ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 19 งานง่ายๆ

           “ทำอะไรอยู่เหรอภัทร” ริศเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี เธอเข็นรถเข็นอาหารเย็นเข้ามาให้เขา


           “พี่ริศ” ภัทรดีใจเพราะเขาเริ่มเบื่อที่จะอยู่คนเดียวเต็มทีแล้ว


           “เป็๲ไงบ้าง ยังเล่นเ๽้านั่นอยู่อีกเหรอ”เธอมองไปที่เศษขยะที่ภัทรไม่ยอมให้เธอเก็บออกไปนั้นด้วยความรู้สึกขัดใจเล็กน้อย ก่อนโบกไม้กายสิทธิ์ร่ายเวทมนตร์เก็บของ เก็บของออกจากโต๊ะ


           “ดีขึ้นมากแล้วครับ พรุ่งนี้ก็น่าจะลุกไปทำงานไหวแล้วครับ” ภัทรเบ่งกล้ามที่แทบจะไม่มีให้ริศดู เธอหัวเระชอบใจกับการกระทำแบบเด็กๆของเขา


           "จริงสิพี่ริศ ผมมีอะไรจะอวด" ภัทรที่อยากอวดสิ่งประดิษฐ์ใจจะขาดรีบทำการเปลี่ยนหัวของหมุดแหลมในกระบอกโลหะ ให้กลายเป็๲ลูกบอลขนาดเล็ก แล้วกดปุ่มก้านข้าง


    ป๊อก!!!


           ลูกบอลติดไม้พุ่งออกไปจนเกือบถึงมุมห้อง ก่อนจะหยุดกึกเพราะเชือกตึงสุดระยะ จากนั้นหัวลูกบอลก็เด้งย้อนกลับมาจากอย่างแรง จากแรงดึง ภัทรรีบรับไว้อย่างง่ายดาย พร้อมสีหน้าตื่นเต้น อยากได้รับคำชมจากริศ


           “เป็๲ไงบ้างครับ”


           “ก็ดีนะ แต่เธอจะเก็บมันเพื่อใช้งานครั้งต่อๆไปยังไงล่ะ” ริศถามหยอกเขา


           “เอ่อ... ก็ม้วนๆ ยัดใส่กระบอกมั้งครับ” ภัทรเขินกับข้อบกพร่องจนเอามือเกาหัว


           “เธอดูจะชอบงานประดิษฐ์นะ ภัทรรู้มั้ยว่าอาชีพที่รายได้ดีที่สุดอันดับสามรองจากผู้เยียวยาศักดิ์สิทธิ์ และนักปรุงยา คือช่างมนตรานี่ละ งั้นเดี๋ยวว่างๆ พี่จะเอาหนังสือการติดตั้งแกนพลังงานหินเวทมนตร์มาให้แล้วกัน เธอดูจะชอบอะไรแบบนี้”


           “ขอบคุณครับ”


           “พรุ่งนี้เธอจะต้องมาทำงานแล้วล่ะ ฉันกับชีตาห์จะต้องไปทำงานด้านนอกทั้งวัน จะมีเ๽้าหน้าที่สองคนมาแทนแต่ไม่ต้องห่วง เขาไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอกนะ” ริศดูเป็๲กังวลเล็กน้อย


           “ครับ ได้ครับ” ภัทรพยักหน้า


           “จริงสิ นัทจากหน่วยสิบสอง ที่เธอเจอวันนั้น เขาจะย้ายมาอยู่กับพวกเรา๻ั้๹แ๻่พรุ่งนี้จนจบพักฤดูร้อนเลยนะ ก็ประมาณเดือนกว่าๆ ล่ะ”


           “จริงเหรอครับ” ภัทรยิ้มแก้มปริ


           “เธอไม่ต้องมาหน้าระรื่นเลย ทีตอนพี่บอกจะไม่อยู่ไม่เห็นทำหน้าเศร้าบ้างเลย” เธอทำหน้างอนเขาเล็กน้อย


           “ไม่จริงเลยครับ ถึงนัทมาพี่ริศก็สำคัญที่สุด”


           “ปากหวาน... จริงสิ..”


           “มีอะไรเหรอครับ”


           “เปล่า... ไม่มีอะไร” แม้ริศจะพูดอย่างนั้นแต่สีหน้าเธอบ่งบอกว่ามีอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่เมื่อริศไม่ยอมพูดเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อเขากินข้าวเสร็จ ริศก็นำชามกลับไปก่อนส่งเขาเข้านอน


           ภัทรตื่นขึ้นมาตอนเช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะไปกินขนมปังรับแสงแดดอ่อนๆอีกเช่นเคย ‘วันนี้ไม่เจอผู้หญิงคนนั้นแฮะ’ เขากินขนมปังไปได้ครึ่งหนึ่งก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง


           “เฮ้ ไอ้หนู”


           เสียงทักทายดังขึ้น เมื่อภัทรหันไปพบว่าเป็๲ชายผิวขาวตาหยีจนเป็๲ขีด ร่างผอมสูง ไม่คุ้นหน้า แต่เนื่องจากเขาใส่ชุดยูนิฟอร์มเหมือนกัน แปลว่าเขาต้องเป็๲คนในสำนักงานแห่งนี้นี่


           ภัทรที่กำลังกินอยู่ถึงกับสำลักจนต้องเอามือทุบอก ดื่มนมตามอึกใหญ่ก่อนมองไปที่ชายคนนั้นแล้วถาม


           “สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าครับ”


           “จะว่ามีก็มีแหละ นี่เอกสารขออนุญาตไปด้านนอก มีงานให้ลงพื้นที่ ‘เขตสุมฟาง’ (เขตย่อยชายขอบ) ที่นั่นไฟตามทางเสียมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่มีคนว่าง ให้นายไปทำก็แล้วกัน อะ... นี่กระเป๋าเครื่องมือ จะได้ไม่ต้องไปเบิก ในนั้นจะมีคู่มือการเปลี่ยนแผงจ่ายพลังงานให้นายอ่านแล้วทำตาม ‘มันเป็๲งานง่ายๆ’ ที่เด็กสิบสี่ก็น่าจะทำได้ใช่มั้ย ริศเป็๲คนขอให้นายทำเลยนะ ดูที่ลายเซ็นสิ”


            ภัทรก้มลงไปดูที่ใบอนุญาตที่ประทับตราอนุมัติแล้ว พบว่าผู้อนุมัติเป็๲ชื่อ รริศรา วรวารินทร์ แม้ว่าจะมีลายเซ็นอย่างเรียบร้อยแต่เขาก็รู้สึกแปลกๆ อยู่ดี เหมือนจะมีอะไรที่ขาดไปสักอย่าง


           “เร็วเข้าเ๽้าหนู ฉันไม่อยากโดนชาวบ้านร้องเรียนเ๱ื่๵๹ทำงานล่าช้านักหรอกนะ” ชายคนนั้นกดดันเขาเล็กน้อย


           “ครับ ได้ครับ” ภัทรรีบรับกระเป๋าแล้ววิ่งไปที่แผนกยานยนต์ของหน่วยทันที

    ชายคนนั้นเป่าปากโล่งอก มองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบเดินออกไปจากอาคารอย่างเงียบเชียบ โดยไม่รับรู้ถึงสายตาของคนสองคนจากอีกอาคารหนึ่งที่กำลังจับจ้องเขาอยู่


           “นั่นไม่ใช่คนของเขตเราครับ เป็๞คนจากเขตสิบสอง ให้ผมไปหยุดเด็กคนนั้นมั้ยครับ” เสียงของชายชราดังขึ้น


           “ไม่ต้องหรอก ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าเด็กคนนั้นจะเอาตัวรอดอย่างไร แต่ไปหาคนที่อยู่เบื่องหลัง และจัดการตามสมควรด้วย” หญิงสาวในชุดขาวลายลูกไม้คนเดียวกับที่ภัทรเจอเมื่อครั้งนั้นกล่าวนิ่งๆ แต่คิ้วเรียวของเธอก็ขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจเช่นกัน ชายชรามองเธอแล้วพยักหน้า ก่อนจะจางหายไปในความเงียบงัน


           ภัทรเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงแผนกยานยนต์ ก็เจอกับนัทที่กลางทางพอดี


           “สวัสดีภัทร อ้าว นายจะรีบไปไหนเนี่ย” นัทยิ้มทักทายด้วยความสดใสจนตัวเขาดู กลมปล๊อกไปหมดทุกส่วน


           “สวัสดีนัท โทษทีนะ ฉันต้องรีบไปทำงานน่ะ” ภัทรเดินต่อไปโดยไม่หยุดคุย นัทเห็นแบบนั้นจึงรีบสับขาเดินตาม


           “งานเหรอ? งานอะไรน่ะ ทำไมพวกนั้นใช้งานนายโหดจัง นายเพิ่งพักฟื้นมาได้ไม่กี่วันเอง”


           “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คงจะขาดคนล่ะมั้ง”


           “งั้นเหรอ ฉันไปด้วยคนสิ”นัทเดินตามภัทรมาด้วย


           “อย่าเลย นายจะเหนื่อยเปล่าๆ นะ”


           “แต่เขตสุมฟางมันแทบจะอยู่ชายขอบของเขตสิบเอ็ดเลยนะ นายจะไปถูกเหรอ ให้ฉันไปด้วยกับนายดีกว่า” นัทคะยั้นคะยอ


            “แต่ว่า...” ภัทรลังเล


           “ฉันจะไปๆ ฉันช่วยนายเ๹ื่๪๫งานใช้แรงเอง”


           “แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะให้นายไปด้วยได้มั้ย ลองถามเ๯้าหน้าที่ที่โรงรถก่อนละกัน”


           “ได้เลย” นัทยิ้มเหมือนได้รับชัยชนะ

    พวกเขาเข้ามาที่โรงรถ ที่นี่มีรถจอดเรียงรายอยู่หลายคัน พวกมันเหมือนหลุดมาจากยุคแปดศูนย์ ดูไม่น่าจะขับไปไหนไหว รถที่ดูใหม่สุดก็ยังดูเก่าสีซีดและเริ่มมีสีเคลือบแตกแล้ว


           “หืม... พวกเธอมาทำอะไรกันแต่เช้าล่ะเนี่ย” ชายผมขาวแซมดำมีหนวดเล็กๆ แว่นตาหนาเตอะเหน็บอยู่บนหัว กำลังนั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้โยกทักพวกเขา


           “ผมได้รับงานมาให้ไปเปลี่ยนไฟที่เขตสุมฟางนะครับ เลยมาขอเบิกรถ” ภัทรยื่นเอกสารไป


           “ไหนๆ ดูซิ แว่นตาฉันอยู่ไหนนะ” ชายชราคลำหาบนโต๊ะแต่ไม่เจอ จึงหยิบเอกสารไปดูแบบเพ่งๆ เขามองแทบจะเอาหน้าแนบกระดาษ นัทแอบขำ ส่วนภัทรก็ไม่กล้าบอกเพราะกลัวเสียมารยาท


            “งานเปลี่ยนไฟ เขตสุมฟาง... โอเค”


           เขาวางใบอนุญาตไว้บนโต๊ะแล้วส่งคืน “งั้นเธอก็เลือกรถไปสักคัน เธอยังเด็กงั้นเอารถจักรยานยนต์ขนาดเบาไปแล้วกัน” เขาชี้ไปที่สกู๊ตเตอร์เก่ากึ่งใหม่คันหนึ่ง


           “ผมไปด้วยได้มั้ยครับ ลุงจันทร์ใช่มั้ยครับ ผมเป็๲หลานของตาเอื้อครับ ผมเคยเจอลุงสมัยผมเด็กๆ บ่อยๆ”


           “หลานไอ้เอื้ออย่างงั้นรึ ดีๆ หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ ลุงกับมันเคยสนิทกันตอนสมัยหนุ่มๆ แต่มันวาสนาดีได้ขึ้นเป็๲ผู้๵า๥ุโ๼แล้ว ในขณะที่ข้ายังเป็๲นายช่างชำนาญการต๊อกต๋อยอยู่เลย ฮ่าๆๆ”


           แกโบกมืออย่างอารมณ์ดี “เอาล่ะๆ เธอก็ไปด้วยกันเถอะ แถวนั้นมันไกล แถมไม่ค่อยมีบ้านคนด้วย อย่ากลับกันมืดค่ำแล้วกันล่ะ”


          “ขอบคุณครับ”


           พวกเขาสองคนขอบคุณพร้อมกันก่อนจะเข็นรถสกู๊ตเตอร์สีเขียวซีดๆ ออกไปจากโรงรถ ภัทรที่ดูชำนาญการขับรถเป็๲คนขับ ส่วนนัทเป็๲คนซ้อน เขาสองคนขับรถออกไปจากสำนักงาน โดยไม่ทันเห็นว่ามีคนแอบมองเขาจากร้านอาหารร้านหนึ่ง นั้นคือภูมิรพีที่ตอนนี้ถูกพักงานอยู่นั้นเอง เขาเดินออกมามองหน้าร้านหลังจากรถพวกภัทรออกไปไกลแล้ว ชายที่เอางานมาให้ภัทรกระซิบกระซาบบางอย่าง ภูมิรพีพยักหน้าก่อนพูดกับตัวเอง


           “ไอ้นัทก็ไปด้วยเหรอ... ปล่อยมันไปเถอะ ถือว่ามันโชคร้ายเองก็แล้วกันที่แส่มายุ่งไม่เข้าเ๱ื่๵๹"