เมื่ออาคาเซียได้ยินข้อสงสัยของรัน เธอก็กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่อ่อนโยนเช่นเคย
“ข้าทำไม่ได้รัน…ข้าทำไม่ได้…มันเป็กฏโดยเจตจำนงแห่งโลกมิติทั้งปวง ผู้มีพลังในมิติที่สูงกว่าไม่สามารถดํารงอยู่ได้ในมิติที่ด้อยกว่า ไม่เช่นนั้นทั้งคู่จะแหลกสลายถูกบดขยี้ด้วยเจตจำนงแห่งโลกมิติอนันต์ ดั่งน้ำในมหาสมุทรไม่สามารถดำรงอยู่ในแก้วน้ำใบเล็กๆได้ ไม่เช่นนั้นแก้วใบนั้นจะแตกสลายและน้ำในมหาสมุทรจะไม่มีที่ดำลงอยู่และถูกบังคับให้แหลกสลายหายไปในความว่างเปล่า
ตัวตนของข้าดำรงอยู่ในมิติที่สูงกว่า เกินกว่าโลกอาคาเซียที่ข้าเฝ้าปกป้องจะสามารถรองรับพลังของข้าได้ จึงเป็ไปไม่ได้โดยธรรมชาติที่ข้าจะลงไปจัดการปัญหาดังกล่าวด้วยตัวข้าเอง ข้าทำได้เพียงส่งข้อความหรือส่งพลังเล็กๆน้อยๆที่โลกสามารถรองรับได้ เข้าช่วยเหลือเหล่าลูกๆของข้า บางครั้งข้าถึงขนาดยอมสละเศษชิ้นส่วนิญญาของข้า เพื่อสร้างเป็ร่างอวตารไปช่วยเหลือพวกเขา แต่นั่นดันกลายเป็ความผิดพลาดมากกว่าความสำเร็จ
ผู้นำของเหล่าแมลงสามารถโค่นร่างอวตารของข้าได้ในที่สุด พวกมันใช้ร่างอวตารของข้าเป็แหล่งวิวัฒนาการแหล่งใหม่ของพวกมัน และทำให้าของเราแย่ลงไปหลายเท่านับจากนั้น นั่นทำให้ข้าเข้าแทรกแซงโลกได้ยากขึ้น ทุกครั้งที่ข้าใช้พลังของข้าเข้าแทรกแซงมันมักจะเป็ผลร้ายมากกว่าผลดี ดังนั้นปัจจุบันข้าจึงทำได้เพียงให้คำแนะนำกับพวกเขาเท่านั้น อย่างน้อยๆ คำแนะนำของข้าก็สามารถยืดาไม่ให้เหล่าแมลงชนะได้ง่ายๆมากว่า 100 ปี จนถึงคราววิกฤตในปัจจุบัน ที่ข้าจำเป็ต้องใช้ตัวแปรจากโลกภายนอกเช่นเ้าเข้าช่วยเหลือ”
กล่าวถึงตรงนี้ รันก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าต่างๆออกมา ไม่ว่าจะเป็ความไม่เชื่อ ความสับสน ความลังเล เห็นดังนั้น อาคาเซียก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดโชคชะตาจึงพาตัวเขามาที่นี่ มาเพื่อเป็ผู้กอบกู้โลกของเธอ ธรรมชาติของเขาดูไม่เหมือนสิ่งที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นเลย มันดูธรรมดาเกินไป ในความคิดของเธอมันดูธรรมดาเสียยิ่งกว่าคนธรรมดาในโลกของเธอเสียอีก
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น เธอก็เชื่อในพลังแห่งโชคชะตามากกว่าพลังในการวิเคราะห์ของเธอ เพราะพลังแห่งโชคชะตาคือพลังลึกลับที่ไม่อาจคาดเดาหรือทำความเข้าใจได้ มันเป็หนึ่งในกฏที่ทรงพลังมากที่สุดในมิติอนันต์ เธอจึงกล่าวเกลี้ยกล่อมยื่นข้อเสนอที่รันไม่อาจปฏิเสธได้
“แค่ดูจากสีหน้าของเ้า ข้าก็เดาได้ไม่ยากว่าเ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมมนุษย์ธรรมดาอย่างเ้าถึงมีโอกาสที่จะช่วยโลกทั้งใบได้ คำตอบของข้าคือ [ไม่รู้] เพราะพลังแห่งโชคชะตานั้นเป็พลังที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดในทุกมิติ ทุกจักรวาล แม้แต่ตัวตนในมิติชั้นสูงอย่างข้าหรือเทพเ้าก็ไม่อาจควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ แต่การที่เ้าเกี่ยวพันกับสายใยแห่งโชคชะตาของโลกใบนี้ มันก็บ่งบอกกับข้าได้คร่าวๆว่าเ้ามีโอกาสช่วยโลกใบนี้ได้สำเร็จ ส่วนอัตราเท่าไหร่นั้นข้าก็ไม่อาจทราบได้ อาจจะเป็ 50% 70% หรือ 10% ก็ได้เช่นกัน…
เด็กน้อยจากต่างโลกเอ๋ย…เ้าไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เพราะสุดท้ายแล้วหากเ้าไม่ลงมือทำอะไรเลย โลกใบนี้ก็จะถึงการอวสาน กลายเป็ดาวเคราะห์ที่ตายแล้วที่เต็มไปด้วยเหล่าแมลงไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเ้าก็จะตายอีกครั้งโดยไม่อาจเกิดใหม่ได้เป็ครั้งที่สอง แต่หากเ้ายินดีช่วยเรา ข้าจะมอบพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุดให้กับเ้าเป็การตอบแทน ซึ่งเป็สมบัติพลังสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวในโลกแห่งนี้ แล้วเมื่อเ้ากอบกู้โลกได้สำเร็จ ข้าก็ยินดีส่งเ้ากลับไปยังโลกเดิมของเ้าด้วย ข้อเสนอของข้านั้นก็ไม่ได้เลวร้ายเลยว่าไหม?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวคำอธิบายและข้อเสนอของอาคาเซีย รันก็ได้แต่นิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับมัน แต่เขามีตัวเลือกที่ดีกว่านี้หรือ? ก่อนที่เขาจะถูกลากมาเป็ผู้กอบกู้เขาเกือบจะสูญสลายในมิติแห่งความว่างเปล่าแล้ว หากเธอไม่ยื่นมือเข้าช่วยิญญาน้อยๆของเขาไว้ เหตุผลหลายๆอย่างมันฟ้องว่าเขาจำเป็ต้องยอมรับข้อเสนออย่างไม่มีทางเลือก อย่างน้อยๆเขาก็ได้ตอบแทนเธอและหาวิธีดิ้นรนหาเอาชีวิตรอดจากกองทัพแมลง ดีกว่ามานั่งรอวันตายนี่..จริงไหม?
“ผมต้องยอมรับข้อเสนอสินะ…อย่างน้อยๆผมก็สามารถตอบแทนบุญคุณคุณได้บ้าง ที่คุณดึงผมออกมาจากมิติบ้าๆนั่น ว่าแต่ผมมีเวลาเตรียมตัวเท่าไหร่ก่อนที่จะออกไปสู้กับแมลงเ่าั้”
ได้ยินเช่นนั้น กิ่งไม้นับพันของอาคาเซียก็สั่นไหวด้วยความยินดี เพราะธรรมชาติในตัวตนของเธอนั้นไม่ชื่นชอบการบังคับฝืนใจอยู่แล้ว หากรันไม่ยอมรับข้อเสนอ เธอก็ทำได้เพียงถอดใจและรอวันตายของโลกเท่านั้น
“ขอบใจเ้ามาก!! ข้าดีใจที่เ้าเข้าใจสถานการณ์ของเราทั้งคู่ ส่วนเวลานั้น เ้าอาจมีเวลาเพียงแค่หนึ่งพันปีเท่านั้น ก่อนที่โลกทั้งใบจะต้านทานฝูงแมลงที่น่ารังเกียจไม่ไหว ข้าแนะนำให้เ้าเตรียมตัวให้เสร็จก่อนหนึ่งพันปี ไม่เช่นนั้นอาจไม่มีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกให้เ้าได้ช่วยเหลืออีกต่อไป”
รันพยักหน้าอย่างเข้าใจ “อื่มๆ…แค่หนึ่งพันปีเองสินะ แม้จะน้อยไปหน่อยแต่ก็…จะบ้ารึไงกัน!! ผมเกือบเคลิ้มตามไปแล้วนะเนี่ย มาเล่นมุกอะไรกันในเวลานี้ ใครมันจะไปอยู่ได้ถึงพันปีกัน อีก 60 ปีผมก็แก่ตายแล้ว แถมตอนแรกคุณยังบอกอีกว่าผู้คนในโลกนี้ทำากับมันได้ 100 ปีก็เสียดินแดนให้มันไปครึ่งโลกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงหนึ่งพันปีหรอก ตอนนั้นโลกคงกลายเป็แค่เศษฝุ่นแล้วมั้ง”
หากต้นไม้โลกมีดวงตา เธอคงได้แต่มองบนให้กับความคิดเช่นนี้ของเขา ที่คิดว่าเธอพูดเล่น การที่เธอถูกเรียกว่าต้นไม้โลก มารดาแห่งสรรพชีวิต หรือต้นไม้แห่งปัญญานั้นไม่ได้มาเพราะความบังเอิญหรือคําสรรเสริญ คำพูดทุกคำของเธอย่อมเต็มไปด้วยความจริงของโลก เป็ไปไม่ได้ที่เธอจะกล่าวความเท็จ
“ข้าไม่ได้พูดเล่น เ้าเด็กน้อย!! กฏแห่งชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของข้า การทำให้เ้ามีอายุยืนเพียงแค่พันปีไม่ได้ใช้พลังมากมายอะไรเลย หากเ้ารู้อายุขัยของผู้คนบนโลกของข้าแล้ว เ้าจะไม่แปลกใจและใช้บรรทัดฐานอายุขัยของมนุษย์บนโลกที่เ้าจากมา ข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว
ดังนั้น ตอนนี้ข้าจะมอบเมล็ดพันธุ์แห่งต้นไม้โลกให้แก่เ้า มันเต็มไปด้วยกฏพลังแห่งชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด มันจะทำให้เ้ามีอายุขัยไม่จำกัด ไม่มีวันแก่ตาย และปราศจากโรคภัยความเจ็บป่วยทั้งปวง ตราบใดที่เ้าไม่ถูกฆ่าตายเ้าก็เป็ะ” อาคาเซียกล่าวดุรันเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มมอบพลังให้แก่เขา
สิ้นเสียงของเธอ ก็ปรากฏแกนเมล็ดพันธุ์ต้นไม้โลกขนาดเท่ากำปั้นขึ้นเบื้องหน้าของรัน มันมีลักษณะทรงรีสีเขียวเต็มไปด้วยลวดลายอักขระสีทองสว่างที่รันไม่รู้จัก และทันใดนั้นมันก็พุ่งเข้าสูหัวใจของเขา หลอมรวมเข้ากับจิติญญาของเขาโดยสมบูรณ์ กลายเป็ความสามารถติดตัวของเขาอย่างแยกกันไม่ออก
รันไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาและมีพลังงานบางอย่างอันไร้ที่สิ้นสุดภายในตัวเขา มันไม่ได้รู้สึกถึงขนาดว่าเขาจะสามารถไปะเิูเาแหวกมหาสมุทรได้ มันรู้สึกแค่เพียงว่าเขาสามารถทำงานโดยไม่ต้องพักผ่อน ไม่ว่าจะทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่หลับไม่นอนเป็ปีๆก็ยังได้ หากจิตใจของเขาไม่แตกสลายไปเสียก่อนล่ะก็นะ…
---------------------------------------------------------
สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ พร้อมเพย์ และ true wallet : 0939639931
---------------------------------------------------------