— วันเวลาค่อยๆ ล่วงผ่าน —
ตอนนี้ภาพจำของเหล่าเด็กน้อย เฉียวเฟิงไม่ใช่แค่เด็กโตที่มีอายุมากกว่าอีกต่อไป หากแต่เป็ศิษย์พี่ที่น่านับถือ ที่คอยดูแลเอาใจใส่และสั่งสอนเหล่าเด็กน้อยทั้งสี่อย่างใกล้ชิด
หลีกังนั้นเฉียวเฟิงได้มอบความมั่นใจให้ตัวเด็กน้อย ผ่านไปได้ไม่นานเด็กน้อยหลีกังก็ตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ศิษย์พี่เอาอาหารที่ทำอย่างดีให้มันกิน นอกจากนั้นสมุนไพรและโอสถราคาแพง ศิษย์พี่ก็จับจ่ายมอบให้มันอย่างไม่เสียดายทำหลีกังดีใจนัก
ยิ่งศิษย์พี่คนนี้เป็ห่วงเป็ใยตัวมัน แถมยังเผื่อแผ่น้ำใจไปถึงครอบครัวพ่อแม่และน้องๆ หลีกังก็ยิ่งสำนึกบุญคุญศิษย์พี่คนนี้
บางครั้งในเวลาฝึกฝนแม้หลีกังจะรู้สึกยากลำบาก ทรมานร่างกายเป็ที่สุดคล้ายจะใกล้ทนไม่ไหว หากแต่พอได้ยินเสียงศิษย์พี่ใหญ่บอกให้อดทนเ้าทำได้ ตัวมันก็คล้ายมีแรงฮึกทันที สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าในใจของเด็กน้อยผู้นี้มีความเคารพศิษย์พี่ผู้นี้มากขนาดไหน
จิ้งเหอเด็กน้อย ตัวมันใน่แรกนั้นคล้ายจะเป็คนขี้อายมากอยู่เสียหน่อย พร้อมกับไม่เชื่อมั่นในตัวเอง คิดว่าตัวเองนั้นไร้พร์
แต่พอผ่านคืนวันศิษย์พี่ใหญ่สั่งสอน ผลักดันความภาคภูมิใจของมัน บอกเด็กน้อยว่า...เ้าจะรู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งตัวเ้าไร้พลังและสูญเสียพ่อแม่พี่น้องและคนที่เ้ารัก ตอนนี้ตัวเ้าอาจจะมีทุกคนอยู่รอบตัว หากแต่วันหนึ่งมีคนชั่วช้ามีกำลัง แต่เ้าไร้กำลังมันสังหารครอบครัวคนที่รักทั้งหมดของเ้า เ้าจะทำอย่างไรจิ้งเหอ
เมื่อจิ้งเหอได้ยินคำพูดนี้ของเฉียวเฟิงศิษย์พี่ เมื่อตัวเด็กน้อยได้ขบคิด ไม่ช้าดาบไม้ในมือก็คล้ายจะกำแน่นขึ้น ไม่ช้าก็ร้องะโ “ศิษย์พี่ใหญ่ข้า… ข้าจะพยายามขอรับ จิ้งเหอ… จิ้งเหอไม่อยากสูญเสียคนที่รักไป ข้าอยากเป็คนที่ท่านพ่อท่านแม่ภูมิใจ” เมื่อเด็กน้อยกล่าวคำพูดแบบนี้เฉียวเฟิงก็ลูบศีรษะของมัน พูดตอบมันว่าเ้าทำได้อย่างแน่นอน นำเสียงของเฉียวเฟิงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในเด็กน้อยจิ้งเหอยิ่ง และเมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนี้
จิ้งเหอจึงรู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่ช่างรู้จักพูดและมอบความกล้าหาญให้ตัวมันได้มากเหลือเกิน
ต้าไห่เ้าเด็กช่างสักช่างถาม แต่ตัวมันกลับเป็คนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง และเป็ผู้ลังเลเป็ที่สุด แม้พร์นั้นจะมีและโดดเด่น แต่กลับเป็ผู้ที่คล้ายจะเอาดีไม่ได้ เพราะชอบร่ำเรียนทุกวิชาแต่กลับไม่ชำนาญอย่างลึกซึ้ง
เมื่อเฉียวเฟิงเห็นเช่นนี้ก็คล้ายจะไม่บังคับ แต่แนะนำต้าไห่เด็กน้อยอย่างหนึ่งคือ ให้ตัวมันมุ่งฝึกฝนเคล็ดวิชาตัวเบาเป็หลัก สาเหตุก็เพราะ ด้วยอุปนิสัยที่ไม่เด็ดขาดยามต่อสู้เป็ตาย เมื่อเข้าสู่จุดสำคัญและฝีมือของตัวมันและศัตรูคู่คี่สูสี
มีความเป็ไปได้ 7 ถึง 8 ส่วนที่ต้าไห่อาจจะแพ้ เพราะสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคง
หากแต่ถ้าเฉียวเฟิงมอบหน้าที่ซุ่มซ่อนจับตา และเน้นการหลีกหนีแต่ไม่ปะทะ ด้วยความรอบคอบคิดอ่านหลายมุม มีคำถามกับทุกสิ่งอย่าง ระแวดระวังไปหมด เฉียวเฟิงมั่นใจด้วยนิสัยเช่นนี้ของต้าไห่ มันจะไม่ตายแน่นอน หากมียอดเคล็ดวิชาตัวเบา
และฝึกฝนเคล็ดปิดซ่อนกายดีๆ คนแบบต้าไห่เหมาะสำหรับการช่วยงานเชิงกลยุทธ์ มากกว่าเป็แนวหน้าปะทะต่อสู้
นอกจากนั้นในใจลึกๆ ั้แ่ตอนแรกเฉียวเฟิงก็ไม่คิดที่จะฝึกฝนต้าไห่เป็จอมยุทธ์อยู่แล้ว แต่มัน้านักบริหารที่รอบครอบมาจัดการบางสิ่งบางอย่างแทนมัน ต้าไห่ที่มีนิสัยคิดอ่านรอบด้านนับว่าเหมาะสมที่สุด
เมื่อวันเวลาล่วงผ่าน อาจจะเพราะต้าไห่อยู่กับเฉียวเฟิงบ่อยครั้ง เมื่อก่อนคล้ายคิดนึกว่าตัวเองมีพร์ หากแต่พอเทียบกับศิษย์พี่ใหญ่กับพบว่าตัวเองนั้นนับว่าไม่มีอะไรเลย
นอกจากนั้นผ่านวันผ่านคืน กลับเป็หลีกังและจิ้งเหอเสียอีกที่มีความรุดหน้ามากกว่าตัวมัน
ทำต้าไห่ได้แต่ถอนหายใจ กล่าวถามศิษย์พี่ใหญ่บ่อยครั้งว่า ตัวมันกับสองเด็กน้อยมีอะไรต่างกัน เหตุใดจึงฝึกวิชาเหมือนกันแต่สู้สองเด็กน้อยไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่พร์ของมันมากกว่าทั้งสอง
เฉียวเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ขำขัน เด็กน้อยต้าไห่อยากเอาชนะสหายอีกสองคน
สุดท้ายเฉียวเฟิงเอามือชี้ไปที่หัวใจ
“สิ่งที่เ้าขาดที่สุดคือความเด็ดเดี่ยว หากวันหนึ่งเ้ามีสิ่งนี้ วันหนึ่งเ้าก็จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร”
ต้าไห่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มและขบคิด จับหัวใจของตัวเอง
วันเวลาล่วงผ่านต้าไห่ก็คิดได้ ไม่ใช่ว่าตัวมันจะพยายามฝึกฝนมากขึ้น แต่มันพบว่าตัวเองคือคนสติดี ส่วนหลีกังและจิ้งเหอเป็คนบ้า ดังนั้นมันไม่ควรเอาแบบอย่าง ฝึกแบบสามัญไม่เอาตัวเองไปเทียบทั้งสองดีกว่า
.
.
.
พานลี่นางคือคนที่เฉียวเฟิงจำต้องดูแลและเอาใจใส่มากที่สุด เพราะร่างกายของนางประหลาดกว่าทุกคน แม้นางจะมากพร์ แต่ไม่รู้ทำไมการก่อปราณต่างๆ ในร่างของนางจึงเบาบางนัก เฉียวเฟิงจึงจำต้องถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ฝึกยากและระดับสูงกว่าระดับสามัญให้นาง เช่นเคล็ดวิชาขยายเส้นชีพจรและพลังปราณพิเศษของจ้าวหมื่นมาร มันเร่งสอนเด็กน้อยพานลี่เป็กรณีพิเศษ นอกจากนั้นยังดูแลนางด้วยตัวเองด้วยการต้มยาปรุงโอสถ
โดยเวลาที่มันหลอมโอสถแต่ละครั้ง ตัวเด็กน้อยผู้นี้ชอบนั่งมองมันนัก ทุกครั้งที่นางนั่งมองตัวเฉียวเฟิง นางมักจะทำหน้าอมยิ้มมีความสุขเสมอ พร้อมพูดกล่าวบางประโยคเป็ประจำ
"ศิษย์พี่ดีกับพานลี่มากเลย... พานลี่ชอบท่านรองจากท่านเทพเลยนะเ้าคะ" ทุกครั้งที่นางพูดประโยคนี้นางจะยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมนั่งรอกินโอสถหลอมอย่างว่าง่าย ทั้งๆ ที่นางนั้นเป็เด็กน้อยที่ไม่ชอบกินของขมและสมุนไพรรสชาติไม่ดี
ไม่รู้เฉียวเฟิงคิดไปเองรึเปล่า พอพานลี่อยู่ต่อหน้ามัน นางมักทำตัวเรียบร้อยมากกว่าอยู่กับพี่น้องคนอื่นๆ
นอกจากนั้นสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกประหลาดเกี่ยวกับเด็กน้อยพานลี่ ในหลายๆ ครั้งที่เฉียวเฟิงอยู่กับเด็กน้อยพานลี่ ภาพสตรีชราผู้มีั์ตาสีแดงมักปรากฏขึ้นในห้วงจิตของตัวเฉียวเฟิงเสมอ นางปรากฏในท่วงท่าและอริยาบทต่างๆ เฉียวเฟิงคล้ายรู้สึกคุ้นเคย แต่ตัวมันก็ไม่อาจจะมองเห็นนางอย่างชัดเจน
ทำให้มันนึกคิดเสมอว่า...นี่มันคือเื่อะไรกัน มันรู้ดีว่าจ้าวหมื่นมารมีผู้ติดค้างอยู่สี่คน 3 ใน 4 ล้วนเป็สตรี
หากแต่สตรีอีกหนึ่งนางที่อาจจะเป็สตรีอัปลักษณ์แก่ชราที่ปรากฏในห้วงจิต นางไม่ควรอยู่ในโลกใบนี้ นางอยู่ในที่แสนห่างไกลเป็ที่สุด พร้อมทั้งนางยังทรงอำนาจและยิ่งใหญ่... เพราะนางคือผู้ถูกเรียกว่า 'เทพ'
และถ้าสตรีที่ปรากฏในห้วงจิตคือสตรีที่จ้าวหมื่นมารติดค้างจริงๆ คำถามของเฉียวเฟิงต่อพานลี่คือ... เด็กตัวน้อยพานลี่เกี่ยวอะไรกับนาง
เฉียวเฟิงไม่สามารถหากคำตอบ หรือมองเห็นความสัมพันธ์ใดๆ ของนาง สตรีผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่กับตัวเด็กน้อยพานลี่ได้เลย