพวกเขาจะวนเวียนอยู่ในอุโมงค์สำริดนี้มานานมากแล้วแถมยังตายกันไปหลายคน?
“มันจะมีทางออกที่ไหนกันล่ะ ฉันว่าพวกเราคงต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่!”
“ต่อให้ไม่โดนกับดักพวกนั้นฆ่าตายไม่ช้าก็เร็วก็คงหิวตายไม่ก็อดน้ำตายอยู่ดี”
เสียงตัดพ้อรำคาญใจยังคงดังต่อเนื่องแต่จู่ๆ ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมตวาดลั่น:
“หุบปากให้หมด!”
ดูท่าคนคนนี้จะมีอำนาจสั่งการอยู่ไม่น้อยเพราะอีกสามคนที่เหลือยอมเงียบกริบลงทันที
“จ้าวซวี่ ตอนที่แกไปเปิดหีบพวกนั้นน่ะ แกเปิดไปกี่ใบ?”
“จำไม่ได้ สามหรือไม่ก็สี่ใบมั้ง”
มีคนตอบรับก่อนที่เขาจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วอุทานเสียงหลง“ฉันไม่ได้เปิดเจ็ดใบแน่นอน!”
สิ้นคำนั้นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงก็รู้ตัวทันทีว่าความแตกเสียแล้ว
ต้องยอมรับว่าพวกนี้มีความตื่นตัวอยู่พอสมควรสมกับที่เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นยอด มีจุดเด่นที่ประมาทไม่ได้จริงๆ
พริบตานั้นทั้งสี่คนจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจต่างกระชับอาวุธในมือแน่นเตรียมพร้อมต่อสู้เต็มกำลัง
ต้วนหงเทาที่เป็นหัวหน้าก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าวก่อนจะเอ่ยปาก “ท่านที่ซ่อนอยู่ผมต้วนหงเทาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ พวกเราไม่มีเจตนาร้ายเชิญออกมาคุยกันหน่อยเถอะ”
หลังจากพูดจบต้วนหงเทาจงใจรออยู่ครู่หนึ่งแต่ความจริงคือเจียงจืออวี๋ไม่มีความคิดที่จะขานรับเขาเลยแม้แต่น้อย
ต้วนหงเทาสูดลมหายใจลึกข่มโทสะในใจไว้แล้วเอ่ยต่อ “ในโบราณสถานแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายหากบุ่มบ่ามเข้าไปโดยไม่รู้อะไรเลย อาจจะไปกระตุ้นกลไกค่ายกลเข้าได้ง่ายๆ”
“พวกเราเสียเพื่อนนักศึกษาไปแล้วหกคน ทั้งหมดถูกกลไกของโบราณสถานฆ่าตาย”
“ผมไม่มีเจตนาอื่นแค่ไม่อยากให้ท่านต้องเดินซ้ำรอยเส้นทางตายที่พวกเราเคยผ่านมาแล้วเท่านั้น”
คำพูดนี้ฟังดูเปี่ยมด้วยความจริงใจหากไม่นับรวมกระบี่ยาวที่เขาเกร็งแน่นอยู่ในมือ บางทีคนฟังอาจจะเชื่อไปแล้วจริงๆ
ผ่านไปอีกไม่กี่วินาทีต้วนหงเทาก็แค่นเสียงเหี้ยม “ในเมื่อท่านไม่ยอมออกมาเองงั้นพวกเราก็คงต้องบังคับให้ปรากฏตัวแล้วล่ะ!”
“ลงมือ!”
สิ้นเสียงต้วนหงเทาก็ชิงจู่โจมก่อน เขาสะบัดกระบี่ในมือฟันออกไปอย่างแรงเกิดเป็นรังสีฟาดฟันล่องหนพุ่งตรงเข้าหาหีบไม้ทันที
“ปราณกระบี่สดับวายุ!”
ปราณกระบี่นี้มีอานุภาพไม่ธรรมดาแม้จะเทียบไม่ได้กับหอกทะลวงทองของเจียงจืออวี๋แต่การจะพังหีบไม้ที่ผุพังพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
สิ่งที่ตอบโต้กระบี่นี้กลับไปคือหอกยาวที่พุ่งทะลุหีบไม้เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว
ปลายหอกปะทะเข้ากับปราณกระบี่ล่องหนจนมันแตกกระจายกลายเป็นเพียงกระแสพลังปราณบริสุทธิ์
แต่หอกโลหะผสมกลับไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อยมันยังคงพุ่งเข้าหาอย่างดุดันและหมายเอาชีวิต
ทว่าต้วนหงเทาที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วรีบตวัดกระบี่อีกครั้งฟันปราณกระบี่ออกไปรวดเดียวสามระลอก
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
หอกยาวร่ายรำต่อเนื่องปัดเป่าปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาจนสิ้นซาก แม้จังหวะบุกทะลวงจะถูกยับยั้งไว้ได้แต่เธอก็ชักหอกกลับมาตั้งหลักอย่างมั่นคง
“เป็นเธอเหรอ?”
เมื่อมองผ่านเศษซากหีบไม้ที่แตกละเอียดไปเห็นใบหน้าอันงดงามล้ำเลิศต้วนหงเทาก็ขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันควัน
“โลกกลมจริงๆ”
“แล้วไอ้ลูกสมุนสองคนนั่นล่ะ? แล้วงูเกล็ดขาวตัวนั้นด้วย?ไม่ได้เข้ามากับเธอด้วยหรือไง?”
เมื่อกี้เขายังเห็นหน้าไม่ชัดแต่ตอนนี้เห็นเต็มสองตา คนที่ก่อเรื่องที่โรงเหล้าวันนั้นมีคนกลุ่มนี้อยู่ครบทั้งสี่คนพอดี!
ดวงตาของเจียงจืออวี๋เย็นเยียบเธอไล่สายตามองพวกนั้นทีละคน
และในขณะที่เจียงจืออวี๋จ้องมองพวกเขาคนพวกนั้นก็กำลังสำรวจเธออยู่เช่นกัน
สิ่งที่เรียกว่า‘ศัตรูเจอกันตาต้องแดงก่ำด้วยความแค้น’ คงเป็นสภาพของพวกเขาในตอนนี้
“ยัยนี่จริงๆ ด้วย!”
“ให้ตายสิ ตอนอยู่ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์ไม่กล้าลงมือ ตอนนี้ดีเลยดันรนหาที่ตายมาให้ถึงที่ แถมยังอยู่ตัวคนเดียวด้วย?”
“เมื่อก่อนทำเป็นซ่า ลงมือต่อหน้าคณบดี แถมยังกล้ามาขัดขวางเรื่องดีๆของคณบดีอีก คราวนี้ฉันอยากจะรู้นักว่าแกยังจะซ่าออกไหม!”
“เดี๋ยวก่อน พวกแกไม่สังเกตเหรอว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากเลยนะ?”
“ไม่ต้องพูดหรอก สวยจริงอย่างที่ว่า”
“หน้าสวย หุ่นดี แถมนิสัยยังเผ็ดดุอีกต่างหาก!” หนึ่งในนั้นเลียริมฝีปากพลางมองเจียงจืออวี๋ด้วยสายตาหื่นกระหาย “ยังไงก็ออกไปไม่ได้อยู่แล้วตายใต้พุ่มโบตั๋น ต่อให้เป็นผีก็ยังสำราญ!”
“เอามันมาตัดเส้นเอ็นมือเอ็นเท้าซะ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนขัดขืนให้เหนื่อย!”
ชายสามคนที่อยู่หลังต้วนหงเทาต่างสลับกันพูดจาหยาบโลนเหมือนกับได้วางแผนจัดการกับเจียงจืออวี๋ไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนต้วนหงเทาก็มีรอยยิ้มเย็นชาประดับบนใบหน้าเขาไหวไหล่พลางมองเจียงจืออวี๋ที่ถือหอกอยู่ไกลๆ
“เมื่อกี้เรียกให้ออกมาดีๆ ไม่ชอบ ตอนนี้เห็นไหมล่ะทุกคนกำลังเดือดกันใหญ่เลย ฉันเองก็คงห้ามไม่ไหวแล้ว”
“สี่ต่อหนึ่ง ฉันแนะนำให้เธอยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ แล้วพวกเราจะ ‘อ่อนโยน’ กับเธอให้มากหน่อย”
หากเป็นหญิงสาวทั่วไปที่ถูกดูหมิ่นด้วยวาจาเช่นนี้คงโกรธจนสติหลุดและพุ่งเข้าใส่คนพวกนี้อย่างไม่คิดชีวิตไปแล้ว
แต่สำหรับเจียงจืออวี๋คำพูดพวกนี้กลับดูไร้เดียงสาและต่ำตมสิ้นดี
เธอมองต้วนหงเทากับพวกที่กำลังทำหน้าท้าทายแล้วเพียงแต่ตอบกลับไปเรียบๆ ว่า “อ้อ”
ท่าทีเฉยเมยแบบนั้นทำเอาพวกที่กำลัง ‘คึก’ กันอยู่ถึงกับชะงักไป
“เอาเถอะ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ มาวัดกันที่ฝีมือเลยดีกว่า”
ต้วนหงเทาสะบัดกระบี่ในมือจนปราณกระบี่แผ่ซ่านออกมาเขาแค่นเสียงเหี้ยมแล้วพุ่งเข้าจู่โจมทันที
ก่อนหน้านี้ที่โรงเหล้าเขาถูกเจียงจืออวี๋เล่นงานจนตั้งตัวไม่ติด เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด
ถ้าไม่ได้คณบดีหวังเหมิ่งยื่นมือเข้ามาช่วยป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว
และในตอนนี้เมื่อทั้งคู่ได้โคจรมาพบกันอีกครั้งต้วนหงเทาก็หมายมั่นปั้นมืออย่างเหี้ยมเกรียมเขาเปิดฉากจู่โจมโดยตั้งเป้าจะปลิดชีพเจียงจืออวี๋ให้ได้ในทันที