ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 98 คู่ปรับทางแคบ

            “เวรเอ๊ย!”

            “เดินวนไปวนมา สุดท้ายก็กลับมาที่เดิมจนได้!”

            “ผ่านมาสามวัน ตายไปหกคน แต่ผลที่ได้คือไม่ได้เห็นแม้แต่ขน!”

            “นอกจากไอ้เมล็ดพันธุ์เน่าๆ พวกนี้ ก็มีแต่พวกหุ่นเชิดขยะนั่นแหละ”

            “ตอนนี้กระทั่งทางออกยังหาไม่เจอเลยรู้อย่างนี้ฉันน่าจะเก็บสมุนไพรวิญญาณแล้วกลับไปเงียบๆ ดีกว่า!”

            เสียงฝีเท้าดังถี่กระชั้นเมื่อมองลอดช่องว่างของหีบไม้ ก็เห็นคนสี่คนเดินออกมาจากอุโมงค์พลางสบถด่าไม่หยุด

            ไม่รู้ทำไมไป๋ฉางเซิงถึงรู้สึกคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนสักแห่ง

            “พอได้แล้ว เลิกโวยวายสักที”

            “เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง”

            ถ้าเสียงก่อนหน้านี้แค่คุ้นๆแต่พอได้ยินเสียงนี้ ไป๋ฉางเซิงก็จำได้ทันที

            นี่มันเสียงของพวกตัวแสบจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนี่นา!

            พวกเขาเคยปะทะกันที่โรงเหล้ามาก่อนเพียงแต่ตอนนั้นถูกหวังเหมิ่งจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจขัดจังหวะไว้

            คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่อีกครั้งช่างเป็นคู่ปรับทางแคบจริงๆ

            แต่สำหรับเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงการเจอพวกจากนครปีศาจทั้งสี่คนนี้กลับทำให้พวกเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นน่ากลัวที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร การที่มี ‘คนรู้จัก’โผล่มา ต่อให้เป็นศัตรูก็ยังทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดแม้ฝ่ายตรงข้ามจะมีจำนวนมากกว่าถึงสองเท่าก็ตาม

            และจากที่ฟังพวกนั้นคุยกันดูเหมือนว่าพวกเขาจะวนเวียนอยู่ในอุโมงค์สำริดนี้มานานมากแล้วแถมยังตายกันไปหลายคน?

            “มันจะมีทางออกที่ไหนกันล่ะ ฉันว่าพวกเราคงต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่!”

            “ต่อให้ไม่โดนกับดักพวกนั้นฆ่าตายไม่ช้าก็เร็วก็คงหิวตายไม่ก็อดน้ำตายอยู่ดี”

            เสียงตัดพ้อรำคาญใจยังคงดังต่อเนื่องแต่จู่ๆ ชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมตวาดลั่น:

            “หุบปากให้หมด!”

            ดูท่าคนคนนี้จะมีอำนาจสั่งการอยู่ไม่น้อยเพราะอีกสามคนที่เหลือยอมเงียบกริบลงทันที

            “จ้าวซวี่ ตอนที่แกไปเปิดหีบพวกนั้นน่ะ แกเปิดไปกี่ใบ?”

            “จำไม่ได้ สามหรือไม่ก็สี่ใบมั้ง”

            มีคนตอบรับก่อนที่เขาจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วอุทานเสียงหลง“ฉันไม่ได้เปิดเจ็ดใบแน่นอน!”

            สิ้นคำนั้นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงก็รู้ตัวทันทีว่าความแตกเสียแล้ว

            ต้องยอมรับว่าพวกนี้มีความตื่นตัวอยู่พอสมควรสมกับที่เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นยอด มีจุดเด่นที่ประมาทไม่ได้จริงๆ

            พริบตานั้นทั้งสี่คนจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจต่างกระชับอาวุธในมือแน่นเตรียมพร้อมต่อสู้เต็มกำลัง

            ต้วนหงเทาที่เป็นหัวหน้าก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าวก่อนจะเอ่ยปาก “ท่านที่ซ่อนอยู่ผมต้วนหงเทาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ พวกเราไม่มีเจตนาร้ายเชิญออกมาคุยกันหน่อยเถอะ”

            หลังจากพูดจบต้วนหงเทาจงใจรออยู่ครู่หนึ่งแต่ความจริงคือเจียงจืออวี๋ไม่มีความคิดที่จะขานรับเขาเลยแม้แต่น้อย

            ต้วนหงเทาสูดลมหายใจลึกข่มโทสะในใจไว้แล้วเอ่ยต่อ “ในโบราณสถานแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายหากบุ่มบ่ามเข้าไปโดยไม่รู้อะไรเลย อาจจะไปกระตุ้นกลไกค่ายกลเข้าได้ง่ายๆ”

            “พวกเราเสียเพื่อนนักศึกษาไปแล้วหกคน ทั้งหมดถูกกลไกของโบราณสถานฆ่าตาย”

            “ผมไม่มีเจตนาอื่นแค่ไม่อยากให้ท่านต้องเดินซ้ำรอยเส้นทางตายที่พวกเราเคยผ่านมาแล้วเท่านั้น”

            คำพูดนี้ฟังดูเปี่ยมด้วยความจริงใจหากไม่นับรวมกระบี่ยาวที่เขาเกร็งแน่นอยู่ในมือ บางทีคนฟังอาจจะเชื่อไปแล้วจริงๆ

            ผ่านไปอีกไม่กี่วินาทีต้วนหงเทาก็แค่นเสียงเหี้ยม “ในเมื่อท่านไม่ยอมออกมาเองงั้นพวกเราก็คงต้องบังคับให้ปรากฏตัวแล้วล่ะ!”

            “ลงมือ!”

            สิ้นเสียงต้วนหงเทาก็ชิงจู่โจมก่อน เขาสะบัดกระบี่ในมือฟันออกไปอย่างแรงเกิดเป็นรังสีฟาดฟันล่องหนพุ่งตรงเข้าหาหีบไม้ทันที

            “ปราณกระบี่สดับวายุ!”

            ปราณกระบี่นี้มีอานุภาพไม่ธรรมดาแม้จะเทียบไม่ได้กับหอกทะลวงทองของเจียงจืออวี๋แต่การจะพังหีบไม้ที่ผุพังพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

            สิ่งที่ตอบโต้กระบี่นี้กลับไปคือหอกยาวที่พุ่งทะลุหีบไม้เข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว

            ปลายหอกปะทะเข้ากับปราณกระบี่ล่องหนจนมันแตกกระจายกลายเป็นเพียงกระแสพลังปราณบริสุทธิ์

            แต่หอกโลหะผสมกลับไม่เสียจังหวะเลยแม้แต่น้อยมันยังคงพุ่งเข้าหาอย่างดุดันและหมายเอาชีวิต

            ทว่าต้วนหงเทาที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วรีบตวัดกระบี่อีกครั้งฟันปราณกระบี่ออกไปรวดเดียวสามระลอก

            “เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”

            หอกยาวร่ายรำต่อเนื่องปัดเป่าปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาจนสิ้นซาก แม้จังหวะบุกทะลวงจะถูกยับยั้งไว้ได้แต่เธอก็ชักหอกกลับมาตั้งหลักอย่างมั่นคง

            “เป็นเธอเหรอ?”

            เมื่อมองผ่านเศษซากหีบไม้ที่แตกละเอียดไปเห็นใบหน้าอันงดงามล้ำเลิศต้วนหงเทาก็ขมวดคิ้วมุ่น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันควัน

            “โลกกลมจริงๆ”

            “แล้วไอ้ลูกสมุนสองคนนั่นล่ะ? แล้วงูเกล็ดขาวตัวนั้นด้วย?ไม่ได้เข้ามากับเธอด้วยหรือไง?”

            เมื่อกี้เขายังเห็นหน้าไม่ชัดแต่ตอนนี้เห็นเต็มสองตา คนที่ก่อเรื่องที่โรงเหล้าวันนั้นมีคนกลุ่มนี้อยู่ครบทั้งสี่คนพอดี!

            ดวงตาของเจียงจืออวี๋เย็นเยียบเธอไล่สายตามองพวกนั้นทีละคน

            และในขณะที่เจียงจืออวี๋จ้องมองพวกเขาคนพวกนั้นก็กำลังสำรวจเธออยู่เช่นกัน

            สิ่งที่เรียกว่า‘ศัตรูเจอกันตาต้องแดงก่ำด้วยความแค้น’ คงเป็นสภาพของพวกเขาในตอนนี้

            “ยัยนี่จริงๆ ด้วย!”

            “ให้ตายสิ ตอนอยู่ที่เมืองผู้ฝึกยุทธ์ไม่กล้าลงมือ ตอนนี้ดีเลยดันรนหาที่ตายมาให้ถึงที่ แถมยังอยู่ตัวคนเดียวด้วย?”

            “เมื่อก่อนทำเป็นซ่า ลงมือต่อหน้าคณบดี แถมยังกล้ามาขัดขวางเรื่องดีๆของคณบดีอีก คราวนี้ฉันอยากจะรู้นักว่าแกยังจะซ่าออกไหม!”

            “เดี๋ยวก่อน พวกแกไม่สังเกตเหรอว่าผู้หญิงคนนี้สวยมากเลยนะ?”

            “ไม่ต้องพูดหรอก สวยจริงอย่างที่ว่า”

            “หน้าสวย หุ่นดี แถมนิสัยยังเผ็ดดุอีกต่างหาก!” หนึ่งในนั้นเลียริมฝีปากพลางมองเจียงจืออวี๋ด้วยสายตาหื่นกระหาย “ยังไงก็ออกไปไม่ได้อยู่แล้วตายใต้พุ่มโบตั๋น ต่อให้เป็นผีก็ยังสำราญ!”

            “เอามันมาตัดเส้นเอ็นมือเอ็นเท้าซะ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนขัดขืนให้เหนื่อย!”

            ชายสามคนที่อยู่หลังต้วนหงเทาต่างสลับกันพูดจาหยาบโลนเหมือนกับได้วางแผนจัดการกับเจียงจืออวี๋ไว้เรียบร้อยแล้ว

            ส่วนต้วนหงเทาก็มีรอยยิ้มเย็นชาประดับบนใบหน้าเขาไหวไหล่พลางมองเจียงจืออวี๋ที่ถือหอกอยู่ไกลๆ

            “เมื่อกี้เรียกให้ออกมาดีๆ ไม่ชอบ ตอนนี้เห็นไหมล่ะทุกคนกำลังเดือดกันใหญ่เลย ฉันเองก็คงห้ามไม่ไหวแล้ว”

            “สี่ต่อหนึ่ง ฉันแนะนำให้เธอยอมจำนนแต่โดยดีเถอะ แล้วพวกเราจะ ‘อ่อนโยน’ กับเธอให้มากหน่อย”

            หากเป็นหญิงสาวทั่วไปที่ถูกดูหมิ่นด้วยวาจาเช่นนี้คงโกรธจนสติหลุดและพุ่งเข้าใส่คนพวกนี้อย่างไม่คิดชีวิตไปแล้ว

            แต่สำหรับเจียงจืออวี๋คำพูดพวกนี้กลับดูไร้เดียงสาและต่ำตมสิ้นดี

            เธอมองต้วนหงเทากับพวกที่กำลังทำหน้าท้าทายแล้วเพียงแต่ตอบกลับไปเรียบๆ ว่า “อ้อ”

            ท่าทีเฉยเมยแบบนั้นทำเอาพวกที่กำลัง ‘คึก’ กันอยู่ถึงกับชะงักไป

            “เอาเถอะ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ มาวัดกันที่ฝีมือเลยดีกว่า”

            ต้วนหงเทาสะบัดกระบี่ในมือจนปราณกระบี่แผ่ซ่านออกมาเขาแค่นเสียงเหี้ยมแล้วพุ่งเข้าจู่โจมทันที

            ก่อนหน้านี้ที่โรงเหล้าเขาถูกเจียงจืออวี๋เล่นงานจนตั้งตัวไม่ติด เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

            ถ้าไม่ได้คณบดีหวังเหมิ่งยื่นมือเข้ามาช่วยป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว

            และในตอนนี้เมื่อทั้งคู่ได้โคจรมาพบกันอีกครั้งต้วนหงเทาก็หมายมั่นปั้นมืออย่างเหี้ยมเกรียมเขาเปิดฉากจู่โจมโดยตั้งเป้าจะปลิดชีพเจียงจืออวี๋ให้ได้ในทันที

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน